- หน้าแรก
- ข้าคือเจ้าแห่งแดนสุขาวดี
- บทที่ 40 - วิถีอายุวัฒนะ
บทที่ 40 - วิถีอายุวัฒนะ
บทที่ 40 - วิถีอายุวัฒนะ
บทที่ 40 - วิถีอายุวัฒนะ
ภาพการเทศนาธรรมในทะเลจิต ไม่ต่างอันใดกับที่เคยเห็นมาก่อน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่ได้เห็นภาพนี้นานเกินไปหรือไม่ จึงรู้สึกราวกับได้ไปอยู่ในเหตุการณ์จริง
เมื่อก่อนยามฟังท่านจอมเทพเจิ้นหยวนเทศนาธรรม ความรู้สึกเหมือนดูละครฉากหนึ่งในชาติก่อน
แม้จะเห็นภาพชัดเจน แต่ยากจะมีความรู้สึกร่วม
ทว่าการฟังธรรมครั้งนี้ กลับรู้สึกประหนึ่งตนนั่งอยู่ใต้ต้นผลโสมคนจริงๆ
เนื้อหาช่วงแรก ยังคงเหมือนเดิม
เริ่มจากอธิบายวิถีเซียนปฐพี และแนะนำถ้ำสวรรค์แดนศักดิ์สิทธิ์
ลำดับถัดมา ก็คือวิชาเทพพฤกษาเสียดฟ้าที่หลิวหยวนเฉินเรียนรู้ไปแล้ว
แม้จะเป็นเนื้อหาที่เคยสดับรับฟัง หลิวหยวนเฉินก็ยังตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
เพราะท่านจอมเทพเจิ้นหยวนเทศนาธรรม มิใช่เพียงการท่องตำราวิชาออกมาทื่อๆ แต่ยังแฝงความเข้าใจของท่านที่มีต่อวิชา และเชื่อมโยงไปถึงสัจธรรมที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
วิชาเทพพฤกษาเสียดฟ้าแม้จะเป็นเพียงวิชาที่ท่านบัญญัติขึ้นเล่นๆ แต่ก็ลึกซึ้งพิสดาร
ยามได้วิชาเทพพฤกษาเสียดฟ้ามาใหม่ๆ ความเข้าใจของเขาที่มีต่อวิชานี้ยังตื้นเขินนัก
ภายหลังเข้าฌานอีกหลายครั้ง ตั้งใจฟังท่านจอมเทพเจิ้นหยวนอธิบาย ทุกครั้งล้วนได้รับประโยชน์มหาศาล
ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อได้ฟังซ้ำอีกรอบ ก็เกิดความรู้แจ้งใหม่ๆ เพิ่มขึ้น
หลังจากเนื้อหาวิชาเทพพฤกษาเสียดฟ้าจบลง หลิวหยวนเฉินก็ได้ยินเนื้อหาส่วนที่สามอีกครั้ง
ตามคำกล่าวของท่านจอมเทพเจิ้นหยวน วิชาเทพพฤกษาเสียดฟ้าเป็นเพียงวิชาปูพื้นฐานบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร
รอจนฝึกวิชาเทพพฤกษาเสียดฟ้าจนแตกฉาน ถึงจะฝึกวิชาลำดับถัดไปได้
เนื้อหาส่วนที่สาม ถือเป็นวิชาการบำเพ็ญเพียรต่อจากวิชาเทพพฤกษาเสียดฟ้า มีชื่อว่า "วิชาไม้แห้งอายุวัฒนะ"
วิชาเทพพฤกษาเสียดฟ้าคล้ายคลึงกับวิชาของวิถีบำเพ็ญปราณในโลกวิญญาณต้นกำเนิดมาก ล้วนเป็นการดูดซับและหลอมรวมพลังปราณฟ้าดินจากภายนอก
แต่วิชาไม้แห้งอายุวัฒนะนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับพลังปราณและพลังเวท
ในวิชาบันทึกไว้ว่า สรรพชีวิตในโลกหล้าเกิดมาพร้อมกับ "ปราณก่อกำเนิด"
คำเรียกขานปราณก่อกำเนิดมีมากมาย เช่น ต้นกำเนิด, ปราณแรกเริ่ม
การกินดื่มขับถ่าย เกิดแก่เจ็บตายของสรรพชีวิต ล้วนต้องพึ่งพาการโคจรของปราณก่อกำเนิดในร่างกาย
และในกระบวนการโคจร ปราณก่อกำเนิดจะค่อยๆ สลายไปเรื่อยๆ
เมื่อปราณก่อกำเนิดไม่เพียงพอ ร่างกายของสิ่งมีชีวิตก็จะลดการเผาผลาญตามสัญชาตญาณ
เวลานั้นสิ่งมีชีวิตก็จะค่อยๆ แก่ชรา ความสามารถด้านต่างๆ ก็จะเสื่อมถอย
ทว่า สัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตไม่อาจหยุดยั้งการสลายตัวของปราณก่อกำเนิดได้อย่างสมบูรณ์
รอจนปราณก่อกำเนิดเสียหายจนไม่อาจประคองการทำงานของร่างกายได้ สิ่งมีชีวิตก็จะตายลง
ส่วนวิชาไม้แห้งอายุวัฒนะ คือการลดการสลายตัวของปราณก่อกำเนิด เพื่อยืดอายุขัย
ไม้แห้งที่ว่า ไม่ใช่ต้นไม้ที่ตายซากจริงๆ แต่หมายถึงต้นไม้ที่ผลัดใบ
ในฤดูหนาว ต้นไม้จะใช้วิธีผลัดใบ เพื่อรักษาพลังชีวิตไว้ให้มากที่สุด
วิชาไม้แห้งอายุวัฒนะก็คือการเลียนแบบวิธีการผลัดใบของต้นไม้ เพื่อลดการสูญเสียปราณก่อกำเนิดให้เหลือน้อยที่สุด
วิชาไม้แห้งอายุวัฒนะทั้งชุด แบ่งออกเป็นสี่ระดับ ได้แก่ ผลัดใบ, ไม้แห้ง, ไม้ผุ และคืนวสันต์
พลังงานในร่างกายคนเรา สลายตัวอยู่ตลอดเวลา
ระดับผลัดใบคือการลดการสลายตัวนี้ เมื่อถึงระดับนี้ สามารถลดการสลายตัวของพลังงานในร่างกายมนุษย์ได้สามส่วน
ขอบเขตของพลังงานนี้กว้างมาก รวมทั้งสารจำเป็น ปราณ และจิตวิญญาณ แม้แต่กลิ่นตัวและคลื่นพลังเวทก็จะจางลง ปราณก่อกำเนิดย่อมรวมอยู่ด้วย
อายุขัยสูงสุดของผู้ฝึกตนขั้นรวมปราณคือหนึ่งร้อยยี่สิบปี นั่นคือในกรณีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ปราณก่อกำเนิดสามารถรองรับการเผาผลาญได้หนึ่งร้อยยี่สิบปี
ฝึกวิชาไม้แห้งอายุวัฒนะถึงระดับผลัดใบ ความเร็วในการสลายตัวของปราณก่อกำเนิดลดลงสามส่วน เหลือแค่เจ็ดส่วน
ด้วยวิธีนี้ อายุขัยก็จะยืดไปถึงร้อยเจ็ดสิบกว่าปี
ส่วนผู้ฝึกตนขอบเขตทะเลปราณมีอายุขัยสองร้อยสี่สิบปี ความเร็วในการสลายตัวของปราณก่อกำเนิดเหลือแค่เจ็ดส่วน อายุขัยก็จะเพิ่มเป็นสามร้อยสี่สิบกว่าปี
ระดับไม้แห้งกับระดับผลัดใบไม่มีความแตกต่างในเชิงแก่นแท้ เพียงแต่ประสิทธิภาพสูงขึ้นอีกขั้น
ต้นไม้ผลัดใบก็ยังถือว่ามีชีวิต แต่ไม้แห้งคือการเก็บงำพลังชีวิตยิ่งกว่าเดิม ทำให้ต้นไม้ดูเหมือนสิ่งไม่มีชีวิต
ระดับไม้แห้ง พลังงานต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงความเร็วในการสลายตัวของปราณก่อกำเนิดลดลงหกส่วน เหลือเพียงสี่ส่วน
เมื่อถึงระดับนี้ ผู้ฝึกตนขั้นรวมปราณจะมีอายุขัยถึงสามร้อยปี ขอบเขตทะเลปราณยิ่งมีอายุขัยถึงหกร้อยปี
ฝึกถึงระดับไม้ผุ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงแก่นแท้
เปรียบเสมือนไม้ที่ผุพัง หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับดินโคลน ไม่มีการแบ่งแยกชัดเจนกับฟ้าดินอีกต่อไป
กายข้าคือส่วนหนึ่งของฟ้าดิน พลังงานจะสลายไปไหนได้?
ปราณก่อกำเนิดไม่สลายตัวอีกต่อไป ย่อมเป็นอมตะ
ต้นไม้ผลัดใบไม่ใช่เพื่อความตาย จนกลายเป็นไม้ผุในที่สุด
แต่เพื่อรักษาพลังชีวิตของตนเอง รอจนฤดูใบไม้ผลิมาเยือน ค่อยผลิใบใหม่ เริ่มต้นชีวิตใหม่
วิชาไม้แห้งอายุวัฒนะเลียนแบบต้นไม้ ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน
การเก็บงำปราณก่อกำเนิดในสามระดับแรก ล้วนเป็นการปูพื้นฐานสู่ระดับคืนวสันต์
เมื่อถึงระดับคืนวสันต์ ร่างกายสามารถดูดซับพลังงานจากฟ้าดิน รวบรวมเป็นปราณก่อกำเนิดใหม่ได้
เมื่อถึงขั้นนี้ ปราณก่อกำเนิดมีใช้อย่างไม่มีวันหมด ไม่ต้องกังวลเรื่องอายุขัยอีกต่อไป
วิชาต้องห้ามที่ผลาญอายุขัยต่างๆ สามารถใช้ได้ไม่อั้น
น่าเสียดาย เนื้อหาการเทศนาธรรมส่วนที่สามของท่านจอมเทพเจิ้นหยวน พูดถึงแค่วิธีฝึกวิชาไม้แห้งอายุวัฒนะสามระดับแรก
ระดับคืนวสันต์สุดท้าย ไม่ได้กล่าวถึง
แต่แค่สามระดับแรกที่มีความหวังจะฝึกจนถึงขั้นอมตะ ก็ทำให้หลิวหยวนเฉินดีใจจนเนื้อเต้นแล้ว
วิชาไม้แห้งอายุวัฒนะเก็บงำพลังงานที่ควรจะสลายไปไว้ในร่างกาย พลังงานในร่างกายย่อมเพิ่มขึ้น
ปราณก่อกำเนิดที่ถูกกักเก็บไว้ ย่อมใช้หล่อเลี้ยงร่างกายต่อไป
ส่วนพลังเลือดลมและพลังเวทที่ถูกกักเก็บไว้ จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานใหม่ ไปรวมตัวกันที่เส้นลมปราณไตและเส้นลมปราณหัวใจตามลำดับ
ส่วนพลังงานเหล่านี้จะมีประโยชน์อะไร และใช้อย่างไร ในสามระดับแรกของวิชาไม้แห้งอายุวัฒนะไม่ได้กล่าวไว้
หลังจากฟังธรรมช่วงนี้จบ หลิวหยวนเฉินดีใจแทบคลั่ง
วิชาไม้แห้งอายุวัฒนะนี้ล้ำลึกกว่าวิชาเทพพฤกษาเสียดฟ้าก่อนหน้านี้มากนัก วิชาเทพพฤกษาเสียดฟ้าเป็นแค่พื้นฐาน ครั้งนี้คือวิชาอายุวัฒนะของจริง
ที่ภาพการเทศนาธรรมไม่ปรากฏขึ้นมานานกว่าครึ่งปี ตอนนี้เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว
วิชาไม่ถ่ายทอดง่ายๆ ยิ่งเป็นวิชาอายุวัฒนะยิ่งแล้วใหญ่
ท่านจอมเทพเจิ้นหยวนยังเทศนาธรรมไม่จบ เขาระงับความตื่นเต้นในใจ ตั้งใจฟังธรรมต่อ
แม้จะฟังเนื้อหาในนั้นไม่รู้เรื่องเลย แต่ก็ยังตั้งใจฟัง
หลังจากเทศนาธรรมจบ ภาพการเทศนาธรรมก็เปลี่ยนเป็นแสงสีเขียวมรกต ไหลกลับเข้าสู่เมล็ดพันธุ์เซียน
จากนั้น หลิวหยวนเฉินก็เริ่มทำความเข้าใจเนื้อหาสองระดับแรกของวิชาไม้แห้งอายุวัฒนะ
และปฏิบัติตามเนื้อหาในนั้น ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนสภาวะการทำงานของร่างกาย
อยากจะลดความเร็วในการสลายตัวของพลังงานต่างๆ ในร่างกาย ไม่ใช่แค่โคจรวิชาก็ทำได้ง่ายๆ
วิชาไม้แห้งอายุวัฒนะคืองานละเอียดที่ต้องใช้เวลา ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนสภาวะการทำงานของร่างกาย เพื่อบรรลุเป้าหมายในการลดความเร็วการสลายตัวของปราณก่อกำเนิด
หลิวหยวนเฉินจินตนาการถึงภาพลมฤดูใบไม้ร่วงพัดโชย ต้นไม้ใบหญ้าแห้งเหี่ยว ใบไม้ร่วงหล่นทีละใบ
พร้อมกันนั้น ยังจินตนาการถึงสภาวะที่พลังชีวิตในต้นไม้ค่อยๆ เก็บงำเข้าสู่ภายในตอนผลัดใบ
ลองพยายามอยู่นาน ก็ยังไม่เข้าถึงแก่น
"ดูท่าอยากจะเข้าใจแก่นแท้ของวิชาไม้แห้งอายุวัฒนะ จะแค่นั่งเทียนนึกภาพไม่ได้
วันหน้าต้องหาโอกาส ไปสัมผัสสภาวะตอนต้นไม้ผลัดใบใกล้ๆ"
เมื่อหยุดโคจรวิชา ใบหน้าเขาไม่มีความผิดหวังแม้แต่น้อย กลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
แม้วิชาไม้แห้งอายุวัฒนะจะยังฝึกไม่สำเร็จ แต่วิชาก็วางอยู่ตรงนี้ ขอแค่ค่อยๆ ทำความเข้าใจ สักวันต้องฝึกสำเร็จ
อีกอย่าง วิชาไม้แห้งอายุวัฒนะนี้เกื้อหนุนกันกับวิชาเทพพฤกษาเสียดฟ้า
คนที่ไม่ได้ฝึกวิชาเทพพฤกษาเสียดฟ้า ต่อให้พรสวรรค์ล้ำเลิศ ก็ไม่มีทางฝึกได้
แต่ถ้าฝึกวิชาเทพพฤกษาเสียดฟ้าจนเชี่ยวชาญ แล้วค่อยไปฝึกวิชาไม้แห้งอายุวัฒนะ ก็จะง่ายขึ้นมาก
ตอนนี้ฝึกไม่สำเร็จ รอวิชาเทพพฤกษาเสียดฟ้าก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น ต้องสำเร็จแน่
เข้าฌานครั้งนี้ ในทะเลจิตปรากฏภาพท่านจอมเทพเจิ้นหยวนเทศนาธรรมอีกครั้ง แถมยังได้วิชาอายุวัฒนะมาด้วย
แรงกายแรงใจที่ทุ่มเทสร้างศาลเจ้าและกราบไหว้ก่อนหน้านี้ นับว่าคุ้มค่าเกินคุ้ม
จากนั้น เขาก็จุดธูปหอมสามดอกถวายท่านจอมเทพเจิ้นหยวนอีกครั้ง กราบขอบพระคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การสร้างศาลบรรพชนเซียนปฐพี ใช้เวลาไปหลายวัน
เมล็ดท้อวิญญาณวารีมรกตและเถาหนามพิษที่ปลูกไว้ก่อนหน้านี้ งอกหมดแล้ว
เช่นเดียวกับพืชวิญญาณที่เพาะเลี้ยงด้วยวิชาพฤกษาธาตุไม้เสริมรากฐานก่อนหน้านี้ หลิวหยวนเฉินสามารถใช้พวกมันเป็นหูเป็นตา สังเกตการณ์สถานการณ์รอบด้าน
สัมผัสการไหลเวียนของเลือดลมในร่างกาย เวลานี้เลือดลมในเส้นลมปราณปอดไท่อินมือไหลเวียนแรงกล้าที่สุด
ตามกฎนาฬิกาชีวิต ตอนนี้คือยามอิ๋น หรือก็คือตีสามถึงตีห้า ฟ้าใกล้สางแล้ว
เก็บข้าวของเสร็จ เขาก็รีบออกจากแดนวิญญาณ
ในถ้ำหินนอกแดนวิญญาณ เขาลองสัมผัสต้นกล้าท้อวิญญาณวารีมรกตและเถาหนามพิษ ก็ยังมองเห็นสถานการณ์รอบๆ พวกมันได้
"ดูท่า แดนวิญญาณก็ขวางกั้นการสัมผัสของข้าที่มีต่อพืชวิญญาณไม่ได้"
พูดจบ เขาก็ออกจากเขาหินเขียว มุ่งหน้าไปทางเขาหยกวารี
ท้องฟ้าทิศตะวันออกเริ่มแดงเรื่อ หมอกดำบนเทือกเขาเมฆทมิฬเริ่มจางหายไปช้าๆ
เวลานี้ หลิวหยวนเฉินก็มาถึงเขาหยกวารี
ทำตามภารกิจ ลาดตระเวนสถานการณ์รอบเขาหยกวารีในรัศมีห้าสิบลี้
พร้อมกันนั้น เขายังมองหาต้นไม้ที่จะผลัดใบในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว เพื่อใช้ฝึกวิชาไม้แห้งอายุวัฒนะ
น่าเสียดาย บนเทือกเขาเมฆทมิฬมีชีพจรวิญญาณขนาดใหญ่ ต่อให้เป็นเขาหยกวารีที่ไม่มีจุดรวมวิญญาณ ก็ยังมีพลังปราณอยู่บ้าง
แม้แต่ต้นไม้ใบหญ้าธรรมดา ดูดซับพลังปราณเป็นเวลานาน ก็สามารถไม่เกรงกลัวน้ำค้างแข็งและหิมะในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ไม่จำเป็นต้องผลัดใบเลย
กลับเป็นที่ที่ห่างไกลจากเทือกเขาเมฆทมิฬ พลังปราณเบาบางแต่มีแหล่งน้ำ ถึงจะมีต้นไม้ใหญ่ที่ผลัดใบ
เช่นบึงเกลือของตระกูลหลิว ที่นั่นเป็นปลายน้ำของแม่น้ำชิงสุ่ย พลังปราณเบาบาง
หลิวหยวนเฉินใช้ชีวิตที่นั่นมาสิบกว่าปี รู้จักดี
ทุกฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ต้นไม้รอบบึงเกลือล้วนผลัดใบ
ในหลายพื้นที่ทางปลายน้ำแม่น้ำชิงสุ่ย ก็มีต้นไม้ที่ผลัดใบเช่นกัน
รอจัดการธุระทางนี้เสร็จ คงต้องไปเดินดูทางนั้นสักหน่อย
หลังจากลาดตระเวนเสร็จ ก็กลับมาพักผ่อนที่เขาหยกวารี
พักผ่อนได้ไม่นาน จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ว่ามีคนกำลังเข้ามาใกล้ทางฝั่งตน
หลิวหยวนเฉินรีบสวมชุดคลุมเมฆาทมิฬ ใช้วิชาเงาไม้ซ่อนกาย ซ่อนตัวทันที
ไม่นาน ร่างลับๆ ล่อๆ ร่างหนึ่ง ก็มาถึงข้างนาปราณเขาหยกวารี
คนผู้นี้ดูหนุ่มแน่น อายุประมาณยี่สิบต้นๆ
รูปร่างหน้าตาธรรมดาๆ ปะปนอยู่ในฝูงคน ก็คงหาไม่เจอ
เขาสวมชุดประจำสำนักลัทธิเมฆามาร เห็นชัดว่าเป็นสายลับที่ลัทธิเมฆามารส่งมาสืบทาง
คนผู้นี้ตบะไม่สูง แค่ขั้นรวมปราณเก้าชั้น ยังไม่ถึงขั้นรวมปราณสูงสุด
หลิวหยวนเฉินแปลกใจเล็กน้อย "ก่อนหน้านี้ส่งมาแต่เบี้ยใช้แล้วทิ้งที่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ คราวนี้ลัทธิเมฆามารยอมลงทุนส่งศิษย์ตัวเองออกมาสืบทางเชียวหรือ?
แต่ช่างเถอะ ผู้ฝึกมารขั้นรวมปราณเก้าชั้นก็ฆ่าไปหลายคนแล้ว ฆ่าเพิ่มอีกสักคนจะเป็นไรไป"
คิดได้ดังนั้น เขาก็ย่องเข้าไปใกล้
เดินไปข้างหลังสายลับคนนั้น พลองวายุอัสนีฟาดลงไปที่ท้ายทอยเต็มแรง
ทันใดนั้น ภาพตรงหน้าหลิวหยวนเฉินก็บิดเบี้ยว
พลองวายุอัสนีฟาดลงไป กลับคว้าได้แต่อากาศ
ส่วนผู้ฝึกมารหนุ่มคนนั้น หลบไปอยู่ห่างออกไปสามวาแล้ว
หลิวหยวนเฉินรู้สึกตัวทันที ครั้งนี้เจอของแข็งเข้าแล้ว รีบใช้วิชาเงาไม้ซ่อนกาย ร่างทั้งร่างหายวับไปไร้ร่องรอย
ผู้ฝึกมารหนุ่มยิ้มเยาะ "พลองวายุอัสนี วิชาพลองผ่าภูเขา ปราณกังวานรคราม ดูท่าเจ้าก็คือหลิวหยวนเฉิน ศิษย์ของจ้าวหงสินะ
คนหอแปดร้างนี่ไม่พัฒนาเลย ชอบลอบกัดข้างหลังกันทั้งนั้น"
ได้ยินดังนั้น หลิวหยวนเฉินใจสั่น "เจ้านี่ไม่เพียงมีฝีมือไม่ธรรมดา ความรู้รอบตัวก็กว้างขวาง ถึงกับรู้จักหอแปดร้าง และรู้วิชาสืบทอดของข้า
แถมเจ้านี่ยังดูถูกหอแปดร้างอีกต่างหาก
เห็นได้ชัดว่า ขุมกำลังเบื้องหลังต้องระดับเดียวกับหอแปดร้างแน่
ท่านอาจารย์เคยบอกไว้ ลัทธิเมฆามารมีขุมกำลังใหญ่นอกทุ่งร้างอัคคีหนุนหลัง ขุมกำลังใหญ่นั้นยังไม่ถูกกับหอแปดร้าง
ผู้ฝึกมารหนุ่มตรงหน้านี้ เป็นไปได้สูงว่าจะมาจากขุมกำลังใหญ่เบื้องหลังลัทธิเมฆามาร
ขุมกำลังที่แม้แต่ท่านอาจารย์ยังเกรงใจ ศิษย์ในสังกัดย่อมฝีมือไม่ธรรมดา
อีกอย่าง เมื่อกี้เขาหลบการโจมตีของพลองวายุอัสนีได้ในชั่วพริบตา
วิธีการที่ใช้ ข้าดูไม่ออกเลยสักนิด"
"คนผู้นี้ตบะสูงกว่าข้า วิชาก็พิสดาร สู้ไม่ได้แน่"
คิดได้ดังนั้น หลิวหยวนเฉินทุ่มสุดตัวใช้วิชาเงาไม้ซ่อนกาย หนีไปทางเขาจินถง
เหมืองเขาจินถงมีผู้ฝึกตนขอบเขตทะเลปราณนั่งเมืองอยู่หลายคน ผู้ฝึกมารหนุ่มคนนี้ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ไม่กล้าตามไปแน่
เห็นหลิวหยวนเฉินหนี ผู้ฝึกมารหนุ่มก็ยิ้ม ไล่ตามไป
เขาก้าวเดินไม่เร็ว เหมือนเดินเล่นชมสวน
แต่ความเร็วทั้งร่างกลับน่ากลัวมาก ไม่ด้อยไปกว่าหลิวหยวนเฉินเลย
ไม่ว่าหลิวหยวนเฉินจะใช้วิชาตัวเบาอย่างไร ระยะห่างระหว่างทั้งสองก็ยังคงอยู่ที่ประมาณห้าวาตลอด
"วิชาเงาไม้ซ่อนกายเป็นแค่วิชาของสำนักชิงตาน วิชาขยะแบบนี้ อยู่ต่อหน้าผู้ฝึกตนท้องถิ่นทุ่งร้างอัคคียังพอมีประโยชน์บ้าง
แต่อยู่ต่อหน้าข้า ก็เหมือนเด็กเล่นขายของ
เจ้าไม่ต้องกลัวข้า หอแปดร้างขึ้นชื่อเรื่องปกป้องคนของตัวเอง บนตัวเจ้าต้องมีไม้ตายช่วยชีวิตแน่
อาศัยฝีมือข้า ยังจับเจ้าไม่ได้หรอก"
หลิวหยวนเฉินเปลี่ยนทิศทางหลายครั้ง เขาก็ยังตามติดอยู่ข้างหลังตลอด
เมื่อแน่ใจว่าผลการซ่อนตัวของวิชาเงาไม้ซ่อนกายไร้ผล หลิวหยวนเฉินก็เผยตัวออกมา
"ในเมื่อเจ้ารู้ ทำไมยังตามข้ามา?
ไม่กลัวข้าจะงัดไม้ตายก้นหีบออกมาสังหารเจ้าที่นี่หรือ?"
ผู้ฝึกมารหนุ่มหัวเราะเบาๆ "ข้ากล้าตามเจ้า ก็ย่อมไม่กลัวเจ้า
ข้ามาเพื่อสืบข่าว บังเอิญมาเจอเจ้า โลกมันกลมจริงๆ
ข้าเป็นทายาทลัทธิเฟยเซียน (ทะยานเซียน) เป็นคู่ปรับเก่าแก่กับหอแปดร้างของพวกเจ้ามาหลายหมื่นปีแล้ว"
ได้ยินดังนั้น หลิวหยวนเฉินก็งง ท่านอาจารย์ไม่เคยพูดถึงลัทธิเฟยเซียนเลย
"อาจารย์ข้าไม่เคยพูดถึงลัทธิเฟยเซียน บอกแค่ว่าลัทธิเมฆามารมีขุมกำลังใหญ่จากภายนอกหนุนหลัง ขุมกำลังใหญ่นั้นยังไม่ถูกกับหอแปดร้าง
งั้นก็หมายความว่า ขุมกำลังใหญ่เบื้องหลังลัทธิเมฆามารก็คือลัทธิเฟยเซียน?"
ผู้ฝึกมารหนุ่มหน้าโกรธ "จ้าวหงนี่ช่างอวดดีนัก กล้าดูหมิ่นลัทธิเฟยเซียนข้าขนาดนี้"
เห็นเขาแค้นเคืองอาจารย์ตัวเองขนาดนี้ หลิวหยวนเฉินจึงลองหยั่งเชิง "วันก่อน อาจารย์ข้าไปประมือกับศัตรูเก่าคนหนึ่ง
ศัตรูเก่าของอาจารย์ข้า เกี่ยวข้องอะไรกับเจ้า?"
ผู้ฝึกมารหนุ่มแค่นเสียง "ศัตรูเก่าของอาจารย์เจ้า ก็คืออาจารย์ข้า
ลัทธิเฟยเซียนข้ากับหอแปดร้างพวกเจ้า เป็นคู่ปรับกันทุกยุคทุกสมัย"
(จบแล้ว)