- หน้าแรก
- ข้าคือเจ้าแห่งแดนสุขาวดี
- บทที่ 51 - ตุลาการหน้าเหล็ก
บทที่ 51 - ตุลาการหน้าเหล็ก
บทที่ 51 - ตุลาการหน้าเหล็ก
บทที่ 51 - ตุลาการหน้าเหล็ก
สองวันต่อมา แถบทะเลสาบเสวียนซาอากาศแจ่มใส
ศิษย์สำนักชิงตานยึดครองปากแม่น้ำขาวทางปลายน้ำ ทะเลสาบเสวียนซาไม่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกมารโดยตรง บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงมาก
ตระกูลเฉินก็ส่งคนในตระกูลออกไปเก็บกวาดซากปรักหักพังรอบนอก
ทะเลสาบเสวียนซาที่เคยเงียบเหงาราวกับเมืองร้าง กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ในลานกว้างฝั่งเหนือทะเลสาบเสวียนซา ทุกคนมารวมตัวกัน
เย่ว์หลิงซวงเอ่ยปาก "สองวันนี้เจียงไห่พาลูกน้องไปตั้งหลักที่ปากแม่น้ำขาวได้มั่นคงแล้ว ถึงเวลาตีเขาหินดำแล้ว
ส่วนจะตีเขาหินดำอย่างไร ข้าอยากฟังความเห็นของทุกท่าน"
ทุกคนไม่พูด มองไปที่ชายชราผมขาวโพลนคนหนึ่ง
คนผู้นี้ชื่อเฉินถิงซง เป็นผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลเฉิน
ตบะขอบเขตทะเลปราณระยะปลาย อายุร้อยแปดสิบกว่าปีแล้ว
แม้จะหมดหวังเรื่องขอบเขตผสานธาตุ แต่สถานะของเขาไม่ต่ำ
หญิงตระกูลเฉินที่ปู่ของเย่ว์หลิงซวงแต่งงานด้วย คืออาแท้ๆ ของเฉินถิงซง
นั่นหมายความว่า เฉินถิงซงเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพ่อของเย่ว์หลิงซวง
ดังนั้น ทุกคนจึงไม่กล้าดูถูกตาแก่คนนี้แม้แต่น้อย
อีกทั้งเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของเฉินถิงซง ก็อยู่ที่ตระกูลเฉิน
เรื่องฝีมือเขาอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าพูดถึงความเข้าใจในลุ่มแม่น้ำเสวียนซา เขาเป็นที่หนึ่งแน่นอน
เฉินถิงซงลุกขึ้นประสานมือ "รอบเขาหินดำพื้นที่ราบเรียบ มีแค่เขาลูกเล็กๆ ลูกนี้
แถวนั้นมีจุดรวมวิญญาณจุดหนึ่ง พลังปราณที่พวยพุ่งออกมาจากจุดรวมวิญญาณนั้น เทียบได้กับชีพจรวิญญาณระดับสองขั้นต่ำ
จุดรวมวิญญาณระดับนี้ ไม่อาจรองรับการผลาญพลังงานอย่างต่อเนื่องของค่ายกลระดับสองขั้นกลางถึงสูงได้นาน
ดังนั้น การบุกหนักจึงไม่ใช่แผนที่ดี ทางที่ดีควรให้ผู้ฝึกตนขอบเขตทะเลปราณสลับกันโจมตี
เพื่อความอยู่รอด พวกผู้ฝึกมารต้องเปิดค่ายกลตลอดเวลาแน่นอน
ไม่นาน ค่ายกลของเขาหินดำก็จะพังไปเอง..."
ตูม~~
พูดยังไม่ทันจบ เสียงดังสนั่นราวกับฟ้าผ่าก็ดังมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้
แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น อาคารรอบทะเลสาบเสวียนซาพังทลายลงในแรงสั่นสะเทือน
ความเคลื่อนไหวนี้มาเร็วไปเร็ว
เพียงไม่กี่ลมหายใจ แรงสั่นสะเทือนก็หยุดลงอย่างสมบูรณ์
ทว่า เมื่อทุกคนใช้จิตสัมผัสส่องดูภาพภายนอก แต่ละคนหน้าถอดสี
เพราะค่ายกลป้องกันของทะเลสาบเสวียนซาจู่ๆ ก็ปิดลง
เฉินถิงซงแม้อายุมาก แต่ปฏิกิริยาไวมาก
"เปิดค่ายกลสำรองเดี๋ยวนี้ ในคลังตระกูลมีหินวิญญาณเท่าไหร่ ทุ่มลงไปให้หมด"
ผู้ฝึกตนวัยกลางคนคนหนึ่งโค้งกายรับคำสั่ง แล้วรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
เย่ว์หลิงซวงใบหน้างดงามบัดนี้มืดมนจนหยดน้ำได้ "ข้าสัมผัสได้ว่าชีพจรวิญญาณรอบๆ มีปัญหา ระดับพลังปราณแถวทะเลสาบเสวียนซากำลังลดลงอย่างรวดเร็ว
ท่านปู่ ชีพจรวิญญาณทะเลสาบเสวียนซาเคยมีปัญหาแบบนี้ไหม?"
เฉินถิงซงส่ายหน้ารัวๆ "ชีพจรวิญญาณทะเลสาบเสวียนซามั่นคงมาตลอด ตระกูลเฉินข้าปักหลักที่นี่มาพันปี อย่าว่าแต่พลังปราณลดฮวบเลย แม้แต่ความผันผวนก็แทบไม่มี"
ได้ยินดังนั้น หน้าเย่ว์หลิงซวงยิ่งแย่ลง "เช่นนี้แล้ว ชีพจรวิญญาณมีปัญหา น่าจะเป็นฝีมือผู้ฝึกมาร
หวังซู่ เจ้ารีบจัดคนเฝ้าระวัง ป้องกันผู้ฝึกมารลอบโจมตี
คนอื่นทั้งหมด เตรียมพร้อมรับศึก"
พูดไม่ทันขาดคำ ข้างนอกก็มีเสียงฆ่าฟันดังสนั่นหวั่นไหว
ทุกคนออกประตูไปดู เห็นผู้ฝึกตนแต่งกายแบบผู้บำเพ็ญเพียรอิสระจำนวนมาก ผุดขึ้นมาจากแม่น้ำรอบทะเลสาบเสวียนซา มุ่งหน้าฆ่าฟันมายังริมฝั่งทะเลสาบ
ผู้ฝึกตนสำนักชิงตานรับมืออย่างฉุกละหุก ถูกตีถอยร่นไม่เป็นขบวน
เฉินถิงซงหน้าแดงก่ำด้วยความร้อนใจ "รองเจ้าหอเย่ ตระกูลเฉินข้ามีที่สำคัญที่สุดสองแห่ง หนึ่งคือศาลบรรพชนข้างๆ นี้ สองคือคลังสมบัติฝั่งตะวันออกของทะเลสาบ
รอบทะเลสาบเสวียนซา ศูนย์กลางควบคุมค่ายกลทั้งหมด อยู่ในศาลบรรพชน
ชีพจรวิญญาณถูกรบกวน อาจจะยังฟื้นฟูได้
ขอแค่รักษาศาลบรรพชนไว้ได้ ก็มีโอกาสเปิดค่ายกลใหม่"
เย่ว์หลิงซวงพยักหน้าเล็กน้อย สั่งทันที "ผู้ฝึกตนสำนักชิงตานป้องกันศาลบรรพชนสุดกำลัง ลูกหลานตระกูลเฉินทั้งหมดตามเฉินฉางซานไปเฝ้าคลังสมบัติตระกูลเฉิน"
ทุกคนรับคำสั่งแยกย้ายกันไป เสียงฆ่าฟันดังระงมไปทั่ว
ผู้ฝึกมารที่แต่งกายแบบผู้บำเพ็ญเพียรอิสระเหล่านั้น ส่วนใหญ่ฆ่าฟันมาถึงริมฝั่งทะเลสาบแล้ว พัวพันอยู่กับลูกหลานสำนักชิงตานและตระกูลเฉิน
หน้าบ้านหินหลังหนึ่งทางฝั่งตะวันออกของทะเลสาบ เฉินจงหมิงจมูกเหยี่ยวกำลังถูกผู้ฝึกมารรุมล้อม
ท่ามกลางความโกลาหล คนตระกูลเฉินคนอื่นเอาตัวไม่รอด ไม่มีเวลามาสนใจเขา
แต่เขาอาศัยฝีมือของตัวเอง และสมบัติป้องกันตัว เอาตัวรอดได้สบาย
ผู้ฝึกมารรวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ ลูกหลานตระกูลเฉินจำต้องถอยเข้าบ้านหิน
ผู้ฝึกมารข้างนอกโยนยันต์เข้าไปในบ้านไม่หยุด ในบ้านหินก็มีเสียงร้องโหยหวนดังออกมาเรื่อยๆ
หลายสิบลมหายใจผ่านไป แสงสีฟ้าครามสายหนึ่งก็พุ่งขึ้นจากทะเลสาบ
เพียงไม่กี่ลมหายใจ แสงสีฟ้าครามก็กลายเป็นม่านป้องกัน ปกป้องทะเลสาบเสวียนซาทั้งหมดไว้ข้างใน
ผู้ฝึกตนสำนักชิงตานและตระกูลเฉิน ถูกบีบให้ถอยมาอยู่ริมทะเลสาบเสวียนซานานแล้ว ตอนนี้ล้วนอยู่ในม่านป้องกัน
ส่วนผู้ฝึกมารพวกนั้น ถูกม่านป้องกันแบ่งแยก ครึ่งหนึ่งอยู่ข้างใน ครึ่งหนึ่งอยู่ข้างนอก
เห็นมีค่ายกลป้องกันให้พึ่งพา ผู้ฝึกตนสำนักชิงตานและตระกูลเฉินขวัญกำลังใจดีเยี่ยม
บวกกับความได้เปรียบด้านจำนวน ผู้ฝึกมารในค่ายกลป้องกัน ถูกตีจนร้องพ่อจ๋าแม่จ๋าในเวลาไม่นาน
ห่างจากทะเลสาบเสวียนซาไปทางตะวันออกสิบกว่าลี้ ผู้ฝึกตนสวมชุดคลุมยาวสีแดงเข้มสองคน กำลังดูการต่อสู้จากระยะไกล
ผู้ฝึกตนรูปร่างกำยำ ร้อนใจจนเกาหัวเกาหู
"ตราเขย่าภูเขาของเจ้ายังยื้อได้อีกนานแค่ไหน?"
ผู้ฝึกตนรูปร่างผอมถอนหายใจ "ตราเขย่าภูเขาของข้ายื้อได้อย่างมากก็แค่หนึ่งเค่อ
นึกไม่ถึงว่าตระกูลเฉินจะมีค่ายกลสำรองที่ใช้หินวิญญาณขับเคลื่อน ขอแค่หินวิญญาณพอ ค่ายกลแบบนี้ยื้อได้สิบวันครึ่งเดือนก็ไม่มีปัญหา
ลำพังลูกท้อเน่าไม่กี่เข่งของลัทธิเมฆามาร ไม่มีทางชนะแล้ว
ทางที่ดีที่สุดตอนนี้ คือรีบถอยซะ จะได้ไม่ตายกันหมด"
ได้ยินดังนั้น ผู้ฝึกตนร่างกำยำก็ตาแดงทันที "เจ้าล้อเล่นอะไร? ผู้ฝึกตนสองร้อยกว่าคนติดอยู่ในค่ายกล ในนั้นยังมีศิษย์สายนอกของลัทธิค้างคาวโลหิตเราอีกสิบกว่าคน
ถ้าพวกเราถอย พวกมันไม่มีใครรอดแน่"
ผู้ฝึกตนร่างผอมถอนหายใจ "ข้าก็ไม่อยากให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ แต่ถ้ายังไม่ตัดสินใจ ผู้ฝึกตนนอกค่ายกลอีกสองร้อยกว่าคนก็จะไม่มีใครรอดเหมือนกัน"
เขามองตราเขย่าภูเขาข้างกาย "ข้าหล่อเลี้ยงตราเขย่าภูเขามาสิบกว่าปี ก็ทำให้มันยื้อได้แค่หนึ่งเค่อ
เทียบกับความทุ่มเทสิบกว่าปีของข้า สองร้อยกว่าชีวิตนับเป็นอะไรได้?"
พูดจบ ก็โบกมือเรียกตราเขย่าภูเขากลับมาในฝ่ามือ
มองรอยร้าวบนตราประทับที่ลึกขึ้นอีกชั้น เขาทำหน้าปวดใจ
ผู้ฝึกตนร่างกำยำแววตาฉายแววอำมหิต "ตระกูลเฉินฆ่าศิษย์ลัทธิค้างคาวโลหิตข้า จะปล่อยพวกมันไปง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้"
พูดจบ ก็ค่อยๆ ยกมือขวาขึ้น หันไปทางทะเลสาบเสวียนซา
ชั่วพริบตา บนท้องฟ้าปลอดโปร่งเหนือทะเลสาบเสวียนซา จู่ๆ ก็ปรากฏเมฆโลหิตขนาดหลายลี้ขึ้น
ผู้ฝึกตนที่กำลังต่อสู้กัน มองเมฆโลหิตที่โผล่มาไม่มีปี่มีขลุ่ย ต่างพากันยืนงง ลืมฆ่าฟันกันไปเลย
ทันใดนั้น เมฆโลหิตนั้นก็เปลี่ยนรูปร่างไปเรื่อยๆ ค่อยๆ กลายเป็นรูปร่างฝ่ามือ ตกลงมาสู่ทะเลสาบเสวียนซาอย่างรวดเร็ว
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวกดทับลงมาจากฟากฟ้า ม่านป้องกันสีฟ้าครามเหนือทะเลสาบเสวียนซา ถูกแรงกดดันนี้ค่อยๆ กดจนแบนราบ
ผู้ฝึกตนสองฝั่งทะเลสาบ ถูกกดจนเงยหน้าไม่ขึ้น
ผู้ฝึกตนที่ตบะอ่อนด้อย ถึงกับคุกเข่าลงกับพื้น
โชคดีที่โลกผู้บำเพ็ญเพียรมีกฎไม่เอาผิดคนธรรมดา ทางทะเลสาบเสวียนซาก็ไม่ค่อยมีคนธรรมดา
ไม่อย่างนั้น ภายใต้เมฆโลหิตนี้ คงศพเกลื่อนกลาด
เพล้ง~~
ม่านป้องกันที่สร้างจากค่ายกลชั่วคราว แตกกระจาย
เย่ว์หลิงซวงในฐานะแม่ทัพสูงสุดแห่งทะเลสาบเสวียนซา แม้จะถูกวิชานี้กดดัน แต่จำต้องลงมือ
กระบี่ยาวสีฟ้าครามเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า เย่ว์หลิงซวงสะบัดมือน้อยๆ กระบี่ยาวพุ่งตรงขึ้นไปแทงฝ่ามือเมฆโลหิตด้านบน
เคร้ง~~
กระบี่ยาวเหมือนชนเข้ากับแผ่นเหล็ก ส่งเสียงดังสนั่น
จากนั้น กระบี่ยาวก็ร่วงลงมาด้วยความเร็วที่เร็วกว่าเดิม ตัวกระบี่หม่นหมองไร้แสง
เย่ว์หลิงซวงหน้าซีดเผือดทันที หายใจหอบถี่
นางเอ่ยปากอย่างยากลำบาก "ถอย!"
พูดยังไม่ทันขาดคำ พัดจีบสีดำเล่มหนึ่งก็บินมาจากทิศเหนือ
ฉัวะ~~
เสียงบาดหูดังขึ้น มือเมฆโลหิตอันน่าสะพรึงกลัวนั้นถูกพัดจีบตัดขาดเป็นสองท่อน แล้วหายวับไปไร้ร่องรอย
ในขณะนั้นเอง เสียงตวาดก็ดังขึ้น "ถอย!"
ได้ยินดังนั้น ผู้ฝึกมารริมทะเลสาบเสวียนซาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะสู้ต่อ พากันหนีตายไปทางปลายน้ำแม่น้ำเสวียนซา
ผู้ฝึกตนสำนักชิงตานเวลานี้ก็ไม่กล้าบุ่มบ่าม ได้แต่มองดูพวกเขาหนีไป
ห่างจากทะเลสาบเสวียนซาไปทางตะวันออกสิบกว่าลี้ ผู้ฝึกตนสวมชุดคลุมยาวสีแดงเข้มสองคนกำลังจะหนีไปทางทิศใต้
ทันใดนั้น ผู้ฝึกตนสวมชุดขุนนางสีแดง สวมหมวกเซี่ยจื้อ (สัตว์ในตำนานสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรม) สีดำคนหนึ่งก็ลงมาจากฟากฟ้า ขวางทางทั้งสองไว้
คนผู้นี้สวมหน้ากากเหล็กดำ ปิดบังส่วนเหนือจมูกขึ้นไป ในมือถือพัดจีบสีดำเล่มหนึ่ง
พัดจีบกางออก ทั้งสองด้านเขียนอักษรสีทองตัวใหญ่
ด้านหนึ่งเขียนว่า "ปราบปีศาจ" อีกด้านเขียนว่า "ทัณฑ์สวรรค์"
"สหายตัวน้อยทั้งสอง ในเมื่อมาแล้ว จะรีบไปไหนกันเล่า?"
ผู้ฝึกตนร่างผอมรูม่านตาหดเกร็ง "คนของสำนักตุลาการ วิหารเทพปราบปีศาจ"
ผู้ฝึกตนหน้ากากเหล็กหัวเราะเบาๆ "มีความรู้ไม่เบา คงเคยปะทะกับสำนักตุลาการข้ามาบ้างสินะ
ข้าคือตุลาการระดับสี่ เฉิงเจียว แห่งสำนักตุลาการ ได้ปะทะกับผู้ฝึกมารลัทธิหมื่นเทพของพวกเจ้าบ่อยๆ เลยได้ฉายา 'ตุลาการหน้าเหล็ก'"
ได้ยินดังนั้น ผู้ฝึกตนลัทธิค้างคาวโลหิตสองคนตัวสั่นเทิ้มพร้อมกัน
ผู้ฝึกตนร่างกำยำเสียงสั่นเครือ "ท่าน...ท่านคือตุลาการหน้าเหล็กที่ล้างบางลัทธิกุ้ยยวนด้วยตัวคนเดียว?"
"ฮ่าๆ..." เฉิงเจียวหัวเราะเบาๆ "ตอนหนุ่มๆ ลงมือไม่รู้จักหนักเบา ให้พวกรุ่นหลังอย่างพวกเจ้าหัวเราะเยาะแล้ว"
ผู้ฝึกตนร่างผอมกลืนน้ำลายเอือก "อย่างนี้ วันนี้พวกข้าสองคนคงไปไหนไม่ได้แล้วสินะ?"
เฉิงเจียวมุมปากยกยิ้ม "เจ้าว่าไงล่ะ?"
"อะแฮ่ม น้องเฉิง ทำไมต้องถือสาเด็กรุ่นหลังสองคนด้วย" เสียงชราดังมาจากทิศตะวันออก
แสงเลือดวาบหนึ่ง ชายชราผมขาวโพลนสวมชุดคลุมยาวสีแดงเข้มปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
เห็นคนผู้นี้ปรากฏตัว รอยยิ้มมุมปากเฉิงเจียวยิ่งเข้มขึ้น "นึกว่าวันนี้จะจับได้แค่ปลาซิวปลาสร้อยสองตัว นึกไม่ถึงว่าวาฬยักษ์จะชนอวน
เสวี่ยหมิงจื่อ นี่เราเจอกันครั้งที่เท่าไหร่แล้ว?"
ชายชราหัวเราะเบาๆ "ครั้งที่สามสิบห้า อยากจะจับข้า เกรงว่าอวนของเจ้ายังไม่เหนียวพอ
เด็กสองคนนี้ข้าจะพาไป คนอื่นเชิญตามสบาย"
เฉิงเจียวกลับไม่ยี่หระ "ปะทะกันครั้งก่อน น่าจะเป็นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ตอนนั้นเจ้าเป็นรอง
ร้อยกว่าปีมานี้ ตบะข้าก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น ส่วนเจ้าแก่ชราสังขารร่วงโรย ยังมั่นใจว่าจะหนีรอดจากมือข้าได้อีกหรือ?"
เสวี่ยหมิงจื่อยังคงยิ้มแย้ม "เจ้ากับข้าหากลงมือ รัศมีหลายร้อยลี้ล้วนได้รับผลกระทบ
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือสามร้อยลี้คือทะเลสาบตงหยาง นั่นเป็นถิ่นตระกูลหลิว
หลิวหยวนเฉินศิษย์ใหม่ของจ้าวหง ก็เป็นลูกหลานตระกูลหลิว
พ่อแม่เขาอาศัยอยู่ริมทะเลสาบตงหยาง พวกเราลงมือกัน เกิดพาลไปโดนตระกูลหลิวเข้า..."
รอยยิ้มบนหน้าเฉิงเจียวหุบลง พัดจีบในมือก็หุบฉับ
"คำพูดเจ้าวันนี้ ข้าจะเอาไปบอกจ้าวหงทุกคำไม่ตกหล่น"
พูดจบ ก็มุ่งหน้าไปทางทะเลสาบเสวียนซา
ผู้ฝึกตนลัทธิค้างคาวโลหิตสองคนถอนหายใจยาว เช็ดเหงื่อเย็นบนหน้า โค้งกายคารวะชายชรา "ขอบคุณอาวุโสที่ช่วยชีวิต"
ชายชราตบหน้าผู้ฝึกตนร่างกำยำฉาดใหญ่ ตบจนหน้าซีกหนึ่งเละเทะ
"ข้าบอกกี่ครั้งแล้ว อย่าลงมือเอง ก็ไม่ฟัง!
บังอาจลงมือกับทะเลสาบเสวียนซา เรียกตุลาการหน้าเหล็กออกมาจนได้
เพื่อช่วยพวกเจ้า ข้าเอาคนในครอบครัวหลิวหยวนเฉินไปขู่เฉิงเจียว
เรื่องนี้รู้ถึงหูจ้าวหง มันต้องมาหาเรื่องเราแน่
เพราะเรื่องโง่ๆ ที่เจ้าทำ ศิษย์ในลัทธิต้องตายด้วยน้ำมือจ้าวหงอีกไม่น้อย
กลับไปแล้ว ไปรับโทษที่คุกโลหิต อีกสามร้อยปีค่อยออกมา"
ได้ยินดังนั้น ผู้ฝึกตนร่างกำยำเหงื่อตกอีกชั้น "ศิษย์น้อมรับคำสั่ง!"
เขาหันไปมองผู้ฝึกตนร่างผอม "เจ้าไปเรียกศิษย์ในลัทธิทั้งหมดกลับมา แล้วกลับทะเลเมฆามาร
ไม่มีคำสั่งข้า ห้ามใครเหยียบย่างเข้าเขตสำนักชิงตานอีก"
พูดจบ ทั้งสามก็กลายเป็นแสงเลือดสายหนึ่ง หายวับไปไร้ร่องรอย
อีกด้านหนึ่ง เฉิงเจียวเดินเล่นเหมือนชมสวน มุ่งหน้าสู่ทะเลสาบเสวียนซา
ทุกก้าวที่เหยียบลง พื้นหินก็เกิดระลอกคลื่นราวกับผิวน้ำ
ในรัศมีหลายสิบลี้ ผู้ฝึกมารหลายร้อยคนที่กำลังหนีตาย จู่ๆ ก็หยุดฝีเท้า ยืนเหม่ออยู่กับที่
ครู่ต่อมา ผู้ฝึกมารทั้งหมดก็ล้มลงกับพื้น เลือดสดๆ ไหลออกจากปากไม่หยุด
เฉิงเจียวแค่นเสียงเย็น ร่างทั้งร่างหายวับไปจากความว่างเปล่า
......
ครึ่งวันต่อมา หลิวหยวนเฉินเพิ่งปรุงยาเสร็จเตาหนึ่ง ก็หยิบยันต์สื่อสารออกมาจากถุงสมบัติ
พอดูเสร็จ ก็เก็บอุปกรณ์ปรุงยา มุ่งหน้าไปหอโอสถชิงตาน
มาถึงหอภารกิจ เห็นโม่เหลียนซานนั่งอยู่หลังโต๊ะ คิ้วขมวดมุ่น
หลิวหยวนเฉินแปลกใจ "อาวุโสโม่ เรียกข้ามามีเรื่องอะไรหรือครับ?"
โม่เหลียนซานยื่นแผ่นหยกในมือให้หลิวหยวนเฉิน "เจ้าดูเองเถอะ"
หลิวหยวนเฉินรับแผ่นหยกมา ตรวจสอบเนื้อหาข้างในอย่างละเอียด
จากนั้น ทั้งตัวก็คิ้วขมวดมุ่น "เมฆโลหิตยักษ์ขนาดหลายลี้กลายเป็นฝ่ามือ ยังไม่ทันตกลงมา ก็ทำลายค่ายกลระดับสองขั้นสูงได้
พัดจีบเล่มนั้นทำลายฝ่ามือได้ง่ายดาย เจ้าของย่อมมีฝีมือสูงส่งน่ากลัว
วิชาพรรค์นี้ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน"
โม่เหลียนซานถอนหายใจ "ไม่ใช่แค่นั้น ผู้ฝึกมารที่บุกตีทะเลสาบเสวียนซาแตกฮือหนีไป
ทว่า หนีไปได้ไม่ไกล ก็ตายเรียบ
แม้แต่ท่าตายยังเหมือนกัน ถูกคลื่นพลังรุนแรงสายหนึ่ง กระแทกจนหัวใจแหลกละเอียดในพริบตา
ผู้ฝึกมารเหล่านั้นกระจายตัวอยู่รอบทะเลสาบเสวียนซาในรัศมีหลายสิบลี้ แต่ตายท่าเดียวกันหมด
ส่วนศิษย์สำนักและลูกหลานตระกูลเฉิน กลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
หยวนเฉิน เจ้ารู้อะไรเยอะกว่าข้า เคยได้ยินวิชาแบบนี้ไหม?"
หลิวหยวนเฉินส่ายหน้ารัวๆ "ท่านอาจารย์กลัวข้าจะใฝ่สูงเกินตัว ไม่ยอมเล่าเรื่องขอบเขตที่สูงกว่านั้นให้ฟัง"
พร้อมกันนั้น ในใจเขาก็เกิดคลื่นยักษ์ถาโถม
การคาดการณ์ก่อนหน้านี้ถูกต้องจริงๆ ลัทธิค้างคาวโลหิตพอลงมือ ก็ดึงดูดยอดฝีมือมาสู้กัน
ในหมู่ผู้ฝึกมาร คนส่วนใหญ่นิสัยประหลาด
พวกเขาเข้ามาร่วมวงสงคราม สงครามจะขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว
พอทั้งสองฝ่ายสู้กันจนตาแดง อะไรก็งัดออกมาใช้หมด
(จบแล้ว)