- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 60 หานกุ้ยซาน
บทที่ 60 หานกุ้ยซาน
บทที่ 60 หานกุ้ยซาน
กรรมการบริหารหานอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองก้อนแป้งผักดองในมือ
มันก็เป็นแค่ก้อนแป้งผักดองธรรมดา ๆ วิธีการใส่ผักดองก็เหมือนกับตอนเด็ก ๆ ไม่ผิดเพี้ยน เพียงแต่ว่าแป้งในตอนเด็กจะหยาบกว่านี้ และยังต้องใส่รำข้าวกับโจ๊กข้าวข้น ทางที่ดีที่สุดคือใส่ผักป่าอีกกองหนึ่งลงไปต้มเป็นซุป กินแบบนี้ทั้งสามมื้อ
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ก้อนแป้งผักดองนี้ทำให้เขานึกถึงแม่ที่จากไปนานแล้ว
ลูกสาวของแม่ครัว อาหารที่ทำได้ดีที่สุดในชีวิตกลับเป็นก้อนแป้งผักดอง
“ก้อนแป้งผักดองนี่ นักศึกษาคนไหนเป็นคนทำเหรอครับ?” กรรมการบริหารหานอดไม่ได้ที่จะถาม
…
นักศึกษาผู้น้อยที่ทำก้อนแป้งผักดอง ตอนนี้กำลังโดนไก่ผัดพริกเสฉวนทำให้เผ็ดจนขึ้นสวรรค์อยู่
เจียงเฟิงจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองดื่มน้ำไปกี่แก้ว โดยพื้นฐานแล้วคือเนื้อหนึ่งชิ้นน้ำหนึ่งอึก เผ็ดจนน้ำตาแทบจะไหลออกมาจากเบ้าตา
เจียงเฟิงถึงกับรู้สึกว่าปากของเขาบวมเจ่อไปแล้ว
พอลองจับดู ก็เหมือนจะบวมจริง ๆ ด้วย
อู๋หมิ่นฉีในฐานะที่เป็นคนแคว้นสู่โดยกำเนิด ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเจียงเฟิงถึงโดนความเผ็ดของไก่ผัดพริกเสฉวนเล่นงานจนเป็นสภาพนี้ได้ เธอถึงขนาดที่ว่าเพื่อเอาใจนักเรียนประถมที่กินเผ็ดไม่ค่อยได้เลยไม่ได้ใช้พริกแห้งแต่ใช้พริกสดแทน เพียงแค่โรยพริกไทยเสฉวนเพิ่มไปหยิบมือเดียวเท่านั้น
ในชีวิตยี่สิบปีที่ผ่านมาของเจียงเฟิง อาหารเผ็ดที่สุดที่เคยกินก็คือเนื้อแกะย่างเสียบไม้ที่เฉินซิ่วซิ่วพาเขาไปกินในซอยตอนมัธยมปลาย ต่อมาเพราะไม่สะอาดเลยทั้งอาเจียนทั้งท้องเสียจนต้องไปนอนให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลสองวัน แต่เมื่อเทียบกับไก่ผัดพริกของอู๋หมิ่นฉีจานนี้แล้ว เนื้อแกะย่างเสียบไม้สองสามไม้ที่เผ็ดจนเจียงเฟิงต้องสูดปากไม่หยุดก็ถือว่าธรรมดา ๆ ไปเลย
เจียงเฟิงตระหนักได้อย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรกว่า เขาเป็นคนกินเผ็ดไม่ได้จริง ๆ
ถึงแม้จะเผ็ดจนปากเจ่อ เจียงเฟิงก็ยังคงกินกับข้าวในจานจนเกลี้ยง
“เดี๋ยวพวกเราต้องทำอาหารเย็นด้วยไหม?” กินข้าวเสร็จ อู๋หมิ่นฉีนั่งอยู่ที่เก้าอี้ด้วยความคันไม้คันมือ
เธอไม่เหมือนเจียงเฟิง ที่สามารถฝึกฝีมือที่ร้านของตัวเองได้ทุกวัน นับตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยมา นอกจากตอนปิดเทอมที่ได้กลับบ้านไปช่วยงานในครัวเป็นครั้งคราวแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ลงมือทำอาหารในเมือง A
เจียงเฟิงดูออกว่า อู๋หมิ่นฉีกำลังคันไม้คันมือ
แต่เขากลับสาดน้ำเย็นใส่อู๋หมิ่นฉี “ไม่ต้องทำอาหารเย็น”
บนใบหน้าของอู๋หมิ่นฉีเต็มไปด้วยความเสียดาย
“ยังไงประธานก็ดีกว่า ร้านก็เปิดอยู่ที่โรงเรียน จะเข้าไปอยู่ในครัวเมื่อไหร่ก็ได้” อู๋หมิ่นฉีพูดด้วยความอิจฉาอย่างสุดซึ้ง
เมื่อนึกถึงรสชาติของกับข้าวที่กินเมื่อครู่ จู่ ๆ เจียงเฟิงก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
“เธอ… ปกติเรียนเยอะไหม?” เจียงเฟิงรู้ว่า อู๋หมิ่นฉีเรียนสาขาโภชนาการอาหาร ชื่อสาขาฟังดูเหมือนจะง่ายแต่หลักสูตรกลับไม่หมูเลย ภาระงานหนักจัดอยู่ในหมวดวิศวกรรมศาสตร์
“หนูไม่ค่อยได้ไปเรียนเท่าไหร่” อู๋หมิ่นฉีโดดเรียนได้อย่างมั่นใจ “ตอนแรกหนูนึกว่าเป็นสาขาที่เรียนเกี่ยวกับวัตถุดิบอาหาร ไม่คิดเลยว่าจะได้เรียนเคมี”
เจียงเฟิง “…”
เป็นที่รู้กันดีว่า ถ้าจะเรียนเรื่องวัตถุดิบอาหารควรจะไปที่โรงเรียนเฉพาะทาง
“อะแฮ่ม ถ้าเธอโดด…ไม่ค่อยเข้าเรียนล่ะก็ มาช่วยงานที่ร้านเราดีไหมล่ะ ในครัวเธอจะใช้ยังไงก็ได้ตามสบายเลย ที่บ้านฉันในครัวมีสี่เตา” เจียงเฟิงกล่าว
แถมยังขาดพ่อครัวอาหารเสฉวนอยู่พอดี
เจียงเจี้ยนคังชอบรสหวาน สำหรับอาหารเผ็ดน่ะเหรอ ไม่มีทาง
ถ้าหาคำว่า ‘เผ็ด’ เจอในเมนูอาหารสักคำ ถือว่านั่นไม่ใช่ร้านอาหารตามสั่งเจี้ยนคัง
ดวงตาของอู๋หมิ่นฉีเป็นประกายขึ้นมาทันที “ใช้ครัวที่บ้านพี่ได้ตามสบายเลยเหรอคะ?!”
“ต้องรอให้ลูกค้าสั่งอาหารก่อนถึงจะใช้ได้”
“อย่างนั้นก็ได้!” ช่วงนี้อู๋หมิ่นฉีอยากจะทำอาหารจนแทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว
เทอมนี้หลังจากวันชาติก็ไม่มีวันหยุดอีกเลย ก่อนจะถึงวันนี้อู๋หมิ่นฉีไม่ได้จับมีดกับกระทะมาเกือบสามเดือนแล้ว ตอนกลางคืนนอนหลับก็ยังฝันว่ากำลังซอยหัวไชเท้าอยู่
ในแง่หนึ่ง เธอถือได้ว่าเป็นคนบ้าทำอาหาร
“เธอว่างก็มาได้เลย” เจียงเฟิงไม่เอ่ยถึงเรื่องเงินเดือนเลยแม้แต่น้อย
อู๋หมิ่นฉีก็ไม่รู้ตัวว่าอันที่จริงแล้วเจียงเฟิงกำลังชวนเธอไปเป็นพ่อครัวที่ร้าน หรือแม้กระทั่งในใจยังแอบขอบคุณเจียงเฟิงที่ให้สถานที่ฝึกฝนฝีมือการทำอาหารแก่เธอ เพราะตอนที่เธอช่วยงานที่ภัตตาคารสกุลอู๋ก็ไม่มีเงินเดือนเหมือนกัน
อีกอย่างเธอก็ไม่ได้ขาดเงิน ถึงแม้คุณปู่อู๋จะเข้มงวดกับฝีมือการทำอาหารของเด็กรุ่นหลังมาก แต่ในเรื่องเงินทองกลับใจกว้างเสมอ ขอเพียงไม่เกี่ยวข้องกับการพนันหรือยาเสพติด ก็สามารถใช้จ่ายได้อย่างตามใจชอบ
หลังจากบรรลุข้อตกลงฉันมิตรแล้ว ทั้งสองคนก็เริ่มเดินเตร่ไปเรื่อย
ตอนบ่ายยังมีนักศึกษาจากคณะดนตรีและการเต้นรำที่ร้องเพลงเก่งเต้นเก่งมาแสดงให้ผู้สูงอายุที่อยู่ตัวคนเดียวชมด้วย เจียงเฟิงตัดสินใจว่าจะรีบไปจองที่นั่งดี ๆ ไว้ก่อน ปกติแล้วคณะดนตรีและการเต้นรำจัดกิจกรรมอะไรก็ต้องแย่งบัตรกัน ชมรมหมากรุกจีนได้บัตรมาสักสองใบก็ดีแค่ไหนแล้ว แถมยังเป็นที่นั่งแถวนอกสุดติดประตูอีกต่างหาก เจียงเฟิงเคยไปแค่ครั้งเดียว แม้แต่หน้าของพี่สาวที่เต้นอยู่บนเวทีก็ยังมองไม่เห็นเลย
ครั้งนี้ เจียงเฟิงตัดสินใจว่าจะอู้งานไปจองที่นั่ง!
ยังไม่ทันที่เจียงเฟิงจะหาห้องแสดงเจอ เขาก็ถูกคุณครูเฉินผู้มีอิทธิฤทธิ์กว้างไกลที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ลากตัวไปเสียก่อน
“กรรมการบริหารหานกำลังตามหาเธออยู่พอดี!” คุณครูเฉินลากเจียงเฟิงไปที่ห้องแสดง
จะว่าบังเอิญหรือเปล่านะ กรรมการบริหารหานก็อยู่ที่ห้องแสดงพอดี
“กรรมการบริหารหานใครหรือครับ?” เจียงเฟิงไม่รู้โครงสร้างบุคลากรภายในของโรงเรียนประถมเฉินเฟิงเลยแม้แต่น้อย
“กรรมการบริหารหานเป็นหนึ่งในกรรมการบริหาร 5 คนของโรงเรียนเรา ท่านอยากจะคุยกับเธอเรื่องก้อนแป้งผักดองที่เธอทำเมื่อกลางวันนี้น่ะ” คุณครูเฉินก็รู้เพียงเท่านี้
เจียงเฟิงใจหายวาบ
ไม่จริงน่า ยุคนี้กระเพาะของคนรวยจะบอบบางขนาดนี้เลยเหรอ กินก้อนแป้งผักดองแล้วป่วยขึ้นมาเนี่ยนะ?
ทั้งหมดเป็นธัญพืชขัดสี ไม่ได้ใช้ธัญพืชหยาบเลยนะ!
เจียงเฟิงเดินตามคุณครูเฉินมาที่ห้องแสดงด้วยใจที่ตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ตลอดทาง
ทุกคนกำลังจัดสถานที่ ซึ่งอันที่จริงก็คือกลุ่มนักเรียนประถมกำลังวางดอกไม้สดบนที่นั่ง ติดของตกแต่งที่ทำจากพลาสติกและริบบิ้นบนผนัง ของตกแต่งพวกนั้นดูน่าเกลียดทีเดียว มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นงานฝีมือของทุกคน
เขามองไม่เห็นนักศึกษาจากมหาลัย A คาดว่าคงจะกำลังเตรียมตัวอยู่หลังเวทีกันหมด
เจียงเฟิงได้ยินมาว่านักศึกษาจากคณะดนตรีและการเต้นรำที่มาแสดงในครั้งนี้ซ้อมกันมาหลายสัปดาห์เลยทีเดียว ให้ความสำคัญอย่างมาก
ก็มีแต่คนที่ไม่สนใจกิจกรรมอย่างเจียงเฟิงเท่านั้นที่เพิ่งจะมารู้ตอนมาถึงแล้วว่า สถานที่จัดกิจกรรมอาสาสมัครในครั้งนี้คือโรงเรียนประถมเฉินเฟิง หลิวเชี่ยนยังรู้ก่อนเขาตั้งสามวัน
กรรมการบริหารหานอยู่ที่ชั้นสอง
คุณครูเฉินพาคนมาส่งแล้วก็เดินจากไปอย่างรู้หน้าที่ บนชั้นสองมีเพียงกรรมการบริหารหานกับเจียงเฟิงสองคน
เจียงเฟิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นกรรมการบริหารหานยิ้มแย้มใบหน้าใจดี ไม่เหมือนกับคนท้องเสียแล้วจะมาหาเรื่อง ก็รู้สึกสงสัยในขณะเดียวกันว่ากรรมการบริหารของโรงเรียนประถมคุณหนูเอกชนจะมาหานักศึกษาจากมหาลัย A อย่างเขาทำไม
สิ่งสำคัญที่สุดคือเจียงเฟิงรู้สึกว่ากรรมการบริหารหานที่อยู่ตรงหน้าดูคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง
เหมือนกับว่าช่วงก่อนหน้านี้เคยเจอตัวจริงหรือรูปถ่ายของเขา
หรือว่า… เป็นลูกค้าที่ร้าน?
ระดับชั้นของลูกค้าร้านอาหารตามสั่งเจี้ยนคังสูงส่งถึงเพียงนี้แล้วเหรอ?
“นักศึกษาเสี่ยวเจียง” กรรมการบริหารหานเอ่ยขึ้น “ไม่ต้องเกร็งนะ ที่ฉันมาหาเธอวันนี้ก็เพราะมีเรื่องอยากจะขอร้อง”
“ติ๊ง”
เจียงเฟิง “???”
เกมส่งเสียงติ๊งขึ้นมาหมายความว่ายังไง???
พูดสิ ไหนว่ามีฝ่ายบริการลูกค้าแล้วยังได้รับความคิดเห็นจากผู้เล่นอะไรนั่นอีก กล้าอัปเดตก็กล้าพูดที่เหลือให้จบสิ!
เกมไม่มีการตอบสนองใด ๆ
“เอ่อ… คุณ… คุณหานครับ พวกเราเคยเจอกันที่ไหนหรือเปล่าครับ?” เจียงเฟิงรู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ใช่นักเรียนของโรงเรียนประถมเฉินเฟิง จะเรียกกรรมการบริหารหานว่ากรรมการบริหารก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ แต่เขายิ่งมองกรรมการบริหารหานก็ยิ่งรู้สึกว่าคุ้นหน้าคุ้นตามากขึ้นเรื่อย ๆ
กรรมการบริหารหานชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็หัวเราะออกมา “นักศึกษาเสี่ยวเจียงอาจจะเคยเห็นรูปถ่ายของฉัน ลืมแนะนำตัวไปเลย ฉันชื่อหานกุ้ยซาน”
หานกุ้ยซาน!
เจ้าของรสเลิศ!
เจียงเฟิงรู้แล้วว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกว่าหานกุ้ยซานคุ้นหน้าคุ้นตา ก่อนหน้านี้ตอนเช้าที่เขาค้นหาข้อมูลการแข่งขัน เขาเคยเข้าไปดูเว็บไซต์ทางการของรสเลิศ รูปถ่ายของหานกุ้ยซานก็อยู่บนเว็บไซต์นั่นเอง
และ…
เมื่อเทียบกับตัวจริงแล้ว รูปถ่ายดูเหมือนจะผ่านการแต่งเติมมาด้วย
แต่งตาให้โตขึ้น ลบเลือนริ้วรอยปรับผิวขาวปรับหน้าเรียว ไม่ขาดเลยสักอย่าง
“ไม่ทราบว่า คุณหานมีอะไรให้ผมช่วยเหรอครับ?” เจียงเฟิงถาม เขาไม่คิดว่าเจ้าของรสเลิศจะต้องการความช่วยเหลือจากเขา
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้ วันนี้ตอนกลางวันฉันโชคดีได้ชิมก้อนแป้งผักดองที่นักศึกษาเสี่ยวเจียงทำ รู้สึกว่าความหมายของการรำลึกความขมขื่นเพื่อชื่นชมความหวานชื่นในปัจจุบันนั้นดีมาก ฉันเลยอยากจะจัดกิจกรรมให้ความรู้ในหัวข้อรำลึกความขมขื่นเพื่อชื่นชมความหวานชื่นในปัจจุบันที่บริษัทด้วย ดังนั้นฉันจึงอยากจะขอให้เธอช่วยทำก้อนแป้งผักดองเหมือนกับวันนี้ให้ฉันสักชุดหนึ่ง” หานกุ้ยซานกล่าว
เจียงเฟิงถึงกับพูดไม่ออก
ความคิดของเจ้าของรสเลิศนี่ช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ กินก้อนแป้งผักดองยังนึกถึงการจัดกิจกรรมให้ความรู้ในบริษัทได้ด้วย
แต่ก้อนแป้งผักดองเป็นเมนูอาหารในตำราของเกม วันหนึ่งเจียงเฟิงสามารถทำได้แค่ 60 ชิ้นเท่านั้น เขาจึงปฏิเสธไปว่า “ต้องขออภัยด้วยครับ คุณหาน ก้อนแป้งผักดองของผมนี่วันหนึ่งทำได้อย่างมากแค่ 60 ชิ้นเท่านั้นครับ อาจจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคุณได้”
“60 ชิ้นก็เพียงพอแล้ว หรือวันละสิบกว่าชิ้นก็ยังได้” หานกุ้ยซานกล่าว เมื่อเห็นแววตาที่ประหลาดใจเล็กน้อยของเจียงเฟิงจึงอธิบายว่า “ฉันอยากจะค่อย ๆ เริ่มกิจกรรมนี้ไปทีละน้อย เริ่มจากระดับผู้บริหารของบริษัทก่อน”
เจียงเฟิง “…”
เถ้าแก่หานท่านนี้เป็นเถ้าแก่ที่มีความคิดสร้างสรรค์จริง ๆ แนวคิดและกระบวนการคิดแตกต่างจากคนปกติโดยสิ้นเชิง
“วันละสิบกว่าชิ้นไม่มีปัญหาเลยครับ ชุดละหกชิ้น วันละสองชุดสิบสองชิ้น ท่านว่าดีไหมครับ?” เจียงเฟิงกล่าว
“นอกจากนี้ฉันยังมีเรื่องจะขอร้องอีกอย่างหนึ่ง จะกรุณาให้นักศึกษาเสี่ยวเจียงมาทำก้อนแป้งผักดองพวกนี้ที่บ้านฉันได้ไหม?” หานกุ้ยซานกล่าวต่อ
เจียงเฟิง “???”
เถ้าแก่หานท่านนี้เป็นอะไรไป มีเรื่องกับก้อนแป้งผักดองรึไง?
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ฉันอยากจะเรียนรู้วิธีทำอาหารจานนี้ด้วยตัวเองก่อน อีกสักพักจะได้ลงมือทำให้ลูกชายกินเอง เจ้าเด็กนั่นถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจมาตั้งแต่เด็ก ก็ควรจะได้ลิ้มรสความลำบากบ้าง เรื่องราคาไม่ใช่ปัญหา แล้วก็ต้องรบกวนนักศึกษาเสี่ยวเจียงเดินทางมาเป็นพิเศษด้วย เธอว่าค่าตอบแทนวันละหนึ่งพันหยวนดีไหม?” หานกุ้ยซานถาม
หนึ่งพัน!
มหาเศรษฐีหนี้ร้อยล้านเจียงเฟิงถึงกับตะลึงในความใจกว้างของหานกุ้ยซานทันที
ถึงแม้เถ้าแก่หานท่านนี้จะมีกระบวนการคิดที่แปลกประหลาดและความคิดที่ไม่เหมือนใคร แต่เขาก็ใจกว้างมากนะ! ตอนแรกเจียงเฟิงแค่คิดจะโก่งราคาขายลูกละหกหยวนแล้วยังต่อรองราคาได้อีก ไม่คิดเลยว่าหานกุ้ยซานจะเสนอราคามาหนึ่งพันหยวนโดยตรง
เงินหนึ่งพันหยวนซื้อก้อนแป้งผักดอง 12 ชิ้น ก้อนแป้งอะไรจะซื้อไม่ได้
เจียงเฟิงตอบตกลงทันที
แล้วก็ได้วีแชตของหานกุ้ยซานมา
ตอนที่เจียงเฟิงลงบันไดมาเขาก็รู้สึกเหมือนตัวลอย ๆ
ความรู้สึกนี้เหมือนกับเงินหล่นมาจากฟ้า ไม่โดนใครเลย แต่กลับมาโดนเจียงเฟิงคนเดียว แม้แต่ลมที่พัดมาก็เหมือนกับถูกพัดด้วยเงินหยวน
ตอนที่เจียงเฟิงลอยมาถึงหน้าประตู เขาก็ถูกกรรมการสภานักศึกษาตาดีคนหนึ่งคว้าตัวไว้
“เจียงเฟิง นายขึ้นไปทำอะไรบนชั้นสอง? จริงสิ แล้วการแสดงของนายล่ะ เหลือแค่นายคนเดียวที่ยังไม่ได้ลงชื่อการแสดง” กรรมการสภานักศึกษาถือสมุดเล่มเล็กไว้ในมือซ้ายและปากกาไว้ในมือขวา
“การแสดง การแสดงอะไรเหรอ?” สมองของเจียงเฟิงที่มึนเมาไปกับเงินทองเริ่มได้สติกลับคืนมาเล็กน้อย
“การแสดงตอนบ่ายไง ทุกชมรมต้องส่งการแสดงหนึ่งอย่าง สภานักศึกษาก็ส่งข้อความแจ้งไปเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้วไม่ใช่เหรอ นายไม่ได้รับเหรอ?” กรรมการสภานักศึกษาถาม
เจียงเฟิงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ค้นหาอยู่ครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็เจอข้อความแจ้งเตือนที่สภานักศึกษาส่งมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในกล่องข้อความขยะ
ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมเบอร์ของกรรมการสภานักศึกษาถึงถูกบล็อก…
เจียงเฟิงได้แต่เงยหน้ามองฟ้าเงียบ ๆ
“การแสดง… การแสดง…” เจียงเฟิงคิดไม่ออกจริง ๆ ว่านอกจากกินนอนและทำอาหารแล้ว ตัวเองจะมีความสามารถพิเศษอะไรที่พอจะเอาไปโชว์ได้อีก ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้วก็วัดใจไปเลยแล้วกัน “ฉันจะแสดงการหั่นผัก”
“ฮะ? หั่นผัก?” กรรมการสภานักศึกษาถึงกับอึ้งไปเลย
“ใช่ หั่นผัก!”