- หน้าแรก
- เจ้าพ่อเทคโนโลยีการทหาร
- บทที่ 500 : ความหวังใหม่ของผู้พิการ | บทที่ 501 : ชีวิตใหม่ของโจวหยงหยง
บทที่ 500 : ความหวังใหม่ของผู้พิการ | บทที่ 501 : ชีวิตใหม่ของโจวหยงหยง
บทที่ 500 : ความหวังใหม่ของผู้พิการ | บทที่ 501 : ชีวิตใหม่ของโจวหยงหยง
บทที่ 500 : ความหวังใหม่ของผู้พิการ
หลังจากทิ้งคำถามนี้ไว้ อู๋ฮ่าวก็กวาดตามองทุกคนแล้วกล่าวต่อว่า "ก่อนอื่นเลย โครงสร้างร่างกายของมนุษย์เรานั้นมีความซับซ้อนอย่างยิ่งครับ
โดยทั่วไปแล้ว กายอุปกรณ์หรืออวัยวะเทียมที่ผู้พิการทางร่างกายใช้กันเป็นหลักก็คือแขนขาเทียม ซึ่งก็หมายถึงแขนและขาของเรานั่นเอง
หากคนคนหนึ่งสูญเสียขาและเท้าไป ก็เท่ากับสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว แม้ว่ามนุษย์เราจะประดิษฐ์ไม้ค้ำยันและขาเทียมขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงอุปกรณ์ช่วยในการเคลื่อนไหวสำหรับผู้พิการเท่านั้น ถึงแม้จะไม่สามารถทำให้กลับมาเป็นปกติได้ แต่ก็พอจะใช้เดินถูไถไปได้
และด้วยการพัฒนาของสังคมมนุษย์ หรือจะพูดว่าเพราะสงครามขยายวงกว้างขึ้น การวิจัยและปรับปรุงอวัยวะเทียมจึงพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
ใช่ครับ สงครามคือหายนะสำหรับมนุษยชาติและสังคมมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามอาวุธสมัยใหม่ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องสูญเสียแขนขา
ผู้พิการเหล่านี้ต้องการอวัยวะเทียมที่ดีกว่าเดิมอย่างเร่งด่วน ซึ่งสิ่งนี้ได้กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีอวัยวะเทียมอย่างรวดเร็ว และผลักดันให้เทคโนโลยีนี้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่
อวัยวะเทียมทั่วไปในปัจจุบันจะถูกสั่งทำพิเศษตามสภาพร่างกายของผู้ป่วย การออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ช่วยให้อวัยวะเทียมเหล่านี้เข้ากับผู้พิการได้ดียิ่งขึ้น อวัยวะเทียมจำนวนมากช่วยให้คนเหล่านี้กลับมายืนได้อีกครั้ง และการเดินตามปกติก็ไม่มีปัญหาอะไร
กระทั่งอวัยวะเทียมไฮเทคบางอย่าง เช่น 'เบลดรันเนอร์' ที่โด่งดังในอดีต ขาเทียมไฮเทคที่เขาสวมใส่ทำให้เขาวิ่งได้ราวกับติดปีก และพาเขาขึ้นสู่สนามแข่งขันกีฬา เพื่อประชันฝีมือกับนักกีฬาปกติทั่วไปได้"
เดินไปไม่กี่ก้าว อู๋ฮ่าวก็ยิ้มและพูดต่อว่า "ดูเหมือนจะดีนะครับ แต่นั่นเป็นเพียงอวัยวะเทียมสำหรับขาและเท้าเท่านั้น ปัจจุบันอวัยวะเทียมเหล่านี้ทำหน้าที่แทนฟังก์ชันพื้นฐานที่สุดของขาและเท้า แต่ยังเทียบไม่ได้เลยกับความคล่องตัวของอวัยวะจริง
เมื่อเทียบกับขาและเท้าแล้ว มือของเรามีความคล่องตัวมากกว่ามาก นี่จึงเป็นสาเหตุที่จนถึงตอนนี้ อวัยวะเทียมสำหรับมือส่วนใหญ่จึงเป็นเพียงโมเดลเสมือนจริงที่ขยับไม่ได้ ประโยชน์สูงสุดของการสวมใส่มันไม่ใช่เพื่อทดแทนการใช้งานของอวัยวะเดิม แต่เพื่อปกปิดความบกพร่องและเพื่อความสบายใจเท่านั้น
สาเหตุสำคัญที่สุดก็คือ เมื่อเทียบกับขาและเท้า แขนและมือของเรานั้นคล่องตัวเกินไปและมีฟังก์ชันการทำงานที่ทรงพลังมากเกินไปนั่นเอง
บริษัทเทคโนโลยีและบริษัทการแพทย์หลายแห่งก็ได้เปิดตัวงานวิจัยและอวัยวะเทียมที่มีฟังก์ชันใช้งานได้บ้าง แต่ก็เป็นของหายาก ส่วนใหญายังคงไม่ออกมาจากห้องปฏิบัติการ ไม่ต้องพูดถึงการนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์เลย"
"ถูกต้องครับ เหมือนกับที่เราได้สาธิตไปก่อนหน้านี้ เราได้สร้างแขนกลที่เชื่อมต่อได้เหมือนแขนและมือของคนจริง มีขนาดเท่ากัน ฟังก์ชันครบถ้วน คล่องตัว และมีน้ำหนักเบา
ทุกคนได้เห็นการสาธิตเมื่อครู่แล้ว มันยอดเยี่ยมมาก แต่แค่นั้นพอจริงหรือครับ? แขนกลแบบนี้จะสามารถติดตั้งบนร่างกายของผู้พิการเพื่อทดแทนฟังก์ชันของอวัยวะที่ขาดหายไปได้จริงหรือ?"
อู๋ฮ่าวส่ายหัวแล้วถอนหายใจกล่าวว่า "เราแก้ปัญหาโครงสร้างกลไกที่ซับซ้อนของแขนกล ระบบควบคุมการเคลื่อนไหวที่ยากมหาหิน รวมถึงพัฒนาซูเปอร์แบตเตอรี่โซลิดสเตตที่รองรับการทำงานได้ยาวนานได้แล้ว
แต่ยังมีปัญหาหนึ่งที่แก้ไม่ตก นั่นคือจะติดตั้งแขนกลนี้ หรือที่เราเรียกว่าอวัยวะเทียมอิเล็กทรอนิกส์ เข้ากับร่างกายมนุษย์ได้อย่างไร
พูดง่ายๆ ก็คือ จะทำอย่างไรให้ผู้พิการสวมใส่และควบคุมแขนกลนี้ได้ครับ"
กวาดสายตามองทุกคน อู๋ฮ่าวพูดต่อ: "ปัจจุบันมีทฤษฎีทางเทคนิคด้านนี้อยู่มากมาย แต่ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือเทคโนโลยีการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ (BCI) หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่าเทคโนโลยีควบคุมด้วยความคิด"
"เราควบคุมมือของเราได้อย่างไร?" อู๋ฮ่าวถามทุกคนพลางขยับมือของตัวเองไปมา
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ผู้ชมโดยรอบก็อดไม่ได้ที่จะขยับและสังเกตแขนของตัวเองตามไปด้วย
"ใช้สมอง!" ผู้ชมคนหนึ่งตะโกนตอบเสียงดัง
ฮ่าๆๆๆ... ผู้คนในงานต่างพากันหัวเราะ
อู๋ฮ่าวยิ้มและพยักหน้า "ถูกต้องครับ ใช้สมองของเราควบคุม ในทางวิทยาศาสตร์ สมองน้อย (Cerebellum) ของเราทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย
ส่วนของระบบประสาทส่วนกลางในสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหว หรือที่เราเรียกว่าสมองน้อย จะส่งคำสั่งลงไปยังเส้นประสาทไขสันหลัง เมื่อเส้นประสาทไขสันหลังได้รับคำสั่ง ด้านหนึ่งจะ 'ตอบกลับ' คำสั่งไปยังสมอง และในขณะเดียวกันก็จะดำเนินการตามคำสั่ง โดยควบคุมเส้นประสาทสั่งการแขนงต่างๆ ให้เกิดการเคลื่อนไหว
บนพื้นฐานทฤษฎีนี้ นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์บางส่วนได้เสนอวิธีควบคุมอวัยวะเทียมอิเล็กทรอนิกส์นี้ออกมา 3 วิธี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นความหวังใหม่สำหรับผู้ป่วยพิการเลยทีเดียว"
"สามวิธี?" ทุกคนต่างแสดงสีหน้าสงสัย
อู๋ฮ่าวพยักหน้ายิ้ม "ใช่ครับ สามวิธี วิธีแรกเรียกว่าเทคโนโลยีการควบคุมด้วยคลื่นสมอง หรือการควบคุมด้วยความคิด
เมื่อสมองคนเราคิดเรื่องต่างๆ จะสร้างคลื่นสมองที่แตกต่างกัน เทคโนโลยีนี้อาศัยคลื่นสมองเหล่านี้ในการควบคุม ปัจจุบันมีเทคโนโลยีนี้ในท้องตลาดแล้ว เช่น ทีมวิจัยเคยสาธิตการใช้คลื่นสมองพิมพ์ข้อความ ซึ่งทำความเร็วได้ถึง 70 คำต่อนาที ไม่ช้าไปกว่ามือของเราเลย
ยังมีทีมวิจัยที่พัฒนาวีลแชร์ที่ควบคุมด้วยความคิดโดยเฉพาะ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยอัมพาตระดับสูงและผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS)
ถ้าอย่างนั้น เราสามารถใช้เทคโนโลยีนี้ควบคุมแขนกลด้วยความคิดได้ไหม? แบบนี้เพียงแค่ผ่านการฝึกฝนและปรับตัวช่วงสั้นๆ แขนกลนี้ก็จะเคลื่อนไหวได้ตามความต้องการของผู้สวมใส่
เทคโนโลยีที่สอง คือการใช้อุปกรณ์เซ็นเซอร์พิเศษเพื่อรวบรวมสัญญาณไฟฟ้าชีวภาพสั่งการเคลื่อนไหว ที่สมองน้อยส่งไปยังเส้นประสาทไขสันหลัง เพื่อควบคุมแขนกล
กล่าวคือ ผู้สวมใส่สามารถใส่เสื้อกั๊กที่ทำขึ้นพิเศษ หรือแปะเซ็นเซอร์ไว้ที่กระดูกสันหลังโดยตรง ซึ่งทั้งดูสวยงามและสะดวกต่อการสวมใส่
ส่วนเทคโนโลยีที่สาม คือการผ่าตัดเชื่อมต่อเส้นประสาทควบคุมในแขนกลเข้ากับเส้นประสาทบริเวณรอยตัดของอวัยวะเดิม แบบนี้เส้นประสาทเดิมก็จะสามารถควบคุมแขนกลให้เคลื่อนไหวได้ ฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ไหมครับ?"
ฮ่าๆๆๆ... เมื่อได้ยินคำถามของเขา ผู้คนก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะพากันปรบมือ ขณะที่ปรบมือ ทุกคนต่างก็ทึ่งในจินตนาการอันล้ำเลิศของเหล่านักวิทยาศาสตร์
หลังจากรอให้ทุกคนเงียบลงเล็กน้อย อู๋ฮ่าวจึงยิ้มและกล่าวว่า "เทคโนโลยีทั้งสามนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันครับ ในทางกลับกัน มันเหมาะสำหรับผู้พิการที่มีความแตกต่างกัน
ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีที่สาม สามารถใช้กับผู้ป่วยที่สูญเสียอวัยวะบางส่วน วิธีนี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก แต่ยังช่วยฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหวของแขนขาได้ในระดับสูงสุด
ส่วนเทคโนโลยีที่สอง เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่สูญเสียอวัยวะทั้งหมด ซึ่งไม่สามารถผ่าตัดเชื่อมต่อเส้นประสาทได้ จึงต้องใช้เทคโนโลยีนี้เชื่อมต่อจากภายนอกแทน
สำหรับวิธีแรก จะใช้กับผู้ป่วยอัมพาตระดับรุนแรง หรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง
แน่นอนครับ การแบ่งประเภทนี้ไม่สามารถเหมารวมได้ทั้งหมด ยังต้องพิจารณาจากสถานการณ์จริงเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดครับ"
-------------------------------------------------------
บทที่ 501 : ชีวิตใหม่ของโจวหยงหยง
หลังจากบรรยายเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์มายาวเหยียด ในที่สุดอู๋ฮ่าวก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก จากนั้นจึงหันไปพูดกับทุกคนในงานว่า "ผมรู้ว่าทุกคนต้องกำลังตั้งคำถามกับเราแน่ๆ ในเมื่อเราสามารถพัฒนาแขนกลไบโอนิคอัจฉริยะแบบซิงโครนัสออกมาได้ และเมื่อกี้ผมก็ได้พูดถึงแขนเทียมอิเล็กทรอนิกส์รวมถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราได้ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในวงการนี้ด้วยหรือไม่
คำตอบคือใช่ครับ เราได้ก่อตั้งทีมวิจัยและพัฒนาอวัยวะเทียมอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิคอัจฉริยะขึ้นมาโดยเฉพาะ สมาชิกในทีมวิจัยชุดนี้ล้วนมีอายุน้อย ส่วนใหญ่เกิดในยุค 90 หรือแม้แต่ยุค 95 ก็ยังมี
และก็เป็นคนกลุ่มนี้นี่แหละครับ ที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอวัยวะเทียมอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิคอัจฉริยะ ลำดับต่อไป ขอเชิญเจ้าหน้าที่เทคนิคสองท่านจากทีมวิจัยของเรา นำอุปกรณ์อวัยวะเทียมอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิคอัจฉริยะรุ่นล่าสุดที่เราพัฒนาขึ้น ขึ้นมาสาธิตการใช้งานจริงให้ทุกคนได้รับชมครับ"
แปะๆๆๆ... ท่ามกลางเสียงปรบมือ ชายสามคนเดินขึ้นมาบนเวที สองในนั้นสวมเสื้อยืดสีดำสกรีนข้อความ 'ฮ่าวอวี่เทคโนโลยี' ของทางบริษัท พวกเขาเข็นรถเข็นคันหนึ่งที่มีอุปกรณ์ต่างๆ วางอยู่
ส่วนอีกคนหนึ่งสวมชุดกีฬาเสื้อแขนสั้นและกางเกงขาสั้น แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือธงชาติที่ติดอยู่บนหน้าอกเสื้อ และแขนขวาที่พิการกุดด้วนไป
อู๋ฮ่าวที่ยืนดื่มน้ำพักผ่อนอยู่ข้างๆ เล็กน้อย ก็เดินเข้าไปหาคนกลุ่มนี้ ยิ้มและแนะนำให้ทุกคนรู้จัก: "ก่อนอื่น ผมขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับนักกีฬากรีฑาทีมชาติของเรา โจวหยงหยง ครับ ปีนี้เขาอายุยี่สิบสามปี เป็นแชมป์โลกรายการกรีฑาชายในพาราลิมปิกเกมส์ปี 2020
แขนข้างนี้ของเขา เกิดจากอุบัติเหตุไปสัมผัสโดนสายไฟตอนเด็กจนทำให้เนื้อเยื่อถูกเผาไหม้อย่างรุนแรง สุดท้ายจึงจำเป็นต้องตัดทิ้ง เคราะห์กรรมที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้เด็กหนุ่มที่เคยใช้ชีวิตไปโรงเรียนตามปกติ ต้องร่วงหล่นลงสู่จุดต่ำสุดของชีวิต จนครั้งหนึ่งเคยท้อแท้สิ้นหวังถึงขั้นคิดสั้น
แต่โชคยังดีที่ได้รับกำลังใจจากครอบครัวและคุณครู เขาจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนหยัดได้ใหม่ทีละน้อย และเริ่มหันมาเรียนรู้ด้านกีฬา ในที่สุดด้วยความพยายามอย่างไม่ย่อท้อ เขาไม่เพียงแต่จะผ่านการคัดเลือกเข้าสู่ทีมชาติได้สำเร็จ แต่ยังเป็นตัวแทนประเทศคว้าเหรียญทองแชมป์รายการกรีฑาอันล้ำค่าในเวทีพาราลิมปิกมาครองได้อีกด้วย"
แปะๆๆๆ... ผู้คนในงานเมื่อได้ฟังดังนั้นต่างก็พากันปรบมือให้กับชายหนุ่มผู้ดูขี้อายคนนี้ ส่วนโจวหยงหยงเองก็ยิ้มให้ทุกคนอย่างเขินอาย แล้วโค้งคำนับเพื่อขอบคุณ
รอจนเสียงปรบมือเงียบลง อู๋ฮ่าวจึงพูดต่อว่า: "ถึงแม้จะผ่านการฝึกฝนเพื่อเอาชนะอุปสรรคและการปรับตัวอย่างหนัก จนผลกระทบจากการขาดแขนไปข้างหนึ่งจะค่อยๆ จางหายไป และโจวหยงหยงเองก็คว้าแชมป์ระดับโอลิมปิกมาได้
แต่ทุกคนก็ทราบดีว่า อิทธิพลของแชมป์พาราลิมปิกนั้นไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่ากับแชมป์โอลิมปิกปกติ และกีฬากรีฑาก็ยังเป็นรายการที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก ดังนั้นชีวิตความเป็นอยู่ของหยงหยงจริงๆ แล้วจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไหร่ และชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป แม้เขาจะยอมรับและปรับตัวกับแขนที่ขาดไปข้างนี้ได้นานแล้ว แต่มันก็ยังนำความไม่สะดวกมาสู่ชีวิตประจำวันอยู่ดี
สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือหยงหยงเป็นคนที่มีความเคารพในศักดิ์ศรีของตนเองสูงมาก เขาหวังว่าจะสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้เหมือนคนปกติ ไม่ใช่ถูกปฏิบัติอย่างแบ่งแยกหรือถูกเลือกปฏิบัติ
และทางทีมวิจัยของเรา ในระหว่างที่ทำการทดลองวิจัย ก็ต้องการผู้ทดสอบที่มีสมรรถภาพร่างกายแข็งแรงและตรงตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องพอดี
ผ่านการคัดเลือกหลายขั้นตอน เราได้เลือกโจวหยงหยงซึ่งมีบ้านอยู่ที่เมืองอันซี ให้มารับหน้าที่เป็นผู้ทดสอบอวัยวะเทียมอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิคอัจฉริยะคนหลักของเรา แน่นอนว่า เรายังได้ให้คำมั่นสัญญาว่าหลังจากที่อวัยวะเทียมรุ่นนี้วิจัยสำเร็จและนำออกสู่ตลาดแล้ว เราจะติดตั้งแขนเทียมอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิคอัจฉริยะชุดนี้ให้เขาฟรีๆ หนึ่งชุด"
แปะๆๆๆ...
หลังสิ้นเสียงปรบมือ อู๋ฮ่าวส่งสัญญาณให้ทีมงานและโจวหยงหยงเริ่มเตรียมความพร้อม ส่วนตัวเขาเองก็หันมาแนะนำกับทุกคนต่อ
"ทุกคนจะเห็นได้ว่า กรณีของโจวหยงหยงคือการตัดแขนขวาระดับสูง ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือเสียแขนไปทั้งข้าง ดังนั้นวิธีที่สามจึงไม่ค่อยมีประโยชน์ ส่วนวิธีแรกที่ดูเทอะทะเกินไปนั้น ก็ไม่เหมาะกับคนที่มีร่างกายส่วนอื่นสมบูรณ์แข็งแรงแบบเขา ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นนักกีฬาอีกด้วย
ดังนั้นเราจึงทำได้เพียงใช้วิธีที่สอง คือการใช้สัญญาณไฟฟ้าชีวภาพจากการเคลื่อนไหวในเส้นประสาทไขสันหลังมาควบคุมอวัยวะเทียมอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิคอัจฉริยะ
เนื่องจากการสูญเสียแขนขวาไปทั้งท่อน ทำให้อวัยวะเทียมไม่สามารถติดตั้งยึดกับตอแขนที่เหลืออยู่ได้ เราจึงจำเป็นต้องใช้วิธีอื่นในการติดตั้งแขนเทียมทั้งชุดนี้
ในที่นี้ วิธีที่เรานำมาใช้คือวิธีแบบสวมสะพาย (Backpack method) โดยใช้เสื้อกั๊กที่ทำขึ้นเป็นพิเศษมาใช้ในการสวมใส่และยึดแขนกล"
ในขณะที่อู๋ฮ่าวอธิบาย โจวหยงหยงก็หันตัวเพื่อแสดงให้ทุกคนดู มันมีลักษณะคล้ายเสื้อกั๊กสีดำที่ทำจากวัสดุกึ่งแข็ง ด้านขวาของเสื้อกั๊กมีจุดยึดหลายจุด และมีโครงโลหะสีดำหลายอันยื่นออกมาจากจุดยึดเหล่านั้นมารวมกันที่บริเวณรอยตัดของแขนขวา เพื่อสร้างเป็นอินเทอร์เฟซเชื่อมต่อทางกลไก
จะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่เทคนิคคนหนึ่งยกแขนเทียมสีขาวขึ้นมาจากกล่องกันกระแทกสีดำ และที่บริเวณจุดเชื่อมต่อด้านบนของแขนเทียมสีขาวนี้ ก็เต็มไปด้วยแผงสายไฟที่ซับซ้อนมากมาย
เจ้าหน้าที่เทคนิคคนนี้ โดยความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่อีกคน ได้ร่วมกันยกแขนเทียมขึ้นไปยังตำแหน่งจุดเชื่อมต่อที่แขนขวาของโจวหยงหยง แล้วประกบเข้าด้วยกันให้ตรงล็อค
จากนั้นเจ้าหน้าที่เทคนิคทั้งสองคน คนหนึ่งเริ่มทำการเชื่อมต่อสายไฟอย่างจริงจัง ส่วนอีกคนหนึ่งก้มหน้าปรับแต่งค่าต่างๆ บนแล็ปท็อป
"เนื่องจากเป็นอวัยวะเทียมสำหรับมนุษย์ เราจึงต้องทำให้ใกล้เคียงกับอวัยวะจริงมากที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องขนาด แต่ยังรวมถึงน้ำหนัก สี และระดับความสมจริงที่ต้องเหมือนกัน เพื่อให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบาย และใช้งานได้อย่างคล่องแคล่วดั่งใจนึก
อย่างแขนเทียมอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิคอัจฉริยะที่ทุกท่านเห็นอยู่นี้ จริงๆ แล้วเราสั่งทำขึ้นโดยอ้างอิงจากแขนซ้ายของโจวหยงหยง เพื่อลดน้ำหนักและให้มีความแข็งแรงทนทาน โครงสร้างแขนทั้งท่อนจึงผลิตขึ้นจากโครงคาร์บอนไฟเบอร์
ในอนาคตหากมีความจำเป็น เราจะทำการหุ้มผิวหนังเทียมไบโอนิคลงบนพื้นผิวของแขนเทียมชุดนี้ด้วย ซึ่งจะทำให้รูปลักษณ์ภายนอก หรือแม้แต่ผิวสัมผัสเหมือนกับแขนคนจริงๆ จนยากที่จะสังเกตเห็นความแตกต่างหากไม่ได้ลองจับดู
และในขั้นต่อไป เรายังเตรียมที่จะติดตั้งเซ็นเซอร์รับความรู้สึก (Tactile Sensor) ลงบนแขนเทียมนี้ เพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถมีความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกจากการสัมผัสได้อีกด้วย"
ผู้คนที่มุงดูอยู่เมื่อได้ยินดังนั้นต่างก็พากันพยักหน้าชื่นชม หากฟังก์ชันการทำงานเหมือนจริง รูปลักษณ์และผิวสัมผัสเหมือนจริง แถมยังมีประสาทสัมผัสอีก ถ้าอย่างนั้นแขนเทียมอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิคอัจฉริยะชุดนี้ก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับแขนคนจริงๆ เลย หากสามารถนำออกสู่ตลาดได้จริง มันจะช่วยชีวิตคนพิการได้อีกนับไม่ถ้วน
อย่างไรก็ตาม ก็มีบางคนที่แสดงความกังวล จากคำบรรยายของอู๋ฮ่าวเมื่อครู่ ทั้งคำว่าไบโอนิคอัจฉริยะ ทั้งโครงคาร์บอนไฟเบอร์ ไหนจะผิวหนังเทียมไบโอนิคและเซ็นเซอร์รับความรู้สึกอีก
เกรงว่าราคาของแขนเทียมอิเล็กทรอนิกส์ไบโอนิคอัจฉริยะชุดนี้คงจะไม่เบาเลยทีเดียว สำหรับคนพิการจำนวนมากที่สูญเสียความสามารถในการทำงานอยู่แล้ว คงจะเป็นภาระที่ยากจะจ่ายไหว
จะพึ่งพาการบริจาคจากบริษัท หรือพึ่งพาองค์กรการกุศลทางสังคม ทุกคนต่างก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า