- หน้าแรก
- ข้าคือเจ้าแห่งแดนสุขาวดี
- บทที่ 23 - สิงโตอ้าปากกว้าง
บทที่ 23 - สิงโตอ้าปากกว้าง
บทที่ 23 - สิงโตอ้าปากกว้าง
บทที่ 23 - สิงโตอ้าปากกว้าง
เฉินคนน้องลำดับที่สี่ชื่อ 'เฉินฉางหนิง' เป็นลูกหลานสายห่างตระกูลเฉินเช่นกัน
ตระกูลในทุ่งร้างอัคคีเหมือนกันหมด สายหลักกุมอำนาจ กินหรูอยู่สบาย สายห่างต้องแย่งกันกินน้ำแกง
สายห่างที่พรสวรรค์แย่ เป็นขี้ข้าตระกูลตลอดชีวิต
สายห่างที่พรสวรรค์ดี ตระกูลจะส่งไปอยู่ขุมกำลังใหญ่
เฉินฉางหนิงถือเป็นสายห่างที่พรสวรรค์ใช้ได้ ได้ตระกูลหนุนหลัง เข้าสำนักชิงตาน
หลายปีมานี้ก็อยู่สุขสบาย แม้ไม่ทะลวงขอบเขตทะเลปราณ แต่ทำงานในหอพืชวิญญาณที่ตระกูลเฉินวางรากฐานไว้ ก็สบายๆ
แต่ตอนนี้ตระกูลเฉินเจอวิกฤต ถึงเวลาต้องมีคนเสียสละ ก็ต้องเป็นลูกหลานสายห่าง
ได้ยินเฉินจงหมิงให้ฆ่าตัวตาย เฉินฉางหนิงที่หน้ามืดอยู่แล้ว หน้าซีดเผือดไร้ชีวิตชีวา
"จริง... จริงๆ ไม่มีทางอื่นแล้วเหรอ?"
เฉินฉางซานถอนหายใจยาว "มาถึงขั้นนี้ จะมีวิธีไหนอีก?
หลักฐานมัดตัวเจ้า วิชาต้องห้ามอย่างค้นวิญญาณก็ใช้ได้ตามใจชอบ
ต่อหน้าผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตผสานธาตุ เจ้าจะเก็บความลับอยู่เหรอ?
น้องสี่ เจ้าต้องฆ่าตัวตาย รับผิดไปคนเดียว
ไม่งั้น รากฐานตระกูลในสำนักนับพันปีจะถูกถอนรากถอนโคน"
"ตระกูลเฉินเราครองที่ดินอุดมสมบูรณ์ ตระกูลรอบข้าง ใครบ้างไม่น้ำลายไหล?
ถ้าไม่มีคนในสำนักคอยหนุน ตระกูลล่มสลายก็คงอีกไม่นาน"
เฉินฉางหนิงรู้ตัวว่าไม่รอด ถอนหายใจ "ข้ามีลูกชายสองคน ลูกสาวคนหนึ่ง ลูกชายคนหนึ่งไม่มีเมล็ดพันธุ์เซียน ปล่อยตามยถากรรมเถอะ
ลูกชายลูกสาวที่มีเมล็ดพันธุ์เซียน ฝากพี่สามดูแลด้วย"
"เจ้าไปสบายเถอะ หลานชายหลานสาวจะได้สวัสดิการสายหลัก
หลานชายที่ไม่มีเมล็ดพันธุ์เซียน ข้าก็จะให้เขาสุขสบายตลอดชีวิต
ลูกหลานผู้บำเพ็ญเพียรของพวกเขา ภายในห้ารุ่น ให้นับเป็นสายหลัก"
ได้ยินดังนั้น ใบหน้าหมองคล้ำของเฉินฉางหนิงก็มีรอยยิ้ม
"ขอบคุณพี่สาม"
พูดจบ เขาก็เดินโซซัดโซเซออกจากถ้ำเฉินฉางซาน
...
หลิวหยวนเฉินนั่งเรือเหาะจางอี้ มุ่งหน้าสู่วิหารหลักสำนักบนยอดเขาชิงหยาง
ตลอดทาง หลิวหยวนเฉินแอบยิ้มแก้มปริ
จางอี้โกรธขนาดนี้ ตระกูลเฉินงานเข้าแน่
แต่เขาก็ยังพยายามบิ้วอารมณ์
นึกถึงฉากที่โดนตระกูลเฉินรังแกที่ยอดเขาสนเมฆาก่อนไปเขาหยกวารี หลิวหยวนเฉินกำหมัดแน่น ขบกรามดังกรอดๆ
พร้อมกันนั้น น้ำตายังคลอเบ้า
ใบหน้าแสดงความโกรธห้าส่วน น้อยใจสามส่วน เจ็บใจสองส่วน
ไม่นาน เรือเหาะก็มาถึงยอดเขาชิงหยาง
จางอี้พาหลิวหยวนเฉิน เข้าวิหารหลัก
ตอนนั้น ในวิหารมีชายวัยกลางคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานคนเดียว
เขาสวมชุดคลุมยาวสีเขียว ผมเกล้าด้วยผ้าโพกหัวแบบบัณฑิต ทั่วร่างไม่มีพลังเวทเล็ดลอดออกมา
ถือหนังสือหนังสัตว์เล่มหนึ่ง ดูเหมือนบัณฑิตที่ไม่มีวรยุทธ์
แต่คนที่นั่งเก้าอี้ประธานวิหารหลักได้ สถานะต้องไม่ธรรมดา อย่างน้อยต้องเป็นรองเจ้าสำนักหรือผู้อาวุโสสูงสุด
จางอี้โค้งคำนับ "ศิษย์คารวะท่านอาจารย์"
จางอี้เป็นศิษย์เจ้าสำนัก ชายวัยกลางคนตรงหน้าคือเจ้าสำนักชิงตาน 'นักพรตชิงหยาง'
หลิวหยวนเฉินรีบคำนับตาม "ศิษย์หอโอสถหลิวหยวนเฉิน คารวะท่านเจ้าสำนัก"
ชายวัยกลางคนเงยหน้ามองทั้งสอง "เรื่องราวข้ารู้หมดแล้ว ข้าสั่งหอลงทัณฑ์ไปตรวจสอบแล้ว
ภายในหนึ่งวัน จะให้คำตอบที่น่าพอใจแก่พวกเจ้า
ทิ้งซากเรือเหาะและซากผึ้งวิญญาณเขียวไว้ พวกเจ้าออกไปก่อนเถอะ"
ได้ยินดังนั้น หลิวหยวนเฉินยืนงง
ข้าบิ้วอารมณ์มาตั้งนาน โกรธจนแทบจะถือดาบไปไล่ฟันคนบนยอดเขาสนเมฆาสามวันสามคืน
หน้าเกร็งจนกล้ามเนื้อแข็งไปหมดแล้ว
เตรียมตัวมาขนาดนี้ สรุปแค่คำนับ ไม่ทันได้พูดสักคำ ก็โดนไล่แล้ว?
หลิวหยวนเฉินแม้จะไม่เต็มใจ แต่จางอี้คำนับลาแล้ว เขาก็ต้องตามออกไป
พอทั้งสองออกจากวิหาร นักพรตชิงหยางวางหนังสือลง ยิ้มมุมปาก
"เจ้าหนูนี่น่าสนใจดี เสียดายเมล็ดพันธุ์เซียนแย่ไปหน่อย
ในเมื่อจ้าวหงถูกใจ ก็ให้จ้าวหงสอนไป
เรียนมรดกจ้าวหงมาได้ สำนักชิงตานก็ยังได้ประโยชน์"
...
เช้าวันที่สอง ศิษย์ที่ออกรบเดินทางจากไป
หลิวหยวนเฉินไม่ได้ไปปรุงยาที่หอโอสถ พักผ่อนอยู่ในถ้ำ
เพราะเมื่อวานบาดเจ็บ จางอี้ให้ลาหยุดสามวัน ให้พักผ่อนเต็มที่
ตอนนั้นเอง เสียงเรียกดังมาจากนอกถ้ำ "หยวนเฉิน ข้ามาเยี่ยมเจ้า"
เจ้าของเสียงคือหลิวชิงหยวน หลิวหยวนเฉินปิดค่ายกล เดินโซซัดโซเซออกจากถ้ำ
เห็นหลิวชิงหยวนยืนอยู่หน้าถ้ำ ข้างหลังมีชายหญิงคู่หนึ่ง
ผู้ชายหลิวหยวนเฉินคุ้นหน้าดี เฉินฉางซานนั่นเอง
ผู้หญิงข้างหน้าเขาสวมชุดกระโปรงยาวแบบวังสีเขียว สวมมงกุฎทองลายหงส์ ใบหน้าเย็นชา
คนผู้นี้หลิวหยวนเฉินไม่สนิท แต่ก็รู้จัก
นางชื่อ 'เย่หลิงซวง' รองเจ้าหอพืชวิญญาณคนปัจจุบัน
ย่าของนางเป็นคนตระกูลเฉิน ตระกูลเย่กับเฉินก็สนิทกัน
ปู่ของนางเป็นแค่ศิษย์ในธรรมดา เพื่อเอาใจตระกูลเฉิน เลยแต่งกับหญิงตระกูลเฉินที่พรสวรรค์แย่
แต่พ่อของนางดันพรสวรรค์ดี ได้เป็นผู้อาวุโสลอยชาย
เย่หลิงซวงพรสวรรค์ยิ่งล้ำเลิศ มีเมล็ดพันธุ์เซียนระดับอี่ขั้นสูง
อายุไม่ถึงร้อยปี ก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตผสานธาตุ และเป็นรองเจ้าหอพืชวิญญาณ
ไม่ผิดพลาดอะไร ในเจ็ดผู้อาวุโสหลักต้องมีที่ของนางแน่
ตระกูลเย่รุ่งเรืองได้ ตระกูลเฉินช่วยไว้เยอะในอดีต
ดังนั้น ตระกูลเย่จึงเป็นหนึ่งในที่พึ่งของตระกูลเฉิน
ตอนนี้ตระกูลเฉินก่อเรื่อง พัวพันถึงหอพืชวิญญาณ เย่หลิงซวงเลยต้องมาตามเก็บกวาด
"อาแปด หลาน... ร่างกายไม่ค่อยดี แค่กๆ..."
ตอนนี้หลิวหยวนเฉิน แขนขาพันผ้าพันแผลมิดชิด
แม้แต่หัวก็พันผ้าไว้หลายรอบ
เมื่อวานโดนผึ้งรุม แม้จะไม่สาหัส แต่ตอนตกกระแทกพื้น ก็ถลอกปอกเปิกไปเยอะ
กลับมาจากวิหารหลัก เขาใช้จิตสัมผัสตรวจร่างกายถี่ยิบ ตรงไหนมีแผลนิดเดียว ก็พันผ้าหมด
หลิวชิงหยวนเห็นสภาพนี้ รีบเข้ามาประคอง "หยวนเฉิน ทำไมเจ็บหนักขนาดนี้?"
"แฮ่ก... แฮ่ก..." หลิวหยวนเฉินหอบจนพูดไม่ออก หลิวชิงหยวนกลัวเขาขาดใจตายคาที่
หลิวชิงหยวนพากลับไปที่เตียงหิน หลิวหยวนเฉินนอนหอบอยู่นาน ถึงพูดเสียงอ่อย "ผึ้งวิญญาณเขียวที่หอพืชวิญญาณเพาะเลี้ยง สมคำร่ำลือจริงๆ
หลานโดนกัด แล้วก็ตกจากฟ้าสิบกว่าวา
แค่กๆ..."
เย่หลิงซวงกับเฉินฉางซานเดินเข้ามาในถ้ำ เห็นสภาพร่อแร่ของหลิวหยวนเฉิน ทั้งสองหน้าดำคร่ำเครียด
พักใหญ่ หลิวหยวนเฉินถึงหยุดไอ
เฉินฉางซานยิ้มแห้งๆ เข้ามาใกล้ "หลานหยวนเฉิน ร่างกายเป็นไงบ้าง?"
หลิวหยวนเฉินตอบเสียงแข็ง "ทำให้ผู้ดูแลเฉินผิดหวังแล้ว ศิษย์ดวงแข็ง ถ้าท่านไม่ลงมือเอง ข้าคงไม่ตายหรอก"
เฉินฉางซานหน้าตึง ก่อนจะยิ้มกลบเกลื่อน "หลานชายพูดอะไรอย่างนั้น ข้าจะไปอยากให้เจ้าตายได้ยังไง?"
คำพูดนี้จริง ถ้าก่อนหน้านี้ผึ้งฆ่าหลิวหยวนเฉินตาย คงไม่มีใครออกหน้าแทนคนตาย
แต่หลิวหยวนเฉินไม่ตาย แถมมีจ้าวหงกับจางอี้หนุนหลัง
ตอนนี้ใครก็รู้ คนลงมือคือตระกูลเฉิน
ถ้าหลิวหยวนเฉินตาย ตระกูลเฉินก็ซวยหนัก
ตอนนี้คนตระกูลเฉินห่วงหลิวหยวนเฉินยิ่งกว่าคนตระกูลหลิวเสียอีก อยากให้หายไวๆ
เฉินฉางซานเจอไม้นี้ พูดไม่ออก หันไปมองเย่หลิงซวง
ใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งของเย่หลิงซวง บีบยิ้มออกมานิดหนึ่ง
"หอลงทัณฑ์สืบเรื่องราวชัดเจนแล้ว เฉินฉางหนิงคนดูแลผึ้งทำผิดพลาด ปล่อยผึ้งออกมา
เฉินฉางหนิงกลัวความผิดฆ่าตัวตาย ทิ้งจดหมายลาตายไว้ รับผิดคนเดียว"
"ครั้งนี้ทำให้สหายตัวน้อยเจ็บหนัก หอพืชวิญญาณเราก็มีส่วนรับผิดชอบ
สหายต้องการค่าชดเชยอะไร หอพืชวิญญาณจะพยายามจัดให้"
หลิวหยวนเฉินใจหายวาบ คนตระกูลเฉินใจเด็ดจริงๆ
ฆ่าเขาไม่สำเร็จ ให้คนในตระกูลฆ่าตัวตายรับจบ
ตายไม่มีหลักฐาน แถมยังมีเย่หลิงซวงช่วยไกล่เกลี่ย
จะลากคนอื่นในตระกูลเฉินมาลงน้ำคงหมดหวัง ได้แต่เรียกค่าเสียหายให้คุ้ม
หลิวหยวนเฉินในฐานะศิษย์ในหอโอสถ ไม่ต้องเกรงใจเฉินฉางซาน แต่ต้องเกรงใจเย่หลิงซวง
นางเป็นรองเจ้าหอพืชวิญญาณ ผู้อาวุโสกุมอำนาจตัวจริง มีสิทธิ์ตัดสินใจในสำนัก
จะแกล้งศิษย์ในสักคน ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ
เย่หลิงซวงออกหน้าประกันตัว เขาเรียกร้องได้ แต่ห้ามทำเรื่องบานปลาย
ไม่อย่างนั้น คือเป็นศัตรูกับหอพืชวิญญาณ
ลำพังตัวเขา ต้านแรงกดดันจากหออันดับสองของสำนักไม่ไหว
เขาไม่ลุกขึ้น แต่ก็ประสานมือ "ท่านรองเจ้าหอเย่พูดหนักไป ครั้งนี้ตระกูลเฉินทำข้าเจ็บหนัก เรือเหาะขนอินทรีมูลค่าพันหินปราณก็พัง
ข้าเรียกค่าเสียหาย ก็เรียกจากตระกูลเฉิน ไม่เกี่ยวกับหอพืชวิญญาณ"
เสียงเย็นชาของเย่หลิงซวงดังขึ้นอีก "ยังไงซะ หอพืชวิญญาณก็มีส่วนผิด เรือเหาะนี้หอพืชวิญญาณชดใช้ให้
ส่วนอาการบาดเจ็บ สหายหลิวต้องการอะไร?"
นางยอมลงให้ขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะคิดว่าเป็นความผิดหอพืชวิญญาณ แต่เพราะจ้าวหงยังยึดผึ้งวิญญาณเขียวไว้นับพันตัว
ถ้าไม่จ่ายค่าเสียหายจนหลิวหยวนเฉินพอใจ ผึ้งพวกนั้นจะกลายเป็นกับแกล้มเหล้า ผึ้งระดับกลืนวิญญาณช่วงปลายพันกว่าตัว
ถึงจะเป็นผึ้งงาน แต่ก่อนโตก็กินน้ำผึ้ง
โตแล้วกินเกสร ตอนเลื่อนระดับก็กินน้ำผึ้งเยอะ
บวกค่าเวลาเลี้ยงดู ตัวหนึ่งอย่างน้อยห้าหกสิบหินปราณ
ถ้าโดนจ้าวหงกินหมด หอพืชวิญญาณต้องกินลมกินแล้งไปเป็นปี ถึงจะชดเชยได้
ถ้าผึ้งตายเยอะ ผลผลิตน้ำผึ้งลดฮวบ ผลผลิตสมุนไพรยอดเขาสนเมฆาก็จะกระทบไปด้วย
ความเสียหายรวม ไม่ใช่แค่ไม่กี่หมื่นหินปราณแน่
ตอนนี้ช่วงสงคราม ถ้าสมุนไพรลด หอพืชวิญญาณโดนด่ายับทั้งหอ
โดยเฉพาะเจ้าหอและรองเจ้าหอ ข้อหาคุมคนไม่ดีหนีไม่พ้น
โดนข้อหานี้ สถานะในสำนักวันหน้าคงไม่ขยับ
ตระกูลเย่กับเฉินแม้จะสนิทกัน แต่ก็ไม่ยอมแลกอนาคตตัวเองเพื่อช่วยตระกูลเฉิน
หลิวหยวนเฉินยิ้ม "ศิษย์พรสวรรค์ไม่ดี วันหน้าจะทะลวงขอบเขตทะเลปราณ ต้องใช้ยาช่วย
งั้น ให้ตระกูลเฉินจ่ายยาช่วยทะลวงขอบเขตทะเลปราณมาสักชุดละกัน?"
เขารู้อยู่แล้ว ตระกูลเฉินหามาให้ไม่ได้หรอก
เรียกราคาเว่อร์ๆ ให้ต่อรอง ตระกูลเฉินต้องต่อแน่
เรียกสูงไว้ก่อน ถึงจะได้ราคาที่พอใจ
ได้ยินแบบนั้น เฉินฉางซานโกรธจัด "หลิวหยวนเฉิน..."
"แค่กๆๆ..."
พูดยังไม่ทันจบ หลิวหยวนเฉินก็ไอโขลกๆ
ทำท่าเหมือนเฉินฉางซานเสียงดังอีกนิด เขาจะตายให้ดู
หลิวชิงหยวนก็ช่วยเสริม "ผู้ดูแลเฉิน หมายความว่าไง?
รู้อยู่ว่าหยวนเฉินบาดเจ็บ ห้ามกระทบกระเทือน
ตะคอกใส่แบบนี้ กะจะฆ่าปิดปากเหรอ?"
เย่หลิงซวงก็มองเขา เฉินฉางซานต้องกลืนความโกรธลงท้อง
เขากดเสียงต่ำ "สหายหลิว ยาช่วยทะลวงขอบเขตทะเลปราณชุดหนึ่ง ปกติก็ห้าพันหินปราณอัพ
ตอนนี้สงครามเริ่ม ราคาพุ่ง หมื่นหินปราณยังไม่แน่ว่าจะได้
ตระกูลเฉินเราแม้จะพอมีฐานะ แต่ก็ควักเงินขนาดนี้ทีเดียวไม่ไหว
แถมยาพวกนี้เป็นยุทธปัจจัย ปกติหาซื้อยากมาก"
หลิวหยวนเฉินทำท่าไม่ยี่หระ "งั้นเหรอ งั้นข้าก็ช่วยไม่ได้
ท่านรองเจ้าหอจ้าวบอกแล้ว ถ้าไม่มีคำอธิบาย เขาจะเอาผึ้งไปแกล้มเหล้า"
เย่หลิงซวงไกล่เกลี่ย "ยาครบชุดหายาก งั้นให้ตระกูลเฉินชดใช้ยาสักอย่างละกัน"
เฉินฉางซานสีหน้าดีขึ้น
ยาชุดหนึ่งมีสี่อย่าง ถูกสุดคือโอสถหยกโลหิต ราคาปกติพันหินปราณ
"ตระกูลเฉินยินดีจ่ายโอสถหยกโลหิตหนึ่งเม็ด"
หลิวหยวนเฉินแค่นหัวเราะ "ข้าไม่เอายาครบชุดก็ได้ แต่อย่างน้อยต้องได้ 'โอสถตรึงชีพจร'"
ยาช่วยทะลวงขอบเขตทะเลปราณ โอสถตรึงชีพจรแพงสุด และจำเป็นที่สุดสำหรับหลิวหยวนเฉิน
เพราะยาอื่นแค่เสริมจุดด้อย เลือดลม พลังเวท จิตสัมผัสของเขาแข็งแกร่งพอ ไม่ต้องใช้ก็ได้
มีแค่โอสถตรึงชีพจรที่ใช้รักษาชีวิต แทนกันไม่ได้
เฉินฉางซานส่ายหน้า "เรื่องนี้ตระกูลเฉินจนปัญญา ขุมกำลังใหญ่ๆ หวงโอสถตรึงชีพจรมาก ไม่ค่อยหลุดออกมา
ขุมกำลังเล็กอยากได้ ต้องหาวัตถุดิบจ้างปรุงเอง"
"งั้นขอวัตถุดิบโอสถตรึงชีพจรก็ได้"
เฉินฉางซานส่ายหน้าอีก "ไม่มี ยอดเขาสนเมฆามีสมุนไพรอยู่ แต่ใครจะกล้าแตะ?"
หลิวหยวนเฉินคิดในใจ สิ่งที่ต้องการที่สุดคือโอสถตรึงชีพจร รองลงมาคือโอสถรวมจิตที่ช่วยเพิ่มจิตสัมผัส
ในเมื่อไม่ได้โอสถตรึงชีพจร งั้นเอาโอสถรวมจิตก่อน
"ไม่มีโอสถตรึงชีพจร อย่างน้อยต้องได้ 'โอสถรวมจิต'
แล้วก็ เมล็ดพันธุ์สมุนไพรสำหรับปรุงยาช่วยทะลวงด่าน ต้องให้ข้าบ้าง
ตระกูลเฉินอยู่หอพืชวิญญาณมาพันปี อย่าบอกนะว่าไม่มีของพวกนี้
ถ้ายังไม่ได้อีก ก็ไม่ต้องคุยกันแล้ว"
หลิวหยวนเฉินถอยให้สองก้าวแล้ว ไม่มีเหตุผลต้องถอยอีก
เย่หลิงซวงก็มองเฉินฉางซาน รอการตัดสินใจ
หอพืชวิญญาณเช็ดก้นให้แล้ว ตระกูลเฉินต้องรู้จักพอ
เฉินฉางซานกัดฟัน "ตกลง ข้าให้!"
(จบแล้ว)