เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2264 : เงินซื้อชีวิตไม่ได้ | บทที่ 2265 : ศูนย์ฝึกฟื้นฟูสมรรถภาพการกีฬา

บทที่ 2264 : เงินซื้อชีวิตไม่ได้ | บทที่ 2265 : ศูนย์ฝึกฟื้นฟูสมรรถภาพการกีฬา

บทที่ 2264 : เงินซื้อชีวิตไม่ได้ | บทที่ 2265 : ศูนย์ฝึกฟื้นฟูสมรรถภาพการกีฬา


บทที่ 2264 : เงินซื้อชีวิตไม่ได้

ในวันที่หลินเล่ยออกจากโรงพยาบาล อู๋ฮ่าวก็มาด้วยตามคาด

เพื่อฉลองการออกจากโรงพยาบาล หลินเล่ยจึงแต่งตัวเป็นพิเศษ แต่เพื่อปกปิดรอยแผลเป็นบนศีรษะ เขาจึงตั้งใจสวมหมวกแก๊ป แว่นตา และหน้ากากอนามัย ปิดบังตัวเองไว้อย่างมิดชิด เพราะกลัวคนอื่นจะจำได้

ขากางเกงด้านซ้ายที่ว่างเปล่าถูกแม่หลินพับเก็บขึ้นไป พวกเขาเตรียมรถ MPV หรูที่มีเบาะนั่งระบบยกไฟฟ้าแบบไร้สิ่งกีดขวางไว้ให้

แต่หลินเล่ยยืนกรานที่จะไม่ใช้มัน เขาพยายามลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก แล้วปีนขึ้นไปนั่งบนรถด้วยตัวเอง เมื่อเห็นท่าทางดื้อรั้นและการเคลื่อนไหวที่ทุลักทุเลของหลินเล่ย ขอบตาของแม่หลินและหลินเวยก็อดแดงขึ้นมาไม่ได้

หน้าที่คนขับรถในวันนี้ตกเป็นของลูกเขยอย่างอู๋ฮ่าว พ่อหลินนั่งที่เบาะข้างคนขับ ส่วนหลินเวยและแม่ยายก็นั่งอยู่ที่เบาะหลัง

ทุกคนไม่ได้ตรงกลับบ้านทันที แต่แวะไปที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งเพื่อฉลองที่หลินเล่ยออกจากโรงพยาบาล เรื่องเหล่านี้แน่นอนว่าเป็นฝีมือการจัดการของอู๋ฮ่าวและหลินเวย ซึ่งก็คงมีแต่พวกเขาเท่านั้นที่จะจัดการได้

หลินเล่ยรู้สึกต่อต้านเล็กน้อยที่จะต้องปรากฏตัวในที่สาธารณะเช่นนี้ แต่ภายใต้การยืนกรานของหลินเวย เขาก็ยอมจำนน ก่อนลงจากรถ เขาสวมหมวก แว่นตา และหน้ากากอนามัยเหมือนเดิมเพื่อป้องกันไม่ให้ใครจำได้

เมื่อมาถึงห้องส่วนตัวก็ยังคงเป็นเช่นนั้น จนกระทั่งอาหารทุกอย่างถูกยกมาครบและให้พนักงานออกไปแล้ว หลินเล่ยถึงยอมถอดหมวกและแว่นตาออก

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่อนข้างคึกคัก ทุกคนทานมื้อเที่ยงกันอย่างสบายใจท่ามกลางความอบอุ่นและสนุกสนาน จากนั้นอู๋ฮ่าวก็ขับรถพาพวกเขากลับบ้านด้วยตัวเอง

ครอบครัวตระกูลหลินไม่ได้กลับบ้านมานานแล้ว แม้จะมีแม่บ้านคอยทำความสะอาด แต่เมื่อไม่มีเจ้านายอาศัยอยู่นานๆ บ้านก็ดูเงียบเหงาไปบ้าง แน่นอนว่าเพื่อต้อนรับการกลับมาของหลินเล่ย พ่อตาและแม่ยายได้ปรับปรุงบ้านใหม่ เช่น บันไดหน้าประตูทางเข้าก็เปลี่ยนเป็นทางลาดสำหรับวีลแชร์ ลิฟต์โดยสารเดิมที่เกือบจะเลิกใช้ก็ถูกเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด นอกจากนี้ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ภายในบ้านยังสะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยที่พ่อแม่มีต่อลูกในทุกจุด

เมื่อกลับถึงบ้าน หลินเล่ยก็ดูร่าเริงขึ้นมาก อย่างน้อยก็ไม่ต้องสวมหน้ากากและแว่นตาแล้ว เพียงแต่เขายังไม่อยากถอดหมวกออก การผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะก่อนหน้านี้ รวมไปถึงบาดแผลบนศีรษะ ทำให้เนื้อเยื่อหนังศีรษะเสียหาย หากไม่ได้รับการซ่อมแซม บริเวณที่เสียหายเหล่านั้นก็จะไม่สามารถมีผมงอกออกมาได้ ดังนั้นตอนนี้ผมของหลินเล่ยจึงตัดสั้นมาก ซึ่งดูดีกว่า เพราะถ้าปล่อยยาวมันจะดูแหว่งวิ่นเป็นหย่อมๆ เหมือนโดนหมาแทะ

พ่อตาและแม่ยายเองก็มีความสุขมากที่ได้กลับบ้าน หลังจากแม่ยายและหลินเวยช่วยกันดูแลหลินเล่ยให้เข้าที่เข้าทางแล้ว พวกเขาก็เริ่มยุ่งทันที แม่ยายให้แม่บ้านไปซื้อกับข้าวมามากมาย ดูท่าทางช่วงบ่ายนี้คงจะลงมือเข้าครัวทำอาหารมื้อใหญ่ด้วยตัวเอง

ส่วนพ่อตานั้น ก็ไปวุ่นอยู่กับต้นไม้ดอกไม้และปลาที่ไม่ได้ดูแลมาพักใหญ่ อู๋ฮ่าวเห็นว่าไม่มีอะไรทำ จึงตัดสินใจเข้าไปช่วยพ่อตาดูแลต้นไม้

ตอนที่เขาเดินไปถึง พ่อตากำลังเปลี่ยนน้ำในตู้ปลา ตู้ปลานี้มีขนาดใหญ่มาก บรรจุน้ำได้ถึงสิบตัน ข้างในเลี้ยงปลาสวยงามเอาไว้ แม้จะมีแม่บ้านคอยดูแล แต่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาก็มีปลาตายไปไม่น้อย

ดังนั้นพ่อตาจึงตั้งใจจะปล่อยน้ำทิ้ง แล้วตักปลาออกมา เพื่อฆ่าเชื้อตู้ปลาให้สะอาดหมดจดก่อนเปลี่ยนน้ำใหม่

โดยปกติแล้ว น้ำในตู้ปลาไม่ควรเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดในคราวเดียว ต้องเหลือน้ำเก่าไว้บ้าง และน้ำที่จะใช้ก็มีข้อกำหนด ไม่สามารถใช้น้ำประปาเติมลงไปตรงๆ ได้

วิธีการของพ่อตานั้นตรงไปตรงมามาก เขาเรียกรถบรรทุกน้ำมาคันหนึ่ง น้ำในรถเป็นน้ำจากลำธารในภูเขา เรื่องคุณภาพน้ำจึงหายห่วง

ดังนั้นตลอดทั้งบ่าย อู๋ฮ่าวและพ่อตาจึงช่วยกันล้างตู้ปลานี้ เนื่องจากตู้มีขนาดใหญ่ คนหนึ่งจึงต้องลงไปขัดล้างภายในอย่างช้าๆ แล้วทำการแช่น้ำยาฆ่าเชื้อ จากนั้นก็ต้องทำความสะอาดระบบกรอง ระบบออกซิเจน ระบบให้อาหารอัตโนมัติ และอื่นๆ

หลังจากจัดการสิ่งเหล่านี้เสร็จ ก็ต้องจัดแต่งตู้ปลาใหม่ นำภูเขาจำลอง ก้อนหิน และของตกแต่งที่เอาออกมาใส่กลับเข้าไป จากนั้นจึงต่อท่อจากรถบรรทุกน้ำเพื่อเริ่มเติมน้ำลงในตู้ปลา

ในระหว่างที่กำลังเติมน้ำ พ่อตาก็เริ่มเทสารละลายด่างทับทิมสีม่วงลงไปในภาชนะที่ใส่ปลาสวยงามที่ตักออกมา เพื่อแช่ฆ่าเชื้อโรค นี่เป็นครั้งแรกที่อู๋ฮ่าวรู้ว่าการฆ่าเชื้อให้ปลาทำกันแบบนี้ คือให้ปลาแช่ในน้ำด่างทับทิมโดยตรง

รอจนกระทั่งปลาเหล่านั้นถูกแช่จนเกือบจะหงายท้อง พ่อตาถึงได้ค่อยๆ ตักปลาที่ในสายตาของอู๋ฮ่าวดูเหมือนใกล้จะตายเหล่านี้ออกมา ใส่ลงในถังใบใหญ่เพื่อทำการ "ปรับสภาพน้ำ" การปรับสภาพน้ำนี้ทำเพื่อให้ปลาสามารถปรับตัวเข้ากับคุณภาพน้ำและอุณหภูมิของน้ำใหม่ได้ โดยให้ปลาได้อยู่ในน้ำใหม่ผสมน้ำเก่าปริมาณน้อยๆ ก่อน นอกจากนี้ยังเป็นการล้างคราบด่างทับทิมที่ติดอยู่บนตัวปลาออกด้วย

เมื่อยุ่งกับงานเหล่านี้จนเสร็จ ทั้งสองคนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วนั่งจิบชาอยู่ข้างๆ ระหว่างรอน้ำในตู้ปลาเต็ม

หลินหงฮั่นยกกาน้ำชาขึ้นเติมน้ำลงในถ้วยชาของอู๋ฮ่าวด้วยตัวเอง จากนั้นก็ยกถ้วยของตนขึ้นจิบช้าๆ แล้วมองไปที่ตู้ปลาพร้อมกับเอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า "พ่อกะว่าจะค่อยๆ จัดการธุรกิจที่มีอยู่ในมือออกไป ให้เหลือไว้แค่ส่วนน้อย แล้วพาตัวเองกับแม่ของแกปลดแอกออกจากงานที่ยุ่งวุ่นวายพวกนี้ จะได้ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าจริงๆ เสียที"

พูดจบ เขาก็ชำเลืองมองอู๋ฮ่าวแวบหนึ่ง แล้วพูดต่อเหมือนบ่นกับตัวเองว่า "ผ่านเรื่องนี้มาได้ เราก็ปลงตกแล้ว สิ่งที่วุ่นวายทำมาทั้งชีวิตล้วนเป็นของนอกกาย ไม่ได้สำคัญอะไรเลย สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือคนในครอบครัวต่างหาก เงินหมดก็หาใหม่ได้ แต่ถ้าคนในครอบครัวเป็นอะไรไป..."

หลินหงฮั่นไม่ได้พูดจนจบประโยค แต่ถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วกล่าวต่อว่า "รู้ไหม ตอนที่เสี่ยวเล่ยกำลังถูกช่วยชีวิตอยู่ในห้องผ่าตัด พ่อยืนอยู่หน้ากระจก มองดูเสี่ยวเล่ยที่นอนอยู่บนเตียงผ่าตัด ในใจก็ได้แต่ภาวนาเงียบๆ ว่าถ้าเป็นไปได้ พ่อยินดีจะทุ่มเททุกอย่างที่มีเพื่อแลกกับชีวิตของเสี่ยวเล่ย ถึงแม้ในใจพ่อจะรู้ดีว่า เงินมันซื้อชีวิตคนไม่ได้ก็ตาม

โชคดีที่การผ่าตัดสำเร็จ เสี่ยวเล่ยรอดมาได้ ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเธอ พ่อกับแม่จดจำไว้ในใจเสมอ"

"คุณพ่อพูดอะไรอย่างนั้นครับ นี่เป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว" อู๋ฮ่าวตอบพร้อมรอยยิ้ม

หลินหงฮั่นยิ้มแล้วส่ายหน้า จากนั้นมองไปทางหลินเวยและแม่หลินที่กำลังยุ่งอยู่ในครัวแวบหนึ่ง แล้วหันมายิ้มให้เขาพลางกล่าวว่า "ทรัพย์สมบัติในบ้านพวกนี้ เวยเวยเคยบอกไว้แล้วว่าเธอไม่เอา

ก็จริง ด้วยความสำเร็จและฐานะของเธอในตอนนี้ ก็คงมองข้ามของพวกนี้ไปนานแล้ว"

เมื่อเห็นอู๋ฮ่าวทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง หลินหงฮั่นก็ยิ้มและส่ายหน้าห้ามไว้ "แต่ว่านะ ในฐานะพ่อแม่ เราต้องให้ความยุติธรรม อะไรที่เป็นของเธอก็ต้องเป็นของเธอ

ดังนั้นพ่อกับแม่เลยปรึกษากันแล้ว ตัดสินใจว่าจะแบ่งทรัพย์สินที่มีอยู่ให้ชัดเจน เวยเวยส่วนหนึ่ง เสี่ยวเล่ยส่วนหนึ่ง แล้วพวกเราเก็บส่วนเล็กๆ ไว้ใช้ยามแก่เฒ่า

ไม่ว่าจะยังไง นี่คือน้ำใจของพ่อกับแม่ ฝากเธอช่วยพูดเกลี้ยกล่อมเวยเวยให้หน่อยนะ"

-------------------------------------------------------

บทที่ 2265 : ศูนย์ฝึกฟื้นฟูสมรรถภาพการกีฬา

สำหรับคำขอของพ่อตานั้น แน่นอนว่าอู๋ฮ่าวตอบตกลง อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้เกลี้ยกล่อมหลินเวยมากจนเกินไป เพียงแค่ถ่ายทอดความต้องการของพ่อตาให้เธอรับรู้ จากนั้นก็แสดงความคิดเห็นของตัวเองไปสองสามประโยค ส่วนเรื่องอื่นๆ ปล่อยให้เป็นกาสรตัดสินใจของหลินเวยเอง

ท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเขามากนัก หลินเวยจะเลือกอย่างไรก็เป็นเรื่องของเธอ ส่วนแบ่งมรดกที่เธอจะได้รับก็เป็นของเธอ เขาไม่ได้รู้สึกอิจฉาแต่อย่างใด

ปฏิกิริยาของหลินเวยต่อเรื่องนี้ค่อนข้างสงบนิ่ง พอจะดูออกว่าเธอน่าจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว ส่วนเธอจะพิจารณาอย่างไรนั้น อู๋ฮ่าวก็ไม่ได้สอบถามอะไรมากนัก ปล่อยให้เธอจัดการไป บางครั้งการให้พื้นที่ส่วนตัวแก่ผู้อื่นอย่างเพียงพอ ก็ถือเป็นความใส่ใจที่มากกว่าและความสำคัญยิ่งกว่าการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดเสียอีก

หลินเหล่ยพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านได้สิบกว่าวันก็เริ่มทนไม่ไหวแล้ว เขาเรียกร้องขอเริ่มการรักษาในขั้นตอนต่อไปติดต่อกันมาหลายวัน

ในเรื่องนี้ หลังจากอู๋ฮ่าวสอบถามความเห็นจากพ่อตาและแม่ยายแล้ว เขาก็เห็นด้วย ในด้านนี้ความต้องการของเจ้าตัวและครอบครัวถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนคำแนะนำของเขาเป็นเพียงแค่ข้อเสนอแนะเท่านั้น

เมื่อเลือกฤกษ์งามยามดีได้แล้ว คนบ้านตระกูลหลินก็พาหลินเหล่ยมายังสวนอุตสาหกรรมสำนักงานใหญ่ของฮ่าวอวี่เทคโนโลยี อู๋ฮ่าวในฐานะลูกเขยก็ได้มารอรับอยู่ที่ลานจอดรถเรียบร้อยแล้ว

ทั้งไม่กี่คนนี้เคยมาที่สวนอุตสาหกรรมสำนักงานใหญ่แล้ว จึงค่อนข้างคุ้นเคยกับที่นี่ ดังนั้นอู๋ฮ่าวจึงไม่ได้ทักทายตามมารยาทอะไรมากนัก เขาพาคณะตรงไปยังห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีเวชศาสตร์การกีฬาอัจฉริยะ ซึ่งอยู่ภายใต้ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวกลศาสตร์ทางการแพทย์อัจฉริยะทันที

เฉินอวี่หิง ผู้รับผิดชอบห้องปฏิบัติการได้พาคนมารออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นพวกอู๋ฮ่าวมาถึง ต่างก็พากันเดินเข้าไปต้อนรับ

ไม่ว่าจะเป็นหลินเหล่ย พ่อตาแม่ยาย หรือแม้แต่หลินเวยที่เป็นว่าที่เถ้าแก่เเนี๊ยะ ต่างก็รู้จักเฉินอวี่หิงและทีมงานแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ เฉินอวี่หิงเคยนำทีมผู้เชี่ยวชาญไปที่โรงพยาบาลมาแล้วหลายครั้ง

ดังนั้นทุกคนจึงยิ้มแย้มทักทายกัน พูดคุยตามมารยาทเล็กน้อย แล้วจึงเดินเข้าไปยังศูนย์ฝึกฟื้นฟูสมรรถภาพการกีฬาภายในห้องปฏิบัติการ ในขณะนี้มีผู้ป่วยเจ็ดแปดคนกำลังทำการฝึกเพื่อปรับตัวอยู่ที่นั่น

เมื่อเห็นพวกอู๋ฮ่าวมาถึง ผู้ป่วยเหล่านี้ก็ตื่นเต้นกันมาก ต่างพากันหยิบโทรศัพท์มือถือและแว่นตา AR อัจฉริยะขึ้นมาถ่ายรูป หากไม่ใช่เพราะมีเจ้าหน้าที่คอยกันไว้ พวกเขาคงกรูเข้ามารุมล้อมแล้ว

เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยใคร่รู้ของหลินเหล่ยและพ่อตาแม่ยาย เฉินอวี่หิงก็ยิ้มให้ทุกคนพร้อมกับแนะนำว่า "ที่นี่คือศูนย์ฝึกฟื้นฟูสมรรถภาพการกีฬาของเราครับ ผู้ป่วยทุกคนที่เลือกสวมใส่ขาเทียมอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิกอัจฉริยะของเรา จะต้องเข้ารับการฝึกเพื่อปรับตัวที่นี่เป็นเวลาสามเดือนถึงหนึ่งปี

เนื่องจากความแตกต่างของแต่ละบุคคล ดังนั้นเวลาในการปรับตัวและฟื้นฟูของผู้ป่วยแต่ละรายจึงไม่เหมือนกัน ผู้ป่วยที่มีร่างกายแข็งแรงดี บางทีแค่สามสี่เดือนก็แทบจะเดินเหินได้คล่องแคล่วแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ต่อ สามารถออกจากศูนย์ฯ กลับไปบ้านแล้วทำการฝึกเพื่อปรับตัวตามขั้นตอนต่อเนื่องได้เลยครับ

ส่วนผู้ป่วยบางรายที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง อาจต้องใช้เวลาครึ่งปีถึงหนึ่งปี หรือนานกว่านั้นกว่าจะผ่านเกณฑ์ให้กลับบ้านได้

และอาจมีกรณีที่ล้มเหลวด้วยนะครับ ก่อนหน้านี้เรามีผู้ป่วยหลายรายที่การฝึกฟื้นฟูล้มเหลว จนในที่สุดต้องยุติการรักษาและจากไปอย่างน่าเสียดาย"

"ทำไมถึงมีกรณีล้มเหลวด้วยล่ะคะ?" แม่ยายได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความกังวล

เมื่อได้ยินคำถามของแม่ยาย เฉินอวี่หิงก็รีบยิ้มปลอบใจว่า "คุณน้าไม่ต้องกังวลไปครับ จริงๆ แล้วนั่นเป็นเพียงกรณีส่วนน้อย ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นปัญหาที่เทคโนโลยีหรือการรักษา แต่เป็นเพราะจิตใจของผู้ป่วยอ่อนแอเกินไป ทนต่อกระบวนการฝึกฟื้นฟูที่ยาวนาน น่าเบื่อหน่าย และเจ็บปวดไม่ไหวครับ

อย่างผู้ป่วยที่มีความบกพร่องทางขาเหล่านี้ หลังจากสวมใส่ขาเทียมอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิกอัจฉริยะแล้ว พวกเขาต้องพยายามฝึกฝนในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ลุกนั่ง เดิน หรือแม้แต่การวิ่งเหยาะๆ เป็นต้น หากระยะเวลาการฝึกปรับตัวนานเกินไป บริเวณที่ตัดขาของผู้ป่วยมักจะถูกขาเทียมอิเล็กทรอนิกส์เสียดสีจนเป็นแผลถลอก ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยครับ

ดังนั้นจึงมีผู้ป่วยบางคนที่ทนไม่ไหว เริ่มเกียจคร้าน ทำให้การฝึกฟื้นฟูหยุดชะงัก และสุดท้ายก็ไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวังไว้"

"ผมไม่ใช่พวกเขา ผมจะยืนหยัดต่อไปให้ได้แน่นอน" หลินเหล่ยที่นั่งอยู่บนรถเข็นกำหมัดแน่นพร้อมให้คำมั่นสัญญา

"แน่นอนครับ ผมเชื่ออย่างนั้น" เฉินอวี่หิงยิ้มเล็กน้อย จากนั้นก็โบกมือเรียกหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังฝึกอยู่ไกลๆ "เย่ถิง มานี่หน่อยครับ!"

เมื่อได้ยินเสียงเรียกของเฉินอวี่หิง หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่งก็เดินเข้ามา ดูจากส่วนสูงน่าจะเกินหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร ผมสั้น ใบหน้าสวยเก๋ สวมเสื้อยืดตัวโคร่ง ท่อนล่างเป็นกางเกงขาสั้นสีฟ้า

แน่นอนว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดก็คือขาข้างหนึ่งของเธอ ซึ่งตั้งแต่ต้นขาลงไปเป็นขาเทียมอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิกอัจฉริยะที่ยังไม่ได้หุ้มผิวหนังเทียม

"คุณเฉิน เรียกหนูเหรอคะ" เย่ถิงวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าทุกคน ยิ้มทักทายแล้วเอ่ยถามเฉินอวี่หิง

"อื้ม" เฉินอวี่หิงพยักหน้ายิ้มๆ แล้วกล่าวว่า "ท่านนี้เป็นผู้ป่วยรายใหม่ ต่อไปเขาจะมาเข้ารับการฝึกฟื้นฟูเพื่อปรับตัวที่นี่ เธอเป็นพี่ใหญ่ เดี๋ยวช่วยดูแลเขาหน่อยนะ"

"ไม่มีปัญหาค่ะ ไว้ใจหนูได้เลย" เย่ถิงยิ้มรับคำอย่างมั่นใจ จากนั้นก็สำรวจหลินเหล่ยครู่หนึ่ง แล้วมองไปที่อู๋ฮ่าวกับหลินเวยด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าทำไมถึงมาด้วยกัน กำลังคาดเดาความสัมพันธ์ของพวกเขาอยู่

"เอาล่ะ เธอไปเถอะ" เฉินอวี่หิงโบกมือให้เธอ

เย่ถิงพยักหน้า ยิ้มให้ทุกคนอีกครั้ง แล้ววิ่งเหยาะๆ กลับไป

เฉินอวี่หิงมองแผ่นหลังของเย่ถิงที่วิ่งจากไป แล้วหันมาแนะนำกับทุกคนว่า "เย่ถิงก็เป็นผู้ป่วยของที่นี่เหมือนกันครับ เธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ตอนเด็ก ทำให้ต้องตัดขาข้างหนึ่งจนกลายเป็นคนพิการ

เด็กผู้หญิงคนนี้มีความมุ่งมั่นและสดใสมากครับ ก่อนหน้านี้เธอฝึกฝนร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และยังเคยได้รับเหรียญรางวัลจากการแข่งขันกีฬาคนพิการหลายรายการ

แถมยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงเป่ยได้ด้วยคะแนนที่ยอดเยี่ยม และได้รับโควตาเรียนต่อปริญญาโทโดยไม่ต้องสอบอีกด้วยครับ

หลังจากรู้ข่าวเรื่องขาเทียมอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิกอัจฉริยะของเรา เธอก็สมัครเข้ามาอย่างกระตือรือร้น จนได้เป็นหนึ่งในอาสาสมัครทางคลินิกจำนวนมากของเรา ช่วงที่มาใหม่ๆ จริงๆ แล้วผลงานของเธอไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะเธอตัดขามานาน ความทรงจำในการเคลื่อนไหวของตอขาหายไป เส้นประสาทฝ่อลีบ ดังนั้นช่วงแรกที่เริ่มฝึกการปรับตัว ผลลัพธ์จึงออกมาค่อนข้างแย่

แต่เด็กคนนี้มีความทรหดอดทนมากครับ ทุกวันเธอจะฝึกซ้อมเพิ่มเติมจนครบตามเป้าหมาย ไม่กลัวเจ็บ ไม่ร้องไห้ แม้ตอขาจะถูกขาเทียมเสียดสีจนเลือดออก เธอก็ยังกัดฟันฝึกต่อ จนถึงตอนนี้ใช้เวลาเพียงสี่เดือน ก็สามารถเดิน วิ่ง หรือแม้แต่เล่นกีฬาเบาๆ ได้ตามปกติแล้วครับ

ดูจากการฟื้นตัวของเธอตอนนี้ คาดว่าอีกสักเดือนสองเดือนก็น่าจะออกจากที่นี่ได้แล้ว"

พูดถึงตรงนี้ เฉินอวี่หิงก็หันไปมองหลินเหล่ยแล้วกล่าวว่า "สถานการณ์ของเธอแทบจะเหมือนกับคุณเลย เผลอๆ อาจจะแย่กว่าคุณด้วยซ้ำ เธอยังอดทนจนถึงตอนนี้และได้ผลการรักษาที่ดีขนาดนี้ แล้วคุณล่ะ จะยอมแพ้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเหรอครับ?"

จบบทที่ บทที่ 2264 : เงินซื้อชีวิตไม่ได้ | บทที่ 2265 : ศูนย์ฝึกฟื้นฟูสมรรถภาพการกีฬา

คัดลอกลิงก์แล้ว