- หน้าแรก
- เจ้าพ่อเทคโนโลยีการทหาร
- บทที่ 282 : บุคลากรคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาบริษัทเทคโนโลยี | บทที่ 283 : เจตนาของคนตกปลาไม่ได้อยู่ที่ปลา
บทที่ 282 : บุคลากรคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาบริษัทเทคโนโลยี | บทที่ 283 : เจตนาของคนตกปลาไม่ได้อยู่ที่ปลา
บทที่ 282 : บุคลากรคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาบริษัทเทคโนโลยี | บทที่ 283 : เจตนาของคนตกปลาไม่ได้อยู่ที่ปลา
บทที่ 282 : บุคลากรคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาบริษัทเทคโนโลยี
หลังจากส่งคณะของตู้หย่งฮุยกลับไป อู๋ฮ่าวที่รู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อยก็กลับเข้ามาในห้องทำงานของเขา แต่นั่งพักได้ไม่นาน จางจวิน ตงอี้หมิง และเสิ่นเสี่ยวเสียน ก็เดินเข้ามาพร้อมกันราวกับนัดแนะกันมาแล้ว
"มาแล้วเหรอ นั่งสิ!" อู๋ฮ่าวไม่ได้ประหลาดใจนักที่เห็นทุกคนเดินเข้ามา เพราะทุกคนต่างรู้ดีถึงจุดประสงค์ในการมาเยือนของตู้หย่งฮุยในครั้งนี้ ดังนั้นหลังจากส่งแขกกลับไปแล้ว พวกเขาจึงอดใจรอไม่ไหวที่จะรีบเข้ามาฟังความคิดเห็นของอู๋ฮ่าว
เมื่อทุกคนนั่งลงในโซนรับรองภายในห้องทำงานแล้ว เจ้าหน้าที่จากแผนกเลขานุการก็นำชามาเสิร์ฟทันที
อู๋ฮ่าวจึงลุกจากหลังโต๊ะทำงาน เดินมานั่งลงบนโซฟาว่างในโซนรับรอง จากนั้นจุดบุหรี่ขึ้นสูบพลางเอ่ยว่า "อ่านเอกสารฉบับนั้นกันแล้วใช่ไหม ลองว่ามาสิว่าคิดยังไงกันบ้าง"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างมองหน้ากัน ก่อนจะรวมสายตาไปหยุดที่ตงอี้หมิง ตงอี้หมิงเห็นดังนั้นจึงยิ้มและเอ่ยปากขึ้นว่า "ครั้งนี้ทางเมืองมีความมุ่งมั่นตั้งใจมาก ดูจากเอกสารฉบับนี้ การที่สามารถเสนอเงื่อนไขและผลประโยชน์ให้มากขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ
เมื่อเทียบกับสิทธิพิเศษและการลดหย่อนทางภาษี จริงๆ แล้วผมให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของนโยบายสนับสนุนที่เกี่ยวข้องมากกว่า ซึ่งสิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาของบริษัทเรา
แน่นอนว่าเงื่อนไขพิเศษที่ที่อื่นเสนอให้เราก็ไม่เลว โดยเฉพาะข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องของปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ที่อาจจะดีกว่านี้
แต่สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันและในอนาคตอีกระยะหนึ่ง 'อันซี' ยังคงเหมาะสมกับพวกเรามากกว่า
อย่างที่เขาว่ากันว่า 'ยอมเป็นหัวไก่ดีกว่าเป็นหางหงส์' อยู่ที่นี่พวกเราคือหนึ่งในตองอู ย่อมมีคนคอยเอาใจใส่และให้ความสำคัญ แต่ถ้าไปที่อื่น การแข่งขันจะดุเดือด และเราอาจจะดูไม่สำคัญขนาดนั้นแล้ว"
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา หวงจื้อหัว ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดก็ส่ายหน้าและแย้งว่า "จะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้ซะทีเดียว ข้อได้เปรียบของเมืองใหญ่ระดับแนวหน้าอย่างเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง รวมถึงกวางโจวและเซินเจิ้นนั้น อันซียังเทียบไม่ได้ครับ
เรายังไม่ต้องพูดถึงนโยบายสิทธิพิเศษ เอาแค่ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ที่นี่ก็เทียบไม่ติดแล้ว
นี่คือเหตุผลว่าทำไมบริษัทใหญ่ๆ ถึงพากันไปรวมตัวอยู่ที่นั่น ถ้าเราอยากจะเป็นบริษัทระดับนานาชาติ แค่อยู่ที่อันซีมันยังไม่พอครับ"
ทันทีที่หวงจื้อหัวพูดจบ เสิ่นเสี่ยวเสียนก็อดไม่ได้ที่จะโต้แย้งว่า "เดี๋ยวนี้อินเทอร์เน็ตและการคมนาคมเจริญก้าวหน้ามากแล้ว จะเลือกตั้งอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน ฉันคิดว่ากุญแจสำคัญยังคงเป็นอย่างที่ผู้อำนวยการตงพูด คือต้องมีสภาพแวดล้อมที่มั่นคงสำหรับการพัฒนา ซึ่งในแง่นี้อันซีถือว่าดีมาก
แถมที่นี่ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการดำเนินงาน หรือต้นทุนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ก็มีความได้เปรียบกว่าที่อื่น ที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้าเราต้องย้ายออกและทิ้งที่นี่ไปจริงๆ สิ่งที่เราสั่งสมมาก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ก็ต้องถูกทิ้งไป แล้วต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ในที่ใหม่ ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของบริษัทอย่างมากค่ะ"
หลังจากฟังคำตอบของทั้งสามคน อู๋ฮ่าวพยักหน้าเล็กน้อย แล้วหันไปมอง หลินเจี้ยนเหลียง ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลของเขา "เหล่าหลิน คุณมองว่ายังไง"
หลินเจี้ยนเหลียงเห็นอู๋ฮ่าวถาม ก็ยิ้มแห้งๆ ส่ายหน้าแล้วตอบว่า "ด้านอื่นผมไม่ขอพูดถึงนะครับ ขอพูดแค่ในมุมมองของทรัพยากรบุคคล
อย่างแรก เมืองใหญ่ระดับแนวหน้าทั้งสี่อย่าง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว เซินเจิ้น คือแหล่งรวมคนเก่ง ทั้งสี่ที่นี้ไม่ได้รวบรวมแค่คนเก่งจำนวนมากจากทั่วประเทศ แต่ยังดึงดูดคนเก่งจากต่างประเทศให้ไปทำงานที่นั่นด้วย
ถ้าย้ายไปที่นั่น ก็จะเอื้อต่อการที่เราจะดึงดูดคนมีความสามารถจากทั่วประเทศและทั่วโลก
ส่วนอันซีนั้น แม้จะดูด้อยกว่าสี่เมืองนั้นอยู่บ้าง แต่ก็มีข้อได้เปรียบของตัวเอง อย่างแรกคืออันซีเป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองเอกของมณฑลที่มีมหาวิทยาลัยหนาแน่นที่สุด ที่นี่มีบัณฑิตจบใหม่ปีละกว่าสามแสนคน ต่อให้ในจำนวนนี้มีคนเก่งแค่หนึ่งในสิบ ก็ปาเข้าไปสามหมื่นกว่าคนแล้ว ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการในการพัฒนาของเรา
เหมือนที่คุณเคยพูดไว้ เราต้องเสริมสร้างการปั้นและสำรองคนรุ่นใหม่ เมื่อเทียบกับคนเก่งที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว คนหนุ่มสาวที่เพิ่งจบใหม่เหล่านี้มีอนาคตในการปั้นได้มากกว่า อีกทั้งในเรื่องความจงรักภักดีและการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็ดีกว่าคนกลุ่มนั้นมาก
ที่สำคัญกว่านั้น การเติบโตขององค์กรจำเป็นต้องมีฐานการผลิตบุคลากรสำรองของตัวเอง ทุกบริษัทต่างก็มีความร่วมมือเชิงลึกด้านบุคลากรกับมหาวิทยาลัย อย่างมหาวิทยาลัยของคุณอู๋ ก็เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ Huawei ค่อนข้างชื่นชอบ
ในอันซี เรามีความได้เปรียบในฐานะเจ้าถิ่น เรียกได้ว่านั่งทับอยู่บนขุมทรัพย์บุคลากรขนาดใหญ่นี้ ด้วยเงื่อนไขที่ยอดเยี่ยมของเรา ผมคิดว่าการดึงดูดคนเก่งเหล่านี้ให้ทำงานกับบริษัทเรา และให้อยู่ต่อในอันซี ไม่มีปัญหาเลยครับ
ดังนั้นผมคิดว่าแทนที่จะออกไปตามหาข้างนอก สู้ปักหลักขุดค้นอยู่ที่นี่ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่าครับ ข้อเสนอเรื่องการกระชับความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและองค์กรที่คุณเสนอมาเมื่อช่วงก่อนนั้นดีมากครับ"
"ทางบัญชีมองว่ายังไง?" อู๋ฮ่าวได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม แล้วหันไปมอง ฉวี่ชิงชิง
ฉวี่ชิงชิงส่ายหน้าเบาๆ แล้วตอบว่า "ฉันไม่มีความเห็นค่ะ มาตรการสิทธิพิเศษทางภาษีในเอกสารฉบับนี้คุ้มค่ามากจริงๆ แต่เงื่อนไขที่คุ้มค่าแบบนี้จะคงอยู่ได้นานแค่ไหน คงไม่มีใครรับประกันได้"
ฉวี่ชิงชิงพูดถึงความกังวลของเธอ จริงอยู่ว่าด้วยอัตราการพัฒนาของบริษัทที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ และขนาดรายได้ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ยากที่จะรับประกันว่าเงื่อนไขเหล่านี้จะไม่เปลี่ยนแปลง ต่อให้ทางฝั่งตู้หย่งฮุยจะคงไว้ได้ แต่ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขาล่ะ
จางจวินในเวลานี้ก็ได้โอกาสพูดขึ้นบ้าง "ใช่ครับ ถ้าเทียบกันแล้วผมค่อนข้างเห็นด้วยกับความคิดของเหล่าตง มาตรการลดหย่อนภาษีเป็นแค่เรื่องชั่วคราว นโยบายสนับสนุนที่เกี่ยวข้องต่างหากที่ยั่งยืน
พวกเราถือว่าลงหลักปักฐานในอันซีแล้ว คนตั้งมากมายขนาดนี้ การจะย้ายที่ง่ายๆ แทบเป็นไปไม่ได้เลย
อีกอย่าง ที่ดินตั้งร้อยหมู่เชียวนะ นี่เป็นโอกาสสำหรับเรา ขนาดของบริษัทใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขของสำนักงานในตอนนี้เริ่มตอบสนองความต้องการของเราไม่ไหวแล้ว ถึงเวลาที่ควรพิจารณาเรื่องการก่อสร้างสำนักงานใหญ่ของเราแล้วครับ"
คำพูดของจางจวินทำให้อู๋ฮ่าวหัวเราะออกมา เขาขยี้ดับบุหรี่ในมือแล้วพูดว่า "บอกว่าร้อยหมู่ แต่จริงๆ แล้วมีแค่ประมาณแปดสิบหมู่เท่านั้นแหละ พื้นที่ที่นายจะเอาไปก่อสร้างได้ยิ่งน้อยกว่านั้นอีก เพราะงั้นอย่าไปคาดหวังอะไรมาก
อีกอย่าง เราไม่ใช่พวกบริษัทอินเทอร์เน็ตเหล่านั้นนะ ที่คิดจริงๆ เหรอว่าแค่สร้างตึกระฟ้าสูงๆ สักตึกก็จะตอบโจทย์พวกเราได้
ในอนาคตไม่เพียงแต่หน่วยงานบริหารจัดการต่างๆ ของบริษัทเราจะต้องขยายตัว แต่สถาบันวิจัยและห้องปฏิบัติการก็ต้องขยายตัวด้วย
พวกนายต้องจำไว้ว่า เราคือบริษัทเทคโนโลยี สถาบันวิจัยคือรากฐานของพวกเรา ตึกสูงในย่านธุรกิจแบบนั้นไม่ค่อยเหมาะกับเราเท่าไหร่
เมื่อเทียบกันแล้ว ผมให้ความสำคัญกับเงื่อนไขพิเศษที่ให้เรามากกว่า เหมือนที่พวกนายพูดไปก่อนหน้านี้ สภาพแวดล้อมที่มั่นคงและสะดวกสบายเหมาะกับการพัฒนาของเรามากกว่า
ถึงแม้อันซีจะไม่ได้เจริญเท่า ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว เซินเจิ้น แต่ที่นี่มีดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติสำหรับการพัฒนาของพวกเรา นั่นก็คือบุคลากรสำรองคุณภาพสูงจำนวนมากในมหาวิทยาลัยเหล่านี้
นี่ต่างหากคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาบริษัทเทคโนโลยี"
-------------------------------------------------------
บทที่ 283 : เจตนาของคนตกปลาไม่ได้อยู่ที่ปลา
[ฉบับแก้ไข]
เข้าสู่เดือนพฤษภาคม อากาศเริ่มร้อนขึ้นแล้ว
แม้ว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวในปีนี้จะวางจำหน่ายมาได้เดือนกว่าแล้ว แต่ตลาดก็ยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง เพียงแค่เดือนเมษายนเดือนเดียว ยอดขายผู้ช่วยเสียงอัจฉริยะรุ่นใหม่ของพวกเขา ทั้งในตลาดในประเทศและต่างประเทศ ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ก็ทะลุหลักแปดล้านเครื่องไปแล้ว
นี่ถือเป็นตัวเลขที่น่ากลัวอย่างยิ่ง แม้ว่าตัวเลขนี้อาจจะไม่แม่นยำนักเพราะต้องบวกผลงานจากการสั่งจองล่วงหน้าก่อนหน้านี้เข้าไปด้วย แต่ก็ยังถือว่าเป็นตัวเลขที่เจิดจรัสมากอยู่ดี
สื่อต่างๆ ต่างพากันแย่งชิงนำเสนอข่าวความสำเร็จนี้ จนทำให้ข่าวเกี่ยวกับฮ่าวอวี่เทคโนโลยีถูกดันขึ้นไปติดอันดับต้นๆ ของคำค้นหายอดนิยมโดยไม่ได้ตั้งใจอีกครั้ง
จนทำให้ตอนนี้ชาวเน็ตบางส่วนเริ่มรู้สึกเอือมระอา ตามคำพูดของพวกเขาคือ ทำไมตอนนี้ฮ่าวอวี่เทคโนโลยีแค่ตดออกมาก็ยังหอมเลย
แม้ว่ายอดขายจะมหาศาลขนาดนี้ แต่เนื่องจากมีการเตรียมความพร้อมในช่วงแรกไว้อย่างดี งานทั้งหมดจึงดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้ทุกคนที่ยุ่งวุ่นวายมาตั้งแต่วันตรุษจีนพอจะมีเวลาได้พักหายใจหายคอกันบ้าง
ตื่นเช้ามาเห็นอากาศดี อู๋ฮ่าวก็ขี้เกียจไปบริษัท จึงส่งข้อความหาจางเสี่ยวเล่ยแจ้งว่าวันนี้เขาจะไม่เข้าไปทำงาน
ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้น เขายังเรียกจางจวิน โจวเสี่ยวตง และหยางฟานให้ออกมาด้วย
"ฉันว่ามันเรื่องอะไรกันเนี่ย เช้าตรู่ขนาดนี้เรียกพวกเรามากันหมด เกิดอะไรขึ้นเหรอ" จางจวินสวมชุดลำลองและสวมแว่นกันแดดเดินลงมาจากรถ GLE ของเขา
เวลานี้โจวเสี่ยวตงและหยางฟานก็ลงมาจากรถเช่นกัน เมื่อเทียบกับการแต่งตัวสุดเฟี้ยวของจางจวินแล้ว สองคนนี้แต่งตัวตามสบายกว่ามาก
หยางฟานสวมเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตสีแดงตัวโปรด ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเครื่องแบบมาตรฐานของโปรแกรมเมอร์ไปแล้ว ส่วนโจวเสี่ยวตงก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก กางเกงยีนส์จับคู่กับเสื้อสูทลำลองสีเทา ทำเอาอู๋ฮ่าวเห็นแล้วรู้สึกปวดฟันตุบๆ
"ก็เห็นว่าอากาศดีไม่ใช่เหรอ เลยกะว่าจะพาพวกนายออกไปเที่ยวเล่น เป็นไง สนใจไหม?" อู๋ฮ่าวยิ้มพลางกล่าว
เนื่องจากเป็นการออกไปเที่ยว การแต่งตัวของเขาจึงค่อนข้างสบายๆ กางเกงลำลองสีกากี รองเท้าเดินป่าสีเทาทะเลทราย ท่อนบนสวมเสื้อยืดสีดำ ทับด้วยเสื้อกันยูวีสีเหลืองสดใส
"นี่มันโดดงานนะ จะโดนหักเงินเดือนเอานะ" โจวเสี่ยวตงถามยิ้มๆ
อู๋ฮ่าวโบกมืออย่างเอือมระอา "อย่าพูดมาก จะไปไม่ไป ถ้าไม่ไปฉันจะไปแล้วนะ"
"ไปสิ ใครบอกจะไม่ไป ยุ่งมาตั้งหลายเดือนแล้ว พักผ่อนสักสองสามวันจะเป็นไรไป" จางจวินรีบเลียริมฝีปากแล้วหัวเราะ
หยางฟานยิ้มและถามว่า "ลูกพี่ จะไปไหนครับ"
"ตกปลา!"
"นี่เพิ่งพฤษภาคมเอง จะไปตกปลาอะไรกัน" แม้ปากจะบ่น แต่ใบหน้าของจางจวินก็ยังเปื้อนยิ้ม สำหรับพวกเขาแล้ว จะไปเที่ยวที่ไหนไม่สำคัญ สำคัญที่วันนี้ทุกคนได้หยุดพัก และนานๆ ทีจะมีเวลาออกมาสังสรรค์กัน
"มีแค่พวกเราเหรอ?" โจวเสี่ยวตงมองไปรอบๆ แล้วถาม
อู๋ฮ่าวยิ้มและส่ายหน้า "ยังมีหลินเวยกับเพื่อนของเธออีกสองสามคน แล้วก็พวกเหวินหมิงที่จะตามไปช่วยงานด้วย"
"เพื่อนของหลินเวย ผู้หญิงหรือผู้ชาย?" จางจวินได้ยินดังนั้นตาก็ลุกวาว
"ผู้หญิง ฉันจะบอกให้นะ เจอหน้าก็เก็บอาการหน่อย อย่าไปจ้องเขาตาเป็นมันเหมือนหมู อย่างน้อยนายก็เป็นถึงประธานและผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่แล้ว งัดเอาความมั่นใจและมาดลูกผู้ชายออกมาหน่อย" อู๋ฮ่าวมองทั้งสามคนแล้วพูดหยอกล้อ
จางจวินได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที โจวเสี่ยวตงและหยางฟานก็ยิ้มออกมาเช่นกัน ก่อนจะถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"กี่คนล่ะ หน้าตาเป็นไงบ้าง?"
"ฉันจะไปรู้ได้ไง ยังไม่เคยเจอเหมือนกัน" อู๋ฮ่าวสวนกลับไปประโยคหนึ่ง ก่อนจะกวักมือเรียก "ขึ้นรถ เราไปซื้อของกันก่อน"
"ซื้อของอะไร เราไปกันเลยสิ" จางจวินดูจะอดใจรอไม่ไหว
อู๋ฮ่าวตอบกลับอย่างหมั่นไส้ว่า "ไม่ซื้อเบ็ดตกปลา แล้วนายจะไปใช้ปากคาบปลาขึ้นมาหรือไง"
เอ่อ...
ระหว่างพูดคุยหยอกล้อกัน ทั้งหมดก็ขึ้นรถแล้วขับตามแผนที่นำทางไปยังร้านขายอุปกรณ์ตกปลาที่มีชื่อเสียงใช้ได้ในตัวเมือง
ทั้งไม่กี่คนล้วนเป็นมือใหม่ จึงไม่ค่อยมีความรู้ด้านนี้เท่าไหร่ เลยให้เจ้าของร้านช่วยเลือกและจัดชุดให้ ส่วนจะเลือกได้ดีแค่ไหน พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก อย่างแรกคือเพราะดูไม่เป็นจริงๆ อีกอย่างคือครั้งนี้บอกว่าจะไปตกปลา แต่ความจริงคือไปหาความบันเทิง เจตนาไม่ได้อยู่ที่ปลา
นอกจากอุปกรณ์ตกปลาแล้ว พวกเขายังเลือกซื้ออุปกรณ์กลางแจ้งบางอย่าง เช่น เก้าอี้พับ โต๊ะเล็ก เตาบาร์บีคิว ถ่าน ร่มกันแดด เต็นท์ และอื่นๆ
เนื่องจากของมีค่อนข้างเยอะ แม้ว่ารถที่ขับมาจะเป็น SUV ทั้งหมด แต่ก็ยังใส่ไม่พอ ต้องรอให้หลินเวยขับรถจี๊ป แรงเลอร์ (Jeep Wrangler) ของเธอมาถึงจะขนหมด
ผู้ที่มาพร้อมกับหลินเวยยังมีหญิงสาวอีกสองคน คนหนึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเธอ ชื่อโจวซี ปีนี้อายุยี่สิบห้าปี แก่กว่าหลินเวยหนึ่งปี รูปร่างเซ็กซี่ร้อนแรง บุคลิกดูเป็นผู้ใหญ่กว่า จัดว่าเป็นสาวสวยที่แต่งตัวจัดและดูแลตัวเองดี
ส่วนอีกคนเป็นเพื่อนที่เที่ยวด้วยกันบ่อยๆ ชื่อเฉาซินเยว่ อายุน้อยกว่าหลินเวยหนึ่งปี สวมแว่นตา บุคลิกค่อนข้างเก็บตัวกว่าเล็กน้อย
"เวยเวย นี่แฟนของเธอเหรอเนี่ย ดูไม่ออกเลยนะ ตาถึงจริงๆ" หลังจากหยอกล้อหลินเวยที่หน้าแดงระเรื่ออยู่ข้างๆ แล้ว โจวซีก็ยื่นมือมาทางเขาอย่างเปิดเผย "สวัสดีค่ะอู๋ฮ่าว ฉันได้ยินชื่อคุณมานานแล้ว ไม่คิดเลยว่าคุณจะเป็นแฟนของเวยเวย ฉันชื่อโจวซี เป็นเพื่อนซี้ที่สุดของเวยเวยค่ะ"
"สวัสดีครับ" อู๋ฮ่าวพยักหน้าเล็กน้อย แล้วหันไปบอกทุกคน "ตอนนี้เราไปซูเปอร์มาร์เก็ตกัน ซื้อของสดสำหรับปิ้งย่างและของใช้กลางแจ้ง ทุกคนทำเวลาหน่อยนะ เดี๋ยวพอแดดออกจะร้อน"
เนื่องจากหลินเวยมาแล้ว ทุกคนจึงจัดที่นั่งกันใหม่ แม้ว่ารถจี๊ป แรงเลอร์ของหลินเวยจะดูเท่และดุดัน แต่ความสบายในการนั่งกลับไม่ค่อยดีนัก บวกกับหลินเวยอยากจะนั่งกับอู๋ฮ่าว ดังนั้นรถแรงเลอร์ของเธอจึงยกให้หลี่เหวินหมิง เฉาเหว่ย และหลวี่เฟย ทั้งสามคนเป็นคนขับ
อู๋ฮ่าวขับรถ SUV คันที่เขานั่งมา หลินเวยนั่งที่นั่งข้างคนขับ ส่วนเฉาซินเยว่และหยางฟานนั่งด้านหลัง
ส่วนรถของจางจวินมีโจวซีที่คุยเก่งกว่าและโจวเสี่ยวตงนั่งไปด้วย เหตุผลที่จัดแบบนี้ก็เพื่อให้ทุกคนได้ทำความรู้จักคุ้นเคยกัน แม้ว่าโจวซีจะมีท่าทีไม่พอใจเล็กน้อยที่อู๋ฮ่าวจัดให้เธอไปนั่งรถของเจ้าอ้วนจางจวิน แต่เพราะเพิ่งรู้จักกัน เธอจึงพูดอะไรไม่ได้มาก
แม้ว่าพวกอู๋ฮ่าวจะคอยเร่งยิกๆ แต่พอเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต สาวๆ ก็เหมือนได้เข้าไปในสวนสนุกของตัวเอง ต่างคนต่างปลดปล่อยตัวเองและเริ่มช้อปปิ้งกันอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อเผชิญกับรถเข็นที่เต็มไปด้วยขนมขบเคี้ยว อู๋ฮ่าวถึงกับพูดไม่ออก ทำได้เพียงแค่ตอนจ่ายเงิน เขาหยิบของออกไปเกินครึ่ง เหลือไว้เพียงส่วนน้อย ซึ่งนั่นก็เรียกสายตาอาฆาตแค้นจากสาวๆ รวมถึงหลวี่เฟย หญิงสาวที่ปกติดูเย็นชาคนนี้ด้วย
หลังจากยัดของทั้งหมดใส่รถแล้ว ทุกคนก็ออกเดินทาง รถสามคันตั้งขบวนเป็นแถวเล็กๆ มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่กำหนดไว้
ครั้งนี้พวกเขาเลือกพื้นที่ริมทะเลสาบเล็กๆ ทางชานเมืองฝั่งตะวันออก พื้นที่แถบนี้เกิดจากการรวมตัวของแม่น้ำสายเล็กๆ หลายสาย จนกลายเป็นทะเลสาบขนาดต่างๆ ทั้งเล็กและใหญ่ เชื่อมต่อกันเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำผืนใหญ่
ทะเลสาบน้อยใหญ่เหล่านี้ได้กลายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของบรรดานักตกปลา ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีผู้คนมากมายมาเที่ยวเล่น
แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้มาตรการรักษาสิ่งแวดล้อมจะเข้มงวดขึ้น และพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์ห้ามตกปลา แต่ก็ยังมีบางพื้นที่ที่อยู่นอกเขตอนุรักษ์และไม่มีข้อจำกัดในด้านนี้
อีกอย่าง พวกเขาไปครั้งนี้เป้าหมายหลักคือไปเที่ยวเล่น ส่วนเรื่องตกปลาจะได้หรือไม่ได้ก็ไม่สำคัญ