- หน้าแรก
- เจ้าพ่อเทคโนโลยีการทหาร
- บทที่ 818 : การเปรียบเทียบที่ไม่ยุติธรรม | บทที่ 819 : ไปเยี่ยมคนคุ้นเคย
บทที่ 818 : การเปรียบเทียบที่ไม่ยุติธรรม | บทที่ 819 : ไปเยี่ยมคนคุ้นเคย
บทที่ 818 : การเปรียบเทียบที่ไม่ยุติธรรม | บทที่ 819 : ไปเยี่ยมคนคุ้นเคย
บทที่ 818 : การเปรียบเทียบที่ไม่ยุติธรรม
เนื้อหาที่อู๋ฮ่าวบรรยายต่อจากนั้น โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงการต่างๆ ของบริษัท รวมไปถึงเรื่องราวที่น่าสนใจ ฯลฯ
จุดประสงค์มีเพียงอย่างเดียว นั่นคือการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถให้มาร่วมงานกับบริษัทของพวกเขามากขึ้น นี่เป็นจุดประสงค์สำคัญของการมาบรรยายในครั้งนี้ มิฉะนั้นเขาคงไม่ตอบรับคำเชิญนี้อย่างแน่นอน
"......
สำหรับพวกคุณทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ เส้นทางชีวิตที่สามารถเลือกเดินได้นั้นมีมากมายเหลือเกิน ไม่ว่าพวกคุณจะเลือกอะไร ผมหวังว่าพวกคุณจะยืนหยัดทำมันต่อไป
ความสำเร็จย่อมมีส่วนประกอบของโชคชะตาอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วมันมาจากความมุมานะและความพยายามของเรา บางทีคนที่มีความมุมานะก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเสมอไป แต่ถ้าไม่มุมานะและไม่พยายาม ก็จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ
แม้คำพูดนี้อาจจะดูฟันธงไปหน่อย แต่ความเป็นจริงมันก็เป็นเช่นนี้
สิ่งที่ผมพูดในวันนี้ไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังของทุกคน ที่จะเล่าถึงเคล็ดลับความสำเร็จในการสร้างธุรกิจของผม สาเหตุผมก็ได้บอกไปแล้วก่อนหน้านี้ คือผมไม่ต้องการให้ทุกคนได้รับอิทธิพลจากตัวผม
โลกใบนี้มันอึกทึกครึกโครมเกินไป มีเสียงต่างๆ มากมายที่คอยส่งผลกระทบต่อเรา ผมหวังว่าทุกคนจะมีความสามารถและวิธีการคิดที่เป็นอิสระ ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยที่วุ่นวายเหล่านี้มากจนเกินไป
ยืนหยัดที่จะเป็นตัวเอง ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามอิทธิพลเหล่านี้ ไม่สูญเสียตัวตนที่แท้จริง นี่คือตัวตนที่แท้จริงที่พวกคุณปรารถนาและคาดหวังในใจ
ขอบคุณครับ!"
ทันทีที่พูดจบ อู๋ฮ่าวก็โค้งคำนับให้ผู้คนด้านล่างเวทีเล็กน้อย จากนั้นทุกคนด้านล่างก็ระเบิดเสียงปรบมือดังกึกก้อง
สำหรับนักศึกษาที่นั่งอยู่ที่นี่ เนื้อหาการบรรยายของอู๋ฮ่าวนั้นค่อนข้างแหวกแนวไปบ้าง พวกเขาเคยฟังการบรรยายของคนดังมามากมาย มีทั้งคนที่โอ้อวดตัวเอง คนที่พูดถึงบทกวีและความฝันอันไกลโพ้น และยังมีพวกที่ชอบสร้างภาพต่างๆ
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคนพูดแบบนี้ และพูดในรูปแบบนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่ามันใกล้ตัว เข้าถึงได้ และรู้สึกมีอารมณ์ร่วม แต่ยังได้รับแรงบันดาลใจและเป็นประโยชน์อย่างมาก
ยิ่งไปกว่านั้น แก่นสำคัญที่อู๋ฮ่าวเน้นย้ำในการพูดก็คือ การยืนหยัดที่จะเป็นตัวเอง และรักษาเจตจำนงเดิม ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับมากที่สุด
เมื่อเทียบกับคำคมปลุกใจดาษดื่นต่างๆ มุมมองและแนวคิดของอู๋ฮ่าวกลับเป็นที่ยอมรับของทุกคนได้ง่ายกว่า
นั่นสิ ในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายในปัจจุบัน การยืนหยัดที่จะเป็นตัวเองนี่แหละคือสิ่งที่ยากที่สุด
พูดเหมือนง่าย แต่เราเป็นมนุษย์ ที่ต้องกลมกลืนไปกับสังคมอย่างแนบแน่น จึงยากที่จะไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก
ดังนั้นเมื่ออู๋ฮ่าวพูดถึงเรื่องเหล่านี้ ทุกคนจึงรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างที่สุด
เมื่อการบรรยายจบลง ตามธรรมเนียมแล้วจะเป็นช่วงให้นักศึกษาถามคำถาม เมื่อเผชิญกับโอกาสที่หาได้ยากเช่นนี้ นักศึกษาที่นั่งอยู่ด้านล่างต่างกระตือรือร้นและแย่งกันยกมือขึ้น
"สวัสดีค่ะประธานอู๋ หนูชื่อ หูเสี่ยวจิ้ง นักศึกษาปริญญาโทปี 2 สาขาบริหารธุรกิจ จากคณะเศรษฐศาสตร์และการจัดการค่ะ อยากเรียนถามประธานอู๋ว่า ท่านคิดว่า 'ฮ่าวอวี่เทคโนโลยี' เป็นบริษัทแบบไหน ทิศทางการพัฒนาในอนาคตคืออะไร และมันแตกต่างจากบริษัทในอุดมคติของท่านอย่างไรคะ"
สำหรับคำถามแรก อู๋ฮ่าวเลือกเด็กสาวหน้าตาดีที่นั่งอยู่แถวหน้า ไม่คิดว่าหูเสี่ยวจิ้งคนนี้จะยิงคำถามแบบนี้ทันทีที่เริ่ม
อู๋ฮ่าวพยักหน้าเมื่อได้ยิน จากนั้นก็ยิ้มและตอบว่า "ผมยังคงเชื่อเสมอว่ามันคือบริษัทเทคโนโลยี และควรจะเป็นบริษัทเทคโนโลยี
ส่วนทิศทางการพัฒนาในอนาคต ก็ยังคงยึดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเป็นพื้นฐาน ครอบคลุมในหลายๆ ด้าน อันที่จริงตอนนี้เราก็ได้ดำเนินการในด้านนี้แล้ว เพียงแต่ยังไม่สมบูรณ์เท่านั้น ในอนาคตเราจะปรับปรุงด้านเหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดด
บริษัทในปัจจุบันกับบริษัทในอุดมคติของผม จริงๆ แล้วยังมีช่องว่างอยู่ค่อนข้างมาก นี่คือช่องว่างระหว่างความฝันกับความเป็นจริง บริษัทในฝันของผมนั้นสมบูรณ์แบบและไร้ที่ติ ผมไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากนักในการบริหารบริษัท ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชา ส่วนผมก็จะมุ่งเน้นไปที่งานวิจัยเพียงอย่างเดียว
แต่ในความเป็นจริง งานของบริษัทมีเยอะและซับซ้อนมาก กินเวลาของผมไปมหาศาล ทำให้ผมจำต้องทุ่มเทพลังงานหลักไปที่การบริหารจัดการบริษัท
ส่วนงานวิจัยที่ผมรัก ทำได้เพียงแค่เจียดเวลามาทำ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกจนใจมาก
ในอนาคตถ้าเป็นไปได้ ผมหวังว่าจะค่อยๆ ถ่ายโอนอำนาจการบริหารจัดการบริษัทลงไป แล้วดึงเวลาออกมาทุ่มเทให้กับงานด้านการวิจัยให้มากขึ้นครับ"
"สวัสดีครับประธานอู๋ ผมชื่อ เสิ่นลี่ จากสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ครับ อยากทราบว่าท่านมองแนวโน้มการใช้งานของหุ่นยนต์ โดยเฉพาะหุ่นยนต์เลียนแบบมนุษย์ (Humanoid Robot) อย่างไร รวมถึงประเด็นปัญหาทางจริยธรรมและศีลธรรมที่เกี่ยวข้อง
อีกทั้งก่อนหน้านี้ในหลายโอกาส ท่านได้เน้นย้ำว่าทางบริษัทจะไม่เป็นฝ่ายเริ่มพัฒนาฟังก์ชันการมี 'จิตสำนึกรู้ตัว' (Self-consciousness) ของหุ่นยนต์อัจฉริยะ นี่เป็นเพราะท่านและบริษัทมองว่าหากหุ่นยนต์มีจิตสำนึกรู้ตัว จะนำอันตรายมาสู่สังคมมนุษย์ของเราใช่ไหมครับ"
อู๋ฮ่าวมองดูนักศึกษาชายที่ถามคำถาม แล้วพยักหน้ายิ้ม: "ในส่วนตัวผม ผมมีทัศนคติเชิงบวกและมองโลกในแง่ดีต่อแนวโน้มการพัฒนาของหุ่นยนต์และหุ่นยนต์เลียนแบบมนุษย์ ผมคิดว่านี่เป็นแนวโน้มที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อสังคมพัฒนาไปถึงจุดหนึ่ง
เหมือนกับสมาร์ตโฟนที่ทุกคนถืออยู่ในมือ หรือแว่นตา AR อัจฉริยะที่สวมใส่อยู่ เมื่อสิบกว่าปีก่อนหรือหลายสิบปีก่อนคงยากที่จะจินตนาการว่าโทรศัพท์มือถือจะมีฟังก์ชันที่ทรงพลังขนาดนี้ ส่วนแว่นตา AR อัจฉริยะก็ยิ่งผสานข้อมูลเสมือนจริงเข้ากับความเป็นจริงเป็นหนึ่งเดียว
ระดับเทคโนโลยีกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไม่แน่ว่าแนวคิดเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นจริงในเร็วๆ นี้ก็ได้
ส่วนเรื่องจริยธรรมและศีลธรรมที่เกี่ยวข้อง ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องต้องหารือกัน แต่หากดูจากแนวโน้มการพัฒนา มันน่าจะเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไปและได้รับการยอมรับเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
แน่นอนว่า การนำเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์เหล่านี้มาประยุกต์ใช้ ย่อมจะกระตุ้นให้เกิดกฎหมาย ข้อบังคับ บรรทัดฐานทางศีลธรรม และมาตรฐานอุตสาหกรรมเฉพาะทางขึ้นมาควบคุมดูแล
ส่วนเรื่องที่ว่าควรอนุญาตให้หุ่นยนต์มีจิตสำนึกรู้ตัวหรือไม่นั้น จริงๆ แล้วในแวดวงวิชาการยังคงถกเถียงกันอยู่ ก่อนที่จะได้ฉันทามติที่ชัดเจน เราคงไม่สามารถเสี่ยงทำเช่นนั้นได้
ในด้านนี้ ไม่มีใครบอกเราได้ว่าหุ่นยนต์อัจฉริยะที่มีจิตสำนึกรู้ตัวจะไม่ปลอดภัย และก็ไม่มีใครบอกผมได้ว่าหุ่นยนต์ประเภทนี้จะปลอดภัยอย่างแน่นอน
ดังนั้นเรื่องนี้จึงต้องการการวิจัยและสำรวจต่อไป แต่สำหรับในขั้นตอนนี้ เราจะไม่อนุญาตให้หุ่นยนต์อัจฉริยะที่เราวิจัยและพัฒนามีจิตสำนึกรู้ตัวอย่างแน่นอนครับ"
"สวัสดีครับประธานอู๋ ผมชื่อ หวังอวิ๋นเทา จากสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์ครับ แม้ว่าปัจจุบันประเทศของเราจะประสบความสำเร็จที่ทั่วโลกจับตามองในหลายด้านของเทคโนโลยี แต่ในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงบางอย่าง เรายังคงห่างชั้นจากระดับสากลอยู่พอสมควร
เช่นในด้านเทคโนโลยีชิปที่เป็นที่รู้จักกันดีในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เราถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดจากต่างประเทศ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องของเราได้รับความเสียหายอย่างหนัก อยากเรียนถามประธานอู๋ว่า ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ"
อู๋ฮ่าวพยักหน้าตอบว่า "คุณพูดถูกครับ จริงอยู่ที่ในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงหลายด้าน เรายังคงมีช่องว่างห่างจากต่างประเทศอยู่มาก
แต่ขอให้ทุกคนเข้าใจเรื่องหนึ่ง โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ประเทศเรากับต่างประเทศ (เพียงหนึ่งประเทศ) แต่มีประเทศมากกว่าสองร้อยประเทศ เทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้กระจายอยู่ในแต่ละประเทศ เราไม่สามารถเอาคนหนึ่งพันสี่ร้อยล้านคนของประเทศเดียว ไปเปรียบเทียบกับคนอีกห้าพันหกร้อยล้านคนที่เหลือทั่วโลกได้
การเปรียบเทียบแบบนี้มันไม่ยุติธรรม และไม่มีความหมายใดๆ เลย
......"
-------------------------------------------------------
บทที่ 819 : ไปเยี่ยมคนคุ้นเคย
......
"เกี่ยวกับจุดอ่อนของอุตสาหกรรมชิปในประเทศ เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นแค่วันสองวัน และไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ได้ในวันสองวันเช่นกัน
ในมุมมองของผม ทุกคนไม่ต้องมองโลกในแง่ร้ายเกินไป ปัญหาทางเทคนิคไม่ใช่ปัญหาใหญ่ มันเป็นแค่เรื่องของเวลาสำหรับพวกเราเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น เครื่องยนต์อากาศยานที่เคยเป็นคอขวดสำหรับเรามาตลอด ปัจจุบันก็ค่อยๆ ได้รับการแก้ไขแล้วไม่ใช่หรือครับ
ยิ่งไปกว่านั้น อุตสาหกรรมชิปของประเทศเราจริงๆ แล้วไม่ได้ล้าหลัง สิ่งที่เราขาดจริงๆ ในตอนนี้คือวัสดุสำหรับการประยุกต์ใช้ชิปและด้านการผลิตชิป ส่วนในด้านการออกแบบและการบรรจุภัณฑ์ เราได้ก้าวสู่ระดับแนวหน้าของโลกแล้ว
ดังนั้นขอให้ทุกคนให้เวลานักวิทยาศาสตร์ของพวกเราสักหน่อย ผมเชื่อว่าพวกเขาจะมอบผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจให้กับทุกคนครับ"
พูดมาถึงตรงนี้ อู๋ฮ่าวก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแล้วกล่าวว่า: "จริงๆ แล้วเพื่อนนักศึกษาที่พอจะรู้จักเราอยู่บ้างก็น่าจะรู้ดีว่า เราเองก็มุ่งมั่นวิจัยและพัฒนาด้านชิปมาโดยตลอด
ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีการประมวลผลเลนส์หลายชั้นสำหรับแหล่งกำเนิดแสงอัลตราไวโอเลตแบบสุดขีด (EUV) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดในเครื่องสลักแสง (Lithography Machine) ที่เราเพิ่งเปิดตัวในงานแนะนำเทคโนโลยีใหม่เมื่อไม่นานมานี้
รวมถึงการที่เราใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (VR) อัจฉริยะ มาพัฒนาซอฟต์แวร์ออกแบบ VR โดยเฉพาะ เป็นต้น
ปัจจุบัน เวอร์ชันดัดแปลงของซอฟต์แวร์ออกแบบ VR ตัวนี้ สามารถนำมาใช้ในงานออกแบบชิประดับไมโครนาโนบางประเภทได้แล้ว
และการใช้เทคโนโลยี VR นี้ในการออกแบบชิป ประสิทธิภาพจะสูงกว่าซอฟต์แวร์ออกแบบแบบดั้งเดิมอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง แถมยังมีข้อได้เปรียบด้านการสังเกตด้วยภาพที่โดดเด่นอีกด้วย
เช่นเดียวกัน ยังมีอีกหลายบริษัทที่พยายามอย่างเงียบๆ ในด้านนี้เหมือนกับเรา ตอนนี้ทุกคนกำลังกลั้นใจสู้ โดยหวังว่าจะสามารถสร้างเครื่องสลักแสงของพวกเราเอง สร้างชิปของพวกเราเอง และหลุดพ้นจากข้อจำกัดของคนอื่น"
......
คำถามของนักศึกษามักจะตรงไปตรงมาและใสซื่อเสมอ เมื่อเทียบกับคำถามชวนปวดหัวของพวกนักข่าวแล้ว คำถามของนักศึกษาเหล่านี้รับมือได้ง่ายกว่าเยอะ
หลังจากตอบคำถามอีกสองสามข้อ เมื่อเห็นว่าเวลาสมควรแล้ว อู๋ฮ่าวจึงยุติช่วงตอบคำถาม
มาถึงตรงนี้ กิจกรรมการบรรยายถือว่าจบลงแล้ว ท่ามกลางการห้อมล้อมของผู้คน อู๋ฮ่าวเดินออกจากหอประชุม จากนั้นพูดคุยกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยเล็กน้อย ก่อนจะขอตัวลาออกจากมหาวิทยาลัยหัวชิง
พูดตามตรง เขาอยากเดินเที่ยวชมมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งนี้มาก แต่เวลาจำกัด ตารางงานในปักกิ่งของเขาถูกจัดวางไว้หมดแล้ว
ในช่วง 5-6 วันที่อยู่ปักกิ่ง แทบจะมีนัดหมายทุกวันและตารางแน่นมาก หลังจบงานแสดงสินค้านี้ เขาต้องรีบเดินทางไปอูเจิ้นเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดที่นั่นทันที ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้หมดแล้ว ทำให้เขาไปไม่ทันพิธีเปิดที่อูเจิ้น
กลับมาพักผ่อนที่โรงแรมได้สักพัก โทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นสายจากหลี่เว่ยกั๋ว
"เสี่ยวอู๋ เสร็จธุระหรือยัง?"
ได้ยินเสียงที่เป็นกันเองจากปลายสาย อู๋ฮ่าวก็ยิ้มแล้วตอบว่า: "เพิ่งกลับมาจากหัวชิงครับ พักได้ไม่นาน กำลังเตรียมจะโทรไปทักทายพวกคุณลุงอยู่พอดีเลย"
"ฮ่าๆ ดูเหมือนฉันจะกะเวลาได้แม่นยำนะ เป็นไง คืนนี้ไม่มีนัดสังสรรค์ใช่ไหม?" หลี่เว่ยกั๋วถามผ่านโทรศัพท์
อู๋ฮ่าวส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม: "คืนนี้ยังไม่มีโปรแกรมชั่วคราวครับ ว่ามาได้เลย"
"เหอๆ งั้นก็ดี" หลี่เว่ยกั๋วพูดอย่างดีใจ: "คืออย่างนี้นะ พวกเราไม่ได้เจอกันนานแล้ว ออกมากินข้าวด้วยกันหน่อยสิ ถือว่าพวกเราเลี้ยงต้อนรับเธอด้วย"
"เอ่อ เกรงใจแย่เลยครับ ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอกมั้งครับ" อู๋ฮ่าวได้ยินดังนั้นก็ยิ้มปฏิเสธตามมารยาท
"ออกมาเถอะ มาคุยกันหน่อย ผู้เฒ่าจ้าวก็บ่นคิดถึงเธอ ให้ฉันมาบอกเธอว่าไปที่บ้านแกนะ แกกับภรรยากำลังจะห่อเกี๊ยวให้เธอกิน" หลี่เว่ยกั๋วพูดพร้อมเสียงหัวเราะ
ผู้เฒ่าจ้าวที่หลี่เว่ยกั๋วพูดถึงคือศาสตราจารย์จ้าวหงเจ๋อ ผู้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับอู๋ฮ่าว เรียกได้ว่าเป็นผู้มองเห็นแวว เป็นอาจารย์ผู้ชี้แนะชีวิต และเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ในเมื่อพูดมาขนาดนี้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องไป
"ได้ครับ ผมขอจัดการธุระส่วนตัวสักครู่แล้วจะรีบไป" อู๋ฮ่าวพยักหน้ารับปาก
"งั้นตกลงตามนี้ ฉันจะไม่ไปรับเธอนะ เธอตรงมาที่บ้านผู้เฒ่าจ้าวได้เลย พวกเราอยู่ที่นี่กันหมดแล้ว" หลี่เว่ยกั๋วหัวเราะเสียงดังลั่น
วางสายแล้ว อู๋ฮ่าวก็จัดการธุระส่วนตัวเล็กน้อย ก่อนจะขับรถมุ่งหน้าไปยังบ้านของจ้าวหงเจ๋อ
บ้านของจ้าวหงเจ๋อตั้งอยู่ในเขตบ้านพักภายในมหาวิทยาลัย ห่างจากโรงแรมที่อู๋ฮ่าวพักประมาณ 20 นาทีหากขับรถ ซึ่งถือว่าไม่ไกลสำหรับเมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง
จ้าวหงเจ๋อเป็นถึงนักวิชาการระดับสูง (Academician) และอาจารย์ที่ปรึกษาปริญญาเอก ดังนั้นจึงอาศัยอยู่ในบ้านพักศาสตราจารย์ที่ทางมหาวิทยาลัยจัดสรรให้
แม้จะเรียกว่าบ้านพักศาสตราจารย์ แต่จริงๆ แล้วก็คือที่พักอาศัยสวัสดิการที่มหาวิทยาลัยสร้างขึ้น แม้จะดีกว่าที่พักทั่วไปอยู่บ้าง แต่ก็จัดว่าเป็นอาคารที่ค่อนข้างเก่า
เนื่องจากใกล้ช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเย็น การเดินทางที่เดิมใช้เวลา 20 นาทีจึงต้องขับๆ หยุดๆ จนใช้เวลากว่า 40 นาทีกว่าจะถึง
เมื่ออู๋ฮ่าวไปถึงก็พบว่า หลี่เว่ยกั๋ว ศาสตราจารย์หยางเสวียไห่ รวมถึงจ้าวหงเจ๋อ และลูกศิษย์ของเขา เกาเฟยหาง มากันครบแล้ว
นอกจากนี้ยังมีภรรยาของจ้าวหงเจ๋อ ลูกสะใภ้ และหลานสาวอีกด้วย
"เสี่ยวอู๋มาแล้ว รีบเข้ามา เข้ามาเร็ว!" เมื่อเห็นเขามาถึง ทุกคนก็รีบทักทายอย่างอบอุ่น
จ้าวหงเจ๋อมองของที่คนขับรถถือตามหลังอู๋ฮ่าวมา แล้วทำหน้าดุพูดว่า: "มาก็มาสิ จะหิ้วของพวกนี้มาทำไม เอาคืนไปให้หมดเลยนะ"
อู๋ฮ่าวเห็นดังนั้นจึงยิ้มแล้วพูดว่า: "ถ้าไม่เอาของติดมือมา ผมจะติดสินบนคุณปู่ได้ยังไงล่ะครับ
ก็แค่ของฝากพื้นเมืองจากอานซี ไม่กี่ตังค์หรอกครับ แค่หาซื้อยากหน่อย ผมเอามาฝากทุกคนเลยครับ"
"เสี่ยวอู๋อุตส่าห์มาหา คุณจะทำหน้าดุทำไม เสี่ยวอู๋จ๊ะ รีบนั่งเร็ว เดี๋ยวป้าเทน้ำให้" ภรรยาของจ้าวหงเจ๋อยังดูแข็งแรงกระฉับกระเฉง รีบทักทายอู๋ฮ่าวอย่างอบอุ่น
"คุณย่าหวงไม่ต้องลำบากครับ ผมไม่ใช่คนอื่นคนไกล ทำตัวตามสบายเถอะครับ" อู๋ฮ่าวรีบห้าม
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร" พูดจบคุณย่าหวงก็เริ่มวุ่นวายกับการเตรียมของ
"ไหนขอดูหน่อย โห พุทราจีนหัวสุนัขจากซินเจียงนี่นา แล้วก็มีลูกเกด น้ำมันชา เนื้อวัวซอส..."
พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง หลี่เว่ยกั๋วก็อดบ่นไม่ได้: "ฉันว่านะเจ้าหนู เธอขนอะไรมาเยอะแยะเนี่ย ย้ายบ้านหรือไง"
"เหอๆ ก็แค่ของฝากพื้นเมืองครับ บางอย่างคนอื่นให้ผมมา ผมก็เลยยืมดอกไม้ถวายพระ (เอามาฝากต่อ)" อู๋ฮ่าวหัวเราะ
พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ สีหน้าของจ้าวหงเจ๋อก็ดูดีขึ้น แล้วเรียกอู๋ฮ่าว: "นั่งเถอะ อย่ายืนค้ำหัวอยู่เลย"
"อ้อ ครับ!" อู๋ฮ่าวพยักหน้า แล้วเดินเข้าไปนั่ง
จ้าวหงเจ๋อมองสำรวจเขาครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถาม: "ได้ยินว่าเธอไปที่หัวชิงมาเหรอ?"
อู๋ฮ่าวพยักหน้าตอบ: "ครับ ทางนั้นเชิญผมไปบรรยาย ขัดศรัทธาไม่ได้ ผมก็เลยไปพูดนิดหน่อยครับ"
"ไม่ได้ไปชี้แนะลูกศิษย์ลูกหาในทางที่ผิดใช่ไหม?" จ้าวหงเจ๋อปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะถามขึ้น
หึหึหึหึ...
เมื่อได้ยินคำพูดที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
คุณย่าหวาง ภรรยาคู่ยากของจ้าวหงเจ๋อแกล้งทำเป็นโกรธแล้วเอ็ดว่า “ตาแก่บ้า พูดจาแบบนี้ได้ยังไงกัน พ่อหนุ่มอู๋เขาไม่ดีตรงไหน ทำไมถึงจะไปทำให้ลูกศิษย์ลูกหาเสียคนได้ล่ะ”
เอิ่ม... อู๋ฮ่าวได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับเหงื่อตก จากนั้นเขาก็ส่ายหน้าและตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจนักว่า “น่าจะไม่มีนะครับ ก็แค่คุยเล่นสัพเพเหระเฉยๆ
อีกอย่างคนที่นั่งฟังอยู่ด้านล่างก็เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่โตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ต่อให้ผมอยากจะพาพวกเขาเสียคน ก็คงไม่มีใครเอาด้วยหรอกครับ”
ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า...