เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1556 : แผนการร้ายถูกทำลาย | บทที่ 1557 : กลับลำ

บทที่ 1556 : แผนการร้ายถูกทำลาย | บทที่ 1557 : กลับลำ

บทที่ 1556 : แผนการร้ายถูกทำลาย | บทที่ 1557 : กลับลำ


บทที่ 1556 : แผนการร้ายถูกทำลาย

ในเมื่อมีภาพใบหน้าของผู้ต้องสงสัยว่าเป็นนักฆ่ารายนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จัดการได้ง่ายขึ้น

ทีมสอบสวนพิเศษเริ่มปฏิบัติการทันที พวกเขาเริ่มต้นด้วยการใช้ระบบ "เทียนกั่ง" (Skynet) เปิดระบบค้นหาอัจฉริยะ เพื่อตรวจสอบและเปรียบเทียบข้อมูลจากกล้องวงจรปิดของระบบขนส่งสาธารณะทั้งหมดในเขตเมืองซางไห่ รวมถึงกล้องวงจรปิดในพื้นที่สาธารณะทุกแห่งที่ครอบคลุมโดยระบบเทียนกั่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพื่อค้นหาร่องรอยอื่นๆ ของบุคคลนี้ในซางไห่

ใบหน้าของคนอาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่โครงกระดูกนั้นเปลี่ยนไม่ได้ และระบบเทียนกั่งก็ทำการเปรียบเทียบผ่านข้อมูลโครงสร้างกะโหลกศีรษะ ซึ่งมีความแม่นยำสูงกว่าร้อยละ 95 การตรวจสอบคัดกรองผ่านข้อมูลล่วงหน้าจึงทำให้หาตัวคนคนนี้ได้ไม่ยากนัก

ในขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคกำลังนำข้อมูลภาพของชายคนนี้ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องในฐานข้อมูล เช่น ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ข้อมูลหนังสือเดินทาง หรือแม้แต่ข้อมูลใบขับขี่ เพื่อระบุตัวตนของเขาผ่านการเปรียบเทียบข้อมูลเหล่านี้

ผลการเปรียบเทียบตลอดหลายวันที่ผ่านมามีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ข่าวดีคือจากการเปรียบเทียบผ่านระบบเทียนกั่ง สามารถขุดคุ้ยเส้นทางการเคลื่อนไหวของชายคนนี้ในซางไห่และพื้นที่ใกล้เคียงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาได้ ภาพที่ชัดเจนจำนวนมากถูกส่งมายังทีมสอบสวนอย่างต่อเนื่อง

ส่วนข่าวร้ายคือ จากการเปรียบเทียบข้อมูลทะเบียนราษฎร์และข้อมูลหนังสือเดินทางผู้เข้าเมือง แม้จะพบเป้าหมายที่คล้ายคลึงกันบ้าง แต่สุดท้ายก็ถูกคัดออกทั้งหมดจากการตรวจสอบ นั่นหมายความว่าไม่พบข้อมูลของชายคนนี้ ซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มีสองอย่าง หนึ่งคือเขาเป็นคนเถื่อนที่ไม่มีข้อมูลในทะเบียนราษฎร์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารภายในประเทศพัฒนาไปไกลขนาดนี้ การไม่มีข้อมูลระบุตัวตนแทบจะทำให้ก้าวไปไหนไม่ได้เลย

ดังนั้นจึงเหลือความเป็นไปได้อีกอย่างเดียว คือคนคนนี้เป็นชาวต่างชาติ และลักลอบเข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมาย หากเป็นเช่นนี้ ก็อธิบายได้ชัดเจนว่าทำไมถึงไม่มีข้อมูลของเขาในระบบ

เมื่อการสืบสวนเจาะลึกและการลงพื้นที่ตรวจสอบดำเนินไป ข้อมูลต่างๆ ก็ถูกขุดคุ้ยออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ชายคนนี้ใช้ข้อมูลปลอมหลังจากลักลอบเข้าเมือง และตำรวจก็พบรถยนต์ที่นักฆ่าคนนี้ใช้ขับขี่ รถคันนี้เช่ามาจากบริษัทเช่ารถแห่งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าตอนเช่าก็ใช้ข้อมูลเท็จ และรถคันนี้ไม่ได้ถูกนำมาคืนตามกำหนด เจ้าของร้านเช่ารถจึงแจ้งความ และในที่สุดตำรวจก็ตามรอยสัญญาณ GPS ของรถจนพบ แต่มันกลับถูกทิ้งจมอยู่ในทะเลสาบแห่งหนึ่งแล้ว

หลังจากตำรวจกู้ซากรถขึ้นมา ผู้เชี่ยวชาญด้านร่องรอยและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ได้ตรวจสอบและเก็บหลักฐานอย่างละเอียด ในที่สุดก็พบลายนิ้วมือไม่กี่รอยบนพวงมาลัยและบริเวณกระโปรงหลังรถ แม้ว่าจะถูกน้ำแช่จนเลือนรางไปมาก แต่ด้วยความพยายามของผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ก็สามารถกู้คืนภาพลายนิ้วมือกลับมาได้

จากการเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลลายนิ้วมือ ไม่พบข้อมูลที่ตรงกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่านี่คือสายลับมืออาชีพที่ลักลอบเข้ามาและผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เป้าหมายของเขานั้นชัดเจนมาก คือเพื่อทำลายอุทยานวิทยาศาสตร์ของบริษัทซินเคอจี้ (Xin Tech)

ด้วยเหตุนี้ คดีนี้จึงเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตำรวจ และถูกส่งมอบให้หน่วยงานความมั่นคงรับผิดชอบดูแลทั้งหมด โดยทางตำรวจจะให้ความร่วมมือและช่วยเหลืออย่างเต็มที่

หน่วยงานความมั่นคงก็ไม่ใช่พวกฝีมือดาษดื่น ผ่านช่องทางต่างๆ ในที่สุดพวกเขาก็สืบจนรู้ตัวตนของคนคนนี้ ซึ่งก็ไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้เลย

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามที่อุกอาจเช่นนี้ หน่วยงานความมั่นคงก็ยอมไม่ได้เช่นกัน ผู้บริหารระดับสูงสั่งการด่วนให้ถือเป็นคดีสำคัญเร่งด่วน และต้องจับกุมตัวคนร้ายมาลงโทษให้ได้ก่อนที่เขาจะหนีออกนอกประเทศ

ทันใดนั้น ตาข่ายที่มองไม่เห็นก็กางออก รอคอยให้ปลาว่ายเข้ามาติดกับ และเมื่อตำรวจกระชับวงล้อมเข้ามาเรื่อยๆ นักฆ่ารายนี้ก็ตระหนักว่าเขาไม่สามารถอยู่ในเขตซางไห่ได้อีกต่อไป จำเป็นต้องหนี และทางที่ดีที่สุดคือหนีออกนอกประเทศ

ช่องทางปกติย่อมไปไม่ได้แล้ว เขาจึงติดต่อผ่านนายหน้าค้ามนุษย์ (หัวงู) ในตลาดมืด จนในที่สุดก็ได้ลักลอบขึ้นเรือขนถ่านหินที่มุ่งหน้าขึ้นเหนือ การขนส่งถ่านหินจากเหนือลงใต้ทำให้เขตซางไห่เป็นหนึ่งในแหล่งใช้ถ่านหินที่สำคัญ ถ่านหินจากทางเหนือถูกส่งมาป้อนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนหลายแห่งรอบซางไห่ เพื่อผลิตไฟฟ้าที่มั่นคงให้กับเมือง ประกอบกับซางไห่เป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าที่สำคัญที่สุดในภาคตะวันออก การค้าขายที่ท่าเรือจึงคึกคักมาก

นักฆ่ารายนี้เตรียมแฝงตัวขึ้นเรือเพื่อหนีออกจากซางไห่ แล้วค่อยลักลอบออกนอกประเทศจากทางเหนือ แต่ความเคลื่อนไหวนี้อยู่ในสายตาของหน่วยงานความมั่นคงมานานแล้ว หลังจากล่อให้คนคนนี้ขึ้นเรือ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษก็บุกเข้าจับกุมทันที

กระบวนการจับกุมดำเนินไปอย่างราบรื่น แม้คนร้ายจะขัดขืนอย่างหนักแต่ก็น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ภายใต้วงล้อมที่แน่นหนาเขาไม่อาจหนีรอดไปได้ ในวินาทีสุดท้ายเขาถึงกับพยายามจะกินยาพิษฆ่าตัวตาย แต่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษไม่ยอมให้เขาทำสำเร็จ พวกเขามีวิธีและขั้นตอนจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างเชี่ยวชาญ จึงตัดสินใจหักข้อมือของเขาและปัดแคปซูลยาพิษทิ้ง ก่อนจะจับกุมตัวได้สำเร็จ

จากนั้นหน่วยงานความมั่นคงก็เริ่มสอบสวนคนคนนี้ทันที ปฏิบัติการใหญ่ขนาดนี้ เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเข้ามาคนเดียว จะต้องมีพรรคพวกคนอื่นอีกแน่นอน มิฉะนั้นเขาคงไม่สามารถเริ่มปฏิบัติการได้อย่างราบรื่นขนาดนี้

อีกด้านหนึ่ง ในคดีอุบัติเหตุจราจรบนทางด่วน ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงได้ตรวจสอบภาพจากกล้องหน้ารถของผู้เสียหายหลายราย จนสามารถกู้ภาพใบหน้าของกลุ่มผู้ต้องสงสัยออกมาได้ และเมื่อนำเข้าสู่ฐานข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบ ในที่สุดก็ระบุตัวตนของกลุ่มผู้ต้องสงสัยได้

สุดท้าย จากการไล่ล่าอย่างต่อเนื่อง กลุ่มคนเหล่านี้ก็ถูกจับกุมตัวได้ที่บ้านเกิด จากคำรับสารภาพ พวกเขาได้รับการว่าจ้างจากคนคนหนึ่ง โดยสัญญาว่าจะให้ค่าจ้างคนละสองหมื่นหยวน คนกลุ่มนี้เป็นพวกอันธพาลว่างงานที่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อนและไม่มีรายได้แน่นอน เมื่อได้รับข้อเสนอค่าตอบแทนที่ล่อใจขนาดนี้ พวกเขาจึงตกลงโดยแทบไม่ต้องลังเล

ในความคิดของพวกเขา ก็แค่สร้างอุบัติเหตุรถชน หรือโรยตะปูหน่อยก็พอแล้ว บนทางด่วนมีรถตั้งมากมาย ใครจะรู้ว่าเป็นฝีมือพวกเขา เพื่อความปลอดภัย พวกเขายังขโมยรถมาใช้อีกด้วย แต่คาดไม่ถึงว่าต่อให้ระวังแค่ไหนก็ยังมีช่องโหว่ สุดท้ายก็ถูกตำรวจจับกุมตัวมาดำเนินคดี

เพียงเท่านี้ คดีความก็ถือว่าสิ้นสุดลงชั่วคราว สิ่งนี้ทำให้พวกอู๋ฮ่าวโล่งใจไปได้เปราะหนึ่ง เพราะหากยังจับตัวผู้ต้องสงสัยไม่ได้ พวกเขาก็คงต้องอยู่อย่างหวาดระแวงไปตลอดทั้งวัน

แน่นอนว่าถึงแม้คดีจะคลี่คลายแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่อาจประมาทหรือชะล่าใจได้ ใครจะรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเริ่มแผนการอะไรอีก ต้องตระหนักว่าการปรากฏตัวของเครื่องสลักแสง (Lithography Machine) ระดับ 5 นาโนเมตร EUV เครื่องนี้ ได้ทำลายฝันหวานของใครหลายคน และตอนนี้มันกลายเป็นหนามยอกอกของพวกเขาไปแล้ว

ด้วยเหตุนี้ ทางด้านอู๋ฮ่าวจึงได้เสริมกำลังรักษาความปลอดภัยทั้งที่อุทยานวิทยาศาสตร์ซินเคอจี้ในซางไห่และโรงงานที่สูตู ในอีกด้านหนึ่ง ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงก็เพิ่มความสนใจในสถานที่ทั้งสองแห่งนี้ และใช้มาตรการที่เกี่ยวข้องในการคุ้มครอง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นอีกในอนาคต

เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกอู๋ฮ่าวก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกได้เสียที อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดเหมือนพวกเขา เพราะมีบางคนเริ่มเกิดความหวั่นไหวขึ้นมาแล้ว

-------------------------------------------------------

บทที่ 1557 : กลับลำ

เมื่อบางประเทศประกาศว่าจะขยายรายชื่อการคว่ำบาตรเพื่อโจมตีโครงการเครื่องลิโทกราฟี (เครื่องฉายแสงสำหรับผลิตชิป) ในครั้งนี้ ก็มีคนบางกลุ่มที่เริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ คนแรกที่ออกอาการก็คือหลิวฉีเซี่ยง ในด้านหนึ่งเขาเรียกร้องให้มีคนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ ในอีกด้านหนึ่งก็เรียกร้องให้เปิดเผยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และดึงดูดกลุ่มทุนอื่นๆ เข้ามา หรือแม้กระทั่งยอมให้ทุนจากต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อเปลี่ยนสภาพของบริษัทแห่งนี้ และหลีกเลี่ยงการถูกโจมตีและจำกัดสิทธิ์เพิ่มเติม นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้บอร์ดบริหารอนุมัติให้ซินเคอจี (Xin Tech) เร่งเจรจาประนีประนอมกับกลุ่มประเทศตะวันตกบางกลุ่ม เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจำกัดและโจมตี

แน่นอนว่าอู๋ฮ่าวและพรรคพวกย่อมไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน ไม่ต้องพูดถึงว่าข้อเรียกร้องของหลิวฉีเซี่ยงมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด แค่ข้อเรียกร้องเหล่านี้ของเขาก็ถือว่าได้เปลี่ยนสภาพของโครงการนี้ไปแล้ว หากมองในบางมุม หลิวฉีเซี่ยงก็คือพวกชอบประนีประนอมและพวกยอมจำนน สงครามของจริงยังไม่ทันได้เริ่ม ศัตรูแค่ขู่คำโตออกมาไม่กี่คำ ก็รีบชูธงขาวขอยอมแพ้เสียแล้ว ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่อู๋ฮ่าวและคนอื่นๆ รับไม่ได้อย่างชัดเจน

อีกทั้ง โครงการนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นที่จับตามองของคนทั้งประเทศ และมีคุณค่าทางยุทธศาสตร์สูงมาก เรียกได้ว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ หากปล่อยให้คนกลุ่มนี้เข้ามาแทรกแซงและทำการประนีประนอม ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาโครงการในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย หรืออาจถึงขั้นทำให้โครงการล้มเหลวไปเลยก็ได้

สุดท้ายคือเรื่องของความรู้สึก นี่คือเครื่องลิโทกราฟีที่คนในชาติพัฒนาขึ้นมาด้วยตนเอง โครงการทั้งหมดดำเนินการโดยพึ่งพาตนเอง หากยอมให้กองกำลังภายนอกแทรกแซงเข้ามา ก็เกรงว่าจะทำร้ายจิตใจของคนในชาติทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนรับไม่ได้อย่างยิ่ง

เมื่อเผชิญกับท่าทีที่แข็งกร้าวของอู๋ฮ่าวและพรรคพวก ซึ่งปฏิเสธข้อเสนอและข้อเรียกร้องของเขาทั้งหมด หลิวฉีเซี่ยงก็รู้สึกเสียหน้า ถึงขั้นขู่ว่าจะถอนหุ้น

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงคำพูดที่พูดด้วยความโมโห แต่อู๋ฮ่าวและพรรคพวกกลับไม่เล่นด้วย โดยเฉพาะเสี่ยวหม่าเกอ (พี่ม้าเล็ก) ที่ตอบโต้กลับไปตรงๆ ว่า จะถอนหุ้นก็ได้ ไม่มีปัญหาเลย หุ้นที่พวกเขามีอยู่ทั้งหมด เขาจะรับซื้อไว้เอง ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายได้เซ็นสัญญากันไว้แล้วว่าภายในกี่ปีห้ามขายหรือถอนตัวโดยสมัครใจ หากถอนตัวโดยสมัครใจ จะต้องรับผิดชอบค่าปรับการผิดสัญญา และหุ้นส่วนนั้นจะถูกคืนในราคาพาร์ (ราคาต้นทุนตอนเข้าถือหุ้น) นั่นหมายความว่า นอกจากจะได้เงินต้นคืนแล้ว เขาจะไม่ได้กำไรเลยแม้แต่บาทเดียว

เมื่อเจอการตอบโต้ที่แข็งกร้าวของเสี่ยวหม่าเกอ สีหน้าของหลิวฉีเซี่ยงก็เปลี่ยนเป็นดูไม่ได้เลย และเกิดอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ตรงนั้น เวลานี้จำเป็นต้องมีคนหาทางลงให้เขา แต่ผ่านไปครึ่งค่อนวันกลับไม่มีใครเอ่ยปากเลย

สุดท้ายเป็นเสวี่ยปิงที่เอ่ยปากขึ้นมาว่า "ทุกคนอย่าเพิ่งใจร้อน เรื่องอะไรก็ค่อยๆ คุยกันได้ สถานการณ์ตอนนี้ซับซ้อน บริษัทของพวกเราแต่ละแห่งต่างก็มีความยากลำบากที่ต้องเผชิญ ดังนั้นหวังว่าทุกคนจะเข้าใจกันให้มาก"

"สรุปว่าพวกคุณก็จะถอนตัวด้วยงั้นสิ?" เถาเจิ้งหยางพูดแทรกเสวี่ยปิงและถามออกไปตรงๆ

เสวี่ยปิงอ้าปากค้าง แล้วทำหน้าจนใจใส่ทุกคนก่อนจะพูดว่า "สำหรับโครงการนี้ ตัวผมเองสนับสนุนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน แต่พวกเราคนทำธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การตัดสินใจทุกอย่างต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นและนักลงทุนรายย่อย พวกเรามีธุรกิจขนาดใหญ่ในต่างประเทศ หากถูกจำกัดและโจมตี พวกเราจะต้องเผชิญกับความสูญเสียมหาศาล ซึ่งขัดต่อผลประโยชน์โดยรวมของบริษัท ดังนั้นหากถึงขั้นนั้นจริงๆ และจำเป็นต้องเลือก พวกเราก็คงทำได้แค่..."

เสวี่ยปิงพูดไม่จบประโยค แต่ทุกคนต่างเข้าใจความหมายในคำพูดของเขาดี เมื่อเทียบกับหลิวฉีเซี่ยง คำพูดของเสวี่ยปิงทำให้ทุกคนยอมรับได้มากกว่า แต่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ อารมณ์ของเหล่าหม่า (พี่ม้าใหญ่) ก็ยังคงไม่ค่อยดีนัก เขาเอ่ยขึ้นมา

"ตอนที่คุยเรื่องโครงการนี้ ก็ได้อธิบายความเสี่ยงให้ทุกคนฟังชัดเจนแล้ว ทุกคนก็ตอบตกลงด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์จะเป็นแบบนี้ แต่พวกเราไม่กลัว โครงการนี้พวกเราจะทำจนถึงที่สุด"

เสี่ยวหม่าเกอก็พยักหน้าและพูดว่า "ในเรื่องนี้ พวกเราคงไปตำหนิพวกคุณไม่ได้จริงๆ ถ้าเปลี่ยนเป็นพวกเรา ก็เชื่อว่าจะเลือกแบบเดียวกัน ถ้าพวกคุณตัดสินใจแล้ว ก็บอกล่วงหน้าหน่อยแล้วกัน ส่วนหุ้นของพวกคุณ พวกเราจะรับช่วงต่อทั้งหมด ถ้าคนอื่นมีปัญหาเรื่องเงิน ผมรับไว้ทั้งหมดเองก็ไม่มีปัญหา"

เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างก็ยิ้มออกมา มีหรือที่พวกเขาจะไม่รู้ว่าในใจเสี่ยวหม่าเกอกำลังคิดอะไรอยู่

อู๋ฮ่าวยิ้มและกล่าวว่า "เรื่องนี้ไม่มีปัญหาเลย เงินทุนหมุนเวียนที่ว่างอยู่เราพอมีบ้าง แถมก่อนหน้านี้เราก็อยากดึงดูดนักลงทุนเข้ามาเพิ่มอยู่แล้วนี่ ถ้าพวกคุณถอนตัวจริงๆ ส่วนแบ่งหุ้นตรงนี้ก็จะมีคนมารับช่วงต่อแน่นอน วางใจเถอะ เราไม่ทำให้พวกคุณลำบากใจหรอก พวกเราไปมาหาสู่กันได้อย่างอิสระ"

"นับพวกเราด้วยอีกหนึ่ง ยังไงพวกเราก็ไม่มีธุรกิจในต่างประเทศอยู่แล้ว ต่อให้พวกเขาจะจำกัดหรือโจมตีแค่ไหน จะตีมาถึงในประเทศได้เชียวหรือ" หลี่เฟยหงเปลี่ยนจากภาพลักษณ์ถ่อมตัวก่อนหน้านี้ มาพูดด้วยความห้าวหาญ

ในวิดีโอคอล ซุนซู่จากไห่เฉาก็หัวเราะตามและกล่าวว่า "เห็นๆ อยู่ว่าผลไม้ใกล้จะสุกให้เก็บเกี่ยวแล้ว ถอนตัวตอนนี้ก็น่าเสียดายแย่ ไม่ว่าผลของโครงการนี้จะเป็นอย่างไร พวกเราขอร่วมหัวจมท้ายด้วยจนถึงที่สุด"

"พวกเราก็เหมือนกัน ไม่มีทางเลือกที่สองแล้ว ยังไงการไปยอมจำนนต่อคนอื่นย่อมเป็นไปไม่ได้ ต่อให้ตาย พวกเราก็จะตายอย่างยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรี" เถาเจิ้งหยางกล่าวอย่างฮึกเหิม

เมื่อได้ยินคำพูดของทั้งสองคนในหน้าต่างวิดีโอ อู๋ฮ่าวก็ยิ้มและส่งเสียงกล่าวว่า "เอาล่ะ เรื่องนี้พวกเราจะไม่ถกเถียงกันแล้ว ในกลุ่มพวกเราคนที่มีความคิดแบบนั้นคงไม่ได้มีแค่สองท่านนี้แน่นอน ดังนั้นผมขอเสนอว่าหลังเลิกประชุม ให้ทุกคนกลับไปไตร่ตรองให้ดี ปรึกษาหารือกันเป็นการภายใน แล้วรีบให้คำตอบโดยเร็วที่สุด

แบบนี้ทางเราจะได้รีบเตรียมการแต่เนิ่นๆ ว่าจะระดมทุนเองหรือจะหานักลงทุนรายใหม่เข้ามา"

เมื่อเห็นทุกคนในวิดีโอพยักหน้า อู๋ฮ่าวจึงโบกมือแล้วกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้น ก็ขอปิดการประชุมเพียงเท่านี้"

พูดจบ หน้าต่างวิดีโอก็ทยอยหายไปทีละจอ จนสุดท้ายเหลือเพียงหน้าต่างซ้ายและขวา ซึ่งก็คือ "สองหม่า" นั่นเอง ทั้งสามคนอยู่ต่อเป็นคนสุดท้ายอย่างรู้ใจกัน เห็นได้ชัดว่าทุกคนมีเรื่องต้องคุยกันต่อ

คนแรกที่เปิดปากคือเสี่ยวหม่าเกอ เขาพูดว่า "ดูจากท่าทางของเสวี่ยและหลิว การถอนตัวน่าจะเป็นเรื่องของเวลา พวกเราควรเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ทางผมยังมีเงินทุนอยู่พอสมควร ถ้าจำเป็นก็สามารถเอามาโปะได้ทันที"

ส่วนเหล่าหม่าส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า "โครงการใหญ่ขนาดนี้ ดำเนินการมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเขาต้องเสียดายมากแน่ๆ ถ้ามีโอกาสแม้เพียงนิดเดียว พวกเขาก็คงไม่เลือกที่จะถอนตัวหรอก ดังนั้นถ้าพวกเขาถูกบีบให้ต้องถอนตัวจริงๆ พวกเราก็ไปตำหนิอะไรพวกเขาในเรื่องนี้ไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนเป็นพวกเราตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ก็คงต้องเลือกแบบเดียวกันแน่นอน

แต่แน่นอนว่า ดูจากตอนนี้ พวกเขาน่าจะยังลังเลอยู่ และกำลังรอดูท่าทีของโลกตะวันตก ถ้าปฏิกิริยายังคงรุนแรงต่อเนื่อง พวกเขาก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะทนแรงกดดันไม่ไหว

ผมเห็นด้วยกับความคิดของเสี่ยวหม่า ที่ให้รีบเตรียมการแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เรื่องเงินทางนี้ผมคงช่วยไม่ได้มาก แต่ผมสามารถแนะนำนักลงทุนที่เชื่อถือได้ให้ได้ พวกเขามีเงินทุนหมุนเวียนในมือจำนวนมาก และสนใจในโครงการนี้เป็นอย่างยิ่ง"

จบบทที่ บทที่ 1556 : แผนการร้ายถูกทำลาย | บทที่ 1557 : กลับลำ

คัดลอกลิงก์แล้ว