เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1006 : ภารกิจปล่อยจรวดพุ่งสูงขึ้น | บทที่ 1007 : ลมพายุทรายอันหนาแน่นลึกเข้าไปในโกบี

บทที่ 1006 : ภารกิจปล่อยจรวดพุ่งสูงขึ้น | บทที่ 1007 : ลมพายุทรายอันหนาแน่นลึกเข้าไปในโกบี

บทที่ 1006 : ภารกิจปล่อยจรวดพุ่งสูงขึ้น | บทที่ 1007 : ลมพายุทรายอันหนาแน่นลึกเข้าไปในโกบี


บทที่ 1006 : ภารกิจปล่อยจรวดพุ่งสูงขึ้น

หลังจากคุยสัพเพเหระกันอีกครู่หนึ่ง ทุกคนก็แยกย้ายกันไปจัดการงานของตัวเอง

แต่มีอยู่คนหนึ่งที่เป็นข้อยกเว้น นั่นคือจางจุน เขายังคงนั่งดื่มชาร้อนอยู่ที่เดิมตามลำพัง นับตั้งแต่เว่ยเสี่ยวหย่าสั่งให้เขาลดน้ำหนัก หมอนี่ก็เลิกดื่มกระทิงแดง หรือน้ำอัดลมแห่งความสุขของเหล่าโอตาคุอ้วนไปแล้ว แม้แต่กาแฟก็ยังไม่ดื่ม

ตอนนี้เขาเริ่มเลียนแบบตงอี้หมิง โดยการถือกระติกน้ำเก็บความร้อนไปไหนมาไหนทั้งวัน ถ้าคนไม่รู้คงนึกว่าเป็นข้าราชการรุ่นลายครามอายุสามสิบสี่สิบปีไปแล้ว

"ทำไมยังไม่ไปอีก?" อู๋ฮ่าวส่งแขกคนอื่นๆ เสร็จ หันกลับมามองจางจุนที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟาในโซนพักผ่อน จึงอดถามไม่ได้

จางจุนยิ้มแล้วส่ายหัว ก่อนจะกดยมือลงเป็นเชิงบอกเขาว่า "นั่งสิ!"

อู๋ฮ่าวเห็นดังนั้นก็ยิ้ม แล้วนั่งลงถามว่า "เป็นอะไรไป เจอเรื่องลำบากใจอะไรมาหรือเปล่า?"

จางจุนพยักหน้า แล้วมองเขาพร้อมกับถอนหายใจ "เฮ้อ ก็ไม่พ้นโดนเร่งรัดเรื่องแต่งงานนั่นแหละ ช่วงตรุษจีนโดนทุกบ้านเล่นงาน ทำเอาฉันแทบประสาทเสีย"

"ฮ่าๆ ไหนนายบอกว่ารับมือไหวไง ทำไมถึงต้านไม่อยู่แล้วล่ะ?" อู๋ฮ่าวยิ้มเย้าแหย่

จางจุนถลึงตาใส่เขา แล้วสวนกลับอย่างหงุดหงิด "ให้นายลองโดนป้าๆ น้าๆ รุมเร่งทุกวันดูบ้าง นายจะทนไหวไหมล่ะ"

"หึๆ ดูท่าจะโดนเร่งจนหัวหมุนจริงๆ สินะ" อู๋ฮ่าวยิ้ม พลางหยิบกาน้ำแก้วที่เพิ่งต้มเดือดด้านข้างมารินเติมน้ำร้อนใส่แก้วให้เขา แล้วถามยิ้มๆ ว่า "ดื่มชาหน่อย จะได้ดับไฟในใจลงบ้าง"

อู๋ฮ่าวเติมน้ำใส่แก้วตัวเองพลางถามต่อ "จะแต่งแล้วเหรอ?"

จางจุนได้ยินดังนั้นก็รีบโบกมือรัวๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความรำคาญใจ "พอเลย อย่าจี้ใจดำกันสิ ฉันตกลงกับเสี่ยวหย่าเรียบร้อยแล้ว ว่าจะชะลอไปอีกสองปีก็คือสองปี ใครมาเร่งก็ไม่มีประโยชน์"

"ลูกผู้ชาย! นับถือเลย!" อู๋ฮ่าวยกนิ้วโป้งให้

"ไสหัวไปเลย!" จางจุนด่ากลับไปคำหนึ่ง แล้วมองเขาพร้อมพูดว่า "ฉันเห็นนายช่วงตรุษจีนดูมีชีวิตชีวาดีนี่ สบายใจมากเลยล่ะสิ?"

"พอเลย เลิกประชดประชันได้แล้ว" อู๋ฮ่าวค้อนใส่จางจุนวงใหญ่แล้วพูดว่า "สภาพฉันตอนนี้ นายคิดว่าไปไหนจะสงบสุขได้หรือไง เพิ่งกลับไปถึงก็โดนคนจำได้ ไปเยี่ยมญาติก็โดนไทยมุง แถมยังโดนทางท้องถิ่นมาขอรับบริจาคอีก"

"ได้ยินมาเหมือนกัน ในข่าวบอกว่านายอู๋ฮ่าวจะบริจาคเงินให้บ้านเกิดเท่าไหร่ๆ จะลงทุนโครงการใหญ่แค่ไหน จนขึ้นเทรนด์ฮอตในเวยป๋อเลยนี่" จางจุนพูดแซวเขา

"นายมาจากยมโลกหรือไง ทำไมตัวถึงมีแต่ไอเย็นยะเยือกแบบนี้" อู๋ฮ่าวพูดอย่างเอือมระอา

"ฮ่าๆๆๆ..." จางจุนหัวเราะร่า "แต่สรุปแล้วนายก็ได้บริจาคเงินแล้วก็รับปากเรื่องการลงทุนไปแล้วสินะ"

อู๋ฮ่าวถอนหายใจเมื่อได้ยิน แล้วส่ายหน้า "ไม่ได้บริจาคเป็นเงินสดโดยตรง แต่บริจาคเป็นสล็อตโฆษณาในโลกเสมือนจริงและเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเสมือนจริงของเรา เป็นเวลาสามเดือน"

"โห ใจป้ำไม่ใช่เล่นนะ พื้นที่โฆษณาสามเดือน แถมยังสองแพลตฟอร์ม อย่างต่ำๆ ก็หลายสิบล้านหยวนแล้วนะนั่น" จางจุนมองเขาแล้วพูดขึ้น

"เฮ้อ ช่วยไม่ได้นี่นะ เดี๋ยวค่าใช้จ่ายส่วนนี้ค่อยหักออกจากบัญชีส่วนตัวของฉันก็แล้วกัน" อู๋ฮ่าวบอกเขา

แต่จางจุนกลับโบกมือปฏิเสธ "ไม่จำเป็น เรามีโครงการสาธารณกุศลเพื่อแก้ปัญหาความยากจนอยู่แล้ว ตัดยอดไปเข้าตรงนั้นได้เลย อีกอย่างบริษัทยังมีกองทุนการกุศลโดยเฉพาะ สามารถใช้งบส่วนนี้ได้สบายๆ

ที่ฉันสนใจไม่ใช่เรื่องพวกนี้ ที่ฉันสนคือนายตั้งใจจะเลือกที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์สำรองสำหรับระบบกู้คืนความเสียหาย (Disaster Recovery System) ไว้ที่บ้านเกิดนายเหรอ?"

"เปล่า!" อู๋ฮ่าวส่ายหน้าทันควัน "ฉันแค่ใส่ชื่อที่นั่นไว้ในรายชื่อตัวเลือกสำรอง และรับปากว่าถ้าเงื่อนไขต่างๆ ใกล้เคียงกัน จะพิจารณาเลือกที่นั่นเป็นอันดับแรก"

"ค่อยยังชั่ว นึกว่านายจะใช้ตำแหน่งหน้าที่หาผลประโยชน์ส่วนตัวซะแล้ว" จางจุนยิ้มแล้วพูดว่า "กลับไปคราวนี้ ฉันเจอมาตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับเมือง ไปจนถึงระดับมณฑลเลย จุดประสงค์เหมือนกันหมด มาขอรับบริจาค"

"แล้วให้ไปไหมล่ะ?" อู๋ฮ่าวถามยิ้มๆ

จางจุนพยักหน้า ทำหน้าเจ็บปวด "ให้สิ แต่ฉันไม่ได้ใจกว้างเหมือนนายนะ บริจาคให้โรงเรียนมัธยมเก่าไปสองล้าน พอเป็นพิธี"

"สองล้าน ก็ไม่น้อยนะ" อู๋ฮ่าวแซว

จางจุนไม่โต้แย้ง แต่พยักหน้าทำหน้าจนใจ "หึๆ ก็ไม่น้อยหรอก ปวดใจอยู่เหมือนกัน แต่ยังไงก็เป็นโรงเรียนเก่า ก็ถือว่าช่วยบ่มเพาะฉันมาจนประสบความสำเร็จ บริจาคเงินเล็กน้อยเพื่อแสดงน้ำใจก็เป็นเรื่องที่สมควรทำ"

"พูดแบบนี้ กลายเป็นฉันขี้งกไปเลยแฮะ" อู๋ฮ่าวยิ้มเยาะตัวเอง

จางจุนโบกมือ "เรื่องการกุศลไม่ต้องเอามาเปรียบเทียบกันหรอก แค่ทำเต็มกำลังของตัวเองก็พอแล้ว อีกอย่างสิ่งที่นายควักออกมาก็ไม่ได้ด้อยเลยนะ"

"เอาเถอะ ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว" อู๋ฮ่าวโบกมือเปลี่ยนเรื่องทันที "สถานการณ์ของบริษัทปีนี้นายก็รู้ดี ดังนั้นนายต้องเตรียมใจไว้ให้พร้อม

ฉันอาจจะต้องเดินทางไปทั่ว ดังนั้นเรื่องในบริษัทคงต้องพึ่งนายเป็นหลัก"

"วางใจเถอะ หน้าที่ฉันคือรับผิดชอบงานตรงนี้ไม่ใช่เหรอ" จางจุนยิ้มอย่างเปิดเผย

อู๋ฮ่าวพยักหน้า แล้วมองเขาพลางพูดว่า "ทางหยางฟานฉันไม่ห่วง แต่ทางตงจื่อ (ตงอี้หมิง) นายต้องใส่ใจให้มากหน่อย ฉันไม่สนว่าส่วนตัวพวกนายจะมีเรื่องอะไรกัน แต่ในเรื่องงาน ห้ามมีช่องว่างหรือความบาดหมางเด็ดขาด

ในด้านนี้นายคือผู้จัดการทั่วไป นายต้องรับผิดชอบให้ดี"

"วางใจเถอะ เรื่องงานคือเรื่องงาน เรื่องส่วนตัวคือเรื่องส่วนตัว ฉันไม่เอามาปนกันหรอก ส่วนเรื่องของฉันกับเขา ฉันจะหาเวลาจัดการให้เรียบร้อยเอง" จางจุนแสดงสีหน้าให้เขาวางใจ

"ถ้านายพูดแบบนี้ ฉันก็จะไม่ถามเซ้าซี้" อู๋ฮ่าวพยักหน้า สองคนนี้มีปัญหาอะไรกันแน่เขาก็ไม่รู้แน่ชัด ถามเจ้าตัวก็ไม่ยอมบอก สืบจากคนรอบข้างก็ไม่ได้ความอะไร

ดังนั้น ตอนนี้เขาทำได้แค่พยายามไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองคน

"เอาล่ะ ใกล้จะเข้าเดือนมีนาคมแล้ว ฉันต้องกลับไปยุ่งอีกครั้ง การปล่อยดาวเทียมรอบเดือนมีนาคมนี้ ฉันยังต้องไปคุมที่หน้างาน ภารกิจปล่อยครั้งนี้สำคัญมาก ต้องรับประกันว่าจะไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น" อู๋ฮ่าวพยักหน้าบอกเขา

"วางใจเถอะ ที่บริษัทมีฉันอยู่ทั้งคน" จางจุนเปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจังขึ้น

"ฉันได้ยินมาว่าภารกิจปล่อยจรวดจะเพิ่มขึ้นอีกแล้วเหรอ?"

อู๋ฮ่าวพยักหน้ารับ "ใช่ เพิ่มขึ้น ปีนี้ภารกิจปล่อยจรวดค่อนข้างเยอะ ทางองค์การอวกาศเลยมอบหมายภารกิจปล่อยบางส่วนมาให้เรา ก็ถือเป็นการสนับสนุนทางอ้อมรูปแบบหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีภารกิจปล่อยเชิงพาณิชย์อีกหลายครั้ง ที่เจรจากันจนเกือบจะเรียบร้อยแล้ว"

"ภารกิจปล่อยเยอะขนาดนี้ในรวดเดียว มันจะถี่เกินไปหรือเปล่า จะไหวเหรอ?" จางจุนถามด้วยความกังวล

อู๋ฮ่าวพยักหน้า "ก็ถือว่าถี่เกินไปหน่อย แต่สำหรับเราและทีมวิจัยพัฒนาเทคนิค นี่ถือเป็นโอกาสและบททดสอบที่หาได้ยาก

เพราะมีการปล่อยจำนวนมาก ทีมวิจัยพัฒนาเทคนิคถึงจะมีโอกาสและเวลาเพียงพอในการทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานที่ดีสำหรับการพัฒนาโครงการต่อๆ ไปของเรา

อีกอย่าง พอภารกิจปล่อยเยอะ รายได้ก็ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นี่ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการวิจัยต่อเนื่องของเรา แต่ยังสร้างกำไรให้เราได้ในระดับหนึ่งด้วย"

"แล้วนายเคยคิดไหม ว่าถ้าเกิดปล่อยล้มเหลวขึ้นมาล่ะ?" จางจุนอดถามไม่ได้

เมื่อได้ยินคำถามนี้ อู๋ฮ่าวมองหน้าเขาแล้วจู่ๆ ก็หัวเราะออกมา "ล้มเหลว ก็คือล้มเหลวสิ จะมีอะไรใหญ่โต การปล่อยจรวดเดิมทีก็เป็นโครงการที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว ความล้มเหลวไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

สรุปบทเรียน สรุปประสบการณ์ แล้วก็เอาใหม่สิ!"

-------------------------------------------------------

บทที่ 1007 : ลมพายุทรายอันหนาแน่นลึกเข้าไปในโกบี

ฐานวิจัยและพัฒนาภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ครั้งนี้อู๋ฮ่าวไม่ได้นั่งเครื่องบินส่วนตัวมา แต่โดยสารเครื่องบินพาณิชย์มาถึงที่นี่แทน

ส่วนเครื่องบินส่วนตัวของเขานั้น ได้ถูกโยกย้ายไปให้ถงจวนใช้งานแล้ว

คนทำงานที่ต้องวิ่งเต้นอยู่ข้างนอก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหน้าตาและภาพลักษณ์ ยิ่งไปกว่านั้นถงจวนยังเป็นผู้หญิง การต้องเดินทางไปทั่วโลกอย่างยากลำบากนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้น อู๋ฮ่าวจึงยกเครื่องบินส่วนตัวให้ถงจวนและทีมงานที่เธอนำทีมใช้โดยตรง

ส่วนตัวเขาเองน่ะหรือ ไหนๆ ก็เดินทางอยู่ภายในประเทศ เบียดเสียดกับสายการบินพาณิชย์หน่อยจะเป็นไรไป แต่ที่จริงก็ไม่ต้องเบียดเสียดอะไร แม้จะเป็นเครื่องบินโดยสารขนาดเล็กสำหรับเส้นทางบินรอง แต่ก็มีที่นั่งชั้นธุรกิจ สภาพและความสะดวกสบายก็ถือว่าไม่เลว

เมื่อเครื่องบินลงจอด ทันทีที่พวกเขาก้าวออกจากประตูห้องโดยสาร พายุทรายที่พัดมาอย่างกะทันหันก็ข่มขวัญต้อนรับพวกเขาตั้งแต่ก้าวแรก

เข้าสู่ช่วงกลางเดือนมีนาคม ภายในแผ่นดินใหญ่เป็นฤดูใบไม้ผลิอันสดใส สรรพสิ่งเริ่มฟื้นคืนชีพ แต่ลึกเข้าไปในทะเลทรายโกบีทางตะวันตกเฉียงเหนือแห่งนี้ อากาศยังคงหนาวเย็น ลมตะวันตกเฉียงเหนือพัดพาฝุ่นทรายปกคลุมพื้นที่โกบีอันกว้างใหญ่ไพศาล

แม้ว่าปัจจุบันภายในแผ่นดินใหญ่จะไม่ค่อยได้พบกับสภาพอากาศที่มีพายุทรายรุนแรงแล้ว เนื่องด้วยโครงการป่าป้องกันซานเป่ย (ป่าป้องกันสามทิศทางเหนือ)

แต่ที่นี่คือ 'ไซเว่ย' (ดินแดนนอกด่าน) (หมายเหตุ!) ลึกเข้าไปในความรกร้างของโกบี ที่นี่คือบ้านเกิดของพายุทราย เป็นถิ่นของมัน พวกอู๋ฮ่าวก็เป็นเพียงแขกผู้มาเยือนเท่านั้น

"ประธานอู๋ ที่นี่ลมทรายแรง พวกเราเข้าไปหลบในอาคารก่อนเถอะครับ" เมื่อเห็นอู๋ฮ่าวลงมา อวี๋เฉิงอู่ที่ห่อหุ้มร่างกายมิดชิดก็ตะโกนบอกเขาเสียงดัง

"ตกลง!" อู๋ฮ่าวพยักหน้า จากนั้นคณะเดินทางก็มุดเข้าไปในรถคอสเตอร์ที่จอดรออยู่แล้ว รถบัสขนาดกลางแบบนี้มีความคล่องตัวและใช้งานได้หลากหลาย อู๋ฮ่าวจึงจัดหาไว้ที่นี่หลายคันสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันของทุกคน

เมื่อขึ้นมาบนรถ อู๋ฮ่าวรับผ้าขนหนูอุ่นๆ ที่เสิ่นหนิง เลขาของเขายื่นให้มาเช็ดฝุ่นทรายบนใบหน้า พลางพูดกับฉู่เทียนโย่วที่กำลังทำความสะอาดตัวเองอยู่เช่นกันว่า "ทำไมลมทรายถึงแรงขนาดนี้"

"ฮ่าๆ นี่ถือว่าดีแล้วครับ หลายวันก่อนลมทรายแรงจนบดบังแสงตะวันมืดฟ้ามัวดิน อย่าว่าแต่เครื่องบินเลย รถยนต์ยังไม่กล้าขับ เพราะมองไม่เห็นทาง ทัศนวิสัยต่ำเกินไป" อวี๋เฉิงอู่บ่นตามมา

อู๋ฮ่าวได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า แล้วถามต่อทันทีว่า "แล้วการปล่อยจรวดล่ะ ได้รับผลกระทบไหม?"

เรื่องนี้ อวี๋เฉิงอู่พยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า: "ถ้าพัดอยู่แบบนี้ได้รับผลกระทบแน่นอนครับ แต่พยากรณ์อากาศระบุว่า กลางดึกคืนนี้ลมทรายจะหยุดลง การปล่อยจรวดในช่วงเช้ามืดวันพรุ่งนี้จะไม่ได้รับผลกระทบ"

"งั้นก็ดี" อู๋ฮ่าวพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม หากการปล่อยจรวดต้องเลื่อนออกไป ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ภารกิจการปล่อยจรวดลำดับถัดๆ ไปจะได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งนี่คือสิ่งที่เขากังวล

"ประธานอู๋ ให้ไปส่งท่านพักผ่อนที่โรงแรมก่อนสักครู่ไหมครับ" ชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าปีที่อยู่ข้างๆ เอ่ยถามขึ้น

ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมเล็กน้อย สวมแว่นตา และดูหน้าตาซื่อๆ คนนี้ชื่อ ฉีกวางคุน อายุสี่สิบแปดปี เป็นอดีตรองประธานที่ถูกคัดออกจากบริษัทแห่งหนึ่ง ด้วยอายุขนาดนี้ โดยเฉพาะเติบโตมาจากสายงานบริหาร การจะหางานใหม่จึงเป็นเรื่องยาก โดยพื้นฐานแล้วชีวิตการทำงานก็น่าจะจบแค่นั้น รอเวลาเกษียณเมื่ออายุถึงเกณฑ์

แต่ฉีกวางคุนยังไม่ยอมแพ้ เขาตระเวนสมัครงานหลายที่ แต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างสุภาพด้วยเหตุผลเรื่องอายุที่มากเกินไป

แม้แต่ตอนที่รับสมัครเขาเข้ามาในตอนแรก ฝ่ายทรัพยากรบุคคลยังรู้สึกว่าเขาอายุมากเกินไปและมีความลังเล ท้ายที่สุด หลินเจี้ยนเหลียง ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลเป็นคนแนะนำให้แก่อู๋ฮ่าวด้วยตัวเอง จึงได้ตัดสินใจรับเขาไว้

แต่การรับไว้ไม่ใช่ไม่มีเงื่อนไข เงื่อนไขคือเขาต้องมาทำงานที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาภาคตะวันตกเฉียงเหนือ

สำหรับพวกอู๋ฮ่าวแล้ว การจะส่งใครมารับผิดชอบดูแลงานจิปาถะที่ศูนย์วิจัยฯ ทางตะวันตกเฉียงเหนือนั้นเป็นปัญหาที่น่าปวดหัวมาก คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่อยากมา ส่วนคนที่ยอมมาก็ยังเด็กเกินไป ขาดประสบการณ์และใจร้อนเกินไป

ส่วนคนที่อาวุโสหน่อยก็มีครอบครัวต้องดูแล และคนที่อยู่ในระดับผู้บริหารระดับกลาง ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานระดับหนึ่งแล้ว จะยอมรับงานแบบนี้ได้อย่างไร การถูกส่งมายังดินแดนรกร้างที่นกยังไม่มาถ่ายมูล ลึกเข้าไปในโกบีแบบนี้

ดังนั้นพวกอู๋ฮ่าวจึงรับไว้ในลักษณะลองดู ไม่คิดว่าฉีกวางคุนจะตอบตกลง คาดว่าคงไปเจอทางตันจากที่อื่นมาเยอะจริงๆ

ดังนั้น เขาในวัยเกือบห้าสิบปี ผ่านความยากลำบากจนมาถึงส่วนลึกของทะเลทรายโกบีแห่งนี้ ในตอนนั้นฐานวิจัยยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง สาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่สมบูรณ์ ไม่ต้องพูดถึงเที่ยวบินตรงเลย

ตอนฉีกวางคุนมาเห็นสภาพความรกร้างครั้งแรก เขาแทบจะแจ้งตำรวจ เพราะนึกว่าโดนหลอกมาขาย พอรู้ความจริงเขาก็เสียใจภายหลัง แต่สัญญาได้เซ็นไปแล้ว ตอนนี้จะเสียใจแล้วลาออกก็ได้ แต่นั่นหมายความว่างานที่ค่าตอบแทนดีงานนี้ก็จะหายไป

เขาเลยตั้งใจว่าจะลองทำไปสักพัก ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ ค่อยเลิกทำ ไม่คิดเลยว่าทำไปทำมาก็ปาเข้าไปเกือบสองปีกว่าแล้ว

ที่นี่ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ฉีกวางคุนจึงเลิกคิดเรื่องลาออก บางครั้งเขายังรับภรรยามาอยู่ด้วยสักพัก ยามว่างจากงาน เขาก็ชอบไปขลุกอยู่ในเรือนกระจกแก้ว ปลูกผักผลไม้และดอกไม้ ดูมีความสุขสำราญใจดี

อันที่จริง งานหลักของเขาในฐานะผู้ดูแลฐานแห่งนี้ก็คือการรักษาการดำเนินงานตามปกติของฐาน ดูแลงานด้านโลจิสติกส์และการสนับสนุนสำหรับห้องปฏิบัติการและทีมวิจัยต่างๆ ที่อยู่ที่นี่ เรียกได้ว่าเป็นพ่อบ้านใหญ่เต็มตัว

สำหรับคนที่ทำงานสายบริหารมาค่อนชีวิตอย่างเขา งานนี้ถือว่าค่อนข้างสบาย แถมเรื่องราวหลายอย่างที่นี่เขาไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว แต่ละห้องปฏิบัติการและทีมวิจัยต่างรับผิดชอบกันเอง เขาแค่ต้องทำงานสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ให้ดีก็พอ

"ไม่ต้อง ผมไปที่ศูนย์บัญชาการและควบคุมการปล่อยยานอวกาศก่อนดีกว่า แวะไปประชุมและทำความเข้าใจสถานการณ์เตรียมความพร้อมก่อนปล่อยด้วย" อู๋ฮ่าวโบกมือปฏิเสธ

เมื่อรู้วิธีการทำงานของอู๋ฮ่าว ฉีกวางคุนก็ไม่คะยั้นคะยอ แต่ยิ้มและพยักหน้า: "ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ งั้นผมจะลงรถข้างหน้านี้ มีอะไรท่านแจ้งผมได้โดยตรงเลย"

"ฮ่าๆ ได้ คุณไปยุ่งธุระของคุณเถอะ มีอะไรผมจะแจ้งคุณเอง" อู๋ฮ่าวพยักหน้ายิ้มๆ

ฉีกวางคุนพยักหน้า จากนั้นลุกขึ้นบอกคนขับรถ แล้วลงจากรถไปที่ด้านหน้า

อวี๋เฉิงอู่หันมายิ้มให้เขาแล้วพูดว่า: "เหล่าฉีนี่ เป็นคนนิสัยดีมากๆ เลยนะครับ คนหนุ่มสาวในฐานต่างก็ชอบแก"

"ฮ่าๆ ก็แค่คนใจดีคนหนึ่ง คนแบบนี้นะ คุณให้เขาทำงานบริการด้านโลจิสติกส์แบบนี้ได้ แต่ถ้าให้ทำอย่างอื่นจริงๆ เขาก็ทำไม่ไหวหรอก" อู๋ฮ่าวหัวเราะ

อวี๋เฉิงอู่พยักหน้า: "ไม่รู้ว่าคนแบบแก เมื่อก่อนขึ้นเป็นรองประธานได้ยังไง"

"ฮ่าๆ นี่ไม่ใช่เพราะโชคดีหรอกนะ" อู๋ฮ่าวยิ้มพลางส่ายหน้า "ในทางกลับกัน การที่เขาไต่เต้าไปถึงตำแหน่งนั้นได้ แสดงว่าตัวเขาเองต้องมีความสามารถมากทีเดียว ไม่อย่างนั้น เราคงไม่จ้างเขามาดูแลฐานที่ใหญ่ขนาดนี้หรอก"

หมายเหตุ 1: ในสถานการณ์ทั่วไป เราจะเรียกพื้นที่นอกกำแพงเมืองจีนว่า 'ไซเว่ย' (นอกด่าน) และแนวป่าป้องกันซานเป่ยนั้นโดยพื้นฐานแล้วสร้างขึ้นตามแนวของกำแพงเมืองจีนสมัยราชวงศ์หมิง ดังนั้นจึงถูกเรียกว่ากำแพงเมืองจีนสีเขียว

จบบทที่ บทที่ 1006 : ภารกิจปล่อยจรวดพุ่งสูงขึ้น | บทที่ 1007 : ลมพายุทรายอันหนาแน่นลึกเข้าไปในโกบี

คัดลอกลิงก์แล้ว