- หน้าแรก
- ย้อนเวลาไปเป็นนักเลงแห่งต้าถัง
- บทที่ 7 - ใครจะกอบกู้ตระกูลหลัว
บทที่ 7 - ใครจะกอบกู้ตระกูลหลัว
บทที่ 7 - ใครจะกอบกู้ตระกูลหลัว
บทที่ 7 - ใครจะกอบกู้ตระกูลหลัว
สัญญาณไฟสงครามกลางทะเลทราย เทือกเขาเทียนซานตั้งตระหง่าน ลมร้อนพัดมาราวกับมีดกรีดกระดูก เป่าผิวคนจนแห้งแตก
ฤดูร้อนอันร้อนระอุ แทบไม่เห็นผู้คนสัญจร แต่ทว่าในดินแดนชายแดนเหนือของต้าถัง กลับมีม้าศึกสิบแปดตัวควบตะบึง รวดเร็วดั่งพายุพัดเมฆ
หมวกเกราะดำ ผมดำ ปลายหอกส่องประกายวาววับ อัศวินทั้งสิบแปดมีสีหน้าเรียบเฉย ทุกคนเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่ความเร็วของม้ากลับไม่ลดลงแม้แต่น้อย แววตามุ่งมั่นของพวกเขาก็ไม่จางหายไปเช่นกัน
บนตัวพวกเขามีบาดแผล ม้าศึกผอมโซ ชุดเกราะขาดวิ่น
นี่คือกองกำลังตระกูลหลัวชุดสุดท้ายของต้าถัง สิบแปดอัศวิน สิบหกคนเป็นชายวัยกลางคน มีเพียงคนนำหน้าสุดที่เป็นเด็กหนุ่มวัยแรกรุ่น เขาแบกหอกยาว มือคุมบังเหียน นั่งตัวตรงแหน่วบนหลังม้าราวกับหอกที่ปักตรึง ปล่อยให้ม้าควบทะยานขึ้นลงตามจังหวะ
จากทะเลทรายสู่ทุ่งหญ้า จากทุ่งหญ้าสู่นครฉางอัน ระยะทางไกลสุดลูกหูลูกตา เส้นทางยาวไกลกว่าพันลี้ พวกเขาผ่านพายุทรายนอกด่าน ทนทรมานกับความร้อนระอุของทุ่งหญ้า ไม่ว่าจะน้ำหรือไฟ หรือดงอาวุธ ก็ไม่อาจขวางกั้น
บุกตะลุยฝ่าวงล้อมเลือด มุ่งหน้าตรงสู่ฉางอัน
ภาพซูมเข้ามาใกล้ๆ จะเห็นว่า อัศวินสิบแปดนายที่ดูเหมือนพายุหมุนนี้ จริงๆ แล้วทั้งคนทั้งม้าต่างเหนื่อยล้าสายตัวแทบขาด อัศวินหลายคนร่างโงนเงนจะร่วงแหล่มิร่วงแหล่ ที่ยังทนอยู่ได้ก็เพราะจิตใจที่แข็งแกร่งไม่ยอมแพ้
"เกียรติยศของท่านพ่อ จะให้ใครมาหยามไม่ได้ หลัวจิ้งเอ๋อ อดทนไว้ อดทนไว้ ในตัวเจ้ามีเลือดของหลัวซื่อซิ่น ขุนพลหอกเงินม้าขาวไหลเวียนอยู่ การฟื้นฟูตระกูลหลัวต้องพึ่งพาเจ้า"
วินาทีนี้เราถึงได้พบว่า แท้จริงแล้วเด็กหนุ่มผู้นำขบวน คือหญิงสาวที่ปลอมตัวเป็นชาย ใบหน้างดงาม ดวงตากระจ่างดุจสายน้ำ ใครจะคิดว่าสาวน้อยบอบบางเช่นนี้ จะมีกลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งรอบกาย
นี่คือกลิ่นอายที่ได้มาจากการฆ่าฟัน ต้องผ่านซากศพทะเลเลือดมาเท่านั้นถึงจะมีได้
เธอเพิ่งจะอายุสิบหกสิบเจ็ด เป็นวัยที่สดใสสวยงาม ใครจะรู้ว่าเธอเคยผ่านศึกหนัก บุกตะลุยฝ่าวงล้อมม้าศึกของพวกทูเจวี๋ย เข้าออกถึงสามรอบ วิญญาณที่ตายภายใต้คมหอกของเธอนับรวมได้หลายร้อย
"เกียรติยศของท่านพ่อ จะให้ใครมาหยามไม่ได้ การผงาดของตระกูลหลัว จะล่าช้าไม่ได้..." ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจของหลัวจิ้งเอ๋ออีกครั้ง เธอกัดฟันยืดตัวบนหลังม้าให้ตรงขึ้นไปอีก
"เพียงแต่ เสียดายเหล่าทหารที่ตายไป"
หัวใจดรุณี ย่อมมีความอ่อนไหวเหมือนสายน้ำ ต่อให้ภายนอกเข้มแข็งแค่ไหน เนื้อแท้ก็ยังเป็นผู้หญิง การเดินทางไปทะเลทรายทุ่งหญ้าครั้งนี้ ทหารตระกูลหลัวห้าร้อยนายต้องเอาชีวิตไปทิ้ง เหลือรอดกลับมาแค่สิบแปดคน ความเจ็บปวดนี้เกือบทำให้หลัวจิ้งเอ๋อสติแตก
ถ้าไม่ใช่เพราะปณิธานที่จะกอบกู้ตระกูลหลัว เธอคงอยากจะเชือดคอตัวเองตายกลางทุ่งหญ้าอันเวิ้งว้าง นอนหลับใหลเคียงข้างเหล่าทหารกล้าไปตลอดกาล
น่าเสียดาย เธอยังตายไม่ได้ บนบ่ายังมีความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง ปากท้องและครอบครัวของทหารเก่าแก่ทั้งสิบเจ็ดคนข้างหลัง ล้วนต้องพึ่งพาเธอ
สิบแปดอัศวิน นี่คือกองกำลังตระกูลหลัวชุดสุดท้ายของต้าถัง
ควบม้าทะยาน มองไปทางฉางอัน หลัวจิ้งเอ๋อไม่รู้ว่าเวลานี้ในท้องพระโรงจะวุ่นวายแค่ไหน ไม่รู้ว่าขุนนางทั้งหลายจะเยาะเย้ยถากถางเพียงใด สิ่งเดียวที่เธอรู้คือ การออกศึกครั้งนี้ล้มเหลว กลับไปถึงฉางอัน ตระกูลหลัวจะต้องเจอกับมรสุมลูกใหญ่
ครั้งนี้เป็นการยกทัพไปเองโดยพลการ ไม่ได้รับคำสั่งจากราชสำนัก แม้กองทัพตระกูลหลัวจะบุกตะลุยข้ามทะเลทรายและทุ่งหญ้า แต่กลับไม่ได้ผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ซ้ำร้ายยังต้องเสียไพร่พลไปจนเกือบหมด
หลัวจิ้งเอ๋อคาดเดาบทลงโทษได้ ตระกูลหลัวคงถูกถอดยศถาบรรดาศักดิ์ เหลือไว้เพียงชีวิตของเธอ
คนอยู่ความสัมพันธ์ยัง คนตายความสัมพันธ์จบ เธอไม่มีผลงานการรบที่โดดเด่นเหมือนท่านพ่อ ดังนั้นฮ่องเต้คงไม่เมตตาเป็นกรณีพิเศษ ขุนนางทั้งหลายก็คงไม่ยื่นมือมาช่วย
ท่านน้าฉินฉยงอาจจะช่วยดูแลเธอ แต่ท่านคงช่วยกอบกู้ตระกูลหลัวไม่ได้
"ท่านพ่อ ข้าควรจะทำยังไงดี..."
พญาอินทรีเหินเวหา ทะยานขึ้นฟ้าเก้าหมื่นลี้ ธุรกิจยาจุดกันยุงของหานเยว่ ในช่วงไม่กี่วันนี้รุ่งเรืองสุดๆ
ป้าเถียนทำงานเก่งจริงๆ บวกกับโต้วโต้วผึ้งงานตัวน้อย ผู้หญิงสองคนช่วยกันเกี่ยวหญ้าอ้ายทำยาจุดกันยุง ยอดผลิตต่อวันปาเข้าไปตั้งหมื่นขด เกินกว่าที่หานเยว่คาดไว้เยอะ
แน่นอน ยอดผลิตที่พุ่งกระฉูดขนาดนี้ ส่วนหนึ่งมาจากสิ่งประดิษฐ์เล็กๆ ของเขา
เรียกว่าสิ่งประดิษฐ์ จริงๆ ก็ไม่มีราคาค่างวดอะไร แค่ทำแม่พิมพ์ง่ายๆ ขึ้นมาอันหนึ่ง เอาโคลนสมุนไพรยัดลงไปให้เต็ม แล้วคว่ำลงกับพื้น ยาจุดกันยุงหนึ่งขดก็โผล่ออกมา สวยงามกว่าปั้นมือเยอะ
ถึงได้บอกว่าเครื่องจักรคือพลังการผลิตอันดับหนึ่งไงล่ะ
ส่วนเรื่องการขาย ไม่เกิดเหตุการณ์เงียบเหงาอย่างที่หานเยว่กังวลเลยสักนิด
ยาจุดกันยุงวางตลาดวันแรกก็ได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่เป็นเพราะผลลัพธ์ที่ไร้ควันและจุดได้นาน ราคาถูกก็เป็นข้อได้เปรียบสำคัญ
ทุกเช้าตรู่ ลุงเถียนจะพาชายฉกรรจ์แปดคนออกเดินทาง มีไปตลาดนัด ไปในเมืองฉางอัน หรือไปเฝ้าหน้าบ้านเศรษฐี สรุปคือใช้กลยุทธ์กองโจรเต็มรูปแบบ โปรโมทของใหม่นี้ให้กระจายไปทั่วพื้นที่รอบๆ อย่างรวดเร็ว
หานเยว่ตั้งราคายาจุดกันยุงไว้ไม่แพงจริงๆ ขดละหนึ่งอีแปะ แต่จุดได้ทั้งคืน ไม่มีควันรบกวน มีแต่กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดีราคาถูกแบบนี้ จะขายไม่ออกได้ไง อย่าลืมนะว่าในเมืองฉางอันบะหมี่ชามเดียวยังตั้งสองอีแปะ
เวลาสั้นๆ แค่สิบวัน รายรับทะลุหนึ่งแสนอีแปะ หักค่าแรงและส่วนแบ่งลุงเถียน ที่บ้านมีเงินเข้าเน้นๆ แปดหมื่น
อาจจะมีคนสงสัย รายรับแสนเดียว ทำไมกำไรตั้งแปดหมื่น? นี่มันมั่วตัวเลขหรือเปล่า ไม่ได้จบบัญชีมาเหรอ?
เหตุผลหลักคือ ป้าเถียนตกใจกับรายได้ที่พุ่งพรวดพราด ส่วนแบ่งห้าสิบห้าสิบที่ตกลงกันไว้ แกไม่กล้ารับเด็ดขาด สุดท้ายขอไปแค่หมื่นเดียว ส่วนการตัดสินใจของมนุษย์ป้า ลุงเถียนย่อมไม่กล้าหือ จริงๆ แล้วแกก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน
"ให้เงินก็ไม่เอา ป้าเถียนนี่คนดีจริงๆ!" หานเยว่แหงนหน้าถอนหายใจ ลืมเรื่องที่ป้าเถียนเคยด่าเขาว่าไอ้ลูกหมาไปจนหมดสิ้น
เหรียญทองแดงตั้งแปดหมื่นเหรียญ ใส่ตู้ใหญ่จนเต็ม ตามคำเรียกร้องของหนูโต้วโต้ว หานเยว่ตัดสินใจจัดระเบียบทรัพย์สิน
เขาได้สัมผัสความรู้สึกนับเงินจนมือเป็นตะคริวในที่สุด
ทุกท่าน ดูให้ดีนะ ตัวคนเป็นตะคริว ไม่ใช่มือเป็นตะคริว
"นี่ใครเป็นคนตั้งกฎเฮงซวยแบบนี้ ถ้ารู้พ่อจะตีให้ตาย" ป๋าหานถือเชือกป่านเส้นหนึ่ง มองฟ้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก
โต้วโต้วกำลังทำงานอย่างมีความสุข ได้ยินก็ยิ้มหวาน ให้กำลังใจว่า "สามี ร้อยเงินเร็วๆ ร้อยเงินเร็วๆ ร้อยเป็นพวงแล้วถึงจะใช้ได้"
คืออย่างนี้ ระบบเงินตราโบราณไม่มีธนบัตรใบละพัน เวลาจะซื้อของเล็กๆ น้อยๆ สิบยี่สิบอีแปะก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเกินแปดร้อยอีแปะเมื่อไหร่ ต้องเอาเชือกร้อยรวมกัน นับเป็นหนึ่งกว้าน หรือหนึ่งพวง
ใช่แล้ว เงินแปดร้อยอีแปะเท่ากับหนึ่งกว้าน ไม่ใช่หนึ่งพันอีแปะ นี่เป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างค่าเงินชาวบ้านกับทางการ ทุกยุคทุกสมัยกำหนดว่าหนึ่งกว้านต้องมีพันอีแปะ แต่ชาวบ้านมีความฉลาดแกมโกง ฉันจะร้อยแค่แปดร้อย ทั่วหล้าทำเหมือนกันหมด ต่อให้ฮ่องเต้ไม่พอใจ ก็ได้แต่มองตาปริบๆ
ความจริงคือ แม้แต่ราชสำนักเวลาเบิกจ่าย ก็ใช้ระบบแปดร้อยอีแปะต่อกว้านเหมือนกัน
นับเงินเป็นเรื่องที่ทุกคนชอบ แต่ถ้าให้เอาเชือกร้อยทีละเหรียญๆ นั่นคืองานนรกชัดๆ แถมงานนี้ใช้คนอื่นทำแทนไม่ได้ ต้องลงมือเอง
ความโกรธของหานเยว่ก็มาจากตรงนี้แหละ
เทคโนโลยีหล่อเหรียญโบราณไม่ค่อยดี รูสี่เหลี่ยมตรงกลางเล็กนิดเดียว เพื่อให้พวงเงินทนทาน เชือกป่านก็ฟั่นมาซะหนา
ทำงานแบบนี้ มือก็ล้าตาก็ล้า นิ้วเจ็บเพราะบีบเชือก ตาเจ็บเพราะเพ่งรูเหรียญ นานเข้ามองอะไรก็เป็นเหลี่ยมไปหมด ทนทำต่ออีกนิด มองอะไรก็กลายเป็นกลม
นี่มันจังหวะจะตาบอดชัดๆ!
"เลิกทำโว้ย" หานเยว่หมดความอดทน โยนเชือกทิ้ง ฮึดฮัดสั่งว่า "โต้วโต้ว เลิกทำยาจุดกันยุง มาช่วยร้อยเงินเร็ว"
"สามีอย่ากวนสิ เค้าจะทำงาน!"
"ฮึ จะร้อยไม่ร้อย สามีปวดท้อง ต้องออกไปเดินเล่น!"
"ปวดท้องอีกแล้ว?" โลลิต้าน้อยมองอย่างจับผิด พยายามหาพิรุธบนหน้าหานเยว่ จ้องอยู่นาน สุดท้ายความเป็นห่วงสามีก็ชนะ เลยต้องวางงานในมือมาร้อยเงินแทน
"แบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย เด็กดีจริงๆ" หานเยว่หัวเราะร่า ลุกขึ้นปัดฝุ่นก้น ลูบหัวยัยหนูทีหนึ่ง "ตั้งใจทำนะ เดี๋ยวฟ้ามืดจะกลับมาตรวจ"
พูดจบ ก็เดินเอามือไพล่หลังยืดอกออกจากบ้านไปอย่างสบายใจ
"สามี พี่จะไปไหน?" ยัยหนูมองตามหลัง ตะโกนถาม
"ก็บอกแล้วไง ปวดท้อง ออกไปเดินเล่น!"
"อ๋อ!" เด็กดีก็งี้แหละ สามีว่าไงก็ว่างั้น ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าอู้งาน ก็ยังคิดว่าเป็นเรื่องถูกต้อง
"สามีคิดค้นยาจุดกันยุงเหนื่อยแทบแย่ สมควรพักผ่อนแล้วล่ะ"
โต้วโต้วคิดแบบนี้ มือก็ไม่หยุด ร้อยเงินอย่างร่าเริง
ป้าเถียนโผล่หน้ามา ทำท่าลับๆ ล่อๆ เหมือนหมอผี "โต้วโต้ว เอ็งจะตามใจมันแบบนี้ไม่ได้นะ กับผู้ชายต้องใช้คำว่า 'คุม' ชาวบ้านเขาพูดกัน ลารู้มากพอขึ้นโม่ก็ขี้เยี่ยวมาก (ข้ออ้างเยอะ) วันหลังถ้ามันบ่นปวดท้องอีก เอ็งข่วนหน้ามันเลย..." เสียงค่อยๆ เบาลง กลายเป็นบ่นพึมพำ โต้วโต้วฟังจนตาค้าง ส่ายหัวดิก
สามีดีขนาดนั้น หนูไม่คุมเข้มขนาดนั้นหรอก
ป้าเถียนถอนหายใจอย่างระอา
โบราณว่าไว้ มีเงินนับแสนกว้าน ขี่นกกระเรียนลงหยางโจว นั่นคือความเท่ของเศรษฐี
ที่บ้านมีเงิน หลังก็ยืดตรง
"โอ๊ยขากู เดินเหมือนไม้เท้าเลย..." หานเยว่เดินออกจากบ้าน ฮัมเพลงเพี้ยนๆ ตลอดทาง เจอแมวกัดกับหมาก็เข้าไปเตะสักที เจอเด็กวิ่งเล่นก็เข้าไปตบก้นสักป้าบ รู้สึกตัวเบาสบาย ชีวิตดี๊ดี
ระหว่างทางเจอคนในหมู่บ้านหลายคน ทุกคนก้มหัวทักทายด้วยความเคารพ ไม่มีท่าทีดูถูกเหยียดหยามเหมือนเมื่อก่อน
กับคนในหมู่บ้าน หานเยว่ไม่ถือตัว คนจนเพิ่งรวยแล้วทำตัวกร่างมีแต่พวกโง่เท่านั้นที่ทำ เพื่อนบ้านรักกันไว้ดีกว่า
เดินเตร็ดเตร่ไร้จุดหมาย จนมาถึงท้ายหมู่บ้าน
มองไปเห็นท้องฟ้ากว้าง เมฆลอยสูง ทุ่งนาเขียวขจี เด็กเปรตที่วิ่งไล่ตามเขามาก็เล่นหัวกันอยู่ข้างๆ ชาวบ้านที่อยากเข้ามาคุยก็ยืนลังเลอยู่ใกล้ๆ ความรู้สึกบางอย่างมันพรั่งพรูออกมา
เฮ้ย บรรยากาศแบบนี้ จะไม่ให้ป๋าเก๊กหล่อสักหน่อยได้ไง?
นึกถึงพวกขี้เก๊กในนิยาย หานเยว่ก็เริ่มเลียนแบบ
อื้ม ต้องเอามือไพล่หลังก่อน แล้วแหงนหน้ามองฟ้า แค่นี้ยังไม่พอ ปากต้องร่ายกลอน เอาบท 'ชาวนา' ละกัน มีคำว่า 'นา' เหมือนกัน เข้ากับบรรยากาศชนบท
กระแอมไอ ปรับเสียงให้ทุ้ม แล้วเริ่มร่าย
"ดายหญ้า กลางแดดเปรี้ยง เหงื่อไหลเลี่ยง ลงผืนดิน
ใครรู้ ข้าวที่กิน ทุกเมล็ด ยากลำบาก"
รอบด้านเงียบกริบทันที!
ไม่ว่าจะยุคไหน บัณฑิตในสายตาชาวบ้านคือผู้สูงส่ง ยิ่งแต่งกลอนได้ยิ่งเทพ วินาทีนี้ แม้แต่เด็กเปรตที่เล่นกันอยู่ยังเงียบกริบ ไม่กล้าส่งเสียง
"หึหึ ต้องการฟีลนี้แหละ"
หานเยว่พบความฟินในการเก๊กหล่อแล้ว รู้สึกว่ากลอนบทเดียว ทำให้ตัวเองดูโดดเด่นเป็นสง่า หล่อลอยลม มีออร่าแบบคนทั้งโลกเมามายมีข้าตื่นอยู่คนเดียว
อย่าไปสนเลยว่าก๊อปใครมา สรุปคือเก๊กแล้วสะใจ สดชื่น รื่นเริง บันเทิงใจ
แม่งเอ๊ย อดใจไม่ไหว ขออีกสักบท
มองดูสายตาชื่นชมของชาวบ้าน ดูความตะลึงของเด็กๆ หานเยว่ทนไม่ไหว หักกิ่งไม้ข้างทางมาอันหนึ่ง แหงนหน้าหัวเราะร่า "พี่น้องทั้งหลาย ดูข้าใช้กระบี่ร่ายรำ แต่งเพลงให้ฟังอีกบท"
สะบัดกิ่งไม้ ควงสว่านอย่างเท่ กระโดดไปกลางถนนแล้วเริ่มออกลวดลาย ส่วนที่ว่าใช้กิ่งไม้ต่างกระบี่จะเป็นเพลงกระบี่สำนักไหน ตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
ดันมีคนเชียร์ด้วย ชาวบ้านปรบมือเกรียวกราว เด็กเปรตหัวเราะชอบใจวิ่งตาม ทำให้จอมเก๊กยิ่งได้ใจ
เวลานี้ ฟ้าใสเมฆสวย ลมร้อนพัดเอื่อย หนุ่มรูปงามถือกิ่งไม้ ร่ายรำดุจสายฟ้าสายลม ตัวสั่นระริกด้วยความมันส์ เหมือนคนเมายาแล้วมาเข้าทรง ยิ่งดูยิ่งครึกครื้น
ไม่มีใครสังเกตเห็น ฝุ่นตลบไกลๆ มีคนควบม้าหวดแส้ วิ่งตะบึงมาอย่างเร็ว
"พี่ชายข้างหน้าหลบเร็ว พวกข้าหยุดม้าไม่อยู่..." เสียงใสๆ ร้อนรนตะโกนมา หานเยว่ชะงัก เพิ่งจะเก๊กหล่อก็มีเรื่องเลยเหรอ?
โชคดีที่ม้ายกขาหน้า เบรกได้ทันท่วงที ฝีมือคนขี่ถือว่ายอดเยี่ยม
โชคร้ายคือ หานเยว่หลบช้าไปหน่อย แม้อัศวินจะหยุดม้าได้ แต่เขาก็ยังโดนชนกระเด็น กลิ้งหลุนๆ ไปตกในพงหญ้าข้างทาง
"แม่งเอ๊ย หล่อไม่เกินสามวิจริงๆ ป๋ากลายเป็นเหยื่อรถชนเวอร์ชั่นต้าถังเหรอเนี่ย ตีนผีที่ไหนมึงรอกูแป๊บ..."
หานเยว่ก่นด่าในใจ แล้วก็สลบเหมือดไป
[จบแล้ว]