เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 - แดนบรรพชนตระกูลหลิว

บทที่ 7 - แดนบรรพชนตระกูลหลิว

บทที่ 7 - แดนบรรพชนตระกูลหลิว


บทที่ 7 - แดนบรรพชนตระกูลหลิว

หลิวหยวนเฉินประหลาดใจเล็กน้อยที่การโจมตีเต็มกำลังของตนไม่ได้ผล แสดงว่าคนผู้นี้มีฝีมือไม่ธรรมดา

เขาฉวยโอกาสที่ชายชุดดำยังไม่ทันได้ร่ายคาถา พุ่งตัวเข้าประชิดตัวทันที

ในมือชายชุดดำพลันปรากฏยันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่ง แสงสีเงินวาบขึ้น ดาบเล่มเล็กสีเงินพุ่งออกมาจากแผ่นยันต์

หลิวหยวนเฉินรีบเบี่ยงตัวหลบ แม้จะหลบการแทงตรงๆ ได้พ้น แต่ดาบเล็กก็ยังเฉือนเข้าที่หน้าท้องในแนวเฉียง

ชายชุดดำหัวเราะร่า "หลิวหยวนเฉินโดนยันต์ดาบเงินระดับหนึ่งขั้นสูงเข้าไป ไม่รอดแน่

หลิวชิงซง วันนี้เจ้าเองก็อย่าหวังจะมีชีวิตรอด"

หลังจากถูกโจมตี หลิวหยวนเฉินรู้สึกแสบแปลบที่หน้าท้อง

แต่การไหลเวียนของพลังเลือดลมและพลังเวทไม่ได้รับผลกระทบที่ชัดเจน เขาจึงพุ่งตัวเข้าประชิดอีกครั้ง

ชายชุดดำหลบไม่ทัน โดนหมัดหนักๆ เข้าที่ใบหน้าเต็มเปา

หมวกสานแตกกระจาย ควันสีเขียวฟุ้งกระจายใต้ฝ่าเท้า ร่างทั้งร่างถอยกรูดไปข้างหลังด้วยความเร็วสูง

"แค่กๆ..." ชายชุดดำทิ้งระยะห่างไปกว่ายี่สิบวา ถึงได้กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง ในกองเลือดนั้นมีฟันกรามครึ่งซีกปนอยู่ด้วย

หลิวหยวนเฉินตกตะลึงในใจ ลอบโจมตีระยะประชิดด้วยแรงทั้งหมด กลับทำได้แค่ต่อยฟันมันหักซี่เดียว

แม้ตนจะมีพละกำลังมหาศาลอยู่บ้าง แต่ขาดแคลนวิชาต่อสู้

คาถาที่เชี่ยวชาญมีแค่ เคล็ดวิชาเงาไม้, วิชาพันธนาการ, วิชาเข็มมรกต และวิชาฝนทิพย์

เคล็ดวิชาเงาไม้ใช้ซ่อนตัวในเงาไม้ หากฝึกจนชำนาญถึงขั้นสุดยอด สามารถหลบเลี่ยงจิตสัมผัสได้ในระดับหนึ่ง

วิชาพันธนาการพอนับเป็นวิชาโจมตีได้บ้าง แต่ก็ทำได้แค่ควบคุมเถาวัลย์

วิชาเข็มมรกตและวิชาฝนทิพย์ล้วนเป็นวิชาสำหรับดูแลนาปราณ วิชาเข็มมรกตใช้พลังเวทสร้างเข็มหนามเพื่อฆ่าแมลงศัตรูพืชโดยไม่ทำร้ายพืชวิญญาณ

ส่วนวิชาฝนทิพย์ ใช้พลังเวทธาตุไม้ชักนำไอน้ำ ให้ตกลงมาเป็นฝนทิพย์

ช่วยเสริมพลังชีวิตให้พืชพรรณ รักษาโรคพืช และเพิ่มผลผลิตได้บ้าง

น่าเสียดายที่วิชาพวกนี้มีพลังทำลายล้างไม่สูงนัก

วันหน้าหากมีโอกาส ต้องหาวิชาต่อสู้มาฝึกสักอย่างสองอย่าง

เขาลองตรวจสอบบาดแผลที่หน้าท้อง เกราะเถาวัลย์ที่ถักทอจากเถาไหมเขียวสองชั้น ถูกยันต์ดาบเงินฟันขาดเป็นรอยยาวห้านิ้ว

แต่เกราะเถาวัลย์ก็ช่วยรับแรงกระแทกส่วนใหญ่ของยันต์ดาบเงินไว้ได้

บาดแผลที่หน้าท้องจึงตื้นมาก ลึกแค่ครึ่งนิ้ว แต่เลือดไหลออกมาไม่น้อย บนชุดคลุมนักพรตมีรอยเลือดสีแดงคล้ำขนาดเท่าฝ่ามือ

เขาถ่ายเทพลังเวทลงไปในเถาวัลย์ เถาวัลย์ก็งอกยาวขึ้นมาประสานกันจนเกราะเถาวัลย์กลับคืนสู่สภาพเดิม

ฝีมือยังไม่ถึงขั้น ชายชุดดำก็เริ่มระวังตัวแล้ว ขืนบุกเข้าไปอีกคงยากจะสำเร็จ ดีไม่ดีอาจเอาตัวไปทิ้งเปล่าๆ

หลิวหยวนเฉินใช้วิชาเงาไม้อีกครั้ง ร่างเลือนหายไปทางทิศตะวันออกหลายสิบวา รักษาระยะห่างจากพวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระทุกคน

หากสถานการณ์ไม่ดี ก็พร้อมเผ่นได้ทุกเมื่อ

หลิวชิงซงยิ้มเยาะ "เฉินฉางหมิง ที่แท้ก็เจ้านี่เอง

สหายทุกท่านคงเห็นแล้ว วิชาที่คนผู้นี้ใช้เมื่อครู่คือ 'วิชาหลบหนีควันเขียว' ของตระกูลเฉิน

ความขัดแย้งระหว่างตระกูลหลิวข้ากับตระกูลเฉิน ทุกท่านคงทราบดี พวกท่านตกหลุมพรางยืมดาบฆ่าคนของตระกูลเฉินเข้าแล้ว"

"ขอย้ำคำเดิม ตระกูลหลิวข้าแค่รับซื้อยันต์วิญญาณมาไม่กี่แผ่น ไม่มีของอย่างอื่น"

ได้ยินดังนั้น เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรอิสระต่างหยุดชะงัก แววตาโลภโมโทสันหายไป

แต่พวกเขาก็ยังไม่หนีไปไหน ทำท่าเหมือนจะรอดูเรื่องสนุก

เห็นพวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระเริ่มลังเล หลิวชิงซงก็โยนหินปราณยี่สิบกว่าก้อนไปทางท้ายเรืออย่างแรง "ความขัดแย้งครั้งนี้ ตระกูลเฉินเป็นคนก่อเรื่อง

ตระกูลหลิวข้าไม่มีความแค้นอันใดกับสหายทุกท่าน ขอทุกท่านโปรดละเว้นด้วย

หินปราณเล็กน้อยเหล่านี้ ถือเป็นค่าผ่านทางให้สหายทุกท่าน"

พอเห็นหินปราณ ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระเหล่านั้นก็ไม่มีอารมณ์ดูเรื่องสนุกอีกต่อไป ต่างงัดวิชาออกมาแย่งชิงหินปราณกันจ้าละหวั่น

ฝูงชนแตกฮือ คนที่ขวางอยู่ข้างหน้าเหลือเพียงเฉินฉางหมิงคนเดียว

ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระเดิมทีก็เป็นแค่พวกโจรไร้ระเบียบ มีผลประโยชน์ร่วมกันถึงจะรวมหัวกันได้

ตอนนี้ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันแล้ว ยากที่จะรวมตัวกันติด

เฉินฉางหมิงชี้หน้าหลิวหยวนเฉิน "วางแผนมาดิบดี กลับถูกไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่ทำพังหมด

วิชาเงาไม้ฝึกได้ถึงขั้นอำพรางกายสมบูรณ์ ขนาดจิตสัมผัสของข้ายังล็อคเป้าไม่ได้

ข้าล่ะสงสัยนัก เจ้าทนรับยันต์ดาบเงินของข้าได้ยังไง"

หลิวหยวนเฉินรู้สึกว่าฝีมือของเฉินฉางหมิงเหนือกว่าลุงรองของตนอยู่หลายส่วน ต่อให้ตนร่วมมือกับลุงรอง ก็คงรั้งมันไว้ไม่อยู่

ถ้าไม่หลอกมันให้เนียน เรื่องที่ตนรับยันต์ดาบเงินได้ด้วยตัวเปล่า คงถูกเล่าลือไปในทางประหลาดๆ

จะมีผลกระทบมากแค่ไหนไม่รู้ แต่เป็นเรื่องยุ่งยากแน่นอน

คิดได้ดังนั้น เขาจึงดึงเถาวัลย์ที่ขาดออกมาจากรอยขาดของชุดคลุม

"ข้าซ่อนเถาวัลย์ไว้ในเสื้อหลายเส้น ยันต์ดาบเงินของเจ้าฟันโดนเถาวัลย์พอดี"

เฉินฉางหมิงไม่ได้สงสัย อาจจะคิดว่าหลิวหยวนเฉินยังเป็นเด็ก ชอบอวดของดี

เขาถอนหายใจ "แพ้ได้น่าเจ็บใจนัก"

พูดจบ ร่างทั้งร่างก็กลายเป็นควันเขียว หายวับไปในดงอ้อ

หลิวหยวนเฉินกลับขึ้นเรือ หลิวชิงซงหยิบห่อผงยาออกมา "นี่คือผงห้ามเลือด รีบโรยแผลซะ"

หลิวหยวนเฉินทำตาม ผงห้ามเลือดนี้ได้ผลดีทีเดียว

แผลที่เลือดซึมอยู่ตลอด พอโรยผงสีแดงคล้ำนี้ลงไปไม่กี่ลมหายใจ เลือดก็หยุดไหล

สิบกว่าลมหายใจต่อมา แผลก็เริ่มตกสะเก็ด

หลิวหยวนเฉินโล่งอก "ลุงรอง ข้าโดนลากเข้ามาเอี่ยวแบบงงๆ เกือบเอาชีวิตมาทิ้ง

ถ้าไม่ได้วิชาเงาไม้ของข้า อาศัยแค่ฝีมือท่าน คงยากที่จะกระชากหน้ากากเฉินฉางหมิงออกมาได้

ความดีความชอบของข้า ท่านต้องรายงานผู้นำตระกูลให้ดีๆ นะ

อย่างอื่นข้าไม่หวัง แต่รวมค่าทำขวัญกับรางวัลแล้ว ขอสักหลายสิบหินปราณคงไม่มากไปใช่ไหม?"

หลิวชิงซงควักหินปราณสิบหกก้อน ยัดใส่มือหลิวหยวนเฉินอย่างลับๆ

"วางใจเถอะ ลุงรองไม่โกงความชอบเจ้าหรอก

รอบนี้ข้าเสียผงห้ามเลือดไปห่อหนึ่ง แล้วก็เสียหินปราณไปห้าสิบกว่าก้อน ต้องไปเบิกคืนจากตระกูลเหมือนกัน"

หลิวหยวนเฉินแปลกใจเล็กน้อย ลุงรองที่ดูเคร่งขรึม ที่แท้ก็ชำนาญเรื่องแจ้งยอดเกินจริงเหมือนกัน

โยนหินปราณไปยี่สิบกว่าก้อน แจ้งยอดห้าสิบกว่า

ส่วนต่างสามสิบกว่าก้อน แบ่งกันคนละครึ่ง

แม้บนเรือจะมีลูกหลานตระกูลอีกสองคน แต่พวกนั้นหลบอยู่แต่ในห้องโดยสาร ไม่กล้าโผล่หัวออกมาดู ไม่รู้หรอกว่าหลิวชิงซงโยนไปกี่ก้อน

คลำหินปราณในแขนเสื้อ หลิวหยวนเฉินรู้สึกดีขึ้นเยอะ

ขอแค่เงินถึง เลือดออกนิดหน่อยจะเป็นไรไป?

หลิวชิงซงลงมือเคลียร์ต้นไม้ที่ขวางทาง เรือสินค้าแล่นต่อ

ถุงสมบัติและอาวุธวิเศษของชายร่างยักษ์ ตกเป็นของหลิวชิงซงไปแล้ว

เรื่องเก็บของสงคราม ใครดีใครได้

บวกกับหลิวหยวนเฉินรับเงินมาแล้ว ก็ไม่กล้าทวงถาม

เรือสินค้าแล่นไปเรื่อยๆ พ้นเขตบึงมาแล้ว ทางน้ำก็ปกติขึ้นมาก

แม้จะยังแคบ แต่ไม่มีโค้งหักศอก เรือสินค้าจึงแล่นได้เต็มกำลัง

หนึ่งชั่วยามกว่าๆ ต่อมา ภูเขาเตี้ยๆ หลายลูกก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า

บนเขามีต้นไม้หนาแน่น ดูแตกต่างจากทุ่งร้างสีแดงรอบๆ อย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้ ลมหายใจของหลิวชิงซงดูผ่อนคลายลงมาก

ใบหน้าเปื้อนยิ้ม "ในที่สุดก็ถึงทะเลสาบตงหยาง ตลอดทางข้าแทบไม่กล้าหายใจแรง"

หลิวหยวนเฉินกลับเฉยๆ "ตกลงมันคือของอะไรกันแน่ ถึงทำให้ท่านประสาทกินขนาดนี้?"

หลิวชิงซงหัวเราะ "ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่ยันต์ของเซียนโบราณไม่กี่แผ่น ไม่รู้ว่าเหลืออานุภาพเท่าไหร่"

หลิวหยวนเฉินย่อมไม่เชื่อ ถ้าเป็นยันต์โบราณจริง คงไม่บอกออกมาง่ายๆ หรอก

จากนั้น เขาก็ได้ยินเสียงส่งผ่านกระแสจิตของหลิวชิงซง "ยันต์โบราณแค่ข้ออ้าง จริงๆ แล้วคือ 'โอสถหยกโลหิต' สองเม็ด"

ในฐานะศิษย์สำนักชิงตาน หลิวหยวนเฉินย่อมรู้จักโอสถหยกโลหิตดี มันคือยาช่วยเสริมการทะลวงขอบเขตทะเลปราณสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตรวมปราณ

พลังเวทของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตรวมปราณมีสถานะเป็นก๊าซ ส่วนขอบเขตทะเลปราณเป็นของเหลว

กระบวนการทะลวงระดับ คือการเปลี่ยนพลังเวทจากก๊าซให้เป็นของเหลว

ในกระบวนการนี้ ต้องใช้พลังเลือดลมเป็นภาชนะ ใช้จิตสัมผัสเป็นแรงดันภายนอก ค่อยๆ บีบอัดพลังเวท

หากพลังเลือดลมไม่พอ ภาชนะจะกักเก็บพลังเวทไม่อยู่ พลังเวทมหาศาลจะระเบิดออกมา อาจทำให้เส้นลมปราณและจุดตันเถียนฉีกขาด

ถึงขั้นนั้น อาจถึงแก่ชีวิต อย่างดีก็กลายเป็นคนพิการ

สรรพคุณของโอสถหยกโลหิต คือเติมเต็มพลังเลือดลม ป้องกันไม่ให้พลังเลือดลมไม่พอจนกดพลังเวทไว้ไม่อยู่

การทะลวงขอบเขตทะเลปราณ ยังต้องใช้ยาเพิ่มพลังจิตสัมผัส ยาปกป้องเส้นลมปราณ และยาเติมพลังเวทบริสุทธิ์

มีแค่โอสถหยกโลหิตอย่างเดียว ไม่พอแน่นอน

โอสถหยกโลหิตหนึ่งเม็ด ราคาไม่ถึงหนึ่งพันหินปราณ

แม้ในตลาดจะไม่ค่อยมีขายของยุทธปัจจัยแบบนี้ แต่ในงานประมูลของสมาคมการค้าหมื่นสมบัติที่เมืองชิงตาน นานๆ ทีก็จะมีหลุดออกมาบ้าง

การทะลวงขอบเขตทะเลปราณแม้จะเสี่ยงสูง แต่ขอแค่จิตสัมผัส เลือดลม และพลังเวทเพียงพอ โอกาสสำเร็จก็ไม่น้อย

ยาส่วนเสริมพวกนี้ มีไว้สำหรับคนที่พื้นฐานไม่แน่น

หลิวหยวนเฉินไม่สนใจโอสถหยกโลหิตเลยสักนิด มีเคล็ดวิชาเทพพฤกษาเสียดฟ้ากับแดนศักดิ์สิทธิ์ระยะก่อตัวอยู่ เรื่องพลังเลือดลมและพลังเวทไม่ใช่ปัญหา

"ข้าก็นึกว่าเป็นของวิเศษอะไร ที่แท้ก็ไอ้นี่เองเหรอ"

หลิวชิงซงหน้าตึงไปนิด ก่อนจะยิ้มออก ส่งกระแสจิตว่า "ก็จริง สำหรับเจ้า ของสิ่งนี้ก็แค่ลูกอมราคาแพงหน่อย

เจ้าเพิ่งขั้นรวมปราณห้าชั้น พลังเลือดลมก็ไม่ด้อยไปกว่าข้าแล้ว

รอเจ้าฝึกถึงขั้นรวมปราณสูงสุด พลังเลือดลมคงเทียบเท่าผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตทะเลปราณระยะแรกได้เลยมั้ง

ตอนทะลวงระดับ ไม่จำเป็นต้องเสริมเลือดลมอีกแล้ว"

พริบตาเดียว เรือสินค้าก็มาถึงหน้าภูเขา

ช่องเขาระหว่างภูเขาสองลูกมีแม่น้ำชิงเหอไหลผ่าน

พ้นช่องเขาไป เบื้องหน้าคือทะเลสาบขนาดย่อมเส้นผ่านศูนย์กลางสิบกว่าลี้ นี่คือบ้านบรรพชนตระกูลหลิว... ทะเลสาบตงหยาง

น้ำในทะเลสาบสีเขียวมรกต ราวกับหยกชิ้นงามที่ฝังอยู่ท่ามกลางเนินเขาน้อยใหญ่

นอกจากแม่น้ำชิงเหอ ยังมีลำธารอีกหลายสายไหลลงสู่ทะเลสาบ

สองฝั่งลำธาร พืชพรรณเขียวชอุ่ม

เหมือนมังกรเขียวหลายตัว คอยปกป้องไข่มุกมรกตแห่งทะเลสาบตงหยางเอาไว้

ยอดเขาทางทิศเหนือของทะเลสาบตงหยางสูงตระหง่านที่สุด นามว่ายอดเขาตงหยาง

ชีพจรวิญญาณระดับสองขั้นต่ำทอดผ่านทะเลสาบตงหยางและยอดเขาตงหยาง มีจุดรวมวิญญาณอยู่ในทะเลสาบและบนยอดเขาอย่างละแห่ง

น้ำในทะเลสาบเปี่ยมด้วยพลังปราณ อาศัยน้ำในทะเลสาบรดน้ำ ตระกูลหลิวจึงบุกเบิกนาปราณริมทะเลสาบได้จำนวนมาก

ธุรกิจหลักของตระกูลหลิวคือขายพืชวิญญาณนานาชนิด โดยพึ่งพานาปราณริมทะเลสาบเป็นหลัก

แม้จะทำธุรกิจเดียวกับสำนักชิงตาน แต่ในทุ่งร้างอัคคีที่ทรัพยากรขาดแคลน ของวิเศษทุกอย่างล้วนผลิตไม่ทันขาย จึงไม่มีการแย่งลูกค้ากัน

เรือสินค้าที่หลิวหยวนเฉินนั่งมา จอดเทียบท่าที่ท่าเรือเล็กๆ ตีนเขายอดเขาตงหยาง

เรือยังไม่ทันจอดสนิท หลิวชิงซงก็กระโดดลงจากหัวเรือ วิ่งขึ้นเขาไป

เพราะมีจุดรวมวิญญาณระดับสอง ระดับสูงของตระกูลหลิวจึงพักอยู่บนยอดเขาตงหยาง

หน่วยงานสำคัญของตระกูลก็ตั้งอยู่ที่นั่น

หลิวชิงซงรีบร้อนวิ่งไป ย่อมต้องไปรายงานภารกิจ

หลิวหยวนเฉินยังรอรับรางวัลและค่าทำขวัญจากตระกูล จึงยังไม่ไปไหน รออยู่ที่ท่าเรือ

ไม่นาน ก็มีคนจากยอดเขาตงหยางลงมาตามตัว ให้เขาไปที่หอธุรการ

หอธุรการคือที่ที่ระดับสูงของตระกูลจัดการงานทั่วไป ปกติจะมีผู้อาวุโสเข้าเวรอยู่

หลิวหยวนเฉินขึ้นยอดเขาตงหยาง ภูเขาลูกนี้แม้จะสูงที่สุดรอบทะเลสาบ แต่ก็สูงแค่ห้าสิบกว่าวา

ยอดเขาเป็นเนินลาดกว้างประมาณหนึ่งลี้ มีสิ่งปลูกสร้างมากมาย หอธุรการก็อยู่ที่นี่

สิ่งที่เรียกว่าหอธุรการ ก็คือเรือนสี่ประสานขนาดย่อมๆ หลังหนึ่ง

หลิวหยวนเฉินผลักประตูเข้าไป เรือนสี่ประสานชั้นเดียว มีเรือนหลักและเรือนปีกซ้ายขวา

เสียงห้าวหาญดังมาจากเรือนหลัก "หยวนเฉิน เข้ามาสิ"

หลิวหยวนเฉินเดินเข้าเรือนหลัก เห็นโต๊ะทำงานกับเก้าอี้ไท่ซือตัวหนึ่ง

บนเก้าอี้มีชายวัยสี่สิบกว่ารูปร่างผอมเกร็งนั่งอยู่ หลิวชิงซงยืนอยู่ข้างๆ

หลิวหยวนเฉินประสานมือ "หยวนเฉินคารวะท่านผู้อาวุโสใหญ่"

ชายผอมผู้นี้คือผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลิว 'หลิวชิงหมิง' บุคคลเบอร์สองของตระกูล ลำดับพี่น้องคนที่สี่

เขาพยักหน้าเบาๆ "ครั้งนี้สามารถนำโอสถหยกโลหิตกลับมาได้อย่างปลอดภัย เจ้ามีความดีความชอบใหญ่หลวง

ได้ยินพี่รองบอกว่า วิชาเงาไม้ของเจ้าฝึกจนถึงขั้นชำนาญแล้ว?"

หลิวหยวนเฉินตอบ "ในสำนักชิงตาน ข้าเฝ้านาปราณเขาหยกวารีตลอด ไม่ค่อยมีงานอะไร มีเวลาฝึกวิชาเงาไม้เหลือเฟือ

หลายปีมานี้ ถึงฝึกจนได้ระดับนี้ครับ"

หลายปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยละเลยการฝึกวิชาเงาไม้

เพราะสู้ชนะไหมไม่สำคัญ ที่สำคัญคือต้องรอด

แม้วิชาเงาไม้ของเขาจะอยู่ในระดับดี แต่ยังห่างไกลจากขั้นชำนาญ

ที่สามารถซ่อนตัวในเงาไม้ได้อย่างสมบูรณ์ และหลบเลี่ยงจิตสัมผัสได้บ้าง น่าจะเป็นผลจากเคล็ดวิชาที่ฝึกมากกว่า

หลิวชิงหมิงมีสีหน้าชื่นชม "ดีมาก น้องหกเขียนจดหมายมาบอกว่า เจ้ายังเรียนรู้วิชาปรุงยา และสามารถปรุงโอสถคืนปราณคุณภาพเกือบชั้นดีได้ด้วย?"

หลิวหยวนเฉินตอบตามจริง "เป็นความจริงครับ ตอนนี้ปรุงได้แค่โอสถอิ่มทิพย์กับโอสถคืนปราณ"

ความพอใจบนใบหน้าหลิวชิงหมิงยิ่งเพิ่มขึ้น "ตระกูลเรายึดการปลูกพืชวิญญาณเป็นหลัก หลายปีมานี้พยายามปั้นนักปรุงยา แต่ผลลัพธ์ไม่ค่อยดีนัก

จนถึงตอนนี้ ตระกูลยังไม่มีนักปรุงยาระดับสองเลยสักคน

ในเมื่อเจ้ามีพรสวรรค์ด้านนี้ ต้องขยันให้มาก

วันหน้าถ้าได้เป็นนักปรุงยาระดับสอง จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ตระกูลปีละเป็นพันหินปราณ"

"เจ้าทำความดีความชอบครั้งนี้ อยากได้รางวัลอะไร?"

หลิวหยวนเฉินใจเต้น รอคำนี้อยู่พอดี

แต่เขาก็ยังแกล้งเล่นตัว "ทำเพื่อตระกูลเป็นหน้าที่ ไม่กล้ารับรางวัลครับ"

หลิวชิงหมิงโบกมือ "มีคุณต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระ ถึงจะซื้อใจคนได้

อยากได้อะไรว่ามา ขอแค่ไม่ผิดกฎตระกูล ข้าจะพยายามจัดให้"

พูดสวยหรู แต่อำนาจตีความกฎอยู่ที่สายหลัก

ผิดกฎหรือไม่ ก็อยู่ที่ปากเขา

หลิวหยวนเฉินไม่อ้อมค้อมอีก "ข้าได้ยินว่าบึงเกลือถูกฝูงหมาป่าทรายแดงหมายหัว พ่อกับพี่ใหญ่ข้าอยู่ที่นั่น

ถ้าหมาป่าทรายแดงบุกมาอีก พวกเขาก็มีอันตรายถึงชีวิต ข้าอยากขอให้ท่านผู้อาวุโสใหญ่ย้ายพ่อกับพี่ใหญ่ข้าไปอยู่ที่ปลอดภัยครับ"

หลิวชิงหมิงเงียบไปครู่หนึ่ง "ผู้บำเพ็ญเพียรในตระกูลขาดแคลน ขาดคนไปทุกที่

หมาป่าทรายแดงโจมตีบึงเกลือ ก็เพิ่งโยกคนไปช่วย

ถ้าย้ายพี่สามออกมาตอนนี้ ญาติคนอื่นต้องไม่พอใจแน่ เรื่องนี้ต้องรอไปก่อน

แต่พี่ใหญ่เจ้าเป็นคนธรรมดา จัดการง่ายหน่อย

ตระกูลมีแผนจะบุกเบิกนาปราณรอบนอกทะเลสาบตงหยางเพิ่ม ความปลอดภัยไม่มีปัญหา

ย้ายพี่ใหญ่เจ้ามาที่นี่ก่อน ให้มาเป็นลูกมือในนาปราณ เจ้าว่ายังไง?"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 7 - แดนบรรพชนตระกูลหลิว

คัดลอกลิงก์แล้ว