- หน้าแรก
- จุดบรรจบแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 13 - เหล่าเด็กหนุ่มผู้ผลิบาน
บทที่ 13 - เหล่าเด็กหนุ่มผู้ผลิบาน
บทที่ 13 - เหล่าเด็กหนุ่มผู้ผลิบาน
บทที่ 13 - เหล่าเด็กหนุ่มผู้ผลิบาน
พร้อมกับลมกรรโชกแรง เหอไซมองเห็นอสูรกายล่ำสันเหมือนวัวตัวนั้นชัดเจน แม้ตัวมันจะแห้งเหี่ยวแต่กล้ามเนื้อยังปูดโปนเป็นมัดๆ ราวกับรถศึกที่ไม่มีใครขวางได้พุ่งชนเข้ามา แถมยังส่งเสียงหัวเราะแหบแห้งประหลาด
"นี่มันฮัลค์ชัดๆ เลยไม่ใช่เหรอ?"
เงาแห่งความตายปกคลุมเหนือหัว เหอไซรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะไปหายมบาล
เสียงดังตึง เหอไซสะดุ้งโหยง กลับเห็นอสูรกายตัวนั้นพุ่งลงไปในกองหินข้างๆ เหมือนกระสุนปืนใหญ่ ร่างกายหนักอึ้งแทบจะทุบพื้นเป็นหลุมลึก!
ในวินาทีวิกฤตมีคนใช้ไหล่ชนอสูรกายตัวนั้นกระเด็นออกไป
คนคนนั้นคือ... ลู่ปู้เอ้อร์!
ลู่ปู้เอ้อร์เงยหน้าขึ้นเผยนัยน์ตาสีทอง ร่างกายอ่อนแอของเขาผ่านการเกิดใหม่แบบถอดรกเปลี่ยนกระดูก กระดูกรับแรงกดดันได้มากขึ้น กล้ามเนื้อแน่นขึ้น สมรรถภาพร่างกายพุ่งทะยาน
จังหวะศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ช่วยชีวิตเขา
แต่เป็นเมล็ดพันธุ์เทพเจ้า ที่ทำให้เขาเกิดใหม่ดั่งนกฟีนิกซ์
จะบอกว่าเซลล์มะเร็งแบ่งตัวตายไป ก็สู้บอกว่าถูกเมล็ดพันธุ์เทพเจ้าที่เขาผสานเข้าไปกลืนกินอย่างบ้าคลั่ง แล้วในกระบวนการนั้นบังเอิญปล่อยพลังงานชีวิตที่จำเป็นต่อการวิวัฒนาการออกมา
"พี่ลู่?"
เหอไซตกใจ
นึกไม่ถึงว่า สุดท้ายพี่ลู่ก็ก้าวสู่เส้นทางวิวัฒนาการ
แถมดูท่าทางจะดุเดือดเลือดพล่านเอาเรื่อง
"ทหารใหม่ลู่ปู้เอ้อร์ ยินดีด้วยที่วิวัฒนาการสำเร็จ เข้าสู่ขอบเขตที่หนึ่ง ขอบเขตกำเนิด! ปัจจุบันสะสมพลังงานชีวิตในขอบเขตกำเนิดแล้ว 15% แนะนำให้หยุดจังหวะศักดิ์สิทธิ์ทันที!"
เสียงหายใจของลู่ปู้เอ้อร์ราวกับกลืนไปกับลมหนาว หันไปมองอสูรกายในกองหิน คว้าอิฐสองก้อนพุ่งเข้าไป ทุบหัวมันอย่างแรง!
เพล้งๆ!
อิฐสองก้อนแตกละเอียดคาหน้าอสูรกาย!
ลู่ปู้เอ้อร์ขี่บนตัวมัน ง้างหมัดสุดแขน ชกซ้ายขวา!
ทุกหมัดเหมือนค้อนทุบหน้าอสูรกาย มันดูเหมือนจะเป็นสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์พิเศษ ยังหลงเหลือสัญชาตญาณตอนมีชีวิตอยู่บ้าง ยกมือขึ้นป้องหน้า
แต่เปล่าประโยชน์ อสูรกายแบบนี้เดิมทีก็คือมนุษย์ที่กลายพันธุ์ อย่างมากก็แค่มีเสียงกรีดร้องรบกวนสมอง กับสมรรถภาพร่างกายเหมือนสัตว์ป่า
ส่วนลู่ปู้เอ้อร์ก้าวสู่เส้นทางวิวัฒนาการสำเร็จแล้ว ต่อให้เป็นแค่สิ่งที่เรียกว่าขอบเขต ก็ต่างจากเมื่อก่อนราวฟ้ากับเหว พูดตามตรงเขาไม่ใช่มนุษย์แล้ว
ลู่ปู้เอ้อร์จับข้อมือมันง้างออกทีละนิด ศอกอีกข้างทุบลงไปอย่างแรง!
ผัวะ!
หัวอสูรกายยุบลงไป!
ต่อจากนั้นคือศอกพายุหมุน เล็งไปที่เบ้าตา คาง และขมับจุดตายทั้งนั้น ต่อให้ร่างกายอสูรกายก็ทนการโจมตีโหดเหี้ยมแบบนี้ไม่ไหว กะโหลกแห้งๆ แตกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนมะพร้าว เลือดข้นคลั่กไหลออกมา
วิธีการต่อสู้เหมือนนักเลงข้างถนนชัดๆ แต่โหดเหี้ยมสุดๆ
ครูฝึกวัยกลางคนชื่อไป๋มู่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มือจับหูฟัง
"ลู่ปู้เอ้อร์เข้าสู่สภาวะคลุ้มคลั่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่สามารถวิเคราะห์ขีดจำกัดการแบ่งตัวของเซลล์มนุษย์ ไม่สามารถตัดสินได้ว่าทะลุขีดจำกัดมนุษย์หรือไม่ แนะนำให้ส่งไปแผนกพยาบาลเพื่อตรวจแยก!"
เสียงเย็นชาของโดรนดังก้องในหูฟัง ทำให้เขาตกใจ
โรคคลุ้มคลั่งศักดิ์สิทธิ์
นี่เป็นคุณสมบัติที่หายากมาก
"พี่ลู่ ระวังข้างหลัง!"
เสียงเตือนของเหอไซดังขึ้น
ไม่นึกว่าลู่ปู้เอ้อร์จะเหวี่ยงหมัดกลับหลังโดยไม่หันมอง หมัดหนักหน่วงแหวกอากาศ ชกอสูรกายที่คิดจะลอบกัดข้างหลังกระเด็น
การรับรู้สสารมืด
ความสามารถที่เมล็ดพันธุ์เทพเจ้ามอบให้เขา
ตอนนี้เขาสามารถรับรู้อสูรกายทุกตัวผ่านการเต้นของตราประทับที่ฝ่ามือ
ยังมีอีกสองความสามารถ ที่เขายังไม่ได้ใช้
อสูรกายตัวล่ำสันดิ้นหลุด คำรามลุกขึ้นพุ่งชนหน้าผากเขา!
ปัง!
ลู่ปู้เอ้อร์โดนหัวโขกจนหงายหลังเล็กน้อย อสูรกายฉวยโอกาสจับไหล่เขาไว้ อ้าปากจะกัดคอ
น่าเสียดายที่ยังไร้ผล ลู่ปู้เอ้อร์ตั้งหลักได้ในวินาทีเดียว ใช้แรงควายสลัดมือมันหลุด แถมยังโขกหัวกลับไปอย่างโหดเหี้ยม!
เสียงดังทึบ ลู่ปู้เอ้อร์ทุ่มมันลงพื้นอีกครั้ง แถมยังจับพลิกตัว ล็อกแขนไพล่หลังแน่นหนา ปล่อยให้มันดิ้นพราดๆ เหมือนสัตว์ป่าโดยไม่สะเทือน ฟังเสียงคำรามไร้ความหมายของมัน โกรธเกรี้ยวแต่ไร้ผล
อสูรกายดิ้นรนสุดฤทธิ์ แต่ถูกเด็กหนุ่มเหยียบมือไว้จากด้านหลัง
ลู่ปู้เอ้อร์งัดคางมันไว้แน่น ออกแรงดึง!
กร๊อบ!
หัวอสูรกายถูกเขากระชากหลุดออกมาสดๆ
อสูรกายที่รับมือยากที่สุดถูกจัดการแบบนี้
สำหรับลู่ปู้เอ้อร์ ง่ายเหมือนถอนหัวไชเท้าที่บ้านนอกเมื่อก่อน
ตอนนั้นเอง ฉากประหลาดก็เกิดขึ้น
ขณะที่มือขวาของลู่ปู้เอ้อร์เจ็บแปลบ ฝ่ามือกลับมีสสารสีดำน่าขนลุกยื่นออกมา แทรกซึมเข้าไปในสมองของอสูรกายพันเส้นหมื่นสาย ราวกับกำลังกัดกินอะไรบางอย่างอย่างบ้าคลั่ง
เมล็ดพันธุ์เทพเจ้าที่ผสานในตัวดูเหมือนจะปล่อยข้อมูลมหาศาลออกมาในตอนนี้ ข้อมูลไหลบ่าเหมือนม้าป่าควบทะยานเข้าสู่สมอง ทำให้เขาเหม่อลอยไปชั่วขณะ
"ปลดล็อกสารานุกรมอสูรกาย กำลังผสานสสารมืด..."
"อสูรกายเผ่าพันธุ์มนุษย์ ระดับศูนย์ ไม่อยู่ในห่วงโซ่วิวัฒนาการ มีสมรรถภาพร่างกายแข็งแกร่งและสัญชาตญาณสัตว์ป่า อาจเกิดจากมนุษย์ในดักแด้กาลเวลาที่มีบุคลิกต่อต้านสังคมจนเกิดการบิดเบี้ยวทางจิต หรือเกิดจากพิธีกรรมแห่งความเสื่อมโทรมที่ปนเปื้อนสสารมืดจนมนุษย์ในดักแด้กาลเวลาเกิดการบิดเบี้ยวทางจิต"
"ตรวจพบโฮสต์ผสานสสารมืดแล้ว ระดับสสารมืดปัจจุบันศูนย์"
"กำลังเปิดสิทธิ์ระดับสูง!"
"ตรวจพบสสารมืดไม่ถึงระดับสาม เปิดสิทธิ์ระดับสูงล้มเหลว!"
ลู่ปู้เอ้อร์ตกใจกับเสียงในหัว เมื่อเขากลืนกินพลังในตัวอสูรกาย เมล็ดพันธุ์เทพเจ้ากลับเปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องและสิทธิ์ระดับสูงให้เขา
ไม่ใช่แค่เสียง ยังมีภาพ
เขาเหมือนเห็นอะไรบางอย่างกำลังกรีดร้องในดักแด้สีขาวบริสุทธิ์ ฉีกทึ้งไหมอย่างบ้าคลั่ง ร่างกายซีดเซียวเหมือนคนป่วย ผอมแห้งจนเห็นกระดูก
"คัตซีนเหรอ?"
เมื่อผนวกข้อมูลและภาพจากเมล็ดพันธุ์เทพเจ้า เข้ากับวิธีถือกำเนิดของอสูรกายระดับศูนย์นี้ เขาเหมือนนึกถึงความทรงจำเมื่อหลายปีก่อน มีความรู้สึกคุ้นเคย
ใช่แล้ว นั่นคือข้อมูลในคอมพิวเตอร์พ่อแม่เขา เคยมีการตั้งค่ามนุษย์ถูกผนึกในดักแด้เพื่อวิวัฒนาการ แต่เพราะความมืดมนและความเสื่อมโทรมของตัวเอง จึงเกิดการกลายพันธุ์
ตอนนั้นเขานึกว่าเป็นแค่ข้อมูลเกม!
ไม่นึกว่า นั่นคือความรู้เกี่ยวกับโลกเหนือธรรมชาติของจริง!
เขาหอบหายใจ เมล็ดพันธุ์เทพเจ้าไม่มีความอยากอาหารอีก อาจเพราะอสูรกายที่เหลือระดับต่ำเกินไป แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็น่าประหลาดใจพอแล้ว
ตอนนี้มีเมล็ดพันธุ์เทพเจ้าแล้ว นี่มันสนามรบที่ไหน
มันคือบุฟเฟต์ของเขาชัดๆ!
ลู่ปู้เอ้อร์ก้าวไปหาเพื่อนซี้ ดึงเหล็กเส้นที่ท้องออก
คนทั่วไปดึงแบบนี้อาจตายคาที่
แต่พวกเขาเป็นผู้วิวัฒนาการ พลังชีวิตอึดถึกทน
"พี่ลู่ พี่ก็ตื่นรู้แล้ว?"
เหอไซเจ็บจนแยกเขี้ยวยิงฟัน เขาใช้เสื้อพันแผลตัวเองลวกๆ พึมพำว่า "ทำไมฉันรู้สึกว่าพี่โหดกว่าฉันวะ?"
ลู่ปู้เอ้อร์ก็ไม่รู้สถานการณ์แน่ชัด รู้แค่ตอนนี้ตัวเองเหมือนเกิดใหม่ อะดรีนาลีนที่พุ่งพล่านกระตุ้นด้านโหดเหี้ยมที่สุดของเขาออกมา อสูรกายพวกนั้นในสายตาเขาคือวัวควายรอเชือด จะเชือดเมื่อไหร่ก็ได้
เมื่ออสูรกายพุ่งเข้ามาอีก เขาคว้าดาบฟันยับ
ต่อให้รุมกินโต๊ะก็ไม่กลัว ดาบสองเล่มในมือเขาใช้คล่องเหมือนหั่นผัก
ตอนนั้นเอง มีคนชนพวกเขากระเด็น!
ลู่ปู้เอ้อร์เซถลา หันขวับกลับไปมองด้วยสายตาเย็นชา
เหอไซด่าลั่น "ใครวะ?"
เห็นทหารคนหนึ่งกระชากหัวอสูรกายที่เขาฟันล้ม เงยหน้าเยาะเย้ย "เฮ้ย เด็กใหม่ บอกอะไรให้นะ ฆ่าอสูรกาย ต้องถอนหัวมัน ไม่งั้นมันจะใช้แรงเฮือกสุดท้ายแว้งกัดแก ต้องจบชีวิตอสูรกายให้เด็ดขาด หัวถึงจะเป็นของแก ไม่งั้น แต้มผลงานก็เป็นของคนอื่นนะเว้ย"
เขาวิ่งเข้าไปฟันอสูรกายในหมอกต่อ ทิ้งไว้แค่ประโยคเดียว "กองทัพคือการแข่งขันแบบใครดีใครได้ แกต้องพิสูจน์ความสามารถถึงจะได้ทรัพยากรมากขึ้น"
ลู่ปู้เอ้อร์โกรธเลือดขึ้นหน้า
ถ้าไม่ใช่เพื่อช่วยเพื่อน เขาต้องซ้ำให้ตายแน่ เพราะเมื่อกี้ครูฝึกบอกแล้ว อสูรกายหนึ่งตัวเท่ากับสิบแต้มผลงาน
ปัดเศษขึ้น เขาขาดทุนร้อยล้าน!
"หัวเด็กใหม่แกยังแย่ง?"
เหอไซด่ากราด "แกยังเป็นคนอยู่ไหม?"
ไม่นึกว่าทหารจะวิ่งมากันเยอะขึ้นเรื่อยๆ ฆ่าอสูรกายที่พวกเขาเพิ่งล้ม เห็นได้ชัดว่าพวกนี้ชินกับขั้นตอนนี้แล้ว ดูท่าระเบียบกองทัพผู้วิวัฒนาการจะเน้นฮีโร่เดี่ยวจริงๆ เพราะนี่คือโลกใหม่ที่วัดกันด้วยพลังส่วนบุคคล
วินาทีนี้ ลู่ปู้เอ้อร์เลือดขึ้นหน้า
"แม่งเอ๊ย แย่งมา!"
ปัง!
ทหารข้างหน้าถูกเขาชนกระเด็น เห็นเขากุมดาบสองมือ พุ่งเข้าฝูงอสูรกายฟันแหลก
เหอไซก็ของขึ้น ตามหลังเขาไปแย่งหัวรัวๆ
ในหมอกมืด ทหารหลายคนกำลังสู้กับอสูรกาย ก็เห็นเงาดำวูบผ่าน
หัวอสูรกายลอยละลิ่ว
หัวโดนแย่งซะงั้น!
เชี่ย!
"ทุกคนฟังคำสั่ง รวมพลหน้าค่าย เคลียร์พื้นที่!" ครูฝึกไป๋มู่สั่งการในที่สุด ชักดาบที่เอวพุ่งเข้าหมอกหนาว แสงดาบเงากระบี่วูบวาบ เปิดฉากฆ่าล้างบาง
เห็นได้ชัดว่าครูฝึกคนนี้คนละระดับกับเด็กใหม่ ไม่ว่าพละกำลัง ความเร็ว หรือประสบการณ์อยู่คนละชั้น มีเขาเข้าร่วมสถานการณ์ถึงค่อยคุมอยู่
แต่สนามรบกลับวุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ เพราะเด็กใหม่สองคนเหมือนเป็นโรควัวบ้าวิ่งชนดะ ไล่เก็บหัวอสูรกายอย่างบ้าคลั่ง
สองคนนี้คนหนึ่งบ้าคนหนึ่งขี้ขโมย เข้าขากันดีนักแล
ทหารเก่าหลายคนเริ่มหัวร้อนแล้ว
มีคนตามไปแย่งหัวคืน กลับโดนไอ้เด็กบ้านั่นหันกลับมาคำราม:
"ร๊ากกก!"
ลู่ปู้เอ้อร์คำรามกึกก้อง เล่นเอาทหารเก่าชะงัก
โรคหัวใจเกือบกำเริบ
ผลคือพอตั้งสติได้ ข้างหลังก็มีอีกคนตะโกนใส่:
"ร๊ากกก!"
เหอไซคำรามหนึ่งที ฉวยโอกาสแย่งหัวเขาไปอีก
ทหารเก่าแก่น้อยครั้งจะเห็นทหารใหม่ดุขนาดนี้ ต่างพากันอึ้ง แล้วมองหน้ากันยิ้ม
"มีของแฮะ"
สำหรับทหารส่วนใหญ่ การแย่งหัวไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ทุกคนต่างใช้ฝีมือแย่ง แย่งไม่ได้ก็ไม่พูดมาก ขำๆ กันไป
แต่เด็กหนุ่มสองคนนี้เพิ่งตื่นรู้มีพลังชีวิตเหลือเฟือ น่าจะเป็นผู้ทำลายดักแด้จากดินแดนแห่งการไปเกิดแน่
•
•
ทุ่งรกร้างข้างเมืองลุกเป็นไฟ สัตว์ยักษ์นอนตายขวางถนน เนื้อและเกล็ดไหม้เกรียมกระจัดกระจาย กลิ่นไหม้เหม็นคลุ้ง
"มังกรดินหนังหนา น่ารำคาญชะมัด"
หยวนฉิงหอบหายใจ ผมหน้าม้าเปียกชุ่มแนบใบหน้าสวยเฉี่ยว ชุดทหารขาดรุ่งริ่งถูกเธอดึงออก เผยให้เห็นเสื้อกล้ามสีดำรัดรูป ผิวขาวผ่อง เอวคอดกิ่ว
ภาพอันน่าตื่นตะลึงนี้ ตัดกับคันธนูเหล็กร้อนแดงในมืออย่างชัดเจน
เฮลิคอปเตอร์ลำนั้นลงจอดข้างเธอแล้ว รองของเธอเดินลงมา ถือแท็บเล็ตวิเคราะห์สถานการณ์สนามรบ
"คุณภาพเด็กใหม่รุ่นนี้ดูจะธรรมดาแฮะ"
หยวนฉิงพิงประตูเฮลิคอปเตอร์ มองดูสถานการณ์นอกค่าย พูดเรียบๆ "ต้องให้ฉันไปช่วยไหม?"
ทุกครั้งที่มีทหารใหม่มา ในค่ายจะวุ่นวายไก่บินหมาโดด มองดูคนพวกนั้นมือไม้ปั่นป่วนตอนเจออสูรกาย เหมือนเห็นตัวเธอเองในอดีต
แม้ก่อนหน้านี้เธอจะบอกว่า ถ้าทหารใหม่แค่อสูรกายแค่นี้ยังจัดการไม่ได้ ก็ไปหาที่ตายซะเถอะ
แต่ความจริง เธอก็ทนดูเด็กใหม่ตายไม่ได้
ทหารใหม่พวกนั้นส่วนใหญ่เป็นผู้ทำลายดักแด้ที่เพิ่งมา ยังไม่เรียนรู้วิธีเอาตัวรอดในโลกนี้ โดยเฉพาะตอนรับมืออสูรกาย มักจะเกิดเรื่องผิดพลาด
ดังนั้นหยวนฉิงถึงฉายเดี่ยวจัดการมังกรดินก่อน
ไม่งั้นปล่อยให้ไอ้ตัวนี้เข้าไปอาละวาด เด็กใหม่พวกนั้นคงยับเยิน
"ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่อสูรกายยังไม่หมด"
รองตอบ "รอบนี้จำนวนอสูรกายเยอะผิดปกติ"
"อสูรกายมาจากไหนเยอะแยะ?"
หยวนฉิงเบ้ปาก "ช่างเถอะ ฉันไปช่วยคน"
รองไม่วางใจ "ท่านไม่พักหน่อยเหรอ?"
"ฉันกลับไปพัก ทหารใหม่ทำไง?"
หยวนฉิงพูดเสียงเย็น "เลิกพูดมาก"
เธอเกิดในตระกูลชั้นนำของศูนย์บัญชาการสมาพันธ์ โตมาในสนามรบที่อันตรายที่สุด ทรัพยากรที่ได้รับก็ระดับท็อป มาที่นี่ก็เหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็ก
ไม่อย่างนั้น เธอคงไม่สามารถไปถึงขอบเขตที่สามด้วยวัยเพียงยี่สิบปี
หันกลับมามองทหารกองกำลังพิทักษ์เมืองที่สาม ขอบเขตที่สองสักคนยังไม่มี
เอ้า ไป๋มู่นับเป็นหนึ่งคน แต่เขาพึ่งพาไม่ได้เลย
ถ้าหยวนฉิงไม่ลงมือ ทหารใหม่อาจจะอันตราย
หยวนฉิงปาดเลือดบนหน้า ยกคันธนูเหล็กเดินกลับ ในหมอกยังมีเงาอสูรกาย ไม่รู้จำนวนแน่ชัด
เธอก็ไม่ยิงธนูแล้ว ใช้คันธนูยักษ์ฟันดะเลย
เพิ่งล้มอสูรกายได้ตัวหนึ่ง จู่ๆ ลมกรรโชกแรงก็พัดมา
เธอรู้สึกว่าข้างหลังยี่สิบเมตรมีเงาดำวูบผ่าน หัวอสูรกายพร้อมเลือดลอยละลิ่ว
หยวนฉิงหันขวับไปมอง ทำไมมีหนูท่อตัวยักษ์วิ่งผ่านไปวะ
เธอเหวี่ยงธนูคว่ำอสูรกายอีกตัว
เงาดำนั้นพุ่งมาอีก ฟิ้ว
หัวอสูรกายลอยละลิ่ว
มีของสกปรก!
หยวนฉิงเพ่งมอง
เห็นเด็กหนุ่มบ้าคลั่งคนหนึ่งไล่ฟันในฝูงอสูรกาย ดาบสองเล่มบิ่นหมดแล้ว ตัวดาบเปื้อนน้ำเหลืองศพเหม็นเน่า เหม็นเหมือนเพิ่งขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ
หยวนฉิงตกใจกับท่าทางนี้ พอเห็นกองศพอสูรกายข้างหลังเด็กหนุ่มถึงได้สติ นัยน์ตาที่ดูยั่วยวนหดลงเล็กน้อย ดูตกใจมาก
นี่มันเทพองค์ไหน?
ไม่เคยเห็นคนโหดขนาดนี้ จับอสูรกายตัวหนึ่งได้ก็ฟันไม่ยั้ง ใช้ดาบปักตรึงพื้นไม่พอ ยังคว้าอิฐทุบหัวแบะ แล้วดึงหัวหลุดออกมาสดๆ ท่าทางลื่นไหลสมบูรณ์แบบนิยามคำว่าโหดเหี้ยมและรุนแรง
จนกระทั่งอสูรกายตัวสุดท้ายตายอนาถต่อหน้าหยวนฉิง ในใจเธอเกิดความสงสารสัตว์ประหลาดรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ที่ไม่นับว่าเป็นสิ่งมีชีวิตพวกนี้ขึ้นมาแวบหนึ่ง เพราะมันน่าสมเพชจริงๆ
"เฮ้ย นายบ้าไปแล้วเหรอ?"
หยวนฉิงเห็นเขาอัดศพยับ เย้ยหยันห้ามปราม
ลู่ปู้เอ้อร์นึกว่ามีคนจะมาแย่งหัว หันกลับมาคำราม:
"ร๊ากกก!"
ในมือเขาถืออิฐก้อนหนึ่ง เตรียมจะทุบลงไปแล้ว
ลมหวีดหวิวพัดผมหน้าม้าหยวนฉิงเปิดขึ้น สายตาเธอไร้ระลอกคลื่น พูดเสียงเย็น "ตัวกะเปี๊ยกเดียว ใจกล้าไม่เบา แน่จริงนายทุบแม่อิฐสักทีสิ?"
"..."
วินาทีนี้ ลู่ปู้เอ้อร์เห็นหน้าเธอชัดเจน
ซวยแล้ว เหมือนจะเป็นผู้พันหญิงคนเมื่อกี้
ตุบ ลู่ปู้เอ้อร์หมดสติล้มตึง อิฐร่วงลงพื้น
หยวนฉิงมองเขา ล้มลงตรงหน้า หางตากระตุก
จังหวะนั้นเอง ในควันมีคนตาโตคิ้วหนาวิ่งออกมาอีกคน เขาก็นึกว่ามีคนจะแย่งหัว เข้ามาก็คำรามมังกรชั่วร้าย "ร๊ากกก!"
หยวนฉิงมองอิฐที่กำลังจะทุบใส่ตัวเองเย็นชา หน้าผากนูนสวยปูดโปนเส้นเลือด
อิฐชะงักค้างกลางอากาศ เหอไซเห็นหน้านายทหารหญิงชัดเจน ใจหล่นวูบ
ซวยแล้ว มาค่ายทหารวันแรก ไหงมาแย่งหัวผู้บังคับบัญชาหญิงซะงั้น
ความกระดากอายแล่นจากหัวจรดเท้า เขาใช้สติปัญญาชั่วชีวิต ตบอิฐใส่หน้าผากตัวเองโป๊ก สลบเหมือดคาที่ ไม่รู้เรื่องรู้ราว
หยวนฉิงอ้าปากค้าง มองดูคนหน้าแปลกสองคนนี้ ชัดเจนว่าเป็นเด็กใหม่
"สองคนนี้ใครพามา?"
เธอเลิกคิ้วที่เขียนมาอย่างดี พูดอย่างหงุดหงิด "รีบให้หน่วยแพทย์มา พาไอ้บ้าสองตัวนี้ไปรักษา อย่าให้เหลือผลข้างเคียงนะ"
(จบแล้ว)