- หน้าแรก
- ภรรยาผมเป็นนางเซียน ที่โคตรป่วน
- ตอนที่ 10 โลกใบนี้อันตราย!
ตอนที่ 10 โลกใบนี้อันตราย!
ตอนที่ 10 โลกใบนี้อันตราย!
ตอนที่ 10 โลกใบนี้อันตราย!
แรกเริ่มเดิมที ไป๋เยว่หลิงคิดว่าที่นี่เป็นเพียงดาวเคราะห์ของปุถุชนที่ค่อนข้างอ่อนแอ แต่หลังจากได้ดูวิดีโอเหล่านี้ นางก็สลัดท่าทีดูแคลนทิ้งไปจนหมดสิ้น มิหนำซ้ำยังรู้สึกทึ่งในภูมิปัญญาที่ปุถุชนเหล่านี้ครอบครองอีกด้วย
อานุภาพการระเบิดของกลุ่มควันรูปดอกเห็ดนั้นเทียบเท่ากับการโจมตีเต็มกำลังของศาสตราวุธระดับจักรพรรดิทั่วไป แม้จะเป็นของประเภทใช้แล้วทิ้ง แต่ข้อดีคือสามารถผลิตออกมาได้เป็นจำนวนมาก
รากฐานระดับนี้ทัดเทียม หรืออาจจะแข็งแกร่งกว่าสำนักเซียนเก่าแก่บางแห่งเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของนาง เจียงเฉียวจึงตัดสินใจหยอดยาแรงเพิ่มอีกขนาน เขาต้องทำให้อีกฝ่ายเข้าใจถึงอานุภาพของเทคโนโลยี และขจัดความคิดที่จะก่อความวุ่นวายในโลกยุคปัจจุบันให้หมดสิ้นไป
"ช่วงที่คุณอยู่ในจุดสูงสุด คุณมีพลังทำลายล้างขนาดไหนครับ?" เขาแสร้งถามด้วยท่าทีสบายๆ
"สนามรบระดับ 'เซียน' โดยทั่วไปจะอยู่ในห้วงจักรวาล กายเนื้อของพวกเรากว้างใหญ่ไพศาล สามารถสร้างหรือทำลายโลกได้ ข้าเคยบันดาลโทสะครั้งหนึ่ง ใช้ดวงดาวเก้าดวงเป็นลูกศร และใช้แสงจากดวงดาวนับไม่ถ้วนเป็นคันธนู ยิงสังหารปีศาจนอกพิภพจนร่วงหล่น"
ไป๋เยว่หลิงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวเสริม "ทว่า การโจมตีระดับนั้นต้องแลกมาด้วยราคาที่จินตนาการไม่ถึงเช่นกัน"
แม้จะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่เจียงเฉียวก็ยังอดหวั่นไหวกับคำบรรยายนี้ไม่ได้ นางเซียนที่เขาเก็บกลับบ้านมาแบบงงๆ ผู้นี้ สามารถทำลายดวงดาวได้เพียงแค่พลิกฝ่ามือเชียวหรือ? วิปริตหลุดโลกเกินไปแล้ว!
"จริงๆ แล้วมนุษย์ก็มีการโจมตีระดับนี้เหมือนกัน แถมยังรุนแรงกว่าด้วย" เขาพูดช้าๆ พลางสูดหายใจเข้าลึกๆ
ไป๋เยว่หลิงหันขวับทันที มองเขาด้วยสายตาเหลือเชื่อ
นางบำเพ็ญเพียรมาเกือบหมื่นปีถึงจะมีพลังแข็งแกร่งขนาดนั้น แต่อารยธรรมมนุษย์ในโลกนี้ว่ากันว่ามีอายุเพียงห้าพันปีเท่านั้น แค่ระเบิดดอกเห็ดก็น่ากลัวพอแล้ว ยังมีอาวุธที่ทรงพลังยิ่งกว่านี้อีกหรือ?
เจียงเฉียวกดเปิดวิดีโอที่ชื่อว่า "วินาทียิงปืนใหญ่ยานพิฆาตดารา" อย่างใจเย็น
ในห้วงอวกาศอันมืดมิดไร้ขอบเขต ยานพิฆาตดาราความยาวหลายสิบกิโลเมตรลอยลำอยู่อย่างเงียบงัน เบื้องหน้าคือดาวเคราะห์เป้าหมาย วินาทีถัดมา ยานพิฆาตดาราก็ยิงลำแสงเลเซอร์เจิดจ้า พุ่งทะลวงแกนกลางดาวเคราะห์ด้วยความเร็วแสง จากนั้นดาวเคราะห์ทั้งดวงก็ระเบิดแตกเป็นเสี่ยงๆ
แววตาของแม่นางเซียนไป๋ฉายแววตื่นตะลึง การโจมตีช่างทรงพลังเหลือเกิน! ปืนใหญ่นี้แค่ยิงนัดเดียว ถ้าโดนจังๆ ต่อให้เป็นเซียนก็คงดับดิ้น!
เห็นนางจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เจียงเฉียวก็รีบปิดหน้าเว็บทันที เขาจะให้นางรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่านั่นเป็นของปลอม อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้
"โลกของพวกเจ้าช่างทรงพลังจริงๆ..."
ไป๋เยว่หลิงถอนหายใจด้วยความสะเทือนใจ โชคดีที่นางไม่มีความปรารถนาจะครองโลก หากต้องเป็นศัตรูกับโลกใบนี้ ในสภาพปัจจุบันของนาง คงต้องตายอย่างอนาถแน่ สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำความตั้งใจของนางที่จะกลมกลืนไปกับโลกปุถุชน
"นี่คือพลังของวิทยาศาสตร์ครับ" เจียงเฉียวพอใจกับสีหน้าของนางในตอนนี้มาก
แม้ในภาพยนตร์ไซไฟจะมีอาวุธที่ทรงพลังกว่านี้อย่างอาวุธหลุมดำหรือแผ่นสองมิติ แต่เขาไม่คิดจะเปิดให้ดูต่อ เพราะของพวกนั้นแม้แต่ปุถุชนอย่างเขายังดูออกว่าเป็นของปลอม มันดูไม่น่าเชื่อถือและถูกจับผิดได้ง่ายเกินไป
"เจ้ามี... หน้าไม้ที่เจาะโลหะทลายหินได้ง่ายๆ บ้างไหม?"
"คุณหมายถึงปืนพกเหรอครับ?"
ที่แท้มันเรียกว่าปืนพกสินะ ไป๋เยว่หลิงพยักหน้าเล็กน้อย
"เพราะของพรรค์นั้นอันตรายเกินไป แม้แต่ในโลกของพวกเราก็ถือเป็นสิ่งต้องห้าม มีเพียงเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มหรือกองทัพเท่านั้นที่มีสิทธิ์ครอบครองครับ"
เห็นนางทำหน้าครุ่นคิด เจียงเฉียวก็พูดต่อ "สังคมสมัยใหม่เน้นความสงบสุขและต่อต้านความรุนแรง คนธรรมดาแค่ใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีก็พอ ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ปล่อยให้รัฐจัดการครับ"
"งั้นถ้าข้าไม่เปิดเผยตัวตน ข้าก็จะปลอดภัยใช่ไหม?"
"ใช่ครับ"
เจียงเฉียวยิ้ม ดูเหมือนแผนของเขาจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เขาได้ฝังความคิดที่ว่าโลกนี้อันตรายมากลงในใจนางเรียบร้อยแล้ว
"แล้วคนธรรมดาปกติเขาใช้ชีวิตกันยังไง?" แม่นางเซียนไป๋ถามขึ้นหลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"ทำงาน หาความบันเทิง กินดื่ม ช้อปปิ้ง ฟังเพลง ดูหนัง แล้วก็มีพวกที่ใช้ชีวิตไปวันๆ นอนเฉยๆ ก็มีครับ"
"แล้วเจ้าล่ะ?"
"อย่างที่คุณเห็น ร้านค้าเล็กๆ ชั้นล่างเป็นของผม กลางวันก็นั่งรอคนมาซื้อของ ตกเย็นก็หาความบันเทิง ถ้าขี้เกียจหน่อยก็ปิดร้านออกไปเดินเล่นในเมือง"
ไป๋เยว่หลิงพึมพำ "ฟังดูมีอิสระดีจัง"
"จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ"
เจียงเฉียวรู้สึกจนใจอยู่บ้าง อันที่จริงเขาก็เป็นหนึ่งในพวกใช้ชีวิตไปวันๆ นั่นแหละ
ลูกโทน จบวิศวะคอมพิวเตอร์ ที่บ้านมีบ้านสองหลังจากการเวนคืนที่ดิน พ่อทำงานรัฐวิสาหกิจ แม่เป็นครูโรงเรียนรัฐ เส้นสายก็ดี ถ้าจะหางานดีๆ ทำก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เขาเลือกที่จะนอนเกลือกกลิ้งอยู่กับบ้าน
เขาเลยมาเปิดร้านสะดวกซื้อในเขตท่องเที่ยวเขาเซียน จนพ่อแม่โกรธถึงขั้นห้ามไม่ให้กลับบ้าน หาว่าเขาไม่ทำมาหากินให้เป็นเรื่องเป็นราว ทำพวกท่านขายหน้า ถึงกับบอกว่าเลี้ยงหมูอยู่บ้านนอกยังมีอนาคตกว่าเปิดร้านขายของชำ ถ้าเขาขยายสาขาไม่ได้ก็อย่ากลับไปให้เห็นหน้า
เจียงเฉียวได้แต่เม้มปากเงียบเมื่อนึกถึงคำพูดเหล่านั้น
สังคมสมัยนี้ คนธรรมดาทำงานหนักแทบตายทั้งชีวิตยังซื้อบ้านไม่ได้ จะมาเทียบกับเขาที่นั่งเก็บเงินในเขตท่องเที่ยวทั้งวันได้ยังไง?
รายได้ก็ดี ชีวิตก็สุขสบาย ช่วงที่ยุ่งที่สุดก็แค่ไม่กี่ชั่วโมงตอนเติมของเท่านั้นเอง
เจียงเฉียวดึงสติกลับมา พบว่าแม่นางเซียนไป๋ยังคงตกอยู่ในห้วงความคิด เขาดูเวลาแล้วเห็นว่าดึกมากแล้ว
"เจ้าเป็นเด็กกำพร้าเหรอ?" จู่ๆ ไป๋เยว่หลิงก็ถามขึ้น น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความเวทนา
เจียงเฉียว: "???"
"ข้าไม่เห็นครอบครัวเจ้ามาตั้งนานแล้ว แถมจู่ๆ ยังต้องมารับคนแปลกหน้ามาอยู่ด้วย คงลำบากเจ้าแย่เลยใช่ไหม?" นางกล่าวหลังจากใคร่ครวญ
"พ่อแม่ผมยังอยู่ดีมีสุขครับ ท่านเซียนไม่ต้องเป็นห่วง ส่วนเรื่องรับคุณมาอยู่ด้วย ก็อย่าเพิ่งไปกังวลมันเลย" เจียงเฉียวสวนกลับอย่างอ่อนใจ
"พวกเขาอยู่ที่ไหนล่ะ?"
"เราไม่ได้อยู่ด้วยกันครับ พวกเขาอยู่ในตัวเมือง"
"อ๋อ ที่แท้เจ้าก็แยกบ้านแล้ว"
"ที่นี่ต้องแต่งงานก่อนถึงจะนับว่าแยกบ้านครับ"
ไป๋เยว่หลิงแปลกใจเล็กน้อย ในความเข้าใจของนาง ปุถุชนแต่งงานกันตั้งแต่วัยรุ่น คนผู้นี้น่าจะยี่สิบกว่าแล้วใช่ไหม? อายุป่านนี้ยังหาเมียไม่ได้อีก
"น่าสงสาร ไม่มีใครเอาสินะ?"
หน้าเจียงเฉียวมืดลงเล็กน้อย คนผู้นี้เป็นถึงเซียน ทำไมปากคอเราะร้ายจัง?
"แล้วคุณล่ะ แต่งงานแล้วเหรอ?"
"ข้าบำเพ็ญเพียรมาตั้งแต่เด็ก ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกโลกีย์ เรื่องรักใคร่ฉันชู้สาวจางหายไปนานแล้ว" นางส่ายหน้า น้ำเสียงราบเรียบ
คราวนี้เจียงเฉียวเป็นฝ่ายประหลาดใจบ้าง ถึงขั้นเหลือเชื่อเลยทีเดียว อยู่มาตั้งนานขนาดนี้ไม่เคยมีความรักเนี่ยนะ?
"สาวจิ้นหมื่นปี..." เขาพึมพำเบาๆ
"เจ้าว่าอะไรนะ?" ไป๋เยว่หลิงขมวดคิ้ว
"แค่กๆ ผมบอกว่า ได้เวลานอนแล้วครับ"
เจียงเฉียวตัวสั่นด้วยความกลัว ถ้าเซียนที่พลิกฝ่ามือทำลายดวงดาวได้เกิดโมโหขึ้นมา ไม่ตบเขาหายวับไปกับตาเลยเหรอ?
เขารีบพับหน้าจอแล็ปท็อปแล้ววิ่งหนีไปที่ประตูห้องนอน ก่อนจะหันกลับมามองนาง
"แม่นางเซียนไป๋ ห้องข้างๆ เป็นห้องของคุณ มีอะไรสงสัยพรุ่งนี้ค่อยคุยกันครับ"
ไป๋เยว่หลิงพยักหน้าเบาๆ ขณะที่เขากำลังจะปิดประตู จู่ๆ นางก็เรียกเขาไว้
"อ้อ อีกอย่าง เรียก 'ท่านเซียน' มันสะดุดตาเกินไป ต่อไปเจ้าเรียกชื่อข้าเฉยๆ ก็พอ"