- หน้าแรก
- เจ้าพ่อเทคโนโลยีการทหาร
- บทที่ 2406 : ขุมทรัพย์ที่ตักตวงได้ไม่รู้จบ | บทที่ 2407 : ช่างเป็นการเข้าใจผิดเสียจริง
บทที่ 2406 : ขุมทรัพย์ที่ตักตวงได้ไม่รู้จบ | บทที่ 2407 : ช่างเป็นการเข้าใจผิดเสียจริง
บทที่ 2406 : ขุมทรัพย์ที่ตักตวงได้ไม่รู้จบ | บทที่ 2407 : ช่างเป็นการเข้าใจผิดเสียจริง
บทที่ 2406 : ขุมทรัพย์ที่ตักตวงได้ไม่รู้จบ
อู๋ฮ่าวกลับมาถึงบ้านพร้อมกับช่อดอกกุหลาบในมือ
ที่น่าแปลกใจคือหลินเวยอยู่ที่บ้าน เธอที่กำลังยุ่งอยู่ในครัวได้ยินเสียงของอู๋ฮ่าวจึงเดินออกมา เมื่อเห็นดอกกุหลาบในมือของเขา ใบหน้าของหลินเวยก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
"กลับมาแล้วเหรอ ระหว่างทางราบรื่นดีไหม?"
อู๋ฮ่าวเปลี่ยนรองเท้าเสร็จแล้วก็ถอดเสื้อคลุมพลางยิ้มและพยักหน้าให้หลินเวย "ก็ดีครับ ราบรื่นดี ทำไมวันนี้คุณถึงกลับมาเร็วนักล่ะ?"
"ทำไมคะ ฉันกลับมาเร็วหน่อยไม่ได้เหรอ?" หลินเวยค้อนใส่เขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม แล้วรับดอกกุหลาบจากมือเขามาประคองไว้แนบอก ก้มลงดมกลิ่น "หอมจัง นี่คุณเอามาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือเหรอคะ?"
อู๋ฮ่าวยิ้มแล้วส่ายหน้า "ซื้อจากร้านดอกไม้ข้างทางครับ"
"งั้นฉันก็ชอบค่ะ" พูดจบ หลินเวยก็เดินไปแกะห่อกระดาษด้านนอกออก แล้วนำดอกกุหลาบปักลงในแจกัน ส่วนดอกไม้เดิมในแจกันที่เริ่มไม่สดชื่นแล้ว ก็ถูกเธอโยนลงถังขยะ
"กุหลาบไมยราบพวกนั้นเป็นของจริงหรือเปล่าคะ?" หลินเวยอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นอีกครั้ง ด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นและมีความหวัง
อู๋ฮ่าวยิ้มและพยักหน้า "แน่นอนว่าเป็นของจริงครับ พวกเขาเอาพันธุกรรมของต้นไมยราบใส่เข้าไปในกุหลาบ ดังนั้นเมื่อคุณสัมผัสกลีบดอก กลีบก็จะหุบหรือบานโดยอัตโนมัติ
เพียงแต่ว่ากุหลาบไมยราบชนิดนี้ยังอยู่ในช่วงเพาะพันธุ์ จำนวนต้นกล้ามีจำกัด ผมเลยไม่กล้าขอมาสักกระถาง แต่ผมฝากพวกเขาไว้แล้ว ให้เพาะเพิ่มอีกหน่อย ถึงตอนนั้นจะเอามาให้สองกระถาง กระถางหนึ่งกุหลาบแดง อีกกระถางกุหลาบชมพู"
"ฉันแค่รู้สึกว่ามันมหัศจรรย์มาก ไม่ได้อยากได้หรอกค่ะ สองวันนี้ในชุมชนออนไลน์และหน้าฟีดเพื่อนมีแต่เรื่องกุหลาบไมยราบเต็มไปหมด เพื่อนฉันหลายคนพากันมาถามว่าเป็นของจริงไหม ซื้อได้ที่ไหน
รอให้กุหลาบพวกนี้เพาะพันธุ์จำนวนมากได้แล้ว ขายให้เราบ้างนะคะ ถึงตอนนั้นเราจะได้เอาไปเป็นของขวัญให้ลูกค้า" หลินเวยตอบพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินดังนั้น อู๋ฮ่าวก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า "ต่อจากนี้เราจะตั้งบริษัทสินค้าเกษตรขึ้นมา รับผิดชอบงานการตลาดสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปในเครือฮ่าวอวี่เทคโนโลยีโดยเฉพาะ ถึงตอนนั้นคุณให้คนติดต่อกับพวกเขาโดยตรงได้เลย"
"บริษัทสินค้าเกษตรเหรอ?" หลินเวยถามด้วยความสงสัย "ทำไมจู่ๆ ถึงอยากรุกเข้าสู่ภาคการเกษตรล่ะคะ ก่อนหน้านี้ร่วมมือกับพวกแพลตฟอร์มขายออนไลน์ก็ไปได้สวยไม่ใช่เหรอ?"
อู๋ฮ่าวส่ายหน้าเบาๆ แล้วกล่าวว่า "ช่วงฮันนีมูนย่อมมีวันสิ้นสุด เมื่อก่อนร่วมมือกันด้วยดีเพราะผลประโยชน์ตรงกัน แต่ตอนนี้ที่ต้องแยกทางเพราะความต้องการทางผลประโยชน์ของเราทั้งสองฝ่ายเริ่มประสานกันยากขึ้นเรื่อยๆ
อีกอย่างหนึ่ง การร่วมมือกับพวกเขาเท่ากับปิดกั้นเราออกจากตลาด สินค้าเกษตรทุกอย่างของเราต้องผ่านมือพวกเขา ทำให้เราเสียอำนาจต่อรองในด้านนี้ ถึงขั้นมีบางกรณีที่ฝ่ายตรงข้ามใช้อำนาจในตลาดมาบีบบังคับเรากลับ
พวกเขาลืมไปว่าแม้ช่องทางจัดจำหน่ายจะสำคัญ แต่คุณภาพสินค้าคือพื้นฐาน แม้จะเป็นแค่กรณีส่วนน้อย แต่มันก็เตือนสติเราได้
นั่นคือสินค้าทุกอย่างเราต้องกุมช่องทางการตลาดของตัวเองไว้ เพื่อจะได้ไม่ต้องตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ
ข้อสามคืออนาคตการพัฒนาของเทคโนโลยีการเกษตรที่กว้างไกล ทำให้เราไม่อาจมองข้ามเค้กก้อนโตนี้ไปได้ แทนที่จะยกให้คนอื่นเปล่าๆ สู้เรามาแย่งชิงด้วยตัวเองดีกว่า
ข้อสุดท้ายคือจริงๆ แล้วเราก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมเกษตรมาลึกพอสมควรแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีแผนกหรือองค์กรกลางมาบริหารจัดการ ทำให้การจัดการไม่ดีพอและทรัพยากรเสียไปโดยเปล่าประโยชน์
ดังนั้นการก่อตั้ง 'ฮ่าวอวี่การเกษตร' จะเป็นการรวบรวมกำลังและทรัพยากรด้านนี้ของเรา เพื่อบริหารและดำเนินงานอย่างเป็นเอกภาพ ให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตขึ้นมาได้"
หลินเวยพยักหน้าเมื่อได้ยิน แต่หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อยก็ถามกลับว่า "การรวมธุรกิจพวกนี้มาพัฒนาเองน่ะไม่มีปัญหาหรอกค่ะ
แต่คุณคิดหรือยังว่าตอนนี้ธุรกิจหลายอย่างของคุณผูกติดกับแพลตฟอร์มออนไลน์พวกนั้นแน่นหนามาก บางแบรนด์ถึงกับให้พวกเขาบริหาร ถ้าหยุดความร่วมมือ ก็เท่ากับทุบหม้อข้าวฝ่ายตรงข้าม พวกเขาจะยอมเลิกราง่ายๆ เหรอคะ?
อีกด้านหนึ่งคือ ถ้าฉีกหน้ากันแล้ว ใช้อุปกรณ์ช่องทางและแบรนด์ของเขาไม่ได้ เราจะแบกรับการดำเนินงานเองไหวไหม
นี่ไม่เหมือนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์นะคะ มันเป็นสินค้าเกษตรและอาหาร มีวันหมดอายุ สั้นก็ไม่กี่วัน ยาวก็แค่ปีสองปี ถ้าไม่มีแพลตฟอร์มช่วย เราจะมีความสามารถทางการตลาดพอที่จะขายออกไปทันไหม?"
อู๋ฮ่าวรับฟังการวิเคราะห์ของหลินเวยอย่างตั้งใจ ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ "นั่นเป็นปัญหาจริงๆ ครับ แต่วางใจเถอะ ตอนเซ็นสัญญาเราเตรียมการเรื่องนี้ไว้แล้ว
แม้ตอนนั้นความสัมพันธ์จะดี แต่เราก็ไว้ใจพวกเขาเต็มร้อยไม่ได้ แผนสำรองต่างๆ เรามีพร้อม
คุณพูดถูก ถ้าเราหยุดร่วมมือ เขาคงไม่ยอมง่ายๆ แต่ในด้านนี้เราถือไพ่เหนือกว่า สินค้าอยู่ในมือเรา พูดตรงๆ พวกเขาก็แค่ผู้ให้บริการช่องทางจัดจำหน่าย
ขาดพวกเขาไป เราก็หาเจ้าอื่นได้ เช่นซูเปอร์มาร์เก็ตออฟไลน์ที่ทำได้ดีในช่วงสองปีนี้ ดังนั้นต่อให้ขาดช่องทางออนไลน์ เราก็ยังมีออฟไลน์รองรับ ไม่ต้องกังวลมากเกินไป
อีกอย่าง แพลตฟอร์มออนไลน์พวกนี้ขัดแย้งกันเองสารพัด การจะเจาะทะลวงพวกเขานั้นง่ายมาก ขอแค่เราแสดงท่าทีแข็งกร้าว ยึดมั่นในหลักการ สุดท้ายพวกเขาก็ต้องยอมถอยเพื่อหาทางร่วมมือกันต่อ
ดังนั้นเราจะยุติความร่วมมือแต่ก็ไม่ได้ตัดขาดโดยสิ้นเชิง เพียงแค่ดึงสิทธิ์บางส่วนกลับมา แล้วเปลี่ยนรูปแบบความร่วมมือกันใหม่เท่านั้นเอง"
เมื่อได้ฟังดังนั้น หลินเวยก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง "มีความเด็ดขาด มีการผ่อนปรน ใช้ทั้งสองทาง แบบนี้คงง่ายขึ้นเยอะ
ฮ่าวอวี่การเกษตรนี่... คุณตั้งใจจะตั้งเป็นบริษัทลูกแยกออกมาเหมือนฮ่าวอวี่อวกาศกับฮ่าวอวี่พลังงาน แล้วสุดท้ายก็เข้าตลาดหลักทรัพย์เหรอคะ?"
"มีแนวคิดแบบนั้นครับ อุตสาหกรรมนี้ใหญ่เกินไป ต้องอาศัยเงินทุนมหาศาลจากตลาดหุ้นถึงจะหนุนให้พัฒนาต่อไปได้ เกษตรไร้คนขับ เกษตรอัจฉริยะ เกษตรเทคโนโลยีสูง นี่คือแนวโน้มโลกอนาคต เกี่ยวข้องกับปากท้องของคนนับพันล้าน ตลาดมีศักยภาพมหาศาล เป็นขุมทรัพย์ทองคำที่ตักตวงได้ไม่รู้จบ
จริงๆ ไม่ใช่แค่ฮ่าวอวี่การเกษตร หรือฮ่าวอวี่พลังงานนะ ในอนาคตเราจะแยกธุรกิจบางส่วนออกมาตั้งเป็นบริษัทลูกบริหารงานอิสระ และหาจังหวะเข้าตลาดหุ้น
อย่างเช่นสินค้าดิจิทัลก็แยกเป็น 'ฮ่าวอวี่อิเล็กทรอนิกส์' ด้านการแพทย์ก็เป็น 'ฮ่าวอวี่การแพทย์' อุตสาหกรรมอัจฉริยะก็เป็น 'ฮ่าวอวี่อุตสาหกรรมหนัก' หรือ 'ฮ่าวอวี่อินดัสทรี' เป็นต้น ฮ่าวอวี่เทคโนโลยีในอนาคต จะกลายเป็นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ครอบคลุมหลายวงการ" อู๋ฮ่าวเล่าถึงแผนงานอันยิ่งใหญ่ในใจให้หลินเวยฟัง ท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของเขาทำให้หลินเวยหลงใหลได้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
-------------------------------------------------------
บทที่ 2407 : ช่างเป็นการเข้าใจผิดเสียจริง
ฤดูหนาวของเมืองหางโจวนั้นชื้นแฉะเป็นพิเศษ บนผิวน้ำมีหมอกลอยอ้อยอิ่ง นกยางขาวไม่กี่ตัวกำลังหยอกล้อกันอยู่ในดงอ้อริมทะเลสาบ
ที่หน้าหน้าต่างกระจกบานใหญ่จรดพื้น สวีเสี่ยวหยาในชุดเสื้อไหมพรมคอเต่าสีดำกำลังยืนอยู่ริมหน้าต่าง ถือถ้วยกาแฟอย่างสง่างามพลางชื่นชมทิวทัศน์งดงามภายนอก ในฐานะรองประธานอาวุโสของอาลีกรุ๊ป ชีวิตของสวีเสี่ยวหยาในตอนนี้สุขสบายมาก อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในรองประธานของเครือที่มีความเครียดน้อยที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ทว่า อารมณ์สุนทรีย์ของเธอก็ถูกรบกวนด้วยเสียงเคาะประตูในเวลาอันรวดเร็ว
สวีเสี่ยวหยาหันกลับมาอย่างไม่รีบร้อน ประตูห้องเปิดออก หญิงสาวร่างสูงโปร่ง ผอมบาง แต่งตัวทะมัดทะแมงเดินเข้ามา เธอคือเลขานุการของเธอ เหยียนฟางนั่นเอง
เมื่อเห็นท่าทางตื่นตระหนกของเหยียนฟาง สวีเสี่ยวหยาก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า "ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไร ต่อให้เป็นเรื่องใหญ่แค่ไหน ก็ต้องตั้งสติให้มั่น โดยเฉพาะเมื่อเป็นหัวหน้า สีหน้าและท่าทางที่เปลี่ยนไปของคุณจะถูกลูกน้องจับตามอง ถ้าคุณตื่นตระหนก ข้างล่างก็จะวุ่นวายกันไปหมด"
"ขอโทษค่ะประธานสวี" เหยียนฟางรีบขอโทษทันที
สวีเสี่ยวหยาไม่ได้ติดใจเอาความ จิบกาแฟแล้วถามว่า "ว่ามาสิ มีเรื่องอะไรถึงทำให้คุณตื่นตระหนกขนาดนี้"
เหยียนฟางได้ยินดังนั้น จึงยื่นแฟ้มเอกสารที่กอดไว้ในอกให้สวีเสี่ยวหยาด้วยสองมือแล้วกล่าวว่า "เราเพิ่งได้รับหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการจากฮ่าวอวี่เทคโนโลยีค่ะ พวกเขาจะยุติความร่วมมือทางธุรกิจด้านสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปกับเราอย่างเป็นทางการหลังจากตรุษจีน"
"เรื่องเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ไม่ได้บอกสาเหตุเหรอ?" สวีเสี่ยวหยาได้ยินคำพูดของเหยียนฟาง สีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นทันที เธอรับแฟ้มเอกสารจากมือหญิงสาวหน้าเด็ก พลางเปิดดูอย่างรวดเร็วและเอ่ยถามเหยียนฟางไปด้วย
เหยียนฟางตอบทันทีว่า "ในหนังสือระบุว่าเป็นการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานทางธุรกิจของบริษัทฮ่าวอวี่เทคโนโลยีค่ะ ฉันถามคนของฮ่าวอวี่เทคโนโลยีแล้ว พวกเขาบอกว่าได้รับคำสั่งมาจากเบื้องบน พวกเขาก็ไม่ทราบรายละเอียดเหมือนกัน"
ได้ยินคำตอบของเหยียนฟาง สวีเสี่ยวหยาก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ เธอพลิกดูเนื้อหาในหนังสือแจ้งอย่างละเอียด ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วสั่งว่า "คุณรีบไปสืบข่าวดูเดี๋ยวนี้ ว่าเกิดอะไรขึ้นทางฝั่งฮ่าวอวี่เทคโนโลยีกันแน่ ทำไมจู่ๆ ถึงปรับเปลี่ยนธุรกิจ นอกจากนี้แจ้งทุกคนด้วย อีกครึ่งชั่วโมงประชุมที่ห้องประชุม เรื่องนี้ต้องเคลียร์ให้ชัดเจน จะให้กระทบกับกิจกรรมโปรโมชั่นสิ้นปีของเราไม่ได้เด็ดขาด"
"ค่ะ!" เหยียนฟางพยักหน้ารับคำสั่งแล้วถอยออกไป ส่วนสวีเสี่ยวหยานั้น ขมวดคิ้วเดินกลับไปนั่งหลังโต๊ะทำงานด้วยสีหน้าครุ่นคิด คิดอยู่สักพัก เธอก็หยิบกระจกพกพาออกมาจากกระเป๋า เติมหน้าเล็กน้อย จากนั้นกดโทรศัพท์หาหมายเลขหนึ่งผ่านคอมพิวเตอร์
"เจ้านายคะ สายวิดีโอคอลจากคุณสวีเสี่ยวหยาแห่งอาลี จะให้รับสายไหมคะ"
อู๋ฮ่าวที่กำลังก้มหน้าทำงานอยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเคอเคอดังมาจากลำโพง มุมปากยกยิ้มขึ้นทันที ในที่สุดก็มาแล้ว คาดเดาได้อยู่แล้วว่าหลังจากหนังสือแจ้งฉบับนี้ส่งออกไป ทางสวีเสี่ยวหยาจะต้องร้อนใจแน่นอน การที่เธอโทรมาเป็นเรื่องที่อยู่ในความคาดหมาย ความจริงแล้วตลอดเช้านี้ อู๋ฮ่าวกำลังรอโทรศัพท์จากสวีเสี่ยวหยาอยู่
เขาหยุดงานในมือ จัดเอกสารที่วางระเกะระกะให้เป็นระเบียบ จากนั้นยิ้มพลางเปิดฝากระบอกน้ำดื่มจิบน้ำ แล้วพยักหน้ากล่าวว่า "รับสายเลย"
"รับทราบค่ะ!"
เมื่อสัญญาณภาพเชื่อมต่อ ร่างของสวีเสี่ยวหยาก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอขนาดใหญ่ เห็นเพียงเธอยิ้มอย่างเป็นกันเองและเป็นมิตร โบกมือทักทายอู๋ฮ่าวว่า "ประธานอู๋ สวัสดีตอนเช้าค่ะ ไม่เจอกันนานเลยนะคะ"
"ไม่เจอกันนานเลยครับ ประธานสวีดูเด็กลงทุกวันเลยนะครับ" อู๋ฮ่าวตอบรับด้วยรอยยิ้ม
สวีเสี่ยวหยายิ้มและกล่าวว่า "ไม่เจอกันนาน ประธานอู๋ปากหวานขึ้นเยอะเลยนะคะ ฉันยังจำตอนที่พวกเราเจอกันครั้งแรกได้ ตอนนั้นคุณยังดูอ่อนต่อโลกอยู่เลย"
"ฮ่าๆ คนเราก็ต้องเติบโตขึ้นนี่ครับ ไม่มีใครเหมือนเดิมตลอดไปหรอก" อู๋ฮ่าวยิ้มตอบ
"นั่นสินะคะ คนเราต้องเปลี่ยนไปจริงๆ เหมือนกับความร่วมมือที่เราตกลงกันไว้ตอนแรก ตอนนี้จู่ๆ ก็เปลี่ยนไปซะแล้ว" ในจอภาพ สวีเสี่ยวหยามองอู๋ฮ่าวด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
เผชิญกับคำพูดเหน็บแนมของสวีเสี่ยวหยา อู๋ฮ่าวเพียงยิ้มจางๆ แล้วตอบว่า "เวลาเปลี่ยนสถานการณ์ก็เปลี่ยนครับ ยุคสมัยเปลี่ยนไป เราก็ต้องปรับตัวตามยุคสมัย ถ้าไม่ปรับตัวตามกระแสและก้าวให้ทันการพัฒนา สุดท้ายเราก็จะถูกยุคสมัยคัดทิ้ง
ตัวอย่างแบบนี้มีให้เห็นเยอะแยะ ผมเชื่อว่าหลายเคสประธานสวีคงจะคุ้นเคยดี"
เมื่อเห็นอู๋ฮ่าวพูดเช่นนั้น สวีเสี่ยวหยาก็หรี่ตาลง แล้วพูดกับอู๋ฮ่าวว่า "พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว ฉันขอพูดตรงๆ เลยนะคะ ประธานอู๋ ฉันไม่ค่อยเข้าใจ ความร่วมมือของเราก็ไปได้สวย จู่ๆ ทำไมถึงเปลี่ยนไป บอกจะยุติก็ยุติเลย เราไม่ได้ระแคะระคายมาก่อนเลยสักนิด
การที่คุณเปลี่ยนใจกะทันหันแบบนี้ การกระทำที่ผิดสัญญาเช่นนี้ เกรงว่าจะกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของคุณในวงการธุรกิจและสังคมนะคะ"
สำหรับคำถามเชิงตำหนิของสวีเสี่ยวหยา อู๋ฮ่าวไม่ได้โมโหแต่อย่างใด เพียงพยักหน้าเบาๆ และยิ้มตอบว่า "สำหรับโครงการความร่วมมือที่เท่าเทียม ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และได้ประโยชน์ร่วมกัน แน่นอนว่าเราให้ความสำคัญและทะนุถนอมรักษาไว้อย่างดี
แต่ถ้าความร่วมมือเกิดปัญหาและสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของเรา ความร่วมมือแบบนั้นยังจำเป็นต้องดำเนินต่อไปอีกหรือครับ กับเพื่อน กับพาร์ทเนอร์ แน่นอนว่าเราใจกว้าง แต่ฝ่ายตรงข้ามจะถือโอกาสจากความใจกว้างและความเป็นมิตรของเรามาวางแผนเล่นงานและทำร้ายเราอย่างไม่เกรงใจไม่ได้
ส่วนที่ว่าทำไมถึงไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทำไมต้องแจ้งด้วยล่ะครับ เราจะทำอะไรต้องขอความเห็นจากคนอื่นด้วยหรือ"
"แต่ถ้าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนอื่น ฉันคิดว่าควรมีความรับผิดชอบและหน้าที่ที่จะต้องแจ้งให้อีกฝ่ายทราบ ไม่ใช่แจ้งกะทันหันแบบนี้" สวีเสี่ยวหยาพูดอย่างเจาะจง
เผชิญกับการซักไซ้และจ้องจับผิดของสวีเสี่ยวหยา อู๋ฮ่าวไม่ได้ถูกยั่วยุ แต่ยิ้มตอบว่า "นี่เราก็แจ้งให้พวกคุณทราบแล้วไม่ใช่หรือครับ จากตอนนี้ไปจนถึงวันยุติสัญญาอย่างเป็นทางการก็มีเวลาเกือบสามเดือน พวกคุณมีเวลาเตรียมตัวเหลือเฟือ
ส่วนเรื่องภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ ผมคิดว่าภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของบริษัทเรา น่าจะดีกว่าของพวกคุณอยู่นิดหน่อยนะครับ"
"คุณ..."
สวีเสี่ยวหยาโกรธจนหน้าตึงเพราะคำพูดของอู๋ฮ่าว แต่ก็สงบสติอารมณ์ลงได้อย่างรวดเร็ว แล้วพูดผ่านวิดีโอกับอู๋ฮ่าวว่า "เป็นไปไม่ได้ พวกเราไม่มีทางยอมรับแน่ ในโครงการเหล่านี้เราทุ่มเงินทุนและทรัพยากรไปมหาศาล ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มเห็นผล พวกคุณก็จะเขี่ยเราทิ้ง การกระทำแบบนี้ไม่หน้าด้านไปหน่อยหรือคะ"
ได้ยินคำกล่าวหาของสวีเสี่ยวหยา อู๋ฮ่าวก็โต้กลับทันควันว่า "พวกคุณทุ่มเงินและทรัพยากรมหาศาลก็จริง แต่พวกคุณก็ได้กำไรกลับไปอย่างงาม ผลกำไรเหล่านี้มากกว่าที่พวกคุณลงทุนไปตั้งเยอะ
ถ้าจะพูดถึงความหน้าด้าน ต่อหน้าพวกคุณเราคงเป็นแค่เด็กนักเรียนอนุบาล ไหนๆ คุณก็พูดมาขนาดนี้แล้ว ช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อยสิครับ ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปีนี้มันคืออะไรกันแน่
โดยที่ไม่ได้มีการพูดคุยหรือปรึกษาหารือกับเราเลย จู่ๆ ก็เปลี่ยนวิธีการตลาด ใช้การตัดราคา แจกแถม และวิธีการอื่นๆ เพื่อทุ่มตลาด โจมตีคู่แข่ง ทำให้ตลาดผันผวนจนเราเสียหายอย่างหนัก หนำซ้ำยังเอาผลิตภัณฑ์ของเราไปสร้างแบรนด์ลูกของตัวเอง แล้วขายผ่านช่องทางอื่น เรื่องทั้งหมดนี้ ไม่หน้าด้านหรือครับ?"
"นั่นเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดค่ะ!" สวีเสี่ยวหยาได้ยินคำถามของอู๋ฮ่าวก็รีบแย้งทันที
"งั้นเหรอครับ ช่างเป็นการเข้าใจผิดเสียจริง" อู๋ฮ่าวได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา