เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 500 - แก่นแท้ของหนังเชิงพาณิชย์คือการทำเงิน

บทที่ 500 - แก่นแท้ของหนังเชิงพาณิชย์คือการทำเงิน

บทที่ 500 - แก่นแท้ของหนังเชิงพาณิชย์คือการทำเงิน


บทที่ 500 - แก่นแท้ของหนังเชิงพาณิชย์คือการทำเงิน

⚉⚉⚉⚉

หนังเพิ่งจะเริ่มฉาย ก็แนะนำตัวตนของสวี่เจิ้งให้สวีเหวินรู้จักแล้ว

ผ่านฉากเล็กๆ ง่ายๆ ไม่กี่ฉาก ก็แนะนำให้รู้จักตัวตนของสวีเหวินคร่าวๆ จัดอยู่ในประเภทที่ว่ามีอุปนิสัยค่อนข้างดี ยอมที่จะรับผิดแทนลูกน้องของตัวเองอะไรทำนองนั้น

จากนั้นก็เป็นฉากคลาสสิกอย่างการเลิกจ้างวัยกลางคน ต่อจากนั้นก็คือการหางานแล้วพบทางตันไปทั่ว สุดท้ายก็ทำได้เพียงแค่ไปเป็นพนักงานส่งอาหารเพื่อจุดประกายความหวังในชีวิตขึ้นมาใหม่ และสุดท้ายก็จบลงอย่างมีความสุข

หลังจากที่ดูหนังความยาวกว่าสองชั่วโมงจบลง ชาวเน็ตในห้องถ่ายทอดสดก็เริ่มบ่นอุบอิบขึ้นมาทันที

“นี่มันหนังห่วยอะไรกันเนี่ย ถ่ายทำอะไรออกมาเลอะเทอะไปหมด คนที่วิ่งส่งอาหารที่ไหนมันจะไปลำบากขนาดนั้น”

“พี่ชาย ฉันนี่แหละวิ่งส่งอาหารเอง ฉันบอกนายได้แค่ว่าตอนนี้การวิ่งส่งอาหารมันลำบากแบบนี้จริงๆ นั่นแหละ นายไม่รู้รึไงว่าตอนนี้สภาพแวดล้อมโดยรวมมันไม่ดี มีคนกี่คนที่หลั่งไหลเข้ามาวิ่งส่งอาหารกันบ้าง ฉันบอกได้แค่ว่าแรงกดดันจากการแข่งขันในสายงานนี้มันสูงมาก”

“ใช่ ฉันก็วิ่งส่งอาหารเหมือนกัน ฉันแค่รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันถ่ายทำออกมาได้ธรรมดามาก หรือถึงขั้นที่ว่ายังไม่ลึกซึ้งพอ ไม่ได้ถ่ายทอดสิ่งที่มันอยู่ลึกลงไปกว่านั้นออกมาให้เห็น”

“นี่มันไม่ใช่ว่าผู้กำกับไม่อยากถ่ายทอดออกมาหรอกนะ แต่มันเป็นเพราะผู้กำกับไม่กล้าถ่ายทอดออกมาต่างหากล่ะ นายคิดจริงๆ เหรอว่าการถ่ายหนังมันเป็นเรื่องที่ทำได้ตามใจชอบ อยากจะถ่ายอะไรก็ถ่ายอย่างนั้นน่ะ”

หลังจากที่เจิ้งเยว่ดูหนังจบแล้วก็รู้สึกสะเทือนอารมณ์อยู่บ้าง

เพราะว่าในวันธรรมดา เวลาที่พวกเธอทำงานก็มักจะสั่งอาหารเดลิเวอรี่อยู่เป็นประจำ ดังนั้นจึงมักจะได้เจอกับพนักงานส่งอาหารอยู่บ่อยๆ

แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การเจอกันผิวเผิน พูดคุยกันง่ายๆ ไม่กี่ประโยค แต่เจิ้งเยว่ก็สามารถสัมผัสได้ว่างานนี้มันลำบากขนาดไหน

เมื่อเห็นสวีเหวินนั่งอยู่บนโซฟาด้วยใบหน้าเรียบเฉย เจิ้งเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามว่า “พี่สวี ตอนนี้หนังก็ดูจบแล้ว คุณมีอะไรอยากจะพูดบ้างไหมคะ”

สวีเหวินพูดเรียบๆ ว่า “ก็ไม่มีอะไรอยากจะพูดนะ ถ่ายทำออกมาก็... พอใช้ได้ล่ะมั้ง”

พอใช้ได้งั้นเหรอ

ก็แค่คำวิจารณ์ธรรมดาๆ แบบนี้เนี่ยนะ

เจิ้งเยว่ถามต่อ “พี่สวี หนังเรื่องนี้มันก็จุดกระแสถกเถียงกันบนอินเทอร์เน็ตเยอะมากเลยนะคะ คุณไม่มีอะไรอยากจะแบ่งปันกับพวกเราจริงๆ เหรอ”

“หรือคุณจะพูดแค่เรื่องอาชีพพนักงานส่งอาหารกับพวกเราง่ายๆ ก็ได้นะคะ แบบนี้ก็ได้เหมือนกัน”

เดิมทีสวีเหวินก็แค่อยากจะดูหนังผ่อนคลายฆ่าเวลาเท่านั้น ผลลัพธ์ก็คือตอนนี้พอถูกเจิ้งเยว่ไล่ต้อนถามแบบนี้ เขาก็รู้สึกว่าถ้าไม่วิจารณ์อะไรบ้างก็คงจะไม่ได้แล้ว

ดังนั้น สวีเหวินจึงเอ่ยปากพูดว่า “จริงๆ แล้วมันก็ไม่มีอะไรน่าวิจารณ์เท่าไหร่หรอก อาชีพไหนก็ตาม ตราบใดที่มันยังมีการดำรงอยู่ มันก็ย่อมมีความสมเหตุสมผลของมัน”

“เหมือนอย่างพนักงานส่งอาหารพวกนี้ จริงๆ แล้วการดำรงอยู่ของพวกเขามันก็มีความหมายอย่างมาก ถ้าไม่มีพวกเขา ก็คงไม่มีฟังก์ชันการส่งอาหารเกิดขึ้น เศรษฐกิจโดยรวมของพวกเราก็จะสูญเสียไปมากเหมือนกัน ใช่ไหมล่ะ”

ก็เป็นอย่างที่สวีเหวินพูดนั่นแหละ ทุกอาชีพล้วนมีความจำเป็นในการดำรงอยู่ของมัน

เพียงแต่ว่า แม้คนส่วนใหญ่จะบอกว่าอาชีพไม่แบ่งสูงต่ำ แต่สถานการณ์ในความเป็นจริงมันกลับไม่ใช่อย่างนั้น

หนังเรื่องนี้ได้สะท้อนสถานการณ์ในความเป็นจริงออกมาในระดับหนึ่ง นั่นก็คือหลังจากที่ผู้ชายวัยกลางคนถูกเลิกจ้างแล้ว ก็จะต้องเผชิญกับสถานการณ์การว่างงานและหางานทำไม่ได้

จากการเป็นพนักงานออฟฟิศชนชั้นนำที่นั่งทำงานในห้องแอร์ ต้องกลับกลายมาเป็นพนักงานส่งอาหารที่ตากแดดตากลมอยู่ข้างนอก ความแตกต่างที่เกิดขึ้นนี้มันมากมายมหาศาลขนาดไหนคงไม่ต้องพูดถึง

เจิ้งเยว่เบิกตากว้างมองสวีเหวิน ดูเหมือนว่ายังอยากจะรอให้เขาพูดอะไรออกมาอีกสักหน่อย

สวีเหวินรู้สึกปวดหัวอยู่บ้าง

เขารู้ว่าวันนี้ถ้าเจิ้งเยว่ยังไม่ได้เนื้อหาเน้นๆ อะไรจากเขาไป ก็คงจะไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่

ดังนั้น สวีเหวินจึงทำได้เพียงพูดอย่างจนปัญญาว่า “จริงๆ แล้ว การที่สวี่เจิ้งถ่ายทำหนังเรื่องนี้มันออกจะ... ไร้เดียงสาไปหน่อย”

พอได้ยินสวีเหวินพูดเช่นนี้ ดวงตาของเจิ้งเยว่ก็เป็นประกายขึ้นมาทันที

เพราะเธอกรู้ว่าสวีเหวินกำลังจะพูดเนื้อหาเน้นๆ แล้ว!

“พี่สวี ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะคะ คุณช่วยอธิบายรายละเอียดให้ฟังหน่อยได้ไหม”

สวีเหวินพูดเรียบๆ ว่า “ก่อนหน้านี้เขาถ่ายทำเรื่อง Dying to Survive จนประสบความสำเร็จอย่างมาก หรือถึงขั้นที่ว่าทำให้สังคมทั้งหมดเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางพิเศษบางอย่างเพราะหนังเรื่องนี้ด้วยซ้ำ”

“ก็อาจจะเป็นเพราะความสำเร็จแบบนี้แหละ ที่ทำให้สวี่เจิ้งเข้าใจผิดไปว่า ปัญหาสังคมหลายๆ อย่างสามารถแก้ไขได้ด้วยการถ่ายทำหนัง”

“ความคิดแบบนี้ จะบอกว่ามันไม่ดีก็คงไม่ได้ ทำได้เพียงแค่บอกว่ามันไร้เดียงสาเกินไป ไม่โตเป็นผู้ใหญ่เอาซะเลย หนังน่ะยังไงมันก็คือธุรกิจบันเทิง ไม่ใช่ธุรกิจการศึกษา ยิ่งไม่ใช่ธุรกิจที่เอาไว้แก้ปัญหาด้วย คุณเข้าใจความหมายของผมไหม”

คำพูดของสวีเหวินนี้พูดออกมาได้ตรงไปตรงมากอย่างมาก ชาวเน็ตในห้องถ่ายทอดสดเข้าใจได้ในทันที

“พอมาคิดดูแบบนี้มันก็จริงแฮะ ตอนที่หนังเรื่องนี้เพิ่งเข้าฉายใหม่ๆ ก็มีแต่คนให้รีวิวแย่ๆ เต็มไปหมด ฉันก็นึกว่าเป็นหนังห่วยเรื่องหนึ่ง ผลลัพธ์ก็คือพอไปดูเองถึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วมันก็ถ่ายทำออกมาพอใช้ได้ จริงๆ แล้วก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานนั่นแหละ”

“ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าต้องไปล่วงเกินคนใหญ่คนโตที่ไหนเข้าแน่ๆ เพราะงั้นถึงได้ถูกจ้างกองทัพน้ำมาถล่มรีวิว พอดำเนินการแบบนี้ปุ๊บ รายได้หนังก็หายวับไปกับตาเลย”

“ประเด็นก็คือ มุมมองที่คนพวกนั้นใช้ถล่มมันก็แปลกประหลาดมาก บอกว่าถ่ายทำออกมาได้ไม่สมจริงพอ ยังสะท้อนความจริงออกมาได้ไม่พอ ปัญหาก็คือ ต่อให้ผู้กำกับกล้าถ่าย โรงหนังเขาจะกล้าฉายเหรอ ทำได้เพียงแค่บอกว่าอำนาจในการพูดมันก็ยังคงอยู่ในมือของคนส่วนน้อยอยู่ดี”

เมื่อเห็นเจิ้งเยว่ยังคงฟังแบบกึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจ สวีเหวินก็ทำได้เพียงถอนหายใจยาว แล้วพูดกับเจิ้งเยว่ว่า “คุณคิดว่าการส่งอาหารเดลิเวอรี่มันคืองานอย่างหนึ่งงั้นเหรอ”

เจิ้งเยว่พยักหน้า

“มันก็ต้องเป็นงานอย่างหนึ่งอยู่แล้วสิคะ ทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะ”

สวีเหวินยิ้มแล้วพูดว่า “ก็เพราะว่าสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การส่งอาหารเดลิเวอรี่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่งานอย่างหนึ่ง แต่มันคือหนทางสุดท้ายในการเอาชีวิตรอดของพวกเขาต่างหาก”

“คนเหล่านั้นจำนวนมาก การศึกษาต่ำ อายุเยอะ ไม่มีทักษะพิเศษอะไรติดตัว ทำได้เพียงแค่ขายแรงงานเพื่อหาเงินเท่านั้น”

“การส่งอาหารเดลิเวอรี่ก็คืองานที่ดีที่สุดที่พวกเขาสามารถหาได้แล้ว ท้ายที่สุดแล้ว งานนี้มันก็มีรายได้ที่ชัดเจน คุณวิ่งส่งกี่เที่ยวก็ได้เงินเท่านั้น”

“คุณสูญเสียงานไป อย่างมากก็แค่ว่างงาน แต่ถ้าพวกเขาต้องสูญเสียงานไป มันก็มีความเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้”

“เวลาที่คุณว่างๆ คุณสามารถไปลองทำความเข้าใจคนกลุ่มนี้ดูได้ แล้วคุณก็จะพบว่าจริงๆ แล้วพวกเขาแทบจะไม่มีเงินเหลือพอที่จะไปซื้อตั๋วหนังด้วยซ้ำ พวกเขาถึงขั้นต้องประหยัดอดออม เพราะว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำเงินได้เดือนละหมื่นกว่าบาทหรอกนะ”

คำพูดนี้ของสวีเหวินทำเอาชาวเน็ตจำนวนมากในห้องถ่ายทอดสดถึงกับน้ำตาคลอ

หรือถึงขั้นที่มีชาวเน็ตไม่น้อยเลยที่ส่งดอกไม้ฟรีให้สวีเหวินโดยตรง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนที่ส่งดอกไม้เหล่านี้ก็คือพนักงานส่งอาหารที่สวีเหวินกำลังพูดถึงนั่นแหละ

กิจกรรมความบันเทิงเพียงอย่างเดียวของพวกเขาก็คือการใช้มือถือดูวิดีโอสั้น ดูไลฟ์สดอะไรพวกนี้เท่านั้น

หรือถึงขั้นที่ว่า แม้แต่เน็ตมือถือของพวกเขา ก็ยังต้องไปแอบใช้ของเพื่อนบ้าน ไม่ใช่ว่าตัวเองเสียเงินซื้อมันมา

คนเหล่านั้นที่อยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตแล้วคอยบ่นว่านั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ดี จริงๆ แล้วล้วนจัดอยู่ในกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตได้ค่อนข้างดีกลุ่มหนึ่งแล้ว

เพราะว่าอย่างน้อยพวกเขาก็ยังสามารถท่องอินเทอร์เน็ตได้ สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกของตัวเองบนโลกออนไลน์ได้อย่างตามใจชอบ

แต่จริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่ที่ลำบากยิ่งกว่านั้น พวกเขาไม่มีเวลาที่จะไปหาความบันเทิง ไม่มีเวลาไปท่องอินเทอร์เน็ต ไม่มีเวลาไปโต้เถียง หรือถึงขั้นไม่มีเวลาไปให้รีวิวแย่ๆ กับหนังด้วยซ้ำ

เพราะว่าพวกเขากำลังยุ่งอยู่กับการใช้ชีวิตอยู่ แล้วพวกเขาจะมีเวลาและพลังงานมากมายขนาดนี้ไปวิพากษ์วิจารณ์ข้อดีข้อเสียของหนังเหล่านี้ได้อย่างไร

สวีเหวินมองไปทางเจิ้งเยว่แล้วพูดว่า “เพราะงั้นผมถึงได้บอกว่าหนังเรื่องนี้มันก็งั้นๆ”

“เพราะว่าตั้งแต่แรก หนังเรื่องนี้มันก็ไม่ได้ถ่ายทำมาให้พนักงานส่งอาหารดูอยู่แล้ว แต่มันถ่ายทำมาให้พวกเราดูต่างหาก เข้าใจรึยัง”

“ก็แค่หนังเชิงพาณิชย์เรื่องหนึ่งเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วมันก็มุ่งเน้นไปที่การทำเงินนั่นแหละ ส่วนเรื่องอื่นๆ อะไรพวกนั้น มันไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้นหรอก”

⚉⚉⚉⚉

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 500 - แก่นแท้ของหนังเชิงพาณิชย์คือการทำเงิน

คัดลอกลิงก์แล้ว