- หน้าแรก
- เจ้าพ่อเทคโนโลยีการทหาร
- บทที่ 1774 : หุ่นยนต์ "ดูแลบ้าน" | บทที่ 1775 : ความมั่นใจไม่เต็มร้อย
บทที่ 1774 : หุ่นยนต์ "ดูแลบ้าน" | บทที่ 1775 : ความมั่นใจไม่เต็มร้อย
บทที่ 1774 : หุ่นยนต์ "ดูแลบ้าน" | บทที่ 1775 : ความมั่นใจไม่เต็มร้อย
บทที่ 1774 : หุ่นยนต์ "ดูแลบ้าน"
ไม่ได้กลับบ้านมาหลายวัน แต่ภายในบ้านยังคงสะอาดสะอ้านเช่นเคย ไม่มีฝุ่นจับแม้แต่นิดเดียว
ตามหลักแล้ว เมืองอันซีจัดเป็นเมืองทางตอนเหนือ ขณะนี้เป็นเดือนตุลาคมช่วงฤดูใบไม้ร่วง ท้องฟ้าแจ่มใส หากไม่มีใครคอยทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูบ้านหลายวัน ก็ย่อมต้องเต็มไปด้วยฝุ่นละอองอย่างแน่นอน
ต่อให้ปิดประตูลงกลอนหน้าต่างแน่นหนาก็เป็นเช่นเดียวกัน เว้นเสียแต่ว่าจะตัดขาดจากอากาศภายนอกโดยสิ้นเชิง มิฉะนั้นก็ไม่เคยได้ยินว่าบ้านไหนจะสามารถกันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
และเหตุผลที่บ้านสะอาดได้ขนาดนี้ ทั้งหมดต้องยกความดีความชอบให้กับระบบพ่อบ้านอัจฉริยะ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็ดูแลโดย "โคโค่" ผู้ช่วยอัจฉริยะส่วนตัวของอู๋ฮ่าวด้วยเช่นกัน
โคโค่ในตอนนี้ทรงพลังเป็นอย่างมาก มันอยู่ทุกหนทุกแห่ง และรับผิดชอบหน้าที่ผู้ช่วยอัจฉริยะของอู๋ฮ่าวอย่างซื่อสัตย์ โดยพื้นฐานแล้วครอบคลุมทุกด้านทั้งเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และการเดินทางของอู๋ฮ่าว
เมื่อตอนที่อู๋ฮ่าวและหลินเว่ยออกจากบ้าน โคโค่ตรวจพบว่าพวกเขาจะไม่อยู่บ้านเป็นเวลานาน จึงออกคำสั่งทำการปรับเปลี่ยนระบบที่เกี่ยวข้องทันที ระบบพ่อบ้านอัจฉริยะภายในบ้านจะเข้าสู่สถานะสลีป (Sleep mode) ยกเว้นระบบที่จำเป็นต้องทำงาน เช่น ระบบรักษาความปลอดภัย ระบบป้องกันอัคคีภัย และระบบสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่ทำงานในระดับต่ำสุด เป็นต้น ส่วนระบบอื่นๆ จะเข้าสู่สถานะสลีปชั่วคราว โดยจะทำงานในระดับต่ำสุดหรือหยุดพักชั่วคราวเพื่อลดการใช้พลังงาน
หนึ่งวันก่อนที่อู๋ฮ่าวจะกลับมา หรืออาจจะล่วงหน้าไม่กี่ชั่วโมง โคโค่จะปลุกระบบพ่อบ้านอัจฉริยะและอุปกรณ์ระบบต่างๆ ให้ตื่นขึ้น เพื่อให้กลับมาทำงานตามปกติ
ในส่วนของระบบสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม หุ่นยนต์ทำความสะอาดนานาชนิดจะเริ่มตรวจสอบสภาพแวดล้อมภายในบ้านและทำการทำความสะอาดอย่างหมดจดเพื่อคืนความเรียบร้อย ระบบระบายอากาศแบบหมุนเวียน (Fresh Air System) และระบบปรับอากาศ รวมถึงระบบปั๊มความร้อนจากแหล่งดิน (Ground Source Heat Pump) จะเริ่มทำงาน เพื่อหมุนเวียนอากาศภายในบ้านให้กลับมาสดชื่น เพราะหลังจากไม่ได้กลับบ้านหลายวันและหน้าต่างปิดสนิท สภาพอากาศภายในห้องย่อมแย่ลง หากไม่มีการหมุนเวียนอากาศ เมื่อกลับมาถึงคงต้องเจอกับกลิ่นอับหรือก๊าซที่เป็นอันตรายต่างๆ อย่างแน่นอน
สำหรับระบบปรับอากาศและระบบปั๊มความร้อนจากแหล่งดินนั้นมีไว้เพื่อปรับอุณหภูมิภายในบ้าน โดยอุณหภูมิของแต่ละห้องสามารถควบคุมแยกกันได้อย่างอิสระ ตามปกติแล้ว ระบบเพียงชุดเดียวก็เพียงพอต่อการใช้งาน แต่เหตุผลที่มีถึงสองระบบก็เพราะแต่ละระบบมีข้อดีข้อเสียต่างกัน และยังทำหน้าที่เป็นระบบสำรองซึ่งกันและกัน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาประสบการณ์การอยู่อาศัยที่แย่ลงหากระบบใดระบบหนึ่งเกิดขัดข้อง
โดยทั่วไป ระบบปรับอากาศมีข้อได้เปรียบในเรื่องการลดความชื้นและการทำความเย็น นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นสำคัญคือ ไม่ว่าจะทำความร้อนหรือความเย็นก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว โดยปกติใช้เวลาไม่นานก็สามารถเพิ่มหรือลดอุณหภูมิภายในบ้านได้ดั่งใจ
ส่วนระบบปั๊มความร้อนจากแหล่งดินนั้นมีจุดเด่นที่ความเสถียร ระบบนี้อาศัยน้ำใต้ดินลึกในการหมุนเวียนเพื่อรักษาอุณหภูมิของบ้านทั้งหลังให้คงที่ตลอดทั้งปี อุณหภูมินี้จะไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณยี่สิบกว่าองศา
เพื่อยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัย ระบบปั๊มความร้อนจากแหล่งดินนี้จะเชื่อมต่อกับหม้อต้มน้ำร้อนและระบบหมุนเวียนน้ำเย็น
ในฤดูร้อน สามารถเปิดระบบหมุนเวียนน้ำเย็นเพื่อลดอุณหภูมิน้ำที่ส่งมาจากปั๊มความร้อนใต้ดินลงอีกครั้ง ทำให้น้ำมีอุณหภูมิต่ำลง เมื่อน้ำเย็นนี้ไหลผ่านเครือข่ายท่อความร้อนที่ฝังอยู่ใต้พื้นบ้านทั่วทั้งหลัง ก็จะสามารถลดอุณหภูมิของห้องลงได้
การลดอุณหภูมิแบบนี้จะเป็นไปอย่างช้าๆ และเสถียร ทั้งยังไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายมากนัก ตัวอย่างเช่น หากเราใช้เครื่องปรับอากาศลดอุณหภูมิ อาจเสี่ยงต่อโรคจากเครื่องปรับอากาศ แต่การใช้วิธีหมุนเวียนน้ำเพื่อลดอุณหภูมินี้จะไม่เกิดปัญหานั้น
นอกจากนี้ หากเปิดเครื่องปรับอากาศก็หมายความว่าจำเป็นต้องปิดประตูหน้าต่าง อุณหภูมิจึงจะลดลงและไม่สิ้นเปลืองพลังงาน แม้จะรู้สึกเย็นสบายแต่ต้องปิดประตูหน้าต่างตลอดเวลา หนึ่งคือไม่สะดวก และสองคือแม้จะมีระบบระบายอากาศแบบหมุนเวียน แต่ก็ยังสู้ความรู้สึกดีของการเปิดประตูหน้าต่างรับอากาศบริสุทธิ์โดยตรงไม่ได้ แต่ระบบหมุนเวียนน้ำเย็นที่รักษาอุณหภูมิให้คงที่แบบนี้ ต่อให้เปิดประตูหน้าต่างทิ้งไว้ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
ถัดมาคือฤดูหนาว เพื่อให้เจ้าของบ้านมีสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่ดีขึ้น การพึ่งพาเพียงความร้อนจากปั๊มความร้อนใต้ดินอย่างเดียวย่อมไม่สบายตัวเพียงพอ ดังนั้นเวลานี้จึงจำเป็นต้องใช้หม้อต้มทำการทำความร้อนให้น้ำอีกครั้ง เพื่อเพิ่มอุณหภูมิของน้ำให้สูงขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ เครือข่ายหมุนเวียนน้ำที่ติดตั้งไว้ใต้พื้นบ้านก็จะสามารถเพิ่มความอบอุ่นให้กับห้องได้ และเนื่องจากพื้นมีความอุ่น เมื่อเหยียบลงไปจะรู้สึกสบายมาก ซึ่งจุดนี้เครื่องปรับอากาศหรือฮีตเตอร์แบบติดผนังไม่สามารถทำได้
ดังนั้น แม้แต่ในฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ อู๋ฮ่าวและหลินเว่ยก็ยังสามารถเดินเท้าเปล่าภายในบ้าน สวมกางเกงขาสั้นเสื้อแขนสั้น กินแตงโม พลางชมวิวหิมะนอกหน้าต่างได้
และที่สำคัญกว่านั้น ระบบนี้ประหยัดพลังงานมาก โดยมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการใช้เครื่องปรับอากาศทำความร้อน/ความเย็น และต่ำกว่าการใช้หม้อต้มเพียงอย่างเดียวอีกด้วย
พูดมาถึงตรงนี้ บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมไม่เชื่อมต่อกับระบบทำความร้อนของเทศบาล (Central Heating) ซึ่งน่าจะเป็นวิธีทำความร้อนที่ถูกที่สุด
แต่ทว่าที่พักของพวกเขาตั้งอยู่ในย่านธุรกิจนานาชาติหลิงหู ติดกับเขตอนุรักษ์นิเวศวิทยาหลิงหู ซึ่งถือเป็นเขตชานเมืองของอันซี ที่นี่อยู่ตรงปลายสายของระบบทำความร้อนในเมือง แม้จะมีสถานีแลกเปลี่ยนความร้อนและหม้อต้มส่วนกลาง แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่ค่อยน่าไว้ใจ
ดังนั้นเพื่อประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีกว่า การพึ่งพาตนเองย่อมดีที่สุด เขาคงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ท่อทำความร้อนส่วนกลางระเบิดจนความร้อนถูกตัดขาด ซึ่งในเมืองทางเหนืออย่างอันซี ประสบการณ์แบบนั้นคงไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่
ต้องรู้ไว้ว่า ในเมืองทางเหนือ ท่อทำความร้อนของเทศบาลระเบิดเป็นเรื่องปกติ ชาวบ้านทั่วไปไม่มีทางเลือกก็ต้องทนกันไป แต่อู๋ฮ่าวไม่อยากต้องมาทนทรมานเพียงเพื่อประหยัดเงินเล็กน้อยแค่นั้น เห็นได้ชัดว่ามันไม่คุ้มค่าเลย
นอกเหนือจากนั้นก็คือหุ่นยนต์ทำความสะอาด หุ่นยนต์พวกนี้ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีล่าสุดของฮ่าวอวี่เทคโนโลยี บางรุ่นยังไม่ได้วางจำหน่ายด้วยซ้ำ
ตัวอย่างเช่น หนึ่งในนั้นคือเครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะแบบเคลื่อนที่ จริงๆ แล้วมันก็คือหุ่นยนต์ที่มีแขนกลยาวและมีความคล่องตัวสูง แต่ปลายแขนกลไม่ใช่ที่จับ หากแต่เป็นหัวดูดที่มีแรงดูดสูง ซึ่งสามารถเปลี่ยนหัวดูดได้หลากหลายรูปแบบเพื่อใช้ดูดฝุ่นในตำแหน่งและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
เจ้าเครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะแบบเคลื่อนที่ตัวนี้มีเซนเซอร์การมองเห็นที่ทรงประสิทธิภาพมาก สามารถตรวจจับฝุ่นละอองขนาดเล็กที่กระจัดกระจายอยู่ตามสภาพแวดล้อมและวัตถุต่างๆ เพื่อทำการดูดทำความสะอาด
สาเหตุหลักที่อู๋ฮ่าวและคนอื่นๆ กลับมาแล้วไม่เห็นฝุ่นเลย ก็เพราะที่บ้านมีเครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะแบบเคลื่อนที่พวกนี้อยู่หลายเครื่องนั่นเอง
พวกมันร่วมมือกันรับผิดชอบงานดูดฝุ่นทั่วทั้งบ้าน ทั้งชั้นบน ชั้นล่าง รวมถึงห้องใต้ดิน ก่อนที่อู๋ฮ่าวจะกลับมา ทุกซอกทุกมุมของบ้านก็ถูกทำความสะอาดจนเกลี้ยงเกลาแล้ว
นอกจากนี้ ภายในบ้านยังมีหุ่นยนต์ชนิดอื่นๆ อีกหลากหลายแบบ แม้แต่ในห้องครัวและห้องน้ำก็มีหุ่นยนต์เฉพาะทางคอยรับผิดชอบงานภายในนั้น เช่น หุ่นยนต์อัจฉริยะในห้องครัว มันสามารถจัดการอาหารในตู้เย็นได้เป็นอย่างดี คัดทิ้งของที่หมดอายุ แล้วเติมของใหม่เข้าไปแทนที่
รวมถึงห้องน้ำ ซึ่งน่าจะเป็นสถานที่ที่สกปรกและรกรุงรังง่ายที่สุดในบ้าน ผู้รับผิดชอบที่นี่คือหุ่นยนต์ขัดล้างโดยเฉพาะ มันรับผิดชอบสุขอนามัยภายในห้องน้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าห้องน้ำจะคงสถานะสะอาดเอี่ยมอยู่เสมอ
มีหุ่นยนต์แบบนี้อยู่มากมาย พวกมันร่วมกันประกอบร่างสร้างเป็นระบบบริการพ่อบ้านอัจฉริยะในบ้านของอู๋ฮ่าว เพื่อมอบสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพและสะดวกสบายให้กับอู๋ฮ่าวและหลินเว่ย
-------------------------------------------------------
บทที่ 1775 : ความมั่นใจไม่เต็มร้อย
เมื่อกลับมาถึงบ้าน หลินเวยรีบกลับเข้าไปในห้องเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนอู๋ถงสาวน้อยคนนี้ เนื่องจากวันมะรืนโรงเรียนถึงจะเปิดเทอม อู๋ฮ่าวจึงพาเธอกลับมาที่บ้านด้วย ให้พักค้างคืนสักคืนหนึ่ง พรุ่งนี้ค่อยกลับโรงเรียน
ส่วนอู๋ฮ่าวนั้น น่าสงสารที่ต้องมานั่งตอบกลับและจัดการเรื่องงาน แม้จะยังอยู่ในช่วงวันหยุด แต่ธุรกิจและโครงการบางอย่างของบริษัทยังคงดำเนินไปตามปกติ แถมเขากำลังจะต้องไปเข้าร่วมการซ้อมรบประจำปีซีรีส์ภาคเหนือในเร็วๆ นี้ด้วย เรื่องราวต่างๆ จึงค่อนข้างเยอะ
เมื่อมาถึงห้องหนังสือ อู๋ฮ่าวก็ต่อสายหาเพื่อนเก่าอย่างหลัวข่าย
สำหรับการซ้อมรบซีรีส์ภาคเหนือในครั้งนี้ หลัวข่ายเป็นหนึ่งในผู้จัดงานและสมาชิกกองอำนวยการอย่างเป็นทางการ ตอนนี้เขาต้องไปที่นั่นแล้ว อู๋ฮ่าวจึงอยากโทรหาเขาเพื่อสอบถามสถานการณ์
หลัวข่ายไม่ได้แปลกใจเป็นพิเศษที่อู๋ฮ่าวโทรมา ในโทรศัพท์มีเสียงหัวเราะแซวของเขาดังมาว่า "ฉันเดาไว้แล้วเชียวว่าไอ้หนุ่มอย่างนายต้องโทรหาฉัน เป็นไง นั่งไม่ติดแล้วล่ะสิ?"
นอกจากเสียงของหลัวข่ายแล้ว ในสายยังมีเสียงเครื่องยนต์คำรามและเสียงรบกวนจากไมโครโฟนดังแทรกเข้ามา อู๋ฮ่าวจึงถามด้วยรอยยิ้มว่า "นี่นายอยู่ที่ไหนเนี่ย เสียงดังจังเลย"
หลัวข่ายเพิ่มระดับเสียงตอบกลับมาว่า "ฉันอยู่กลางแจ้ง กำลังเตรียมงานก่อนการซ้อมรบ พื้นที่หน้างานเสียงเลยค่อนข้างดัง
นายรอเดี๋ยวนะ..."
พูดจบ ในโทรศัพท์ก็มีเสียงรถยนต์ดังขึ้น ขับไปได้ประมาณหนึ่งหรือสองนาที เสียงรถก็หยุดลง ในตอนนั้นเองเสียงของหลัวข่ายจึงดังขึ้นมาอีกครั้ง
"เอาล่ะ ตอนนี้ไม่เสียงดังแล้วใช่ไหม"
อู๋ฮ่าวพยักหน้ายิ้มแล้วพูดว่า "ตอนนี้ไม่มีเสียงแล้ว นายขับออกมาไกลแค่ไหนเนี่ย"
"เหอๆ ก็แค่เหยียบคันเร่งทีเดียว" หลัวข่ายพูดกับอู๋ฮ่าว "หลายวันนี้ยุ่งอยู่กับการจัดสถานที่ซ้อมรบ ขนย้ายยุทโธปกรณ์ และงานอื่นๆ อีกเป็นพรวน ยุ่งจนหัวหมุน เมื่อคืนฉันได้นอนไปแค่สองชั่วโมงกว่าเอง
จริงสิ เนื้อแพะที่นี่รสชาติดีนะ นายมาเมื่อไหร่ เดี๋ยวฉันเลี้ยง 'โส่วจัวโร่ว' (เนื้อแพะแบบใช้มือหยิบกิน)!"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลัวข่าย อู๋ฮ่าวก็พูดว่า "พรุ่งนี้ฉันจะเตรียมตัวสักวัน จัดการธุระให้เสร็จ น่าจะไปถึงมะรืนช่วงสายๆ
อาวุธยุทโธปกรณ์ที่เราส่งเข้าร่วมซ้อมรบครั้งนี้มีค่อนข้างเยอะ ฉันไม่ค่อยวางใจ ก่อนซ้อมรบยังไงก็ต้องไปตรวจดูพื้นที่จริงสักหน่อย"
"มีอะไรให้ไม่วางใจ อุปกรณ์พวกนี้หลายอย่างกองทัพก็ทดลองใช้มาระยะหนึ่งแล้วไม่ใช่เหรอ เรื่องประสิทธิภาพไม่น่าจะมีปัญหาหรอก" หลัวข่ายพูดให้เขาสบายใจ
แต่อู๋ฮ่าวส่ายหน้า "ไปตรวจดูหน้างานจริงหน่อยดีกว่า การซ้อมรบครั้งนี้ระดับงานสูงมาก ฉันได้ยินมาว่าผู้บังคับบัญชาหลายท่านก็จะมาด้วย พวกเราเตรียมตัวให้ดี พยายามสร้างผลงานให้ยอดเยี่ยมดีกว่า"
เมื่อได้ยินอู๋ฮ่าวพูดแบบนี้ หลัวข่ายก็ไม่ยืนกรานอีก แต่เปลี่ยนเรื่องคุยและพูดกับเขาว่า "ในเมื่อนายตัดสินใจแล้ว ก็เอาตามนั้น จริงๆ แบบนี้ก็ดี ฉันเองก็คาดหวังเหมือนกันว่าครั้งนี้นายจะโชว์ฟอร์มเด็ดๆ อะไรออกมาบ้าง
สำหรับการซ้อมรบครั้งนี้ ทุกคนคาดหวังกันมากเลยทีเดียว"
เหอๆ อู๋ฮ่าวหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า "ฉันเพิ่งกลับมาจากบ้านเกิด คิดว่าจะโทรหานายเพื่อเช็คสถานการณ์ แบบนี้ในใจจะได้มั่นใจหน่อยไง"
"ฮ่าๆ นายก็มีเวลาที่รู้สึกไม่มั่นใจด้วยเหรอ" หลัวข่ายแซวเขาหนึ่งประโยค แล้วพูดต่อว่า "เรื่องบางอย่างฉันพูดทางโทรศัพท์ไม่ได้ เอาเป็นว่ารอนายมาถึงหน้างานแล้วค่อยคุยรายละเอียดกัน
แต่นายวางใจเถอะ ไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่อะไรหรอก"
"โอเค รับทราบ" สิ่งที่อู๋ฮ่าวต้องการก็คือประโยคสุดท้ายของหลัวข่ายนี่แหละ เขารู้ดีว่าคงล้วงข้อมูลอะไรจากอีกฝ่ายทางโทรศัพท์ไม่ได้มากนัก ขืนล้วงข้อมูลได้จริงๆ ก็มีแต่จะทำร้ายหลัวข่าย และตัวอู๋ฮ่าวเองก็จะพลอยโดนหางเลขไปด้วย
"นายก็รักษาสุขภาพด้วย หาเวลางีบสักหน่อย อายุขนาดนี้แล้ว นายคิดว่าร่างกายจะดี พลังงานจะล้นเหลือเหมือนฉันเหรอ"
"เออน่า รู้แล้ว" หลัวข่ายตอบกลับมาประโยคหนึ่ง แล้วพูดกับเขาว่า "งั้นฉันจะรออยู่ที่นี่ นายมาถึงแล้วเราค่อยเจอกัน
ทางฉันยังยุ่งอยู่ งานกองเป็นภูเขา วางล่ะ!"
เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณสายตัดไป อู๋ฮ่าวก็พูดไม่ออกเล็กน้อย อายุตั้งขนาดนี้แล้ว ยังทำอะไรโผงผางใจร้อนอยู่อีก
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่ หลินเวยก็เดินเข้ามา เธอมองดูอู๋ฮ่าวแล้วยิ้มถามว่า "ยุ่งเสร็จหรือยังคะ"
อู๋ฮ่าวมองไปทางหลินเวย ตอนนี้เธอเปลี่ยนมาใส่ชุดลำลองอยู่บ้านที่ดูเย็นสบาย สวมรองเท้าแตะ เผยให้เห็นเท้าขาวเนียน
ผมเป่าแห้งแล้ว ดูนุ่มสลวยมาก แม้ใบหน้าจะไม่ได้แต่งแต้มเครื่องสำอาง แต่ผิวพรรณยังคงเด้งดึ๋งขาวเนียนละเอียด
อู๋ฮ่าวมองเธอแล้วยิ้ม พลางดึงเธอเข้ามาในอ้อมกอด ให้เธอนั่งลงบนตักของเขา
"ว้าย..."
หลินเวยร้องอุทาน ล้มลงในอ้อมกอดของอู๋ฮ่าว ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันที กำปั้นเล็กๆ เริ่มทุบลงที่หน้าอกของอู๋ฮ่าว
"ทำอะไรของคุรเนี่ย จะตายหรือไง นี่มันกลางวันแสกๆ นะ อีกอย่างเสี่ยวถงก็อยู่บ้าน ถ้าเธอมาเห็นเข้า ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน"
"ไม่เป็นไรหรอก ยัยนั่นหนีไปเล่นเกมในห้องตัวเองตั้งนานแล้ว" พูดพลาง มือของอู๋ฮ่าวก็สอดเข้าไปในเสื้อโดยไม่รู้ตัว เริ่มปีนป่ายยอดเขา
เพียงครู่เดียว ลมหายใจของหลินเวยก็เริ่มถี่กระชั้นขึ้น
ในขณะที่อู๋ฮ่าวกำลังเตรียมจะชักปืนออกศึก ลงสนามรบอยู่นั้น หลินเวยกลับได้สติขึ้นมา ทันใดนั้นเธอก็คว้าหมับเข้าที่ 'จุดอ่อน' ของเขา แล้วลุกขึ้นยิ้มให้เขาพลางพูดว่า "พอแล้วๆ เค้าหิวข้าวแล้ว หาอะไรกินก่อนเถอะ"
"ฉันหิวมาตั้งหลายวันแล้ว ให้ฉันกินให้อิ่มท้องก่อนค่อยว่ากัน อีกอย่างถ้าเธอหิวก็กิน 'นม' ได้นะ มีให้กินไม่อั้น!"
"จะบ้าเหรอคุณ!" หลินเวยแกล้งทำเป็นโกรธ พลางออกแรงที่มือเพิ่มขึ้นอีกหน่อย อู๋ฮ่าวถึงกับสูดปากด้วยความเสียวไส้ รีบขอร้องทันที "โอเคๆ กินข้าวก่อน กินข้าวก่อน
เธออยากกินอะไร เดี๋ยวฉันไปทำให้!"
"แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย!" หลินเวยถึงได้เผยรอยยิ้มพอใจ แล้วปล่อยมือ จากนั้นก็เช็ดมือกับเสื้อของอู๋ฮ่าวด้วยท่าทางรังเกียจเล็กน้อย
อู๋ฮ่าวเห็นแบบนั้นก็บ่นอย่างไม่พอใจทันที "กินก็กินไปแล้ว รังเกียจอะไรขนาดนั้น?"
"อู๋ฮ่าว ฉันไม่จบกับคุณแค่นี้แน่" พูดจบ หลินเวยก็ทำท่าจะกระโจนใส่อู๋ฮ่าว
อู๋ฮ่าวเห็นท่าไม่ดี รีบหลบหลินเวยที่กำลังบ้าคลั่ง วิ่งหนีออกไปนอกห้อง หลินเวยเห็นอู๋ฮ่าววิ่งหนีทุลักทุเลพลางดึงกางเกงไปด้วย ก็หลุดขำออกมาดังพรืด
จากนั้นใบหน้าของเธอก็แดงซ่านด้วยความเขินอายที่เปี่ยมเสน่ห์ กำลังจะเดินตามออกไปไม่กี่ก้าว จู่ๆ ฝีเท้าก็ชะงัก ใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที แล้วรีบซอยเท้าเดินเร็วๆ ออกไปข้างนอก
ส่วนอู๋ฮ่าวนั้น เดินมาถึงห้องรับแขกด้วยสีหน้าเรียบเฉย พบว่าอู๋ถงกำลังนั่งเล่นอุปกรณ์ในมืออยู่ที่ห้องรับแขก พอเห็นอู๋ฮ่าว เธอก็พูดขึ้นมาว่า "พี่ หนูหิวแล้ว บ่ายนี้เรากินอะไรกัน ตอนเช้าก่อนออกมาหนูกินเกี๊ยวไปแค่สองชิ้นเอง ตอนนี้ท้องกิ่วหมดแล้ว"
"ใครใช้ให้เธอไม่กินเยอะๆ ล่ะ" อู๋ฮ่าวพูดอย่างไม่สบอารมณ์
"ก็ตอนนั้นหนูอิ่มนี่นา แต่ตอนนี้หิวแล้วไง" อู๋ถงเถียงกลับทันควัน แล้วมองเขาตาขวาง "พี่จะเลี้ยงข้าวไหม ถ้าไม่เลี้ยงหนูจะกลับไปกินที่โรงเรียนแล้ว"
"กินฟรี (ปัญญาอ่อน) แล้วยังมีเหตุผลอีกนะ?" อู๋ฮ่าวบ่นอย่างไม่พอใจทันที
"หนูเป็นน้องสาวพี่ มากินดื่มที่บ้านพี่ต้องจ่ายเงินด้วยเหรอ?" อู๋ถงย้อนถาม แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นได้ รีบลุกขึ้นทำหน้าดุ แยกเขี้ยวตางางเล็บกระโจนเข้าใส่อู๋ฮ่าว "หนอย! พี่กล้าด่าหนูว่าปัญญาอ่อน (ไป๋ชือ)* เหรอ วันนี้หนูจะสู้ตาย ไอ้พี่บ้าอู๋ฮ่าว หนูทนพี่มานานแล้วนะ!"
---------------------------------------------------
*(หมายเหตุผู้แปล: ในภาษาจีน คำว่า 'ไป๋ชือ' ที่แปลว่า กินฟรี พ้องเสียงกับคำว่า 'ไป๋ชือ' ที่แปลว่า ปัญญาอ่อน เป็นการเล่นคำ)