เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 298 : อาวุธเด็ดพลิกสถานการณ์? | บทที่ 299 : "ฉันอยากคุยกับคุณหน่อย!"

บทที่ 298 : อาวุธเด็ดพลิกสถานการณ์? | บทที่ 299 : "ฉันอยากคุยกับคุณหน่อย!"

บทที่ 298 : อาวุธเด็ดพลิกสถานการณ์? | บทที่ 299 : "ฉันอยากคุยกับคุณหน่อย!"


บทที่ 298 : อาวุธเด็ดพลิกสถานการณ์?

ณ สำนักงานใหญ่ H ในเมืองเซินเจิ้น แผนกผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือ เถาเจิ้งหยางกำลังจ้องมองรายงานประเมินตลาดต่างประเทศที่เพิ่งส่งเข้ามาด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม

นับตั้งแต่ถูกปิดกั้นและเพ่งเล็ง ตลาดในต่างประเทศของพวกเขาก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แม้จะพยายามหาวิธีแก้ไขมาไม่น้อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับน้อยนิด

"ประธานเถา" สิ้นเสียงเคาะประตู ชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปีก็ปรากฏตัวที่หน้าประตูพร้อมรอยยิ้ม

"จื้อจง เข้ามาสิ" เถาเจิ้งหยางหลุดจากภวังค์เพราะเสียงเคาะประตู รีบลุกขึ้นทักทายทันที

หลังจากรินน้ำให้ชายที่ชื่อจื้อจงและนั่งลงแล้ว เขาก็เอ่ยถามขึ้นว่า "มีเรื่องอะไรกันแน่ ถึงทำให้หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาอย่างคุณต้องมาด้วยตัวเอง"

จื้อจงยิ้มพลางยื่นเอกสารในมือให้ "นี่เป็นเอกสารที่ฮ่าวอวี่เทคโนโลยีเพิ่งส่งมา ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากมาก เลยรีบเอามาให้คุณทันที"

"โอ้?" เถาเจิ้งหยางรับเอกสารมาด้วยความสงสัยแล้วเริ่มอ่านอย่างละเอียด ส่วนจื้อจงก็นั่งจิบน้ำรออยู่อย่างเงียบๆ

ผ่านไปราวสิบนาที เถาเจิ้งหยางจึงวางเอกสารลงแล้วเงยหน้ามองลูกน้องเก่าแก่คนสนิท "หมายความว่า 'ซูเปอร์แบตเตอรี่' ที่อู๋ฮ่าวพูดถึงในงานเปิดตัว ได้เริ่มทดลองผลิตแล้วสินะ"

หวงจื้อจงพยักหน้าตอบ "ใช่ครับ นับตั้งแต่อู๋ฮ่าวเข้าซื้อกิจการโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั้งสี่แห่ง เขาก็เร่งดำเนินการอัปเกรดและปรับปรุงโรงงานเหล่านั้นทันที

แถมได้ยินมาว่าอู๋ฮ่าวยังย้ายโจวเสี่ยวตง หุ้นส่วนที่เขาไว้ใจที่สุดและร่วมก่อตั้งบริษัทมาด้วยกัน จากฝ่ายวิจัยและพัฒนาไปดูแลฝ่ายผลิต เพื่อรับผิดชอบงานปรับปรุงโรงงานทั้งสี่แห่งนี้โดยเฉพาะ

ดูเหมือนว่าโจวเสี่ยวตงคนนี้จะมีฝีมือพอตัว ถึงสามารถควบคุมสถานการณ์และสร้างผลงานออกมาได้รวดเร็วขนาดนี้"

เถาเจิ้งหยางจุดบุหรี่สูบพลางกล่าวว่า "ก่อนหน้านี้เราพยายามติดต่อไปหลายครั้ง แต่อีกฝ่ายไม่เคยให้คำตอบที่ชัดเจนเลย ทำไมคราวนี้ถึงใจดี ยอมส่งตัวอย่างมาให้เราทดสอบง่ายๆ"

หวงจื้อจงส่ายหน้า "คราวนี้พวกเขาแค่ส่งตัวอย่างมาให้ แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเรื่องความร่วมมือเลยแม้แต่คำเดียว

และเท่าที่ผมรู้ พวกเขาไม่ได้ส่งให้แค่เราเจ้าเดียว ดูท่าจะมั่นใจในผลิตภัณฑ์ตัวนี้มากทีเดียวครับ"

"ก็จริง ถ้าไม่ให้เราทดสอบ จะรู้ประสิทธิภาพของสินค้าได้ยังไง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายอยากให้เราทดสอบให้เสร็จก่อน แล้วค่อยมาคุยกัน"

เถาเจิ้งหยางพยักหน้า "ตัวอย่างส่งมาถึงหรือยัง?"

"ยังครับ เราส่งคนไปรับแล้ว ไม่ว่าจะยังไง ก็ต้องทดสอบดูก่อน" หวงจื้อจงตอบ

"อืม ทดสอบดูผลลัพธ์ก่อน"

เถาเจิ้งหยางกล่าว "ถ้าแบตเตอรี่รุ่นนี้มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมอย่างที่อู๋ฮ่าวคุยไว้จริง มันอาจจะกลายเป็นอาวุธเด็ดที่ช่วยให้เราฝ่าทางตันในตลาดต่างประเทศได้"

ต่างจากเถาเจิ้งหยางที่มองในแง่ดี หวงจื้อจงกลับมีสีหน้ากังวล "ถ้าเราได้มา เจ้าอื่นก็ได้เหมือนกัน แบบนี้เราก็ไม่มีข้อได้เปรียบอะไรเลย

ถ้าแบตเตอรี่ตัวนี้ดีจริง ผมคิดว่าเราต้องหาวิธีคว้าสิทธิ์การใช้งานแบบผูกขาดมาให้ได้ หรือต่อให้ไม่ได้สิทธิ์ผูกขาด อย่างน้อยก็ต้องได้สิทธิ์ใช้งานเป็นเจ้าแรก ถึงจะเป็นประโยชน์กับเรา"

"คุณพูดถูก เราได้ คนอื่นก็ได้" เถาเจิ้งหยางพยักหน้า "สำหรับอู๋ฮ่าวและพรรคพวก นี่คือผลลัพธ์ที่พวกเขาอยากเห็น

พอผลทดสอบออกมาว่าดีจริง ใครๆ ก็คงอยากได้สิทธิ์ผูกขาด

แต่แบบนั้นคงไม่ตรงกับผลประโยชน์ของพวกเขา ผมคิดว่าสิทธิ์ผูกขาดคงเป็นไปไม่ได้ แต่สิทธิ์ใช้งานเจ้าแรกยังพอสู้ไหว

ปัญหาตอนนี้คือ เรื่องเงินทุนเมื่อเทียบกับผู้ผลิตมือถือเจ้าอื่น เราไม่ได้มีความได้เปรียบมากนัก"

"นี่เป็นปัญหาที่น่าปวดหัวจริงครับ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้" หวงจื้อจงอมยิ้ม

"โอ้ รีบว่ามาสิ มีวิธีไหน" เถาเจิ้งหยางเริ่มสนใจทันที

หวงจื้อจงยิ้ม แล้วกล่าวอย่างใจเย็น "ถึงเราจะไม่เคยเจออู๋ฮ่าวตัวจริง แต่เรื่องราวของเขาในช่วงสองปีนี้เราได้ยินมาไม่น้อย

โดยเฉพาะคนสายเทคนิคอย่างพวกเรา สิ่งที่เขาทำในช่วงสองปีมานี้สร้างความประหลาดใจและแรงสั่นสะเทือนให้พวกเรามากทีเดียว

เพราะแบบนี้เราถึงจับตามองเขาเป็นพิเศษ ทำให้รู้ว่าตั้งแต่ฤดูร้อนปีก่อน พวกเขาเริ่มรุกเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตจริงจัง

ตอนนี้พวกเขาเข้าซื้อโรงงานผลิตไปจำนวนหนึ่งแล้ว บางส่วนก็อัปเกรดเป็นระบบอัจฉริยะไร้คนขับตามแผนของพวกเขาและเริ่มการผลิตแล้ว

ผมคิดว่าสาเหตุที่อู๋ฮ่าวรีบร้อนเข้าสู่ภาคการผลิต ก็เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับบุกตลาดโลก บทเรียนของเราเขาคงเห็นอยู่ในสายตา ดังนั้นการรับประกันความมั่นคงของห่วงโซ่การผลิตจึงเป็นเรื่องที่พวกเขาให้ความสำคัญมาก

ในด้านซอฟต์แวร์ระบบ พวกเขามีความได้เปรียบมากและไม่มีข้อจำกัดอะไร แม้แต่ Google ก็เพิ่งส่งทีมเจรจามาคุยเรื่องความเข้ากันได้ของแอปฯ กับระบบของพวกเขาที่ในประเทศเมื่อไม่นานมานี้

แต่ด้านฮาร์ดแวร์กลับเป็นจุดอ่อนของพวกเขา และเป็นจุดอ่อนของบริษัทเทคโนโลยีในประเทศส่วนใหญ่ เราเคยแกะดูโครงสร้างฮาร์ดแวร์ภายในของผู้ช่วยอัจฉริยะและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของฮ่าวอวี่เทคโนโลยี

พูดตามตรง นอกจากความสามารถในการออกแบบและบูรณาการที่แข็งแกร่งแล้ว ก็ไม่ได้มีเทคโนโลยีล้ำสมัยอะไร ชิปและชิ้นส่วนภายในหลายอย่างก็ธรรมดามาก

แต่นั่นยิ่งทำให้เราต้องทึ่งในความสามารถด้านซอฟต์แวร์ของพวกเขา ที่สามารถรีดประสิทธิภาพฟังก์ชันการทำงานระดับสูงออกมาได้จากฮาร์ดแวร์เพียงแค่นั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำไม่ได้

ลับหลังพวกเราเลยชอบเรียกเขาว่า 'มนุษย์ต่างดาว'"

หึๆ เถาเจิ้งหยางหัวเราะแล้วพยักหน้าให้พูดต่อ

หวงจื้อจงยิ้มแล้วกล่าวต่อ "สำหรับอู๋ฮ่าวและฮ่าวอวี่เทคโนโลยี ฮาร์ดแวร์ด้านอื่นยังพอว่า แต่เรื่องชิปคือจุดอ่อนใหญ่ที่สุดของพวกเขา ผมคิดว่าอู๋ฮ่าวน่าจะรู้เรื่องนี้ดี

ส่วนพวกเรามีความได้เปรียบมหาศาลในด้านชิป ถ้าเราเอาข้อได้เปรียบนี้ไปแลกกับสิทธิ์ใช้งานแบตเตอรี่รุ่นนี้เป็นเจ้าแรก น่าจะไม่มีปัญหาอะไร

ผู้ผลิตรายอื่นต่อให้อยากแย่ง ก็ไม่มีศักยภาพด้านนี้"

ฮ่าๆๆ เมื่อได้ยินดังนั้น เถาเจิ้งหยางก็หัวเราะลั่น แล้วชี้หน้าอีกฝ่าย "คุณนี่กล้าคิดจริงๆ เรื่องชิปถือเป็นไม้ตายก้นหีบของเราเลยนะ คุณตัดใจให้พวกเขาได้ลงคอเชียวหรือ"

"พวกเขาไม่ใช่ผู้ผลิตมือถือ ให้ไปจะเป็นไรครับ แน่นอนว่าให้เปล่าๆ ผมก็เสียดาย แต่สถานการณ์ตอนนี้เราต้องตัดสินใจเด็ดขาด

การใช้ชิปที่เกี่ยวข้องไปแลกกับสิทธิ์การจัดหาแบตเตอรี่ลิเธียมซูเปอร์ก่อนใคร จะเรียกว่ากำไรก็ไม่เชิง แต่อย่างน้อยก็ไม่ขาดทุน โดยเฉพาะกับตลาดต่างประเทศ เทคโนโลยีนี้มีพลังทำลายล้างสูง เหมาะจะใช้แก้สถานการณ์ตอนนี้พอดี

อีกอย่างฮ่าวอวี่เทคโนโลยีไม่ได้มีดีแค่เทคโนโลยีนี้ เท่าที่ผมรู้ ไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์ AI แต่พวกเขายังมีเทคโนโลยีการควบคุมแบบกลุ่ม (Cluster Control) เทคโนโลยีโดรน ไปจนถึงเทคโนโลยีประมวลผลภาพอัจฉริยะที่ล้ำหน้ามาก

เรื่องที่พวกเขาวิจัยยุทโธปกรณ์ทางทหารรุ่นใหม่ก็ไม่ใช่ความลับอะไรในวงการ ถ้าเราอาศัยสิ่งนี้สร้างความร่วมมือด้านอื่นๆ ได้ สำหรับเราแล้วมีแต่กำไรไม่มีขาดทุนแน่นอน" หวงจื้อจงกล่าว

เถาเจิ้งหยางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแกล้งดุหวงจื้อจงว่า "ที่แท้คุณก็เล็งเรื่องนี้ไว้นี่เอง มิน่าล่ะถึงได้กระตือรือร้นนัก

แต่เรื่องนี้ผมต้องขอคิดทบทวนให้ดีก่อน และต้องรายงานให้ประธานเริ่นทราบเพื่อขอฟังความเห็นท่านก่อนค่อยว่ากัน"

-------------------------------------------------------

บทที่ 299 : "ฉันอยากคุยกับคุณหน่อย!"

"ฉันอยากคุยกับคุณหน่อย!"

ประโยคนี้เป็นครั้งที่สามแล้วที่หลินเวยพูดกับเขา ก่อนหน้านี้เพราะงานยุ่งเขาเลยไม่ได้ใส่ใจมาตลอด จนกระทั่งเมื่อวานน้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน อู๋ฮ่าวที่ตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ วันนี้จึงรีบเลิกงานกลับบ้านเร็วกว่าปกติเป็นพิเศษ

ตอนที่เขากลับถึงบ้าน หลินเวยก็มาถึงแล้ว ตอนนี้เธอกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารในครัว ตั้งแต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาชัดเจนขึ้น หลินเวยก็มาที่บ้านบ่อยมาก อู๋ฮ่าวจึงบันทึกลายนิ้วมือและสิทธิ์การใช้งานระบบอัจฉริยะในบ้านให้เธอด้วย

พอเห็นเขากลับมา หลินเวยก็เดินออกมาจากห้องครัวแล้วพูดว่า "วันนี้กลับมาเร็วจัง กับข้าวยังทำไม่เสร็จเลย ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ ออกมาแล้วกับข้าวคงเสร็จพอดี"

"ลำบากหน่อยนะ" อู๋ฮ่าวจุ๊บที่แก้มของเธอเบาๆ หนึ่งที แล้วยิ้มพลางเดินไปทางห้องน้ำ ส่วนหลินเวยนั้นใช้หลังมือเช็ดรอยจูบที่แก้ม แล้วมองแผ่นหลังของอู๋ฮ่าวที่เดินจากไปพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่มีความรู้สึกซับซ้อน

หลังจากที่เขาอาบน้ำอย่างสบายตัว เปลี่ยนมาใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นชุดอยู่บ้านหลวมๆ เดินออกมา ก็พบว่าบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยกับข้าวแล้ว

ถึงแม้จะมีกันแค่สองคน แต่หลินเวยก็ทำกับข้าวถึงหกอย่างและซุปอีกหนึ่งอย่าง มีทั้งเนื้อสันในผัดพริกหยวก, ไก่ผัดถั่วลิสง, ไข่ผัดมะเขือเทศ, หมูผัดซอสเสฉวน, ปลานึ่งซอสเปรี้ยว และแตงกวายำกระเทียมอีกหนึ่งจาน ยังไม่ทันเดินไปถึงโต๊ะอาหารก็ได้กลิ่นหอมโชยมา ซึ่งทำให้เขาเจริญอาหารขึ้นมาทันที

เขารีบหยิบตะเกียบคีบกับข้าวขึ้นมาชิมคำหนึ่งทันที ก่อนจะแสดงสีหน้ามีความสุขออกมาแล้วพูดว่า "วันนี้วันอะไรเนี่ย ทำกับข้าวเยอะแยะขนาดนี้"

หลินเวยถือหม้อดินใส่น้ำซุปเดินออกมาจากห้องครัวแล้วยิ้มตอบว่า "ไม่ใช่วันอะไรหรอก แค่เห็นช่วงนี้คุณทำงานหนัก ก็เลยทำของดีๆ ให้ทานเพื่อเป็นรางวัล"

"ขอบคุณนะ"

อู๋ฮ่าวยิ้มขอบคุณ แล้วเปิดไวน์แดงที่วางอยู่บนโต๊ะพลางพูดว่า "มาเถอะ ช่วงนี้ยุ่งจริงๆ ไม่มีเวลาอยู่เป็นเพื่อนคุณเลย คุณคงต้องอดทนหน่อย วันนี้ขอยืมดอกไม้ถวายพระ (ใช้ของที่คุณเตรียมมาเลี้ยงคุณ) เรามาดื่มกันให้เต็มที่สักแก้วเถอะ"

หลินเวยรับแก้วไวน์ไปด้วยรอยยิ้ม ชนแก้วกับอู๋ฮ่าวเบาๆ แล้วจิบเพียงเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า "มา เร็ว ลองชิมดูสิว่าฝีมือฉันเป็นยังไงบ้าง"

"อร่อย แน่นอนว่าต้องอร่อยอยู่แล้ว ฝีมือคุณทำจะไม่อร่อยได้ยังไง" อู๋ฮ่าวพูดพลางหยิบตะเกียบคีบอาหารกิน

"คุณยังไม่ได้ชิมจริงจังเลย จะรู้ได้ไงว่าอร่อย" หลินเวยค้อนใส่เขาหนึ่งที

ฮ่าๆ...

ทั้งสองกินข้าวกันอย่างอบอุ่น หลังจากอู๋ฮ่าวเก็บกวาดในครัวจนสะอาดเรียบร้อยแล้ว เขาจึงค่อยๆ ปลดผ้ากันเปื้อนออกและเดินออกมาจากห้องครัว

ที่น่าแปลกใจคือ หลินเวยไม่ได้เล่นโทรศัพท์หรือดูทีวี แต่กลับนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

"เป็นอะไรไป?" อู๋ฮ่าวเดินเข้าไปนั่งข้างๆ เธอแล้วถามขึ้น

หลินเวยส่ายหน้า หยิบแคนตาลูปจากจานผลไม้ป้อนให้เขาชิ้นหนึ่ง แล้วลุกขึ้นไปนั่งที่โซฟาฝั่งตรงข้ามอู๋ฮ่าว มองหน้าเขาแล้วพูดว่า "ฉันอยากคุยกับคุณอย่างจริงจังค่ะ"

เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของเธอ อู๋ฮ่าวก็พยักหน้าแล้วพูดว่า "ว่ามาสิ มีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า"

หลินเวยมองเขาเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไป แต่สุดท้ายก็เอ่ยปากว่า "ฉันใช่แฟนของคุณหรือเปล่า"

"หืม?" อู๋ฮ่าวแสดงสีหน้าสงสัยเต็มที แต่ก็รีบพยักหน้าตอบว่า "แน่นอนสิ ทำไมจู่ๆ ถึงถามคำถามนี้ล่ะ"

หลินเวยได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา แล้วส่ายหน้าพูดว่า "เปล่าหรอก แค่ช่วงนี้ฉันกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ของพวกเราสองคนใหม่

คิดอะไรไปหลายอย่าง ดังนั้นฉันเลยตัดสินใจจะคุยกับคุณอย่างเปิดอก และอยากฟังความคิดในใจของคุณด้วย"

เอ่อ พอได้ยินคำพูดนี้ของหลินเวย อู๋ฮ่าวบอกตามตรงว่าเริ่มงง เขาไม่รู้ว่าหลินเวยต้องการจะทำอะไร คงไม่ใช่เพราะช่วงนี้เขาไม่มีเวลาให้ แล้วจะมาบอกเลิกหรอกนะ

แต่เมื่อเห็นหลินเวยอยู่ในโหมดจริงจังขนาดนี้ เขาเองก็ไม่อยากขัด จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า "ได้ คุณพูดมาเลย ผมฟังอยู่"

พอเห็นเขาพยักหน้า หลินเวยก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า "จริงๆ แล้วเรื่องระหว่างเราสองคน ฉันไม่ได้ปิดบังอะไร ทางบ้านฉันรู้เรื่องนี้ดี

พ่อแม่ของฉันมีความประทับใจในตัวคุณดีมาก ต่อให้ก่อนหน้านี้คุณจะเคยขูดรีดพ่อฉันไปรอบหนึ่ง แต่เขาก็ยังชื่นชมคุณไม่ขาดปาก"

"เอ่อ นั่นมันเรียกว่าไม่ตีกันไม่รู้จักกันต่างหาก" อู๋ฮ่าวรู้สึกกระดากใจเล็กน้อย ถ้ารู้ก่อนว่าเป็นพ่อตา ในการเจรจาตอนนั้น... เอ่อ ก็คงทำเหมือนเดิมแหละ ยังไงเรื่องส่วนตัวก็คือเรื่องส่วนตัว ธุรกิจก็คือธุรกิจ จะเอามาปนกันไม่ได้

หลินเวยยิ้มพลางส่ายหน้า แล้วพูดต่อว่า "พ่อแม่ฉันสร้างตัวมาจากมือเปล่า ค่อยๆ ขยายบริษัทให้ใหญ่โตและแข็งแกร่ง ดังนั้นสำหรับคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีความสามารถอย่างคุณ พวกท่านย่อมชื่นชอบเป็นธรรมดา

แต่ทว่า เรื่องที่คุณเป็นแฟนของฉัน แม่ของฉันกลับไม่ได้มองในแง่ดีนัก"

"หืม?" อู๋ฮ่าวแสดงสีหน้าประหลาดใจอย่างลึกซึ้ง เขาไม่เพียงแค่แปลกใจว่าทำไมแม่ของหลินเวยถึงไม่เห็นด้วยเรื่องเขากับหลินเวย แต่ยังแปลกใจว่าทำไมหลินเวยถึงพูดเรื่องนี้ หรือว่า...

ในขณะที่เขากำลังคิดฟุ้งซ่าน หลินเวยก็พูดพร้อมรอยยิ้มว่า "ถ้าใช้คำพูดของแม่ฉัน ก็คือคุณเก่งเกินไป เพราะคุณเก่งเกินไป เราเลยไม่เหมาะสมกัน เพราะความเก่งกาจของคุณได้กลบรัศมีของคนรอบข้างไปจนหมด

ถ้าฉันคบกับคุณ ชีวิตนี้ฉันก็คงจะต้องหลบอยู่ใต้แสงสว่างของคุณและใช้ชีวิตวุ่นวายไปวันๆ ตลอดชีวิต

ถ้าเราแต่งงานกัน อีกไม่กี่ปีเราคงมีลูก แล้วพลังงานทั้งหมดของฉันก็จะไปทุ่มให้กับครอบครัวและลูก ถึงตอนนั้นฉันก็จะกลายเป็นแม่บ้านเต็มตัวอย่างสมบูรณ์

ทิ้งสิ่งที่ร่ำเรียนมาตลอดหลายปี หรือแม้กระทั่งความทะเยอทะยานของตัวเองไปจนหมด แล้วใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างธรรมดาสามัญ"

อู๋ฮ่าวได้ยินดังนั้นกำลังจะอ้าปากแย้ง แต่ถูกหลินเวยห้ามไว้และพูดต่อว่า "เดิมทีฉันคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ แม่ฉันมีอคติและพูดเหลวไหลชัดๆ

แต่พอคิดให้ดีๆ ในช่วงหลายวันมานี้ กลับพบว่าตั้งแต่ที่เรารู้จักกัน ดูเหมือนฉันจะทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปกับการคบหากับคุณ จนทำให้ในช่วงครึ่งปีมานี้ ฉันไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักอย่าง

งานก็ไม่หา พ่อแม่ให้ไปฝึกงานบริหารที่บริษัทฉันก็ไม่ไป วันๆ เอาแต่ลอยชาย ใช้เวลาอยู่กับคุณสองต่อสอง

ชีวิตแบบนี้ไม่ใช่ไม่ดี ฉันรู้สึกมีความสุขมาก ต่อให้หลังปีใหม่คุณจะยุ่งมาก และเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกันจะมีจำกัด แต่ฉันก็ยังรู้สึกมีความสุขมากอยู่ดี

ชาติที่แล้วคนเลวอย่างคุณคงไปกอบกู้จักรวาลมาสินะ ถึงทำให้ผู้หญิงห้าวๆ ที่มีความคิดเป็นของตัวเองอย่างฉัน หลงใหลคุณได้เหมือนเด็กสาวตัวเล็กๆ แบบนี้"

หึหึ อู๋ฮ่าวหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินดังนั้น "สรุปคือคุณคงไม่ได้จะบอกเลิกผมใช่ไหม"

"ฝันไปเถอะ ได้เสียกันแล้ว คุณคงไม่ได้คิดจะฟันแล้วทิ้ง (ดึงกางเกงขึ้นแล้วไม่ยอมรับ) หรอกนะ" หลินเวยค้อนเขาพลางพูดด้วยความหมั่นไส้

อู๋ฮ่าวรีบโต้กลับทันทีว่า "เฮ้ๆ พูดให้เคลียร์นะ วันนั้นใครเป็นคนเริ่มก่อน"

"ถ้าคุณพูดอีก พูดอีกทีนะ เชื่อไหมฉันจะฉีกปากคุณ" หลินเวยง้างหมัดลุกขึ้นด้วยความเขินอายปนโมโห

"โอเคๆ ไม่พูดแล้ว" อู๋ฮ่าวยกมือทำท่ายอมแพ้ แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย "งั้นวันนี้ที่คุณอยากปรึกษาผม คือเตรียมตัวจะไปทำงานแล้วใช่ไหม?"

พอได้ยินแบบนั้น หลินเวยก็เก็บกำปั้นลง นั่งลงที่เดิม มองหน้าเขาแล้วพยักหน้า จากนั้นก็ส่ายหน้าอีกที

จบบทที่ บทที่ 298 : อาวุธเด็ดพลิกสถานการณ์? | บทที่ 299 : "ฉันอยากคุยกับคุณหน่อย!"

คัดลอกลิงก์แล้ว