- หน้าแรก
- เจ้าพ่อเทคโนโลยีการทหาร
- บทที่ 2190 : ฟ้าไม่สิ้นหนทาง | บทที่ 2191 : โชคชะตาที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้แม้จะพยายามจนถึงที่สุด
บทที่ 2190 : ฟ้าไม่สิ้นหนทาง | บทที่ 2191 : โชคชะตาที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้แม้จะพยายามจนถึงที่สุด
บทที่ 2190 : ฟ้าไม่สิ้นหนทาง | บทที่ 2191 : โชคชะตาที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้แม้จะพยายามจนถึงที่สุด
บทที่ 2190 : ฟ้าไม่สิ้นหนทาง
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินจื่อเหิง ทุกคนในที่ประชุมต่างพยักหน้าเห็นด้วย จริงอยู่ที่ "เวลา" คือปัญหาหลักที่พวกเขาเผชิญอยู่ในขณะนี้ และเป็นสิ่งที่ขาดแคลนที่สุดในการรักษาช่วยชีวิตฉุกเฉินทั้งหมด
ฉินจื่อเหิงกวาดสายตามองสีหน้าของทุกคนแล้วพูดต่อว่า "ถ้าเป็นไปได้ ความจริงผมยังมีแผนการรักษาอีกวิธีหนึ่ง อยากให้ทุกคนลองฟังดูครับ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกู้ชีพรักษาได้"
เมื่อทุกคนในที่นั้นได้ยินคำพูดของฉินจื่อเหิง ต่างก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่แววตาของพวกเขาจะลุกวาวขึ้นมาทันที
"เสี่ยวฉินใช่ไหม มีอะไรก็พูดออกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ ที่นี่เรากำลังถกกันเรื่องอาการป่วย ไม่ต้องมาเล่นลิ้นหรือเกรงใจกัน" ซุนเหล่าเอ่ยให้กำลังใจฉินจื่อเหิง
"ครับ" เมื่อได้รับกำลังใจจากซุนเหล่าและเห็นสายตาที่คาดหวังของทุกคน ฉินจื่อเหิงเรียบเรียงความคิดเล็กน้อยแล้วแนะนำให้ทุกคนฟังว่า "แม้ว่าเทคโนโลยีการพิมพ์ชีวภาพ 3 มิติในปัจจุบันของเราจะยังไม่สามารถพิมพ์เนื้อเยื่อขนาดใหญ่ได้ แต่ก็สามารถพิมพ์เนื้อเยื่ออวัยวะขนาดเล็กได้สำเร็จแล้วครับ
แน่นอนว่านี่คือความไม่สมบูรณ์ของเทคโนโลยีเราในตอนนี้ แต่ถ้าทุกคนลองมองปัญหานี้ในมุมกลับ นี่อาจจะเป็นข้อได้เปรียบก็ได้ครับ"
ข้อได้เปรียบ?
"ใช่ครับ ข้อได้เปรียบ" ฉินจื่อเหิงพูดกับทุกคน "เพราะเป็นเนื้อเยื่ออวัยวะขนาดเล็ก เวลาในการพิมพ์จึงสั้นลง ในขณะเดียวกันจำนวนเซลล์ร่างกายที่ต้องใช้ก็น้อยลงด้วย ซึ่งหมายความว่าเวลาในการเพาะเลี้ยงเซลล์โคลนนิ่งก็จะสั้นลงตามไปด้วยครับ
ด้วยวิธีนี้ เราสามารถใช้เนื้อเยื่ออวัยวะส่วนสำคัญบางอย่างที่พิมพ์ออกมาเพื่อยื้อชีวิตผู้ป่วย หรือแม้แต่ใช้เนื้อเยื่ออวัยวะเหล่านี้ไปซ่อมแซมเนื้อเยื่ออวัยวะที่เสียหายของผู้ป่วยได้ครับ"
เมื่อได้ยินฉินจื่อเหิงพูดมาถึงตรงนี้ ทุกคนในที่ประชุมต่างตาสว่างขึ้นมาและเริ่มตื่นเต้นกันยกใหญ่
"คุณหมายความว่า เราสามารถใช้เนื้อเยื่ออวัยวะที่พิมพ์ออกมาเหล่านี้ไปซ่อมแซมเนื้อเยื่ออวัยวะที่เสียหายของผู้ป่วยได้งั้นเหรอ" ผู้อำนวยการถงเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
ส่วนฉินจื่อเหิงนั้นพยักหน้าตอบอย่างใจเย็นว่า "ใช่ครับ เราเคยทำการทดลองในด้านนี้มาแล้ว การใช้เนื้อเยื่ออวัยวะที่เราพิมพ์ออกมาซ่อมแซมส่วนที่เสียหายนั้นให้ผลการรักษาดีมาก โดยพื้นฐานแล้วสามารถคืนสภาพเดิมของอวัยวะได้เลย และเนื่องจากเซลล์ร่างกายที่ใช้พิมพ์เนื้อเยื่ออวัยวะเหล่านี้เป็นของผู้ป่วยเอง จึงไม่เกิดปฏิกิริยาต่อต้านใดๆ แถมแผลยังสมานตัวและเชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้นด้วยครับ
ถ้ามองในจุดนี้ มันดีกว่าพวกวัสดุซ่อมแซมทางชีวภาพเหล่านั้นมากโขเลยครับ"
"นี่มันยอดเยี่ยมไปเลย ถ้าสามารถใช้เนื้อเยื่ออวัยวะจากการพิมพ์ชีวภาพ 3 มิตินี้มาซ่อมแซมอวัยวะที่เสียหายได้ เราก็ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาร้ายแรงที่หัวใจในขณะนี้ได้ แต่ยังสามารถซ่อมแซมเนื้อเยื่ออวัยวะส่วนอื่นๆ ที่เสียหาย ให้ฟื้นตัวเร็วขึ้นและรักษาการทำงานไว้ได้มากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ขาซ้ายทั้งข้างของผู้ป่วยก็อาจจะรักษาไว้ได้ ฟ้าไม่สิ้นหนทางจริงๆ" ผู้อำนวยการถงกล่าวอย่างตื่นเต้น
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้อำนวยการถง ทุกคนต่างพยักหน้ายอมรับ คนที่น่าจะดีใจที่สุดในที่นี้คงหนีไม่พ้นหลินหงฮั่น สำหรับเขาแล้วนี่เป็นข่าวดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หมายความว่าลูกชายของเขาไม่เพียงแต่จะรักษาชีวิตไว้ได้ แต่ยังรักษาขาซ้ายไว้ได้ด้วย นี่มันดีเหลือเกิน
เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นของทุกคน ซุนเหล่าก็เอ่ยขึ้นบ้าง "ในเมื่อเป็นอย่างนั้น พวกเราก็อย่าเสียเวลาเลย เริ่มกันเลยดีกว่า
เอาล่ะ เดี๋ยวผมจะจัดแจงงานให้ ผมจะนำทีมผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคฝ่ายคุณอู๋วิจัยและหารือแผนการรักษา ส่วนฝ่ายผู้อำนวยการถง พวกคุณรีบผ่าตัดผู้ป่วยให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะการผ่าตัดกะโหลกศีรษะ จะยื้อเวลาต่อไปไม่ได้แล้ว"
เมื่อได้ยินการจัดแจงของซุนเหล่า ผู้อำนวยการถงและคนอื่นๆ ก็พยักหน้า ซุนเหล่าหันไปพูดกับฉินจื่อเหิงว่า "เสี่ยวฉิน งานทางฝั่งคุณต้องรีบดำเนินการ ต้องการเนื้อเยื่อเซลล์อะไร เราจะจัดคนไปเก็บตัวอย่างให้คุณทันที"
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินจื่อเหิงก็พยักหน้าและเริ่มพูดคุยรายละเอียดกับซุนเหล่า
ฝ่ายผู้อำนวยการเลี่ยวเห็นดังนั้น จึงโบกมือส่งสัญญาณให้เลิกประชุม ผู้อำนวยการถงและหมออีกหลายคนทักทายอู๋ฮ่าวสั้นๆ แล้วรีบกลับไปยังห้องผ่าตัดอย่างเร่งรีบ หลินเล่ยยังนอนอยู่บนเตียงผ่าตัด พวกเขาต้องรีบกลับไปดำเนินการผ่าตัดให้เสร็จสิ้น ยิ่งเวลานานเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลเสียต่อการรักษาหลินเล่ยมากเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การหารือครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ อย่างน้อยพวกเขาก็ได้กำหนดแผนการพื้นฐานแล้ว โดยมีอวัยวะเทียมไบโอนิคอัจฉริยะคอยเป็นหลักประกัน ซึ่งหมายความว่าพวกเขาสามารถลงมือรักษาได้อย่างเต็มที่ และเทคโนโลยีการพิมพ์อวัยวะชีวภาพ 3 มิติของฉินจื่อเหิง ก็จะช่วยเสริมการรักษาของพวกเขาให้ดียิ่งขึ้น เปรียบเสมือนเสือติดปีกเลยทีเดียว
แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีหน้าที่อะไรสำหรับพวกหวงจื้อซิน แต่พวกเขาก็ยังคงเตรียมความพร้อมอยู่ในห้องผ่าตัดห้องหนึ่งตามคำสั่งของผู้อำนวยการเลี่ยว หากการรักษาทางฝั่งนั้นมีปัญหา พวกเขาก็พร้อมจะเข้าไปเสียบแทนได้ทันที
เมื่อมองดูผู้คนที่กำลังวุ่นวาย อู๋ฮ่าวและคนอื่นๆ กลับกลายเป็นว่าว่างงานและทำตัวไม่ถูกไปเสียอย่างนั้น
ตอนนั้นเอง หลินหงฮั่นก็พูดกับอู๋ฮ่าวว่า "เสี่ยวอู๋ มีน้าชายของเสี่ยวเล่ยอยู่เป็นเพื่อนพ่อก็พอแล้ว เธอไปทำธุระของเธอเถอะ ไม่ต้องห่วงทางนี้"
"ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้อาการบาดเจ็บของเสี่ยวเล่ยสำคัญที่สุด เรื่องอื่นเอาไว้ก่อนครับ" อู๋ฮ่าวตอบกลับหลินหงฮั่น
หลินหงฮั่นส่ายหน้า "เธอรีบบินกลับมา ยังไม่ได้พักผ่อนเลย การผ่าตัดยังต้องใช้อีกเวลานาน เธอออกไปหาที่พักผ่อนสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวข้างหน้ายังมีเรื่องให้ยุ่งอีกเยอะ
อีกอย่าง ช่วยดูแลเวยเวยดีๆ ด้วย วันนี้ลูกกลัวมากแล้ว"
อู๋ฮ่าวได้ยินดังนั้นก็มองหลินหงฮั่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบว่า "ได้ครับ เดี๋ยวผมออกไปดูเวยเวยกับคุณน้าข้างนอกก่อน คุณพ่อกับคุณน้าชายคงหิวแล้ว เดี๋ยวผมให้คนเตรียมอาหารมาให้นะครับ"
หลินหงฮั่นส่ายหน้าปฏิเสธ จากนั้นจึงค่อยๆ เดินไปยังห้องสังเกตการณ์การผ่าตัดโดยมีน้าชายของเสี่ยวเล่ยคอยประคอง
อู๋ฮ่าวมองแผ่นหลังที่ดูค้อมลงของหลินหงฮั่นแล้วรู้สึกจุกในอก เขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะเดินออกจากเขตห้องผ่าตัด
เช่นเดียวกับหลายครั้งก่อนหน้านี้ เมื่อเห็นเขาออกมา ทุกคนที่เดิมทีหมดเรี่ยวแรงต่างก็ลุกขึ้นยืน คนที่ตื่นเต้นที่สุดคือแม่ของหลินและหลินเวย พวกเธอรีบเข้ามาจับมืออู๋ฮ่าวและสอบถามด้วยความร้อนรน
อู๋ฮ่าวมองดูท่าทางร้อนใจของพวกเธอ แล้วพูดปลอบโยนเบาๆ ว่า "วางใจเถอะครับ การปรึกษาหารือราบรื่นมาก ได้ข้อสรุปแผนการรักษาขั้นต่อไปแล้ว และมีความคืบหน้าไปมาก
ต่อจากนี้ เราต้องรออย่างอดทน แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ เสี่ยวเล่ยดวงแข็ง เขาจะต้องผ่านด่านเคราะห์นี้ไปได้แน่นอน"
เมื่อได้ยินคำพูดของอู๋ฮ่าว แม่ของหลินและหลินเวย รวมถึงคนอื่นๆ ในที่นั้นก็รู้สึกวางใจขึ้นบ้าง แต่ทั้งสองคนก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองเข้าไปในเขตห้องผ่าตัดด้วยสีหน้าเป็นกังวล
อู๋ฮ่าวมองทั้งสองคน แล้วกวาดสายตามองคนอื่นๆ ก่อนจะพูดว่า "นี่เป็นการผ่าตัดร่วมหลายแผนก คงต้องใช้เวลาอีกกว่าสิบชั่วโมง ดังนั้นทุกคนไปหาอะไรทานรองท้องแล้วพักผ่อนกันก่อนเถอะครับ ข้างในมีคุณพ่อกับคุณน้าชายคอยเฝ้าอยู่แล้ว"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนในที่นั้นก็เริ่มลังเล แต่ก็หันไปมองหลินเวยและแม่ของหลิน ทว่าทั้งสองคนกลับส่ายหน้า เห็นได้ชัดว่าตอนนี้พวกเธอไม่มีกะจิตกะใจจะกินข้าวเลยแม้แต่น้อย
-------------------------------------------------------
บทที่ 2191 : โชคชะตาที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้แม้จะพยายามจนถึงที่สุด
อย่างที่อู๋ฮ่าวพูดไว้ การผ่าตัดครั้งนี้ใช้เวลานานกว่ายี่สิบชั่วโมงติดต่อกัน แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่ทำการผ่าตัดยังต้องสับเปลี่ยนกันถึงสามชุด
และในช่วงเวลายาวนานขนาดนี้ แม่ของหลินก็นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องผ่าตัดไม่ยอมไปไหน ไม่ยอมกินไม่ยอมดื่ม สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลและร้อนใจ หลินเวยยังพอไหว ดื่มน้ำไปบ้าง แต่ก็เหมือนกับแม่ของหลินที่ไม่ยอมทานข้าว ต่อให้อู๋ฮ่าวจะเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไร้ผล ซึ่งทำให้เขาจนปัญญามากเช่นกัน
ส่วนคนอื่นๆ นั้น ก็ทานกันไปบ้างไม่มากก็น้อย อู๋ฮ่าวก็เช่นกันเขาทานรองท้องไปนิดหน่อย แม้แต่หลินหงฮั่นและคุณน้าของหลินเวยที่เฝ้าอยู่ในห้องสังเกตการณ์การผ่าตัดมาตลอด ทั้งสองคนก็ยอมทานไปเล็กน้อยภายใต้การเกลี้ยกล่อมของอู๋ฮ่าว
การผ่าตัดดำเนินไปจนถึงเที่ยงของวันรุ่งขึ้นจึงสิ้นสุดลง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะราบรื่น เพียงแต่สามารถรักษาชีวิตของหลินเหล่ยไว้ได้ชั่วคราว ให้เขาพ้นขีดอันตรายไปได้เปราะหนึ่งเท่านั้น
ต่อจากนี้ หลินเหล่ยจะต้องถูกส่งไปยังห้อง ICU หรือหอผู้ป่วยหนักเพื่อเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด ช่วงเวลาต่อจากนี้สำคัญมาก จำเป็นต้องจับตาดูการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพต่างๆ อย่างใกล้ชิด หากเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็จะต้องทำการผ่าตัดทันที
นอกเหนือจากนี้ หลินเหล่ยยังต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกหลายครั้ง ตัวอย่างเช่น การผ่าตัดปลูกถ่ายซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกบีบอัดจนตายบริเวณกระดูกขาซ้ายที่หัก การผ่าตัดจัดกระดูกเข้าที่ตามแขนขาของหลินเหล่ย รวมถึงการผ่าตัดซ่อมแซมความเสียหายของอวัยวะและเนื้อเยื่อในภายหลัง เป็นต้น
ทางด้านฉินจื่อเหิงได้ทำการเก็บตัวอย่างเซลล์ร่างกายที่เกี่ยวข้องจากตัวหลินเหล่ยแล้ว ปัจจุบันได้ส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อทำการเพาะเลี้ยงโคลนนิ่ง จากนั้นจะพิมพ์เนื้อเยื่ออวัยวะที่เกี่ยวข้องตามคำขอของผู้อำนวยการถงและผู้อาวุโสซุนทางฝั่งนี้
แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลา และสิ่งที่หลินเหล่ยขาดแคลนที่สุดในตอนนี้ก็คือเวลา ไม่รู้ว่าอาการบาดเจ็บหลายแห่งบนร่างกายของเขาจะสามารถประคองตัวรอจนกว่าอวัยวะและเนื้อเยื่อเหล่านี้จะพิมพ์เสร็จและส่งมาถึงได้หรือไม่ และยิ่งไม่รู้ว่าเมื่อนำอวัยวะและเนื้อเยื่อที่พิมพ์ออกมาเหล่านี้ไปปลูกถ่ายแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ต้องรู้ว่านี่เป็นการทดลองแบบใหม่ของพวกเขา ไม่มีกรณีตัวอย่างให้ศึกษา จะสำเร็จหรือไม่ยังคงเป็นตัวแปรที่ไม่แน่นอน
ส่วนเรื่องที่ว่าหลินเหล่ยจะพ้นขีดอันตรายจริงๆ เมื่อไหร่ และจะย้ายจากหอผู้ป่วยหนักไปยังห้องพักผู้ป่วยปกติได้ตอนไหนนั้น เรื่องนี้ก็ยังไม่มีใครรู้
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ หลินหงฮั่นจึงออกหน้าให้คนส่วนใหญ่ที่มาด้วยกลับไป เหลือไว้เพียงอู๋ฮ่าวและคุณน้าของหลินเหล่ยไม่กี่คน เมื่ออู๋ฮ่าวเห็นดังนั้นจึงให้ทางโรงพยาบาลเตรียมห้องพักผู้ป่วยไว้ใกล้ๆ ไม่กี่ห้อง ให้หลินหงฮั่นและแม่ของหลินเข้าไปพักก่อน เพื่อพักผ่อนร่างกายไปด้วยและรอฟังข่าวไปด้วย เพราะในเวลานี้จะให้พวกเขากลับบ้านคงเป็นไปไม่ได้ จึงทำได้แคใช้วิธีนี้เท่านั้น
ส่วนหลินเวยนั้น เธอยังอายุน้อยจึงจัดการได้ง่ายกว่า แถมเธอยังมีงานกองโตอยู่ในมือ เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ตลอด อู๋ฮ่าวก็เช่นกัน เขากลับมาก็มีงานมากมายรออยู่ แต่ทันทีที่มีเวลา เขาก็จะรีบมาที่โรงพยาบาลเพื่ออยู่เป็นเพื่อนผู้ใหญ่ทั้งสองและสอบถามอาการของหลินเหล่ย
ในช่วงไม่กี่วันนี้ อาการของหลินเหล่ยมีทั้งดีและแย่สลับกันไป อาการบาดเจ็บที่ต้นขาไม่สามารถยื้อเวลาต่อไปได้แล้ว จำเป็นต้องรีบผ่าตัดซ่อมแซมโดยเร็วที่สุด แต่ทางห้องปฏิบัติการ เซลล์ร่างกายที่เพาะเลี้ยงโคลนนิ่งออกมามีค่อนข้างจำกัด จึงทำได้เพียงนำมาใช้พิมพ์หลอดเลือด เส้นประสาท และเยื่อหุ้มกระดูก ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อสำคัญเหล่านี้ก่อน
แต่นี่ยังคงต้องใช้เวลา แม้ว่าจะใช้เครื่องพิมพ์ชีวภาพ 3 มิติหลายเครื่องทำงานพร้อมกัน ก็ยังต้องใช้เวลาในการพิมพ์ค่อนข้างนาน
แต่ทางด้านหลินเหล่ย ขาซ้ายทั้งข้างตั้งแต่ส่วนที่กระดูกหักและถูกบีบอัดลงไปเริ่มเปลี่ยนสี และเกิดการเน่าเปื่อยในระดับที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ร่างกายของหลินเหล่ยยังปรากฏอาการติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) อย่างชัดเจน แบคทีเรียและหนองในเลือดเพิ่มจำนวนขึ้น จนเริ่มต้องใช้เครื่องกรองเพื่อทำการฟอกเลือดแล้ว
"รอต่อไปไม่ได้แล้วครับ หากรอต่อไปอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของการตัดขา แต่จะถึงขั้นเสียชีวิตได้" ผู้อำนวยการถงมาหาพวกอู๋ฮ่าวและพูดอย่างตรงไปตรงมา
"ร่างกายของผู้ป่วยเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดค่อนข้างรุนแรงแล้ว หากไม่รีบตัดขา อาการติดเชื้อจะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลกระทบต่ออวัยวะทั่วร่างกาย ซึ่งในความเป็นจริงมันก็ได้ส่งผลกระทบไปแล้ว หากผู้ป่วยบาดเจ็บแค่ที่ขา ก็ยังพอจะยื้อไหว แต่ตอนนี้ผู้ป่วยบาดเจ็บทั้งตัว โดยเฉพาะอวัยวะภายในหลายแห่งเสียหาย หากยังควบคุมการติดเชื้อไม่ได้ อวัยวะและเนื้อเยื่อเหล่านี้จะไม่เพียงไม่ฟื้นตัว แต่ยังอาจจะแย่ลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะหัวใจที่เปราะบางและตับที่แตก หากสองอย่างนี้เกิดปัญหาขึ้นมา มันจะนำมาซึ่งอันตรายถึงชีวิตต่อผู้ป่วยโดยตรงครับ"
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้อำนวยการถง อู๋ฮ่าวพยักหน้าเบาๆ แล้วถามว่า "ยังพอจะยื้อได้อีกนานแค่ไหนครับ อุปกรณ์พิมพ์ 3 มิติที่ห้องแล็บเริ่มพิมพ์แล้ว อีกไม่นานอวัยวะที่พิมพ์ชุดแรกก็น่าจะส่งมาถึง"
ผู้อำนวยการถงได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้า "สถานการณ์ตอนนี้คือ ทุกนาทีที่ยื้อไว้ ชีวิตของผู้ป่วยก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ผมเองก็เป็นหมอ ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ ผมก็จะไม่เลือกทางเลือกอย่างการตัดขาหรอกครับ
แต่ขอให้เชื่อผมเถอะครับ นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้ว
ผมทราบดีว่าอีกไม่นานเนื้อเยื่ออวัยวะจากการพิมพ์ 3 มิติชุดแรกจะส่งมาถึง แต่ปัจจุบันขาซ้ายทั้งข้างของผู้ป่วยเกิดการเน่าเปื่อยและเปลี่ยนสีในระดับต่างๆ แล้ว แถมแผลของผู้ป่วยยังติดเชื้อเป็นหนองอย่างรุนแรง รอต่อไปไม่ได้แล้วครับ"
ทางด้านอู๋ฮ่าวยังอยากจะปรึกษาหารือกับผู้อำนวยการถงอีกหน่อย เพื่อดูว่ายังพอจะมีวิธีแก้ไขที่ดีกว่านี้หรือไม่ แต่ในขณะที่เขากำลังจะพูด ก็ถูกหลินหงฮั่นขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
"เสี่ยวฮ่าว!"
อู๋ฮ่าวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองหลินหงฮั่น
หลินหงฮั่นขอบตาแดงก่ำ ส่ายหน้าแล้วพูดกับเขาว่า "เธอพยายามเต็มที่แล้ว ต่อจากนี้พวกเราเชื่อฟังหมอเถอะ"
อู๋ฮ่าวอ้าปากค้าง แต่สุดท้ายก็พยักหน้า หลินหงฮั่นเป็นพ่อของหลินเหล่ย เป็นญาติสายตรงของผู้ป่วย เขามีสิทธิ์ที่สุดในการตัดสินใจ ในเมื่อเขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว อู๋ฮ่าวก็พูดอะไรไม่ได้อีก
ส่วนแม่ของหลินที่นั่งอยู่บนเตียงอีกด้านหนึ่ง เมื่อได้ยินคำพูดของหลินหงฮั่น ขอบตาก็แดงก่ำและมองไปที่ผู้อำนวยการถงอย่างอดไม่ได้ "ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ หรือคะ? เขาเพิ่งจะอายุยี่สิบสามเองนะ ถ้าไม่มีขาแล้วต่อไปเขาจะมีชีวิตอยู่ยังไง
คุณหมอถง ฉันขอร้องล่ะค่ะ ช่วยรักษาขาข้างนี้ไว้ไม่ได้เหรอคะ ไม่ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรฉันก็ยอม"
เมื่อได้ยินคำพูดของแม่หลิน ผู้อำนวยการถงยังคงส่ายหน้า "ขอโทษด้วยครับ พวกเราพยายามเต็มที่แล้วจริงๆ"
"อู๋ฮ่าว ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ เหรอ?" หลินเวยถามอู๋ฮ่าวด้วยความไม่ยอมจำนน
อู๋ฮ่าวได้ยินดังนั้นก็มองหลินเวยแล้วส่ายหน้าเบาๆ สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้มีจำกัดจริงๆ
เมื่อเห็นว่าหลินเวยและแม่ของหลินยังอยากจะพูดต่อ หลินหงฮั่นจึงส่งเสียงห้ามปรามทันที
"พอได้แล้ว ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว"
หลินหงฮั่นขอบตาแดงก่ำ พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "นี่คือโชคชะตาของเสี่ยวเหล่ย พวกเราต้องยอมรับ ผู้อำนวยการถง เชิญคุณรีบดำเนินการผ่าตัดเถอะครับ ต้องรักษาชีวิตของเสี่ยวเหล่ยไว้ให้ได้"
"ได้ครับ รบกวนคุณเซ็นชื่อในใบยินยอมด้วย ทางเราจะรีบเตรียมการและทำการผ่าตัดทันที" ผู้อำนวยการถงถอนหายใจด้วยความโล่งอก แสดงสีหน้าขอโทษต่ออู๋ฮ่าวเล็กน้อย แล้วหันไปพูดกับหลินหงฮั่น
ตกลง หลินหงฮั่นพยักหน้า จากนั้นใช้มือที่สั่นเทาจับปากกา แล้วเซ็นชื่อของตัวเองลงบนใบยินยอมการผ่าตัด