- หน้าแรก
- เจ้าพ่อเทคโนโลยีการทหาร
- บทที่ 2258 : เทพธิดา สาวน้อยสายแบ๊ว และสาวแกร่ง! | บทที่ 2259 : ความเจ็บปวดที่แม้แต่ "คนเหล็ก" ยังยากจะทานทน
บทที่ 2258 : เทพธิดา สาวน้อยสายแบ๊ว และสาวแกร่ง! | บทที่ 2259 : ความเจ็บปวดที่แม้แต่ "คนเหล็ก" ยังยากจะทานทน
บทที่ 2258 : เทพธิดา สาวน้อยสายแบ๊ว และสาวแกร่ง! | บทที่ 2259 : ความเจ็บปวดที่แม้แต่ "คนเหล็ก" ยังยากจะทานทน
บทที่ 2258 : เทพธิดา สาวน้อยสายแบ๊ว และสาวแกร่ง!
อู๋ถงจอดรถไว้ที่ช่องจอดรถใต้ตึกด้วยสีหน้าท้อแท้ เธอไม่ได้รีบร้อนลงจากรถ แต่หยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กที่สั่งทำพิเศษออกมาโทรออก: "เสี่ยวชิง ลงมารับฉันหน่อยสิ ฉันเอาของอร่อยมาฝากพวกเธอเพียบเลย!"
เมื่อได้ยินคำพูดของอู๋ถง ก็มีเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังลอดออกมาจากหูฟัง ไม่นานนัก หญิงสาวสองคนก็กระโดดโลดเต้นลงมาจากลิฟต์และมาถึงข้างรถของเธอ
อู๋ถงที่กำลังเล่นโทรศัพท์อยู่เห็นทั้งสองคนเดินมา จึงเปิดประตูรถลงมาแล้วถามหญิงสาวทั้งสองว่า "วันนี้ธุรกิจเป็นยังไงบ้าง?"
"ก็เหมือนเดิมแหละ วันนี้ขายได้ยอดรวม... หยวน หักค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าพนักงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้ว น่าจะเหลือหากำไรขั้นต้นได้สักสองสามร้อย นี่พวกรอยังไม่ได้นับรวมค่าแรงของพวกเราเลยนะ" หญิงสาวผมยาวรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าสวยเก๋แต่มีแก้มยุ้ยแบบเด็กๆ พูดขึ้นด้วยสีหน้าหดหู่
ส่วนหญิงสาวอีกคนที่อยู่ข้างๆ ซึ่งตัวเล็กกว่าและแต่งตัวแนวน่ารักคิขุ (โมเอะ) ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า "วันนี้เธอไปขอให้คนช่วยไม่ใช่เหรอ เป็นไงบ้าง ได้เรื่องไหม?"
เมื่อได้ยินสาวน้อยสายแบ๊วถาม อู๋ถงก็ส่ายหัวด้วยความผิดหวังทันที: "ไม่ ฉันล้มเหลว"
เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของอู๋ถง หญิงสาวร่างสูงผมยาวก็ยิ้มปลอบใจ: "ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เราค่อยคิดหาวิธีกันใหม่ อย่าฝืนตัวเองเลย"
"ใช่ พวกเราสามพี่น้องจะพยายามไปด้วยกัน ไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีหนทาง" สาวน้อยสายแบ๊วช่วยปลอบอีกแรง
อู๋ถงได้ยินดังนั้นสีหน้าก็ดีขึ้นมาบ้าง แล้วพูดกับทั้งสองคนว่า "คราวนี้ฉันขนของดีมาจากที่บ้านเยอะแยะเลย เดี๋ยวพวกเธอต้องชิมให้ได้นะ"
พูดจบ อู๋ถงก็เดินไปเปิดกระโปรงท้ายรถ และด้วยความช่วยเหลือของสองสาว พวกเธอก็ช่วยกันยกกล่องเก็บของใบใหญ่สีเขียวลงมา
"อะไรเนี่ย หนักชะมัด!"
"ของกินทั้งนั้น พี่สะใภ้ฉันให้มาน่ะ" อู๋ถงพูดด้วยสีหน้าอวดๆ
"งั้นคืนนี้พวกเรามีลาภปากแล้วสิ" หญิงสาวผมยาวตาเป็นประกาย พูดด้วยความดีใจ
สาวน้อยสายแบ๊วก็ตื่นเต้นตามไปด้วย: "ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว ถ้าเธอไม่กลับมา พวกเราคงต้มบะหมี่กินกันแล้ว วันนี้เราสองคนเลิกเรียนแล้วก็รีบมาเลย ยุ่งทั้งวัน ข้าวยังไม่ได้กิน น้ำยังแทบไม่ได้ดื่ม
ฉันอยู่บ้านยังไม่เคยเหนื่อยขนาดนี้ ไม่เคยล้างจานล้างแก้วเยอะขนาดนี้มาก่อนเลย!"
พูดไปพูดมา ขอบตาของสาวน้อยคนนี้ก็เริ่มแดงขึ้นมา ทำให้อู๋ถงและหญิงสาวผมยาวต้องรีบเข้าไปปลอบยกใหญ่
ทั้งสามคนช่วยกันขนของขึ้นมาที่ชั้นสาม ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟของพวกเธอ ร้านกาแฟมีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง รวมทั้งโถงใหญ่ ที่นั่งแบบบูธ ห้องเตรียมอาหาร และห้องเก็บของ น่าจะมีพื้นที่เกือบสองร้อยตารางเมตร
ที่นี่คือชั้นสาม ถ้าเป็นชั้นหนึ่งพวกเธอคงไม่มีปัญญาเช่าพื้นที่ใหญ่ขนาดนี้แน่ๆ การตกแต่งก็ถือว่าดีทีเดียว เป็นสไตล์นอร์ดิกงานไม้เรียบง่าย ดูดีมาก
ในเวลานี้ ในร้านแทบไม่มีลูกค้าแล้ว พวกเธอทักทายเพื่อนนักเรียนที่จ้างมาเฝ้าเคาน์เตอร์ จากนั้นทั้งก๊วนก็ขนกล่องไปวางที่โต๊ะบูธใกล้ๆ แล้วเริ่มแกะกล่องอย่างอดใจไม่ไหว
"ว้าว สเต็กเนื้อ!" สาวน้อยสายแบ๊วมองดูสเต็กที่ซีลถุงไว้อย่างดีทีละชิ้น ดวงตาก็เปล่งประกายวิบวับ
ส่วนหญิงสาวผมยาวพิจารณาอย่างละเอียดแล้วพูดขึ้นว่า "ลายหินอ่อนแบบนี้ สีแบบนี้ สเต็กชิ้นนี้น่าจะราคาไม่เบาเลยนะ นี่เธอไปปล้นใครมาหรือเปล่า?"
"คิกๆ พี่ชายกับพี่สะใภ้ฉันซื้อมา ผ่านการบ่ม (Dry aged) มากว่าครึ่งเดือนแล้ว รสชาติดีมากเลยนะ ไม่เชื่อเดี๋ยวจะทอดให้ชิม" อู๋ถงยิ้มและคุยโว
"อื้มๆ" สองสาวพยักหน้ายอมจำนนต่อของอร่อยอย่างราบคาบ
"ผลไม้เยอะมาก! นี่เธอคงไม่ได้ขนตู้เย็นบ้านพี่ชายเธอมาหมดเลยใช่ไหม" หญิงสาวผมยาวทัดผมตัวเองแล้วรื้อดูของ
อู๋ถงยิ้มและหยิบของออกมาจากข้างใน: "ที่ไหนกันล่ะ บ้านเขายังมีอีกเพียบ ฉันหยิบมาแค่ส่วนน้อยเอง"
"บ้านพี่ชายเธอทำธุรกิจค้าส่งผลไม้เหรอ?" สาวน้อยสายแบ๊วถามด้วยความสงสัย
"ยัยบ๊อง!" หญิงสาวผมยาวเขกหัวสาวน้อยทีหนึ่ง "คนทำค้าส่งผลไม้ที่ไหนจะมีสเต็กเยอะแยะขนาดนี้ นี่มันพวกเศรษฐีชัดๆ"
เมื่อได้ยินคำพูดของหญิงสาวผมยาว อู๋ถงก็ไม่แก้ตัวแม้แต่น้อย แต่กลับพยักหน้ายืนยัน: "ถูกต้อง เขาเป็นพวกเศรษฐีใหม่แบบเต็มขั้นเลยล่ะ ครั้งนี้ฉันก็ถือว่าปล้นคนรวยมาช่วยคนจน ดูสิ นี่คือผลงานความพยายามของฉันทั้งนั้น"
"ว้าว ช็อกโกแลตอันนี้แพงมากเลยนะ ฉันเคยดูมาก่อน เหมือนว่าแผงนึงต้องเป็นพันหยวนเลยนะ" สาวน้อยสายแบ๊วหยิบช็อกโกแลตแผงหนึ่งออกมาดูโลโก้บนซองแล้วร้องอุทาน
"แพงขนาดนั้นเลยเหรอ?" อู๋ถงรับช็อกโกแลตมาดู แล้วโยนลงบนโต๊ะ "รู้งี้ฉันหยิบมาเยอะๆ ก็ดี กินไม่หมดพวกเราก็เอาไปขาย แลกเงินได้ตั้งเยอะแน่ะ"
หญิงสาวผมยาวได้ยินก็กลอกตา แล้วมองดูผลไม้ที่บรรจุห่อเหล่านี้พร้อมพูดว่า "อย่าว่าแต่ช็อกโกแลตเลย แค่ผลไม้พวกนี้ก็ไม่ถูกแล้ว ฉันดูแล้วมีหลายอย่างที่เป็นของนำเข้าจากต่างประเทศ
ของพวกนี้รวมๆ กัน น่าจะหลายพันอยู่นะ"
"โห ของพวกนี้ให้พวกเรากินหมดเลยเหรอ สิ้นเปลืองแย่เลย" สาวน้อยสายแบ๊วมองสตรอว์เบอร์รีสีแดงสดแล้วกลืนน้ำลายเอือก
"แน่นอนสิ ไม่งั้นฉันจะขนมาเยอะแยะทำไม กินให้สบายใจเลย เดี๋ยววันหลังฉันไปขนมาอีก ยังไงสองคนนั้นก็บ้างาน ไม่ค่อยอยู่ติดบ้าน ของพวกนี้แช่อยู่ในตู้เย็นไม่มีคนกิน เดี๋ยวก็เน่าเสียต้องทิ้งอยู่ดี" อู๋ถงยื่นสตรอว์เบอร์รีลูกโตบนโต๊ะให้สาวน้อยสายแบ๊วด้วยท่าทางป๋ามาก
"เอ๊ะ นี่อะไรน่ะ?" หญิงสาวผมยาวรื้อค้นในกล่องพลาสติกสีเขียว แล้วหยิบกล่องเล็กๆ ใบหนึ่งออกมาด้วยความสงสัย
"ไหนขอดูซิ?" อู๋ถงรับกล่องเล็กมาเปิดดู ก็พบว่าข้างในมีแฟลชไดรฟ์โลหะอันหนึ่ง
"แฟลชไดรฟ์ ของใครอ่ะ?"
อู๋ถงดูแล้วก็พูดว่า "น่าจะเป็นของพี่ชายฉันมั้ง ฉันเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยเอาไปคืนเขา"
พูดจบ เธอก็ยัดแฟลชไดรฟ์ใส่กลับเข้าไปในกล่อง แต่กลับพบว่ามีกระดาษแผ่นหนึ่งสอดอยู่ข้างใน เธอรู้สึกสงสัยจึงหยิบออกมาคลี่ดู พบว่าข้างในเขียนไว้สองคำ: "สู้ๆ!"
เมื่อเห็นดังนี้ อู๋ถงก็เข้าใจทันที แฟลชไดรฟ์อันนี้ไม่ได้หล่นมาเอง แต่พี่ชายของเธอจงใจยัดใส่ไว้ในนี้ เช่นนี้แล้ว เธอก็พอจะเดาได้ว่าเนื้อหาข้างในแฟลชไดรฟ์คืออะไร
เมื่อคิดได้ดังนั้น ขอบตาของเธอก็พลันแดงขึ้นมา แล้วสูดจมูกเบาๆ: "ดีแต่ปากแข็ง เชอะ!"
"ถงถง แฟลชไดรฟ์อันนั้น..." หญิงสาวผมยาวสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของอู๋ถง จึงเอ่ยปากถาม
"อ๋อ ไม่มีอะไร นี่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารร้านกาแฟที่พี่ชายฉันให้มาน่ะ ฉันลืมไปเลย" อู๋ถงหัวเราะกลบเกลื่อน
"จริงเหรอ งั้นเดี๋ยวพวกเรามาศึกษากันดีๆ" สาวน้อยสายแบ๊วเปิดกล่องแล้ว หยิบสตรอว์เบอร์รีลูกโตขึ้นมาถือไว้ ทำท่าทางน้ำลายสออยากกินเต็มแก่
สาวผมยาวเห็นดังนั้น ก็อดบ่นไม่ได้ว่า "ถึงพวกนี้จะเป็นผลไม้ออร์แกนิก ไม่มีสารตกค้าง แต่ฉันก็แนะนำให้เธอไปล้างก่อนกินนะ ไม่งั้นถ้าท้องเสีย ไม่มีใครพาไปโรงพยาบาลนะยะ"
"ชิส์!" สาวน้อยสายแบ๊วได้ยินก็ทำหน้าทะเล้นใส่สาวผมยาว แล้วอุ้มสตรอว์เบอร์รีกับผลไม้สองสามอย่างวิ่งไปที่ห้องเตรียมอาหาร: "ฉันไปล้างผลไม้ก่อนนะ!"
"พี่ชายเธอดีกับเธอจังเลยนะ!" มองดูสาวน้อยเดินออกไป หญิงสาวผมยาวก็หันมาพูดกับอู๋ถงด้วยรอยยิ้ม
อู๋ถงพยักหน้าเล็กน้อย แต่ก็แกล้งทำหน้าบึ้งพูดประชดว่า "เขาดีกับฉันที่ไหนล่ะ เขาไม่แกล้งฉันก็บุญแล้ว"
-------------------------------------------------------
บทที่ 2259 : ความเจ็บปวดที่แม้แต่ "คนเหล็ก" ยังยากจะทานทน
หลังจากขบคิดอย่างจริงจังมาหลายวัน ในที่สุดหลินเล่ยก็ตัดสินใจเรื่องสำคัญได้อย่างรอบคอบ
นั่นคือการชะลอการซ่อมแซมผิวหนังที่เสียหายของตนเองออกไปก่อน และยอมรับคำแนะนำของอู๋ฮ่าว โดยให้ความสำคัญกับการสวมใส่และปรับตัวเข้ากับดวงตาอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิคอัจฉริยะก่อน
จริงอยู่ที่สำหรับเขาแล้ว สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมากที่สุดในตอนนี้คือดวงตาที่บกพร่องและท่อนล่างที่ขาดหายไป การมีตาเหลือเพียงข้างเดียวทำให้มุมมองของหลินเล่ยถูกจำกัด และสูญเสียความสามารถในการกะระยะและระบุตำแหน่งแบบเดิมไป ทำให้เขาปรับตัวได้ยากในช่วงเวลาสั้นๆ
ยกตัวอย่างเช่น มีแก้วนมวางอยู่บนโต๊ะ เขาใช้ตามองแล้วเอื้อมมือไปจับ แต่มักจะจับพลาดคว้าลมอยู่บ่อยครั้ง หลายครั้งจำเป็นต้องให้พ่อแม่ หรือพยาบาลและผู้ดูแลช่วยจับของใส่มือเขาถึงจะได้
ส่วนขาข้างหนึ่งนั้น ก็ทำให้เขาสูญเสียความสามารถในการเดินไปโดยปริยาย เขาทำได้เพียงกระโดดขาเดียว แต่การเสียขาซ้ายไปหมายถึงการเสียสมดุลร่างกาย แม้จะกระโดดขาเดียวก็เสียหลักล้มได้ง่าย ดังนั้นเวลาส่วนใหญ่เขาจึงต้องนอนบนเตียงหรือไม่ก็นั่งรถเข็น
นี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หลินเล่ยกลัดกลุ้มจนเกิดอาการซึมเศร้าเบื่อโลก เพราะคนที่รักการออกกำลังกายอย่างเขา จะทนถูกกักขังอยู่บนเตียงผู้ป่วยและรถเข็นได้อย่างไร สำหรับเขาแล้วมันทรมานเกินไปจริงๆ
แต่ความจริงแล้วนี่ถือเป็นโชคดีอย่างมหาศาล ต้องรู้ว่าหากกระดูกสันหลังของเขาได้รับบาดเจ็บ นั่นอาจหมายถึงการเป็นอัมพาตท่อนบน ซึ่งรักษาได้ยากมาก
เมื่ออู๋ฮ่าวและคณะทราบข่าวนี้ ก็เคารพการตัดสินใจของเขา และตามคำเรียกร้องอย่างหนักแน่นของเขา จึงดำเนินการผ่าตัดจอประสาทตาที่เกี่ยวข้องให้ทันที การผ่าตัดทั้งหมดอาจเรียกได้ว่าเป็นเพียงการผ่าตัดเล็ก แต่ก็เป็นการผ่าตัดที่ละเอียดอ่อนมาก
เนื่องจากดวงตาซ้ายที่เสียหายของหลินเล่ยถูกนำออกไปก่อนหน้านี้แล้ว และมีการติดตั้งชิปเซ็นเซอร์ที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว จุดประสงค์ของการผ่าตัดครั้งนี้คือการปรับปรุงฐานจอประสาทตาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ตกแต่งเนื้อเยื่อก้นกระบอกตา เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสวมใส่ดวงตาอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิคอัจฉริยะในภายหลัง
การผ่าตัดทั้งหมดยังคงต้องวางยาสลบแบบทั้งตัว แม้จะเป็นการผ่าตัดเล็กแต่ใช้เวลานาน และเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้เทคนิคประณีต ในกระบวนการนี้ผู้ป่วยห้ามขยับตัว หากใช้ยาชาเฉพาะที่ ผู้ป่วยจะทนอยู่ในท่าเดิมนานขนาดนั้นได้ยาก ดังนั้นให้เขาหลับไปเลยจะดีกว่า
การผ่าตัดยังคงใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดอัจฉริยะแบบหลายหนวดของพวกเขา แต่ครั้งนี้ใช้เป็นหุ่นยนต์หลายหนวดขนาดจิ๋ว หนวดแต่ละเส้นเรียวเล็กมาก ราวกับขาของยุง
ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ หุ่นยนต์ผ่าตัดหลายหนวดขนาดจิ๋วนี้ถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการมืออาชีพ ค่อยๆ สอดเข้าไปในเบ้าตาเพื่อทำการผ่าตัดที่ละเอียดอ่อนต่างๆ
ไม่ใช่ว่าไม่ให้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ลงมือเอง แต่เป็นเพราะหุ่นยนต์ผ่าตัดหลายหนวดขนาดจิ๋วชนิดนี้ต้องผ่านการฝึกอบรมมาระยะหนึ่งก่อนจึงจะใช้งานได้ ดังนั้นเพื่อรับประกันคุณภาพการผ่าตัด กระบวนการทั้งหมดจึงควบคุมโดยเจ้าหน้าที่มืออาชีพ ส่วนผู้เชี่ยวชาญจะคอยให้คำแนะนำอยู่ข้างๆ แบบเรียลไทม์
อันที่จริงเจ้าหน้าที่ควบคุมเหล่านี้ก็เป็นศัลยแพทย์ที่ยอดเยี่ยมมาก พวกเขาเป็นทั้งศัลยแพทย์และวิศวกรเทคนิค ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์เครื่องนี้ ดังนั้นสำหรับหุ่นยนต์ผ่าตัดอัจฉริยะแบบหลายหนวดนี้ ไม่มีใครเข้าใจและรู้วิธีใช้งานดีไปกว่าพวกเขาแล้ว
การผ่าตัดกินเวลาไปกว่าสองชั่วโมง หากเป็นคนไข้ทั่วไปคงไม่ต้องใช้เวลานานขนาดนี้ แต่ใครใช้ให้คนไข้รายนี้เป็นกรณีพิเศษ เป็นน้องเมียของเจ้านายพวกเขาล่ะ ดังนั้นเจ้าหน้าที่เหล่านี้จึงทำงานอย่างละเอียดละออสุดๆ
แต่เวลาที่ยาวนานขนาดนี้ ทำให้พ่อตาแม่ยายและหลินเวยตกใจแทบแย่ นึกว่าเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรขึ้นเสียอีก
สุดท้ายเมื่อเห็นหลินเล่ยถูกเข็นออกมาจากห้องผ่าตัดอย่างราบรื่น ทุกคนจึงโล่งอก ต่อไปก็ต้องรอให้แผลผ่าตัดสมานตัว เพื่อป้องกันพังผืดและการผิดรูป หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น ผู้เชี่ยวชาญจำเป็นต้องใส่วัสดุอุดเข้าไปในเบ้าตาที่ว่างเปล่า เพื่อสร้างแรงดันให้เบ้าตาซ้ายและช่วยในการคงรูป
ในขณะเดียวกัน วัสดุอุดนี้ยังต้องมีความสามารถในการซึมซับระดับหนึ่ง เพื่อดูดซับของเหลวที่ซึมออกมาจากแผลหลังผ่าตัด จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ของวิเศษอะไร คือสำลีบวกกับผ้าก๊อซและยาทำนองนั้นแหละ
สิ่งนี้จะทำให้การฟื้นตัวหลังผ่าตัดของหลินเล่ยทรมานมาก จะรู้สึกปวดหน่วงที่เบ้าตาซ้ายตลอดเวลา แต่นี่เป็นกระบวนการที่จำเป็นต้องผ่าน ต้องปรับตัวและคุ้นชินกับมันให้ได้ก่อน ถึงจะสามารถใส่ดวงตาอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิคอัจฉริยะที่มีเนื้อแข็งกว่านี้ในภายหลังได้
ดังนั้นอาการของหลินเล่ยในช่วงไม่กี่วันหลังผ่าตัดจึงค่อนข้างแย่ เพราะความเจ็บปวดจากก้นกระบอกตาส่งตรงไปยังสมองได้เร็วและโดยตรงกว่า และเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อระบบประสาทจากยาชา รวมถึงการเสพติดและดื้อยาของร่างกาย ในกระบวนการนี้จึงห้ามฉีดยาแก้ปวด ผู้ป่วยในการทดลองทางคลินิกหลายรายที่พวกเขารับมาก่อนหน้านี้ก็เช่นกัน ล้วนต้องกัดฟันทนผ่านไปให้ได้ ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้
เรื่องนี้ย่อมทำให้พ่อตาแม่ยายปวดใจอย่างยิ่ง แม้แต่หลินเวยเองตายังแดงก่ำอยู่หลายครั้ง พยายามจับตัวอู๋ฮ่าวขอให้ช่วยหาวิธี
แต่ก็นะ สถานการณ์แบบนี้เขาก็หมดปัญญาเช่นกัน ที่เรียกว่าความห่วงใยทำให้ว้าวุ่น พวกเขาสงสารหลินเล่ยมากเกินไปจึงมีความคิดแบบนั้น แต่พวกเขาลืมไปว่านี่เป็นกระบวนการที่ผู้ป่วยทุกคนต้องเผชิญ
เว้นแต่คุณจะยอมแพ้ ไม่อยากกลับมามองเห็นอีกครั้ง ก็ไม่ต้องทนทรมานกับกระบวนการนี้ได้เลย
แต่จนถึงตอนนี้ ผู้ป่วยในการทดลองทางคลินิกที่พวกเขาดำเนินการ แม้แต่เด็กสิบกว่าขวบ ก็ไม่มีใครสักคนที่ขอถอนตัว เพราะพวกเขารู้ดีว่าโอกาสนี้หาได้ยากยิ่งสำหรับพวกเขา หากพลาดโอกาสนี้ไป เกรงว่าในอนาคตคงยากจะมีโอกาสได้กลับมามองเห็นอีกครั้ง
ส่วนกรณีของหลินเล่ยที่ตาบอดในระยะสั้นและมีโอกาสกลับมามองเห็น ย่อมไม่มีความมุ่งมั่นอดทนหรือความกระหายที่จะคว้าโอกาสนี้มากเท่ากับผู้ป่วยในการทดลองทางคลินิกเหล่านั้น
แต่อู๋ฮ่าวก็นับถือไอ้หนุ่มนี่อยู่เหมือนกัน แม้กระบวนการฟื้นตัวหลังผ่าตัดจะเจ็บปวดมาก จนไอ้หนุ่มนี่นอนแยกเขี้ยวยิงฟันครางฮือๆ อยู่หลายวัน แต่ก็ไม่หลุดปากพูดคำว่ายอมแพ้ออกมาสักคำ นับเป็นลูกผู้ชายตัวจริง
และเพื่อป้องกันไม่ให้ดิ้นทุรนทุรายจากความเจ็บปวดจนทำให้แผลผ่าตัดในเบ้าตาฉีกขาด เขาถึงกับให้คนบอกพ่อหลินให้มัดเขาไว้กับเตียง จนกระทั่งหมอและพยาบาลมาเห็นเข้าถึงได้แก้มัดให้
แต่ความเจ็บปวดก็อยู่แค่ไม่กี่วัน โดยพื้นฐานแล้วประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็จะชินกับการมีอยู่ของมัน เพียงแต่ทุกครั้งที่ตรวจและทำแผลยังคงทำให้เขาเจ็บจนต้องสูดปาก โดยเฉพาะสำลีและผ้าก๊อซที่ยัดไว้มักจะติดกับแผลได้ง่าย ซึ่งหมอจำเป็นต้องค่อยๆ ดึงออกทีละนิด แล้วทำความสะอาดใส่ยาใหม่ กระบวนการนี้เจ็บปวดทรมานมาก
หลินเล่ยเจ็บจนมือเกร็งจับราวขอบเตียงแน่น เหงื่อไหลโชกจนชุดผู้ป่วยเปียกชุ่ม แต่เขาก็ไม่ร้องออกมาสักแอะ
กลับเป็นแม่ยายรวมถึงหลินเวยที่ยืนดูอยู่เสียอีก ที่ปวดใจจนต้องเอามือปิดปาก เพราะกลัวตัวเองจะส่งเสียงร้องออกมา แม้พ่อตาจะไม่ได้ส่งเสียงใดๆ แต่สีหน้าและหมัดที่กำแน่นได้อธิบายทุกอย่างไว้หมดแล้ว