- หน้าแรก
- เจ้าพ่อเทคโนโลยีการทหาร
- บทที่ 1616 : อย่าทำให้เรื่องดีกลายเป็นเรื่องร้าย | บทที่ 1617 : แย่งงาน "พระเจ้า"
บทที่ 1616 : อย่าทำให้เรื่องดีกลายเป็นเรื่องร้าย | บทที่ 1617 : แย่งงาน "พระเจ้า"
บทที่ 1616 : อย่าทำให้เรื่องดีกลายเป็นเรื่องร้าย | บทที่ 1617 : แย่งงาน "พระเจ้า"
บทที่ 1616 : อย่าทำให้เรื่องดีกลายเป็นเรื่องร้าย
"ใช่ๆๆ เทคโนโลยีพวกนี้จะเอามาใช้ในโรงพยาบาลของเราได้ไหม แบบนี้ต่อไปเวลาพวกเราประชุมหารือเรื่องอาการป่วยก็จะสะดวกขึ้นมากเลยทีเดียว" ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมท่านหนึ่งพูดกับอู๋ฮ่าวด้วยความตื่นเต้น
คนเราก็เป็นแบบนี้ เมื่อเห็นของดีๆ ก็มักจะหวังให้ตัวเองได้ครอบครอง ดังนั้นเมื่อเห็นเทคโนโลยีเหล่านี้ ทุกคนจึงอดคิดไม่ได้ว่าถ้าโรงพยาบาลหรือวิทยาลัยแพทยศาสตร์ของตนมีห้องประชุมแบบนี้บ้าง มันจะดีสักแค่ไหนกันเชียว
อู๋ฮ่าวได้ยินดังนั้นก็ยิ้มและพยักหน้า: "แน่นอนครับ เทคโนโลยีเหล่านี้ของเรามีความเสถียรมากแล้ว ถ้าทุกท่านสนใจ ก็สามารถลงไปคุยรายละเอียดกับทีมงานของเราได้เลยครับ"
"นอกจากผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีเหล่านี้แล้ว เรายังมีผลงานทางเทคโนโลยีด้านอื่นๆ ที่เหมาะจะนำมาใช้ในวงการแพทย์เป็นอย่างมาก ไว้วันหลังผมจะจัดให้มีคนมาสาธิตและอธิบายโดยเฉพาะ ถ้าทุกท่านสนใจก็สามารถไปดูได้ครับ"
ฮ่าๆๆๆ...
เมื่อได้ยินคำพูดของอู๋ฮ่าว ทุกคนในที่นั้นก็พากันหัวเราะออกมา
ความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของอู๋ฮ่าวจะปิดบังพวกเขาได้อย่างไร ก็แค่ฉวยโอกาสโฆษณาและประชาสัมพันธ์ใส่พวกเขาเท่านั้นเอง แต่ทุกคนก็ไม่ได้รู้สึกต่อต้าน เพราะผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีเหล่านี้ดีมากจริงๆ คนที่นั่งอยู่ที่นี่ต่างก็รู้สึกหวั่นไหวไม่มากก็น้อย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่คัดค้านข้อเสนอของอู๋ฮ่าว ลองไปดูหน่อยก็ดี ไม่แน่ว่าอาจจะมีผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่ตัวเองต้องการและเหมาะสมก็ได้
ภายใต้สายตาของทุกคน อู๋ฮ่าวยื่นมือออกมา แล้วทำท่าจับไปที่ภาพการถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ชุดแรกที่แสดงอยู่บนกระจกหน้าต่าง จากนั้นก็โบกมือเบาๆ แบบจำลองภาพถ่ายสมอง 3 มิติดิจิทัลที่แสดงอยู่ในหน้าจอกระจกนั้นก็เริ่มหมุนอย่างช้าๆ
ภายใต้การควบคุมด้วยท่าทางของอู๋ฮ่าว ภาพตัดขวางหลายมุมมองก็ถูกแสดงออกมาทันที บวกกับข้อมูลคลื่นสมอง ทำให้ทุกคนสามารถเห็นรายละเอียดของสมองก้อนนี้ได้อย่างชัดเจน
จากนั้นอู๋ฮ่าวก็กางแขนออก แล้วใช้มือปัดผ่านภาพข้อมูลการตรวจทุกชุด ก่อนจะตบมือเข้าหากัน แล้วกางออกอีกครั้ง!
จะเห็นได้ว่าภาพข้อมูลการตรวจทุกชุดที่แสดงอยู่บนกระจกและผนังทั้งสี่ด้าน ล้วนทำงานประสานกันกับการกระทำเมื่อครู่ของอู๋ฮ่าวทั้งหมด
ว้าว!
เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นในที่เกิดเหตุ ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ทนนั่งไม่ติดอีกต่อไป ต่างพากันลุกขึ้นยืนและเริ่มสังเกตการณ์ไปรอบๆ
เมื่อมองดูผู้เชี่ยวชาญที่จับกลุ่มกันสองสามคนดูข้อมูลโมเดลภาพถ่าย 3 มิติดิจิทัลแต่ละชุด อู๋ฮ่าวก็ยิ้มและกล่าวว่า: "จากการตรวจและการติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง สมองของหลัวเสียงเสียงทั้งก่อนและหลังการผ่าตัดไม่พบปัญหาใดๆ ข้อมูลภาพและคลื่นไฟฟ้าสมองก็ไม่มีความผิดปกติแสดงให้เห็น และตัวหลัวเสียงเสียงเองก็ไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านที่เกี่ยวข้อง"
"จากสิ่งนี้เราสามารถสรุปได้ว่า จนถึงขณะนี้ เรายังไม่พบผลกระทบหรืออันตรายใดๆ ที่ดวงตาอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิกอัจฉริยะรุ่นนี้มีต่อสุขภาพร่างกายและสมองของผู้ป่วย กล่าวคือ เทคโนโลยีนี้ในปัจจุบันถือว่าปลอดภัยครับ"
เมื่อพูดจบ อู๋ฮ่าวก็ดีดนิ้วทันที: "จบการแสดงผล"
รับทราบค่ะ เจ้านาย!
สิ้นเสียงผู้หญิง ภาพบนผนังทั้งสี่ด้านและกระจกหน้าต่างก็เริ่มหายไป กระจกหน้าต่างกลับมาโปร่งใสอีกครั้ง และห้องประชุมก็กลับมาสว่างไสว
เมื่อเหล่าผู้เชี่ยวชาญเห็นดังนั้น ต่างก็ยิ้มและกลับมานั่งลงตามเดิม
ศาสตราจารย์หยุนจื้อหงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ: "ฟังดูแล้ว เทคโนโลยีนี้น่าส่งเสริมให้ใช้อย่างแพร่หลายจริงๆ อย่างที่ทราบกันดีว่า ประชากรสายตาสั้นในประเทศของเรามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสถิติพบว่าปัจจุบันในประเทศมีคนกว่าครึ่งที่มีปัญหาสายตาสั้น"
"และกลุ่มคนที่ตาบอดเพราะสายตาสั้นก็กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากผู้ป่วยบางส่วนที่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเหมาะสมจนสามารถกลับมาเป็นปกติได้แล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่แม้จะได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีและเหมาะสม ก็ทำได้เพียงฟื้นฟูการมองเห็นได้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ความเสียหายของดวงตาที่เกิดจากโรคกมักจะไม่สามารถย้อนกลับได้"
"และในบรรดาผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้เหล่านี้ มีจำนวนไม่น้อยที่ต้องตาบอดในที่สุด สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ การผ่าตัดทั่วไปไม่สามารถรักษาได้แล้ว ดังนั้นสิ่งที่รอพวกเขาอยู่ก็มีเพียงผลลัพธ์เดียว คือตาบอดตลอดไป เว้นแต่ว่าเทคโนโลยีจักษุแพทย์ในอนาคตจะมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จนมีวิธีรักษาโรคเหล่านี้ได้"
"แต่ดูจากสถานการณ์การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านจักษุกรรมในปัจจุบัน การจะบรรลุอุดมคตินี้เกรงว่าจะยังต้องใช้เวลาอีกนาน"
"และความสำเร็จในการวิจัยดวงตาอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิกอัจฉริยะของพวกคุณ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นการมอบความหวังใหม่ให้กับผู้ป่วยเหล่านี้ ผู้ป่วยตาบอดเป็นกลุ่มที่น่าสงสารที่สุดในบรรดาผู้พิการทั้งหมด เพราะพวกเขามองไม่เห็น การใช้ชีวิตจึงไม่สะดวกเอามากๆ"
"ดังนั้นเทคโนโลยีดวงตาอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิกอัจฉริยะของพวกคุณจึงเป็นเหมือนดาวช่วยชีวิตของพวกเขา ในแง่นี้ เสี่ยวอู๋ คุณได้สร้างกุศลอันยิ่งใหญ่เลยทีเดียว"
ท่านชมเกินไปแล้วครับ นี่เป็นสิ่งที่เราควรทำ และสำหรับเรา นี่ก็เป็นสถานการณ์ที่วิน-วินทั้งสองฝ่าย เราเองก็ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้มากเหมือนกัน อู๋ฮ่าวตอบพร้อมรอยยิ้ม
"ไม่ว่าจะพูดอย่างไร คุณและบริษัทของคุณจะเป็นผู้มีพระคุณในใจของผู้ป่วยตาบอดทุกคน" ศาสตราจารย์หยุนจื้อหงส่ายหน้าพูดประโยคหนึ่ง ก่อนจะพูดกับอู๋ฮ่าวด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจว่า: "ตอนนี้ผมกังวลอยู่เรื่องหนึ่ง ตามหลักเหตุผลแล้ว การที่พวกคุณวิจัยดวงตาอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิกอัจฉริยะรุ่นนี้ออกมา สำหรับผู้ป่วยตาบอดเหล่านี้ถือเป็นเรื่องดีที่ยิ่งใหญ่เทียมฟ้า พวกเขาต้องรู้สึกขอบคุณคุณแน่ๆ"
"แต่ทว่า หากราคาดวงตาอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิกอัจฉริยะของพวกคุณแพงเกินไป ก็ไม่ใช่ผู้ป่วยตาบอดทุกคนที่จะมีความสามารถในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้"
"กลุ่มคนตาบอดโดยทั่วไปมีรายได้ทางเศรษฐกิจไม่สูงนัก พวกเขาไม่มีความสามารถมากพอที่จะรับภาระค่ารักษาผ่าตัดที่สูงลิ่ว ดังนั้นสำหรับคนเหล่านี้ การที่มีโอกาสอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่กลับไม่สามารถคว้าไว้ได้ นั่นจะเป็นความทรมานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับพวกเขา"
"และคนเหล่านี้ เมื่อไม่ได้รับโอกาสนี้ ความคิดก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง จนอาจเกิดความคิดสุดโต่ง ผูกใจเจ็บ และโทษสาเหตุทั้งหมดว่าเป็นเพราะโรงพยาบาล สังคม และพวกคุณ ในฐานะผู้คิดค้นและผลิตผลิตภัณฑ์นี้ พวกคุณก็จะตกเป็นเป้าหมายแรกในการระบายอารมณ์ของพวกเขา"
นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ให้ข้าวหนึ่งกำมือคือบุญคุณ ให้ข้าวหนึ่งถังกลายเป็นความแค้นสินะครับ อู๋ฮ่าวพูดติดตลก สถานการณ์แบบนี้พวกเขาคิดไว้ตั้งนานแล้ว และในอนาคตจะต้องเจออีกมากแน่นอน แต่พวกเขาคงไม่ล้มเลิกอุดมการณ์และความมุ่งมั่นในใจเพียงเพราะคำต่อว่าและความเกลียดชังของคนกลุ่มนี้ ส่วนคนกลุ่มนี้จะคิดอย่างไร อู๋ฮ่าวไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
"ดังนั้นเรื่องราคานี้ พวกคุณต้องระมัดระวังอย่างที่สุด ผมรู้ว่าการวิจัยดวงตาเทียมแบบนี้ พวกคุณต้องลงทุนไปมหาศาล แต่พวกคุณก็ต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ความเป็นจริงด้วย อย่าตั้งราคาสูงเกินไปนัก" ศาสตราจารย์หยุนจื้อหงเกลี้ยกล่อมอู๋ฮ่าว
อู๋ฮ่าวได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ายิ้มๆ แล้วกล่าวว่า: "เรื่องนี้ท่านวางใจได้ครับ เราไม่ใช่พวกนายทุนเลือดเย็นที่แสวงหาแต่ผลกำไรและหากินบนความทุกข์ของคนอื่น"
"เกี่ยวกับเรื่องราคา เราจะพิจารณาอย่างรอบคอบแน่นอนครับ"
-------------------------------------------------------
บทที่ 1617 : แย่งงาน "พระเจ้า"
คำพูดของอู๋ฮ่าว ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ต่างก็เข้าใจดี สีหน้าของแต่ละคนจึงดูไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อู๋ฮ่าวพูดก็เป็นความจริง ปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลสูงมากจริงๆ เมื่อต้องเผชิญกับโรคร้ายแรง แม้จะมีประกันสุขภาพทั่วไป แต่ครอบครัวของผู้ป่วยก็ยังต้อง "ลอกคราบ" (สูญเสียทรัพย์สินจนหมดตัว) อยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้น อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีราคาแพงหูฉี่และอยู่นอกเหนือขอบเขตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ทั่วไปเหล่านี้ ก็ไม่อยู่ในความคุ้มครองของประกันสุขภาพ ดังนั้นผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องแบกรับค่าใช้จ่ายก้อนโต
แน่นอนว่าอู๋ฮ่าวก็พูดเพียงเท่านี้และหยุด ไม่ได้ดึงดันในเรื่องนี้มากเกินไป เขาเพียงแค่แสดงจุดยืนของตนเองก็เพียงพอแล้ว
เมื่อเห็นดังนั้น เฉิงเหล่าจึงรีบยิ้มเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ "เสี่ยวอู๋ ในเมื่อระบบการเชื่อมต่อระหว่างสมองและคอมพิวเตอร์ของพวกคุณทำได้ถึงขั้นเชื่อมโยงถึงกันแล้ว ถ้าอย่างนั้นจะสามารถนำไปใช้ในวงการแพทย์ด้านอื่นๆ ได้หรือไม่"
เมื่อได้ยินคำถามของเฉิงเหล่า อู๋ฮ่าวก็มองไปที่เขา แล้วหันไปมองคนอื่นๆ ก่อนจะพยักหน้าตอบ "ใช่ครับ ทิศทางการใช้งานของเทคโนโลยีนี้กว้างขวางมาก หากพูดแค่ในวงการเทคโนโลยีการแพทย์ มันยังสามารถนำไปใช้รักษาโรคทางสมองและระบบประสาทได้อีกด้วย
ซึ่งรวมถึงผู้ป่วยสมองพิการ ผู้ป่วยที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา รวมถึงสิ่งที่เราเรียกกันในทางการแพทย์ว่า 'เจ้าชายนิทรา' (ผู้ป่วยสภาพผัก) ก็มีผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากเช่นกัน"
เจ้าชายนิทรา? เมื่อได้ยินคำนี้ เหล่าผู้เชี่ยวชาญที่นั่งอยู่ต่างก็เริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที
ต้องเข้าใจว่า วิธีการรักษาผู้ป่วยเจ้าชายนิทราในทางการแพทย์นั้นยังขาดแคลนอยู่มาก วิธีหลักที่ใช้ในปัจจุบันคือการรักษาเรี่ยวแรงทางกายภาพของผู้ป่วยให้เป็นปกติ แล้วเพิ่มการกระตุ้นจากภายนอกเพื่อช่วยให้ฟื้นคืนสติ แต่วิธีนี้เห็นผลช้ามาก เรียกว่าต้องพึ่งดวงล้วนๆ ผู้ป่วยบางรายอาจตื่นภายในไม่กี่สัปดาห์หรือกี่เดือน แต่บางรายกลับหลับไปหลายปี เป็นสิบปี หรือแม้กระทั่งหลับไปตลอดกาล
ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวของผู้ป่วยเจ้าชายนิทรามักต้องแบกรับความกดดันทางจิตใจและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล สุดท้ายหลายครอบครัวจำต้องเลือกที่จะยอมแพ้ และเนื่องจากกฎหมายในประเทศไม่อนุญาตให้ทำการุณยฆาต ดังนั้นญาติมักจะเป็นคนจัดการเอง ส่วนจะจัดการด้วยวิธีไหน ก็มีแต่ญาติและตัวผู้ป่วยเท่านั้นที่รู้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องน่าเศร้า
แต่ตอนนี้ฟังจากน้ำเสียงของอู๋ฮ่าว ดูเหมือนพวกเขาจะค้นพบวิธีใหม่ในการรักษาและปลุกผู้ป่วยเจ้าชายนิทราแล้ว เรื่องนี้จะไม่ให้ทุกคนสนใจได้อย่างไร
เมื่อเผชิญกับสายตาที่จับจ้องของทุกคน อู๋ฮ่าวก็ยิ้มและพยักหน้ายอมรับ "ถูกต้องครับ ใช้ระบบการเชื่อมต่อสมองและคอมพิวเตอร์เพื่อปลุกผู้ป่วยเจ้าชายนิทรา วิธีนี้คือการเชื่อมต่อระบบเข้ากับสมองของผู้ป่วย แล้วส่งเนื้อหาสัญญาณไฟฟ้าชีวภาพที่เกี่ยวข้องเข้าไปยังสมองอย่างต่อเนื่อง เนื้อหาเหล่านี้อาจเป็นภาพ เสียง หรือแม้แต่กลิ่น รสชาติ และสัมผัสทางผิวหนัง ฯลฯ
การกระตุ้นสมองของผู้ป่วยโดยตรงผ่านสัญญาณไฟฟ้าชีวภาพแบบเดี่ยวหรือหลายรูปแบบ จะตรงจุดกว่าการผ่านอวัยวะรับสัมผัสของผู้ป่วยเองมาก ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการปลุกผู้ป่วยเจ้าชายนิทราให้ฟื้นคืนสติได้อย่างมหาศาล
แน่นอนว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพิสูจน์ ผลการรักษายังไม่ชัดเจน แต่สำหรับการรักษาและปลุกผู้ป่วยเจ้าชายนิทรา นี่นับเป็นทิศทางใหม่จริงๆ
ผมจะยังคงค้นคว้าในเทคโนโลยีนี้ต่อไป และจะพยายามนำไปสู่การทดลองทางคลินิกให้เร็วที่สุด"
สิ้นเสียงของอู๋ฮ่าว ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองท่านหนึ่งในที่ประชุมก็เอ่ยขึ้นทันที "คุณอู๋ แผนกสมองของโรงพยาบาลเราถือเป็นแถวหน้าของประเทศ เราหวังว่าจะได้ร่วมมือกับพวกคุณในการรักษาและปลุกผู้ป่วยเจ้าชายนิทราอย่างรอบด้าน เพื่อผลักดันให้เทคโนโลยีนี้เข้าสู่การทดลองทางคลินิกโดยเร็ว"
สิ้นเสียงผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ อีกท่านหนึ่งก็รีบพูดแทรกขึ้นมา "คุณอู๋ โรงพยาบาลของเราก็มีความพร้อมสำหรับการทดลองทางคลินิกด้านนี้เช่นกัน เรายินดีต้อนรับบริษัทของคุณอย่างยิ่งที่จะตั้งศูนย์ทดลองทางคลินิกที่โรงพยาบาลของเรา เราจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่แน่นอน"
คุณอู๋...
ทุกคนต่างรู้ดีว่าเทคโนโลยีนี้มีความหมายอย่างไรในวงการวิชาการด้านสมอง ดังนั้นแต่ละคนจึงเริ่มแย่งชิงกัน สำหรับพวกเขาแล้ว หากสามารถแย่งชิงสิทธิ์ในการวิจัยร่วมและการทดลองทางคลินิกมาได้ นั่นหมายความว่าในอนาคตพวกเขาจะกลายเป็นเบอร์ 1 ในด้านการรักษาผู้ป่วยเจ้าชายนิทราทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งไม่เพียงแต่นำมาซึ่งชื่อเสียงมหาศาล แต่ยังนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่จับต้องได้อีกด้วย นี่คือเหตุผลที่พวกเขาแย่งชิงกันอย่างดุเดือดขนาดนี้
อู๋ฮ่าวเห็นดังนั้นก็ยังไม่รีบตบปากรับคำ แต่รอให้พวกเขาทะเลาะแย่งชิงกันสักพัก ก่อนจะยิ้มและยกมือปราม "ความหวังดีของทุกท่านผมขอรับไว้ด้วยใจครับ แต่เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อน หากทุกท่านสนใจ เราค่อยไปคุยกันนอกรอบดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลาของทุกคน ณ ที่นี้"
เมื่อได้ยินคำพูดของอู๋ฮ่าว ผู้คนที่แย่งชิงกันก็สงบลง คนอื่นๆ ก็ช่วยพูดไกล่เกลี่ย หัวข้อการสนทนาจึงเปลี่ยนไปเรื่องอื่น
"เสี่ยวอู๋ ได้ข่าวว่านอกจากโครงการอวัยวะเทียมไบโอนิคแล้ว พวกคุณยังทำงานวิจัยด้านเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงอวัยวะจากการโคลนนิ่งสเต็มเซลล์ และการพิมพ์อวัยวะชีวภาพ 3 มิติ (Bio-3D Printing) อีกด้วย ความคืบหน้าเป็นอย่างไรบ้าง ช่วยแนะนำให้พวกเรารู้จักความคืบหน้าและผลงานด้านนี้หน่อยได้ไหม" ศาสตราจารย์เจิ้งเอ่ยถามขึ้น
เฉิงเหล่าพยักหน้ามองอู๋ฮ่าวแล้วถามเสริม "เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงอวัยวะจากการโคลนนิ่งสเต็มเซลล์และการพิมพ์อวัยวะชีวภาพ 3 มิติ คือสาขาวิจัยที่ล้ำสมัยที่สุดในวงการแพทย์ปัจจุบัน บริษัทยายักษ์ใหญ่และสถาบันวิจัยชีวการแพทย์ทั่วโลกต่างก็กำลังทุ่มเทวิจัยเรื่องนี้
เทคโนโลยีทั้งสองนี้ถูกเรียกว่าเป็นเทคโนโลยีแกนหลักของการแพทย์ในอนาคต ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ถึงขั้นมีนักวิทยาศาสตร์ทำนายว่า เทคโนโลยีสองอย่างนี้จะสามารถยืดอายุขัยของมนุษย์ออกไปได้อีกเท่าตัว แม้คำพูดนี้จะดูเกินจริง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เพียงแต่เพราะความยากทางเทคนิคที่สูงมาก ประกอบกับเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายและจริยธรรมศีลธรรม ความคืบหน้าจึงเป็นไปอย่างล่าช้ามาก"
อู๋ฮ่าวพยักหน้าตอบ "ใช่ครับ เทคโนโลยีทั้งสองนี้ถือเป็นการท้าทายเขตหวงห้ามแห่งชีวิต การที่เราสร้างอวัยวะที่มีชีวิตขึ้นมาด้วยมือมนุษย์ อาจกล่าวได้ว่าเป็นการแย่งงานของ 'พระเจ้า'
ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีตัวไหน ความยากก็มหาศาล ปัญหาที่เกี่ยวข้องไม่ใช่แค่ในด้านชีวการแพทย์ แต่ยังรวมถึงกฎหมาย จริยธรรมศีลธรรม และกระแสสังคม
ดังนั้นสำหรับการวิจัยด้านนี้ เราจึงระมัดระวังมาโดยตลอด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกก้าวที่เราเดินนั้นมั่นคงและแข็งแรง"
พูดถึงตรงนี้ อู๋ฮ่าวก็หยุดเล็กน้อย แล้วพูดกับทุกคนว่า "ปัจจุบันเรามีความคืบหน้าในเทคโนโลยีทั้งสองตัวนี้อยู่บ้าง แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าประสบความสำเร็จครับ"
เมื่อเห็นว่าอู๋ฮ่าวพยายามจะพูดผ่านๆ ไป เฉิงเหล่าก็ดูไม่ค่อยพอใจนัก "พูดให้เยอะกว่านี้หน่อย วันนี้เป็นการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ถ้าส่วนไหนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหลักที่เป็นความลับ คุณก็ข้ามไปได้"
เมื่อได้ยินเฉิงเหล่าพูดเช่นนั้น ทุกคนต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย
อู๋ฮ่าวเห็นดังนั้นก็แสดงสีหน้าจนปัญญาออกมาเล็กน้อย "ก็ได้ครับ งั้นผมจะพูดคร่าวๆ แต่ในด้านเทคโนโลยีทั้งสองนี้ ผลงานที่เราทำได้ยังมีไม่มาก ผมจะขออธิบายเน้นไปที่แนวคิดและหลักการของเรา ส่วนเรื่องเทคนิคจะขอน้อยหน่อยนะครับ"
เมื่อเห็นทุกคนพยักหน้า อู๋ฮ่าวจึงเริ่มบรรยายต่อ
......