- หน้าแรก
- จุดบรรจบแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 24 - ลูเธอร์สมควรตาย!
บทที่ 24 - ลูเธอร์สมควรตาย!
บทที่ 24 - ลูเธอร์สมควรตาย!
บทที่ 24 - ลูเธอร์สมควรตาย!
ในห้องทำงานของสำนักงานกำกับดูแลความผิดปกติ หลงเชวี่ยนั่งอยู่บนรถเข็นพลางนวดขมับ มองนาฬิกาที่หยุดอยู่ที่เวลาหกโมงครึ่งตอนเย็น แล้วถอนหายใจเบาๆ "เอาล่ะ เตรียมเลิกงาน ดูท่าวันนี้มหาปุโรหิตคงไม่ตอบกลับผมแล้ว ทุกอย่างต้องพึ่งตัวเอง"
ฝั่งตรงข้ามโต๊ะมีผู้ช่วยสองคนยืนอยู่ ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง
หญิงสาวดูเป็นสาววัยแรกแย้ม ภายใต้หมวกฮู้ดคือใบหน้าที่แต่งแต้มสีสัน แม้จะสวมชุดประหารขาวดำก็ยังเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน ด้านหลังสะพายดาบเจ็ดเล่ม
ชายหนุ่มดูซื่อบื้อและเงียบขรึมเหมือนหมียักษ์ พกค้อนเหล็กหนักอึ้งติดตัว
บัตรประจำตัวที่หน้าอกระบุตัวตนของแต่ละคน
ตุลาการ, โรสมารี
ตุลาการ, ดามอน
"ท่านคะ ทำไมมนุษยสัมพันธ์ของท่านถึงแย่ขนาดนี้?"
"อาจเป็นเพราะท่านส่งคนของวิหารบูชาเข้าคุกมั้งครับ"
"แต่นั่นก็ไม่น่าจะทำให้คนทั้งเมืองหลบหน้าท่านนี่นา"
"อาจเป็นเพราะท่านส่งครอบครัวของขุนน้ำขุนนางส่วนใหญ่ในเมืองนี้เข้าคุกเมื่อหลายปีก่อนมั้งครับ เช่น พ่อแม่ ปู่ย่าตายายของพวกเขา..."
โรสมารีตั้งคำถาม ดามอนให้คำตอบ
จนกระทั่งหลงเชวี่ยเงยหน้าขึ้นมอง ทั้งสองถึงได้หุบปากอย่างรู้งาน
ในจังหวะนั้นเอง เสียงตะโกนของตุลาการคนหนึ่งก็ดังก้องไปทั้งชั้น
ปัง! ประตูห้องทำงานถูกกระแทกเปิดออก ตุลาการคนนั้นสไลด์เข่ามาชนโต๊ะทำงาน สองมือประคองเศษผ้าเปื้อนเลือดขึ้นมา "รายงานท่านครับ ข้อมูลด่วน!"
สายตาของหลงเชวี่ยจับจ้องไปที่จดหมายฉบับนั้น แววตาเปลี่ยนไปทันที
"เร็วๆ นี้เกิดหายนะแห่งชีวิตในดินแดนแห่งการไปเกิด กลุ่มอาชญากรที่มีความเชื่อแบบนอกรีตได้ทำพิธีกรรมพิเศษ ส่งผลให้ผืนดินที่ต้นไม้เทพตั้งอยู่เน่าเปื่อยเป็นบริเวณกว้าง ดักแด้กาลเวลาจำนวนมากเน่าเสีย ตุลาการชิงมู่แห่งสำนักงานกำกับดูแลความผิดปกติได้นำทีมเข้ากวาดล้าง แต่กลับปิดบังการมีอยู่ของพวกนอกรีต รวมถึงต้นกำเนิดของอสูรกาย การกระทำนี้แฝงเจตนาร้าย..."
จดหมายฉบับนี้บรรยายเรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนแห่งการไปเกิดอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการบูชายัญของพวกนอกรีต หรือการเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ของเหล่าตุลาการ ไปจนถึงชื่อคน และแม้แต่บทสนทนาที่เกิดขึ้น ก็เขียนออกมาอย่างแม่นยำทุกรายละเอียด ความน่าเชื่อถือสูงมาก
จดหมายร้องเรียนที่ลู่ปู้เอ้อร์เขียนฉบับนี้ ปิดบังแค่เรื่องเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์เทพเจ้า นอกนั้นเล่าละเอียดยิบ ชัดเจนสุดๆ
แต่ดันลบเวลาออกไป
นี่ก็เพื่อปกป้องตัวเองให้ดียิ่งขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีความรู้ที่สำคัญยิ่งอีกอย่างหนึ่ง "วิธีที่อสูรกายประเภทอมนุษย์ก่อตัวขึ้นมีสองวิธี หนึ่ง มนุษย์ในดักแด้กาลเวลาเกิดความวิปริตทางจิตใจเนื่องจากบุคลิกต่อต้านสังคมของตนเอง สอง ผ่านพิธีกรรมร่วงหล่น รวบรวมสสารมืดจำนวนมากมาปนเปื้อนผืนดิน ทำให้ดักแด้กาลเวลาเน่าเสีย มนุษย์ในดักแด้จึงเกิดความวิปริต"
หลงเชวี่ยอ่านชื่อผู้ลงนามในจดหมายเบาๆ
"จากชาวเน็ตผู้หวังดีท่านหนึ่ง?"
โรสมารีและดามอนมองหน้ากัน "หัวหน้าคะ เชื่อถือได้ไหม?"
หลงเชวี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง "รายละเอียดระหว่างบรรทัดสมจริงมาก แถมเขายังรู้สาเหตุการรวมตัวกันเป็นจำนวนมากของอสูรกายประเภทอมนุษย์ ที่แท้ก็มีคนใช้อสูรกายมาทำการปนเปื้อนผ่านสสารมืด พิธีกรรมร่วงหล่น... ดูเหมือนจะมีลัทธินอกรีตที่ไม่รู้จักปรากฏตัวขึ้นแล้วสินะ"
แววตาของเขาฉายแววประหลาดใจ "คนคนนี้รู้ลึกเรื่องอสูรกายมาก"
เพราะแม้แต่เขาก็ยังไม่รู้ว่าอสูรกายประเภทอมนุษย์มีวิธีถือกำเนิดแบบที่สอง นี่เป็นกฎเหนือธรรมชาติที่ยังไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน
ก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีอสูรกายประเภทอมนุษย์ปรากฏตัวพร้อมกันมากขนาดนี้ ตลอดห้าร้อยปีไม่เคยมี
ดามอนและโรสมารีต่างตกใจ
เพราะพลังหลักของอสูรกายคือสสารมืด ตลอดห้าร้อยกว่าปีมานี้มีนักวิชาการศึกษาด้านนี้มากมายนับไม่ถ้วน แต่คนที่ทำผลงานได้กลับมีน้อยยิ่งกว่าน้อย
"หมายความว่า คนคนนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นผู้ทำลายดักแด้ที่กลับมาจากดินแดนแห่งการไปเกิด เขาเจอกับพวกนอกรีตคลั่งกลุ่มหนึ่ง เป็นผู้รอดชีวิตและพยาน!"
พวกเขากดปุ่มบนโต๊ะทำงานพร้อมกัน
ตุลาการจำนวนมากได้รับคำสั่งรวมพลพร้อมกัน รีบรุดไปยังชั้นบนสุดทันที
เดิมทีชิงมู่กำลังนั่งจิบกาแฟสบายใจเฉิบอยู่ในห้องพัก ได้ยินเสียงโวยวายก่อนหน้านี้ก็รู้สึกทะแม่งๆ ตอนนี้ได้รับคำสั่งรวมพลตุลาการอีก ก็ยิ่งงงเป็นไก่ตาแตก
เขารีบคว้าดาบและปืนพกขึ้นไปชั้นบน เพื่อนร่วมงานทุกคนยืนรออยู่ที่ระเบียงทางเดินแล้ว
คนเหล่านี้มองมาที่เขาด้วยสายตาแปลกประหลาดและเย็นชา
ทำให้เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
เมื่อประตูห้องทำงานเปิดออก โรสมารีและดามอนก็เข็นรถเข็นออกมา
หลงเชวี่ยเงยหน้าขึ้นอย่างสงบนิ่ง โชว์เศษผ้าเปื้อนเลือดในมือ "ตุลาการอาวุโสชิงมู่ คุณต้องสงสัยในข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่และให้ที่พักพิงแก่พวกนอกรีต ตาม 'สัญญาดั้งเดิม' สำนักงานกำกับดูแลความผิดปกติในสังกัดลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาคาชา เมื่อเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและหายนะแห่งชีวิต มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายไร้ขีดจำกัด คุณจงใจปกปิดสาเหตุหายนะแห่งชีวิต จะถูกปลดจากตำแหน่งและคุมขังทันที"
ตูม!
สมองของชิงมู่เหมือนระเบิดออก ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
สิ่งที่เขาทำในดินแดนแห่งการไปเกิด ดันมีพยานรู้เห็น!
ความรู้สึกนี้เหมือนกับว่า มีใครบางคนคอยจับตาดูเขาอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา
จ้องมองทุกอิริยาบถของเขา
ความหวาดกลัวผุดขึ้นในใจ
ตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาว่าเขาจะยอมรับหรือไม่
แค่ถูกหลงเชวี่ยสงสัย ก็ต้องพิจารณาแค่คำถามเดียว
คุณทำจริงหรือเปล่า
ถ้าไม่เคยทำ ก็ปัญหาไม่ใหญ่
แต่ถ้าคุณเคยทำ เขาจะมีวิธีงัดความจริงออกจากปากคุณแน่นอน
แค่ประโยคเดียว หลงเชวี่ยก็เตรียมพร้อมแล้ว มือทั้งสองเลื่อนรถเข็นไปข้างหน้า มือขวาที่ยกขึ้นมีเปลวไฟลุกโชน ความร้อนระอุพุ่งเข้าใส่หน้า!
ไม่มีใครลงมือ เพราะตามความเร็วของหลงเชวี่ยไม่ทัน
หลงเชวี่ยในอดีตคืออัจฉริยะระดับท็อปที่มีชื่อเสียงก้องสมาพันธ์ แม้ตอนนี้จะพิการไปกว่าครึ่ง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ตุลาการตัวเล็กๆ อย่างพวกเขาจะต่อกรได้
ตุลาการระดับล่าง มักจะอยู่ในขอบเขตที่ 1 ขอบเขตกำเนิด
ตุลาการระดับสูงอย่างชิงมู่ อยู่ในขอบเขตที่ 2 ขอบเขตเกียรติยศ
ส่วนหลงเชวี่ยในปัจจุบัน สามารถแสดงพลังได้ในระดับขอบเขตที่ 3 ขอบเขตชัยชนะ
นี่คือสามขั้นตอนแรกของเส้นทางวิวัฒนาการในระบบต้นไม้แห่งชีวิตคาบาล่า
กำเนิด, เกียรติยศ, ชัยชนะ
เมื่อชิงมู่ตระหนักถึงวิกฤต ผิวหนังของเขาปรากฏลวดลายรากไม้พันกันยุ่งเหยิง เส้นชีพจรสีเขียวมรกตแผ่ซ่านพลังชีวิตมหาศาล แต่ปฏิกิริยาแรกของเขาไม่ใช่การป้องกันหรือตอบโต้ แต่เป็นการหนีอย่างเด็ดขาด ไม่คิดสู้เด็ดขาด!
เสียงดังกร๊อบ มือขวาที่ยื่นออกไปของหลงเชวี่ยคว้าไหล่เขาไว้
ความร้อนระอุหลอมละลายแขนของชิงมู่จนขาดสะบั้น ทำให้เขากรอกร้องโหยหวน
นี่คือความแตกต่าง
ผู้วิวัฒนาการทุกคน ล้วนมีพลังแห่งชะตาลิขิต
และพลังแห่งชะตาลิขิต คือการที่มนุษย์ตระหนักรู้ถึงพลังธรรมชาติ ซึ่งมีความแตกต่างกัน
บ้างก็มาจากปรากฏการณ์ฟ้า
เช่น ลม ฟ้าร้อง หรือฝนหิมะ
บ้างก็มาจากชีพจรธรณี เช่น หิน หรือต้นไม้ รวมถึงไฟ
ชั่วพริบตาเมื่อครู่ คือการปะทะกันของพลังแห่งชะตาลิขิต
พลังแห่งชะตาลิขิตที่ชิงมู่ครอบครองมาจากต้นไม้ คุณสมบัติของมันถูกกำหนดให้แพ้ไฟอยู่แล้ว บวกกับความห่างชั้นของระดับขอบเขต ย่อมต้องพ่ายแพ้ไปตามระเบียบ
แต่ในวินาทีที่แขนขาด เขาโยนลูกบอลโลหะลูกหนึ่งออกจากมือ
ปัง! แสงจ้าสว่างวาบไปทั่วระเบียงทางเดิน ดวงตาของทุกคนเหมือนจะบอดสนิท หูอื้ออึงด้วยเสียงวี๊ดแหลม ไม่สบายตัวอย่างรุนแรง
ชิงมู่พุ่งชนกระจกระเบียงแตก กระโดดลงจากชั้นเจ็ด
"ระเบิดแสงฟอสฟอรัสพลังงานสูง?"
หลงเชวี่ยพึมพำ "มีของผิดกฎหมายแบบนี้ ดูท่าเบื้องหลังคุณยังมีคนหนุนหลังสินะ"
แน่นอน ถ้าไม่มีคนสั่งการ ก็คงไม่กล้ารู้เห็นเป็นใจไม่รายงาน
เขาล้วงปืนพกสีดำออกมาจากกระเป๋า ยิงแบบไม่ต้องเล็ง!
เห็นเพียงลวดลายความร้อนลามไปทั่วปืนพกสีดำ สิ่งที่พุ่งออกจากปากกระบอกปืนไม่ใช่กระสุน แต่เป็นลมหายใจมังกรเพลิง พุ่งโจมตีลงไปข้างล่างอย่างรุนแรง!
ตูม!
แรงระเบิดซัดชิงมู่กลิ้งไปกับพื้น ร่างครึ่งซีกถูกเผาไหม้ แต่ยังคงเคลื่อนไหวได้ เพราะเส้นชีพจรสีเขียวบนผิวหนังกำลังไหลเวียน มอบพลังชีวิตให้อย่างต่อเนื่อง
"ไอ้เป๋พิการ แกฆ่าฉันไม่ได้หรอก?"
ปัง ปัง ปัง
ระเบิดแสงฟอสฟอรัสพลังงานสูงอีกเจ็ดแปดลูกระเบิดออก ทั้งถนนสว่างจ้า
พ่อค้าแม่ค้าและคนเดินถนนกรีดร้องแตกตื่น หนีตายจ้าละหวั่น
หลงเชวี่ยมองทิศทางที่เขาหนีไปอย่างเงียบๆ ครุ่นคิดว่าจะไปลากตัวกลับมาดีไหม คิดไปคิดมาก็ช่างเถอะ
สู้ปล่อยให้กระสุนลอยไปสักพักดีกว่า
ไม่แน่อาจจะล่อปลาตัวใหญ่เบื้องหลังออกมาได้
"ท่านคะ เดี๋ยวหนูไปตามล่าเอง!"
โรสมารีพลิกตัวกระโดดลงตึก หายวับไปในตรอกตามรอยเลือด
ดามอนมองออกไปนอกหน้าต่าง ส่ายหน้า "ท่านครับ ชิงมู่นั่นดูไม่ปกติ ในฐานะตุลาการอาวุโส เขามีของดีติดตัวเยอะเกินไป"
หลงเชวี่ยตอบรับ "พกของผิดกฎหมายทหารติดตัว เบื้องหลังต้องมีคนใหญ่คนโตหนุนหลังแน่ ออกหมายจับทั่วเมือง รีบหาตัวคนเขียนจดหมาย แล้วคุ้มครองพยาน"
ดามอนชะงัก "ท่านหมายความว่า ให้ส่งจดหมายฉบับนี้ไปที่สถาบันวิจัยวัตถุพยาน? แต่ถ้าเบื้องหลังชิงมู่มีคนใหญ่คนโตจริง อาจจะได้เบาะแสพร้อมกับเรานะครับ"
อีกฝ่ายมีโอกาสสูงที่จะฆ่าปิดปาก
หลงเชวี่ยเหลือบมองจดหมายฉบับนั้น ยิ้มไร้เสียง
เสื้อเชิ้ตทหาร รอยฝ่ามือเปื้อนเลือด
เขาไม่คิดว่านี่เป็นจดหมายนิรนาม กลับกัน มันมีเป้าหมายชี้ชัด
"งั้นก็มาดูกันว่าพยานที่เจอคือใคร"
หลงเชวี่ยกล่าวเรียบๆ "ถ้าผมจะคุ้มครองเขา เขาอยากตายก็ตายไม่ได้"
. .
พร้อมกับฝาถังขยะที่ถูกเปิดออก ชิงมู่ที่เต็มไปด้วยบาดแผลปีนออกมาจากถังไม้ที่เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล ใครจะคิดว่าตุลาการที่เคยรุ่งโรจน์ วันนี้จะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ชีวิตคนเราขึ้นลงเร็วปานนี้
"แม่*เอ๊ย ใครเป็นคนแจ้ง? ใครหักหลังฉัน?"
เขามองไปรอบๆ มั่นใจว่านังผู้หญิงเฮงซวยนั่นไม่ได้ตามมา ถึงได้ถอนหายใจโล่งอก
หลงเชวี่ยน่ากลัวจริงๆ แม้พละกำลังจะไม่ถึงจุดสูงสุดในอดีต แต่ยังสามารถสร้างความเสียหายหนักให้เขาได้ในการโจมตีครั้งเดียว แม้แต่พลังแห่งชะตาลิขิตของเขาก็รักษาบาดแผลไม่ไหว
ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้เพชฌฆาตนั่นอยากจับเป็น เขาคงไม่มีโอกาสหนีออกมา
ชิงมู่ไม่เคยโกรธแค้นขนาดนี้มาก่อน
แขนขาด ซี่โครงหักไปหลายซี่ ร่างกายครึ่งซีกถูกเผาไหม้
เขาราวกับผีร้ายที่ปีนขึ้นมาจากนรก
ความเจ็บปวดรุนแรงทำให้เขาหายใจไม่ออก
เขากระโดดออกจากถังขยะ ใช้สายตาดุร้ายไล่สุนัขจรจัดในตรอก แล้วพิงมุมกำแพงอย่างอ่อนล้า ปล่อยให้น้ำเน่าเหม็นไหลผ่านร่าง
เสียงสัญญาณเตือนภัยดังก้องไปทั้งเมือง
"ประกาศ เกิดเหตุการณ์กบฏระดับ C! ชิงมู่ ตุลาการอาวุโสสังกัดสำนักงานกำกับดูแลความผิดปกติ ต้องสงสัยในข้อหาต่อต้านมนุษยชาติ ปัจจุบันถูกปลดจากตำแหน่งราชการและศาสนจักร เป้าหมายมีความก้าวร้าวสูง ระดับวิวัฒนาการอยู่ในระยะที่สอง! ผู้ที่แจ้งเบาะแส จะได้รับรางวัลเป็นแต้มผลงาน"
"ประกาศ เกิดเหตุการณ์กบฏระดับ C..."
จบกัน
คราวนี้ จบเห่หมดแล้ว
ไม่มีใครปกป้องเขาได้แล้ว ชีวิตของเขาจะพังทลายในชั่วพริบตา
เมืองหลินไห่ทั้งเมือง ไม่มีที่ยืนให้เขาอีกต่อไป
บางทีเขาอาจจะหนีออกจากเมือง ข้ามทะเลไปหลบภัย
เช่น หลิงโจว ออสเตรเลีย หรือที่ไหนสักแห่ง
แต่เขาก็ยังจะถูกสมาพันธ์ออกหมายจับทั่วโลก สูญเสียสถานะอภิสิทธิ์ชนโดยสิ้นเชิง
ใช้ชีวิตเยี่ยงหมูหมา
เขาไม่ยอม
มือขวาที่เหลืออยู่ของชิงมู่ล้วงกระเป๋า หยิบโทรศัพท์ดาวเทียมออกมา
โทรออก แนบหู
เนิ่นนานผ่านไป ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากโทรศัพท์ดาวเทียม
"ไม่นึกว่าแกจะยังรอดมาได้นะ"
เสียงแหบพร่านั้น แฝงแววเยาะหยันจางๆ
"ได้โปรดช่วยผมด้วย"
ชิงมู่พูดเสียงเบา "อย่าลืมสิครับ ผมทำงานให้ท่านนะ"
ชายชราในโทรศัพท์ดาวเทียมตอบอย่างเย็นชา "แกทำงานไม่เรียบร้อยเอง ดันเหลือพยานมาร้องเรียนแก แล้วแกจะโทษใครได้?"
"แต่ว่า..."
"หลายปีมานี้ฉันให้ผลประโยชน์แกไหม? แกทำงานไม่ระวังเอง จะโทษใคร? ลองคิดดูดีๆ หลายครั้งที่แกออกไป แกพาใครกลับมาบ้าง? หรือว่าคนใต้บังคับบัญชาของแก มีใครหักหลังแก? ปากของพวกมัน ปิดสนิทหรือเปล่า?"
ชิงมู่เงียบไป เขารู้ว่าตัวเองไม่มีอำนาจต่อรอง
จนถึงตอนนี้เขาก็ยังคิดไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น
ที่สงสัยก่อนเพื่อนคือผู้ทำลายดักแด้ที่เพิ่งพากลับมาจากดินแดนแห่งการไปเกิด แต่พวกนั้นถูกลบความทรงจำไปแล้ว จำเรื่องพวกนอกรีตไม่ได้หรอก
ไม่งั้นคงไปรายงานเอาหน้าตั้งนานแล้ว
แถมหนึ่งปีมานี้ผู้ทำลายดักแด้ที่ชิงมู่พามามีตั้งร้อยกว่าคน เนื่องจากการสูญหายของวัตถุต้องห้ามชิ้นนั้น เขาก็ไปหาเรื่องคนไว้เยอะ ช่วงเวลานี้เลยจับต้นชนปลายไม่ถูก
ที่เหลือมีใครอีก?
เพื่อนร่วมงาน หรือคนอื่น?
มีความเป็นไปได้สูงมาก
เพราะเรื่องนี้มีโอกาสสูงที่จะรู้กันเองแค่พวกเดียวกัน
มีคนหักหลัง ขายเขา!
"แปดปีมานี้ คนที่โดนหลงเชวี่ยเพ่งเล็ง มีใครได้ตายดีบ้าง? แกรู้อยู่แก่ใจ เรื่องที่เราปกปิด สำคัญกับเขาแค่ไหน เหตุการณ์ที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในปีนั้น คือฝันร้ายที่หลอกหลอนเขามาแปดปี แม้แต่ฉัน ก็ไม่อยากให้เขาตามสืบเจอในเวลานี้"
ชายชราพูดเสียงเบา "แต่ฉันบอกแกได้ ว่าใครเป็นคนแจ้งแก"
ดวงตาของชิงมู่ระเบิดประกายอำมหิต "ใคร?"
ชายชราตอบ "กองกำลังพิทักษ์เมืองที่สาม พลทหารชั้นสอง ลูเธอร์"
ชิงมู่ตกตะลึง หน้าถอดสี "หลานชายไป๋มู่? ถ้าเรื่องนี้เกี่ยวกับไป๋มู่ ก็ใช่ว่าจะไม่มีความเป็นไปได้"
ชายชรารับคำ "งั้นฉันจะให้แกไปสืบให้ชัดเจน ว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ สิ่งสุดท้ายที่ฉันช่วยแกได้ คือให้แกเข้าค่ายทหารได้อย่างราบรื่น ฉันจะให้ไป๋มู่พาลูเธอร์ไปที่ลับตาคน ให้แกสอบสวนและจัดการมันด้วยตัวเอง"
ชิงมู่กำโทรศัพท์ดาวเทียมแน่น ข้อนิ้วลั่นกรอบแกรบ
ตอนนี้ดูเหมือนจะมีแค่วิธีนี้แล้ว
ไม่ว่าจะยังไงต้องไปหาลูเธอร์เพื่อเคลียร์ให้ชัดเจนก่อน
"ส่วนหลังจากนั้นแกจะเป็นหรือตาย ไม่เกี่ยวกับฉันแม้แต่นิดเดียว"
ชายชราวางสาย "อย่าลืมทำลายหลักฐานในตัวทิ้งด้วย"
เงียบกริบ
เนิ่นนานหลังจากนั้น ชิงมู่ฝืนยันกายลุกขึ้น มองของในกระเป๋าเสื้อ แสยะยิ้มเย็น "ฉันทำงานให้แก พอเกิดเรื่องแกไม่ช่วยฉัน ยังจะให้ฉันทำลายหลักฐาน?"
ฝันไปเถอะ
วินาทีที่ชิงมู่ถูกร้องเรียน ชายชราก็เตรียมตัดหางปล่อยวัดเขาแล้ว ถึงขั้นแตกหักกันแล้วด้วยซ้ำ
ชายชราจะไม่ช่วยเขา
ชิงมู่ก็จะไม่ช่วยทำลายหลักฐานให้เขาเช่นกัน
ทุกคนเป็นผู้ใหญ่แล้ว ย่อมรู้อยู่แก่ใจ
ชิงมู่ใช้ดาบพยุงตัว พยายามสูดลมหายใจลึกๆ
ใบหน้าที่ไหม้เกรียมเผยสีหน้าดุร้าย กัดฟันพูดว่า
"ลูเธอร์..."
. .
ฮัดชิ้ว
ลูเธอร์จาม รู้สึกขนลุกซู่แปลกๆ
เพียะ! หน้าเขาหัน แก้มบวมเป่ง
"ไอ้หมาเวร ฉันบอกแกกี่ทีแล้ว? บอกว่าอย่าไปมีเรื่องกับใคร! แกขาดแคลนแต้มผลงานนักเหรอ? แกขาดแคลนหัวอสูรกายนักหรือไง? ถ้าความแข็งแกร่งที่แท้จริงของแกถูกเปิดเผย ฉันจะไปอธิบายกับเบื้องบนยังไง?" ไป๋มู่สะบัดมือขวา ราวกับหมียักษ์ที่กำลังโกรธเกรี้ยว
ลูเธอร์โดนตบจนมึนงง ได้แต่ก้มหน้ายอมรับผิด
"อาครับ ผมผิดไปแล้ว"
เขารับผิดแบบขอไปที
"พวกเราทำงานให้เบื้องบน หาเศษหาเลยได้นิดหน่อยก็ดีถมไปแล้ว"
ไป๋มู่พูดเสียงเย็น "วันหลังต้องทำตัวโลว์โปรไฟล์ ให้คนอื่นคิดว่าแกเป็นขยะ เป็นปัญญาอ่อน เป็นคนโง่ เข้าใจไหม? ทำเรื่องชั่วไว้ ยังกล้าทำตัวเด่น?"
ลูเธอร์ก้มหน้าเงียบ
"ฉันกำลังจะได้เลื่อนยศ อย่ามาก่อเรื่องให้ฉันในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เข้าใจไหม?" ไป๋มู่มองหลานชายที่ไม่เอาไหน หันหลังเตรียมจะเดินจากไป
ทว่าจังหวะนั้นเอง โทรศัพท์ดาวเทียมในกระเป๋าเขาก็ดังขึ้น
สีหน้าเขาเปลี่ยนไป รีบเดินออกมานอกเต็นท์ทันที
"ท่านครับ"
เขาพูดเสียงเบา
เสียงแหบพร่าดังมาจากโทรศัพท์ดาวเทียม
"ไป๋มู่ หลานชายแกมันยังไงกันแน่?"
(จบแล้ว)