- หน้าแรก
- เจ้าพ่อเทคโนโลยีการทหาร
- บทที่ 144 : ความแข็งแกร่งเกิดจากการเรียนรู้อย่างไม่หยุดยั้ง | บทที่ 145 : การทดสอบสิ่งกีดขวางครั้งแรก
บทที่ 144 : ความแข็งแกร่งเกิดจากการเรียนรู้อย่างไม่หยุดยั้ง | บทที่ 145 : การทดสอบสิ่งกีดขวางครั้งแรก
บทที่ 144 : ความแข็งแกร่งเกิดจากการเรียนรู้อย่างไม่หยุดยั้ง | บทที่ 145 : การทดสอบสิ่งกีดขวางครั้งแรก
บทที่ 144 : ความแข็งแกร่งเกิดจากการเรียนรู้อย่างไม่หยุดยั้ง
อันที่จริงแล้วการกินหม้อไฟนั้น จะคึกคักกันแค่ช่วงสามสิบสี่สิบนาทีแรกเท่านั้น พอผ่านช่วงเวลานี้ไป ทุกคนก็แทบจะกินไม่ไหวกันแล้ว
ทั้งสี่คนดื่มเบียร์ไปพลาง คีบหม้อไฟกินอย่างช้าๆ ไปพลาง แล้วคุยกันเรื่องตลกๆ หรือเรื่องน่าอายในอดีต ชั่วขณะนี้ดูเหมือนจะได้ย้อนกลับไปสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เพียงแต่ตอนนั้นทุกคนค่อนข้างยากจน แม้แต่จะกินหม้อไฟสักมื้อ ก็ยังต้องเลือกกินบุฟเฟต์หรือร้านหม้อไฟเล็กๆ
แต่ตอนนั้นมีความสุขจริงๆ เพราะไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องทำอะไร แค่ตั้งใจใช้ชีวิตสบายๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยก็พอ
แต่ตอนนี้ ทุกคนมีเงินแล้ว ทว่ากลับยากที่จะย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่มีความสุขแบบนั้นได้อีก
จางจวินและอีกสองคนต่างรู้ดีว่าการที่อู๋ฮ่าวเลี้ยงหม้อไฟกะทันหันแบบนี้ ต้องมีเรื่องอะไรแน่นอน เพียงแต่เขาไม่ได้พูดออกมา พวกเขาทั้งสามจึงไม่ได้ถาม
อู๋ฮ่าวเองก็หาจังหวะที่เหมาะสมอยู่ตลอด เมื่อเห็นบรรยากาศกำลังดี เขาจึงยกแก้วเหล้าขึ้นพูดกับทั้งสามคนว่า "แก้วนี้ ก่อนอื่นเลยผมต้องขอบคุณทุกคน เป็นเพราะความไว้วางใจของพวกคุณ จึงทำให้ความคิดที่ดูเหมือนไร้สาระของพวกเราในตอนนั้นประสบความสำเร็จขึ้นมาได้
เพราะการทุ่มเทอย่างเงียบๆ ของพวกคุณ จึงทำให้บริษัทของเราพัฒนามาจนถึงทุกวันนี้
ขอบคุณครับ!"
อู๋ฮ่าวยกแก้วเหล้าที่เต็มปริ่ม ดื่มรวดเดียวจนหมด
"เจ้าฮ่าว ดราม่าเชียวนะ" จางจวินรีบยิ้มแซว
อู๋ฮ่าวส่ายหน้า แล้วรินเหล้าใส่แก้วจนเต็มอีกครั้ง "แก้วที่สองนี้ ผมต้องขอโทษทุกคน ช่วงนี้ผมเอาแต่สนใจโครงการวิจัยและพัฒนา สนใจแต่การพัฒนาบริษัท จนละเลยทุกคนไป นี่เป็นความผิดของผมเอง"
"เจ้าฮ่าว..." จางจวินกำลังจะพูด แต่ถูกอู๋ฮ่าวยกมือห้ามไว้
"ผมรู้ว่าเมื่อขนาดของบริษัทขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทุกคนก็ยิ่งเหนื่อยและกดดันมากขึ้น อย่างเจ้าอ้วน (จางจวิน) อย่าคิดว่าผมไม่รู้นะ เขาซื้อหนังสือเกี่ยวกับการบริหารจัดการมาตั้งเยอะแยะ แอบซุ่มเรียนอยู่เงียบๆ
หยางฟานนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ปีหนึ่งมานี้เขาแทบไม่ได้ว่างเลย ส่วนใหญ่ขลุกอยู่ในห้องทดลองและกลุ่มโปรเจกต์ตลอด
ส่วนตงจื่อ พูดตรงๆ ว่าผมรู้สึกผิดต่อเขามาก ผมไม่รู้ว่าผมทำให้เขาต้องแบกรับความกดดันมากขนาดนี้ เมื่อไม่กี่วันก่อนเราคุยกันนานมาก และผมก็ได้ทบทวนตัวเองอย่างลึกซึ้ง"
"เจ้าฮ่าว ฉันไม่ได้โทษนาย มันเป็นปัญหาของฉันเอง ฉัน..."
โจวเสี่ยวตงรีบอธิบาย แต่อู๋ฮ่าวกลับส่ายหน้า "ไม่หรอก ท้ายที่สุดแล้วเป็นเพราะความสามารถของพวกเราตามการพัฒนาของบริษัทไม่ทันต่างหาก
เมื่อบริษัทขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ เรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต หลายวันมานี้ผมเลยคิดหาวิธีรับมือ วันนี้ที่เรียกทุกคนมาก็เพื่อจะบอกความคิดของผมให้ฟัง"
พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ จางจวินและอีกสองคนก็เริ่มจริงจังขึ้นมา นี่คือสถานการณ์ลำบากที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่จริงๆ ด้วยความสามารถในตอนนี้ การจะควบคุมบริษัทที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เริ่มรู้สึกตึงมืออย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นพวกเขาจึงอยากฟังว่าอู๋ฮ่าวมีวิธีแก้อย่างไร
อู๋ฮ่าวมองทุกคนแล้วยิ้มพลางพูดว่า "บริษัทใหญ่ขนาดนี้ ลำพังกำลังของผมคนเดียวควบคุมยากแน่นอน โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญๆ ที่ละเอียดอ่อน ผมต้องการคนที่ไว้ใจและสนิทสนมมาดูแล ดังนั้นผมขาดพวกคุณไม่ได้
พวกเรายังหนุ่ม นี่คือจุดแข็งที่สุด แต่ก็เป็นจุดอ่อนที่สุดเช่นกัน ความหนุ่มหมายถึงต้นทุน แต่ในสายตาบางคน เรากลายเป็นเป้าหมายที่รังแกได้ง่าย
เพราะฉะนั้นเราต้องเข้มแข็งขึ้น ต้องพัฒนาความสามารถของตัวเองอย่างต่อเนื่อง มีแต่ทำแบบนี้ พวกเราถึงจะทำตามปณิธานในใจ และพาบริษัทเติบโตและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้"
พูดจบอู๋ฮ่าวก็ลุกขึ้นหยิบกระดาษไม่กี่แผ่นออกมาจากลิ้นชักโต๊ะทำงานแล้วแจกให้ทั้งสามคน "เพื่อยกระดับความสามารถของทุกคน ผมได้สมัครเรียนที่วิทยาลัยบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยเจียวทงให้ทุกคนแล้ว พวกคุณเลือกเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องตามความต้องการและความสนใจของตัวเองได้เลย"
"ไม่จริงน่า เจ้าฮ่าว งานยุ่งขนาดนี้ ยังจะให้ไปเรียนพิเศษอะไรอีก จะเอาเวลาที่ไหนไปเรียน" จางจวินบ่นเป็นคนแรก
"เอ่อ... ลูกพี่ ผมไม่ต้องเรียนก็ได้มั้ง" หยางฟานมองเขาแล้วหดคอถาม
ความหมายของหยางฟานชัดเจนมาก เขาเป็นสายเทคนิค คงไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ความรู้ด้านนี้หรอกมั้ง
กลับกัน โจวเสี่ยวตงมีปฏิกิริยาค่อนข้างนิ่ง เพราะก่อนหน้านี้เคยคุยเรื่องแนวคิดด้านนี้กันมาแล้ว
อู๋ฮ่าวส่ายหน้า มองทั้งสามคนแล้วพูดอย่างหนักแน่น "มีชื่อทุกคน ใครก็หนีไม่พ้น"
"ไม่ไป ให้ตายก็ไม่ไป อุตส่าห์เรียนจบมาได้แทบตาย ยังต้องไปเข้าเรียนอีก นี่มันฆ่ากันชัดๆ" จางจวินส่ายหัวโตๆ ทำตัวงอแง
ฮ่าๆๆๆ... อีกสามคนเห็นท่าทางนั้นก็หัวเราะออกมา อู๋ฮ่าวหัวเราะด่ากลับไปว่า "บอกฉันไปก็ไม่มีประโยชน์ ต้องไปเท่านั้น"
"ไม่ใช่นะ นายดูสิฉันยุ่งขนาดนี้แล้ว ยังต้องไปเข้าเรียนบ้าบออะไรนี่อีก ไม่ใช่จะเอาชีวิตฉันรึไง ปกติฉันก็อ่านหนังสือพวกนี้อยู่แล้ว ไปเรียนหรือไม่ไปก็เหมือนกันแหละ" จางจวินตบพุงกลมๆ พลางร้องขอชีวิต
อู๋ฮ่าวไม่สนใจเขา หันไปพูดกับหยางฟานว่า "ถึงนายจะอยู่ในตำแหน่งวิจัย แต่อนาคตต้องรับผิดชอบงานเองได้ ต่อให้คุมทีมวิจัย ก็ต้องมีหลักการและวิธีการ ไปเรียนรู้ไว้หน่อยไม่มีข้อเสียหรอก"
"งั้นรอผมทำโปรเจกต์ในมือนี้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปเรียน" หยางฟานได้ยินดังนั้น คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้ารับปาก
อู๋ฮ่าวยิ้มส่ายหน้าให้ทั้งสามคน "ไม่ได้รุนแรงอย่างที่พวกคุณคิดหรอก นี่เป็นคอร์สอบรมระดับสูงสำหรับบุคลากรด้านการบริหารจัดการ คนที่มาเรียนก็เป็นนักบริหารองค์กรเหมือนพวกคุณนั่นแหละ ทุกคนต่างก็ยุ่งกันทั้งนั้น
ดังนั้นตารางเรียนเลยค่อนข้างหลวม สัปดาห์ละคาบสองคาบ คนที่มาสอนก็เป็นผู้เชี่ยวชาญ ศาสตราจารย์ วิทยากรที่เกี่ยวข้อง หรือไม่ก็นักธุรกิจ
เพราะงั้นเขาไม่สอนทฤษฎีเยอะแยะหรอก ส่วนใหญ่เป็นการยกตัวอย่างเคสและการวิเคราะห์เจาะลึก ซึ่งช่วยเปิดหูเปิดตาได้ดีมาก หาได้ยากนะสำหรับผู้บริหารรุ่นใหม่อย่างพวกเรา"
"บอกแต่แรกสิ ตกใจหมด นึกว่าจะถูกส่งกลับไปหลอมใหม่ซะแล้ว" จางจวินตบไขมันตรงหน้าอกตัวเองอย่างเวอร์วัง
อู๋ฮ่าวได้ยินก็พูดอย่างหมั่นไส้ว่า "ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี บอกไว้ก่อนนะ ในฐานะผู้จัดการใหญ่ของบริษัทในอนาคต ภาระบนบ่านายหนักอึ้งเลยนะ ฉันไม่อยากเห็นนายวิ่งร้องห่มร้องไห้ขี้มูกโป่งมาหาฉันทีหลัง แล้วบอกว่าตัวเองไม่ไหวแล้ว ให้ฉันหาคนเก่งคนอื่นมาแทน"
"ถุย! นายสิไม่ไหว เป็นลูกผู้ชายห้ามพูดว่าตัวเองไม่ไหวเว้ย" จางจวินสวนกลับ แล้วพูดอย่างฮึกเหิมว่า "ด้วยหุ่นอย่างฉันเนี่ย แรงกดดันแค่ไหนก็เอาอยู่"
"ใช่สิ ไขมันทั้งตัวนายนั่นก็เป็นแรงกดดันสำหรับนายอยู่แล้ว นายชินไปตั้งนานแล้วนี่" โจวเสี่ยวตงเยาะเย้ยอย่างไร้ความปรานี
ฮ่าๆๆๆ...
"เชี่ย จำเป็นต้องทำร้ายจิตใจกันขนาดนี้ไหม" พอถูกจี้จุดอ่อน จางจวินก็ห่อเหี่ยวลงทันที หันไปมองค้อนโจวเสี่ยวตงอย่างน้อยใจ
นี่ถือเป็นหนึ่งในจุดอ่อนของเจ้านี่เหมือนกัน แม้จะหาวิธีมากมาย ทั้งไปออกกำลังกายฟิตเนส แต่ไขมันพวกนี้ก็ลดไม่ลงสักที แถมพองานยุ่งขึ้น น้ำหนักตัวของหมอนี่ก็พุ่งตามไปด้วย ตอนนี้ทะลุสองร้อยสามสิบจินไปแล้ว
ช่วงนี้เจ้าตัวหาเทรนเนอร์ส่วนตัวมา กำลังตั้งใจลดความอ้วนอยู่เชียว แต่ดูจากสภาพวันนี้แล้ว สงสัยคงจะล้มเลิกอีกตามเคย
-------------------------------------------------------
บทที่ 145 : การทดสอบสิ่งกีดขวางครั้งแรก
แม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมากมายในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของโดรนโจมตีความเร็วสูง ผู้กวาดล้างสนามรบ (Battlefield Sweeper) แต่ในที่สุด หยางฟานและผางอี้เฟยก็ได้ร่วมกันเปิดตัวเครื่องต้นแบบทางวิศวกรรมของโดรนโจมตีความเร็วสูงเครื่องแรกออกมาจนได้
สาเหตุนั้นมีหลายประการ นอกจากเวลาที่ค่อนข้างกระชั้นชิดแล้ว การทำให้เทคโนโลยีระบุและหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้อย่างแม่นยำในขณะบินด้วยความเร็วสูงนั้นเป็นเรื่องที่ยากเข็ญเหลือเกิน
ตามคำพูดของผางอี้เฟย สิ่งนี้ยากกว่าเทคโนโลยีไร้คนขับในปัจจุบันถึงสิบเท่าตัว
แน่นอนว่านั่นเป็นคำพูดที่ดูเกินจริงไปบ้าง แต่เทคโนโลยีนี้ยากจริงๆ และจุดที่ยากที่สุดก็อยู่ที่ความเร็วของมันนั่นเอง
ประการแรก ด้วยขนาดและน้ำหนักบรรทุกที่จำกัด ทำให้ติดตั้งอุปกรณ์บนโดรนได้จำกัดมาก ยิ่งอุปกรณ์เยอะ ขนาดของโดรนก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น ซึ่งหมายความว่าการพกพาจะไม่สะดวก และโอกาสที่จะถูกฝ่ายศัตรูตรวจพบและสกัดกั้นก็จะยิ่งสูงขึ้น
ในทำนองเดียวกัน ยิ่งอุปกรณ์เยอะ น้ำหนักของโดรนก็จะยิ่งมาก และภายใต้พลังงานขับเคลื่อนที่จำกัด ความเร็วของโดรนก็จะช้าลง ซึ่งหมายความว่าโดรนรุ่นนี้จะสูญเสียความสามารถในการโจมตีศัตรูแบบไม่ทันตั้งตัว และเพิ่มโอกาสที่ศัตรูจะตรวจพบและสกัดกั้นได้
แต่ถ้าหากควบคุมขนาดและน้ำหนักบรรทุก อุปกรณ์ที่ติดตั้งได้ก็จะจำกัดมาก ซึ่งหมายความว่าจำนวนเซ็นเซอร์ต่างๆ จะมีมากไม่ได้ ขนาดจะใหญ่ไม่ได้ และกำลังส่งก็สูงไม่ได้เช่นกัน
กำลังส่งที่น้อยก็จะเป็นข้อจำกัดของระยะการตรวจจับ ลดเวลาในการตอบสนอง และเพิ่มความยากในการหลบหลีกสิ่งกีดขวางของโดรน
ดังนั้นหลังจากที่ทั้งสองทีมต่างแยกกันทำมาสิบกว่าวัน ในที่สุดหยางฟานก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน และได้รับการตอบรับจากผางอี้เฟยทันที
จากนั้นทั้งสองทีมจึงรวมตัวกัน แลกเปลี่ยนจุดแข็งของกันและกัน จึงทำให้การวิจัยเทคโนโลยีในด้านนี้มีความคืบหน้าเป็นขั้นเป็นตอน
"นี่คือโดรนโจมตีความเร็วสูงที่พวกคุณวิจัยขึ้นมางั้นเหรอ?" อู๋ฮ่าวมองดูโดรนสีดำที่มีขนาดประมาณสองฝ่ามือผู้ใหญ่ตรงหน้าแล้วขมวดคิ้วถาม
เนื่องจากวันกำหนดส่งใกล้เข้ามาทุกที อู๋ฮ่าวจึงติดตามความคืบหน้าของโครงการนี้อย่างใกล้ชิด พอได้ยินว่าโครงการมีความคืบหน้าเป็นระยะและจะทำการทดสอบในภูมิประเทศซับซ้อนเป็นครั้งแรก อู๋ฮ่าวก็รีบมาทันที
แต่โดรนตรงหน้านี้ทำให้เขาผิดหวังเล็กน้อย เส้นผ่านศูนย์กลางเกิน 40 เซนติเมตร ขนาดพอๆ กับโดรนรุ่น 'Spirit' (Jingling) สำหรับพลเรือนที่มีขายตามท้องตลาดเลยทีเดียว
เนื่องจากเป็นเครื่องทดสอบทางวิศวกรรมจึงค่อนข้างหยาบ ตัวเครื่องไม่มีเปลือกหุ้ม ภายในเต็มไปด้วยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และสายไฟที่ยุ่งเหยิง
เมื่อเห็นความผิดหวังปรากฏบนใบหน้าของอู๋ฮ่าว หยางฟานก็ยิ้มและกล่าวว่า "นี่เป็นเพียงเครื่องต้นแบบทางวิศวกรรมของเราครับ ถ้าการทดสอบสำเร็จ เราจะทำการปรับปรุงเพิ่มเติม ถึงตอนนั้นขนาดจะเล็กลงอีก เป็นไปไม่ได้ที่จะใหญ่ขนาดนี้ครับ"
อู๋ฮ่าวพยักหน้าเมื่อได้ยินดังนั้น พลางพิจารณาเครื่องต้นแบบตรงหน้าแล้วถามว่า "จะทดสอบยังไง?"
ผางอี้เฟยยิ้มและอธิบายให้เขาฟังว่า "ในเขตบริษัทของเรา เราได้สร้างเส้นทางสิ่งกีดขวางความยาวรวมกว่าหนึ่งร้อยเมตรล้อมรอบตึกทดลองเอาไว้ครับ
เราจะให้โดรนบินผ่านเส้นทางสิ่งกีดขวางนี้ เพื่อดูว่ามันจะบินลอดออกมาได้สำเร็จหรือไม่ และใช้เวลาทั้งหมดเท่าไหร่"
อู๋ฮ่าวพยักหน้า ตอนที่เขามาถึงเขาเห็นสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องอยู่รอบนอกตึกทดลองจริงๆ ตอนแรกยังไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงแล้ว
"กระบวนการทั้งหมดนี้มันคิดตัดสินใจบินเองเลยเหรอ?" อู๋ฮ่าวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถาม
หยางฟานพยักหน้า "เราแค่วางแผนเส้นทางการบินที่เกี่ยวข้อง ส่วนเส้นทางเจาะจงมันจะตัดสินใจเองครับ"
เมื่อได้ยินคำพูดของหยางฟาน ในที่สุดเขาก็ยิ้มออกมา แล้วโบกมือว่า "งั้นเริ่มเลยเถอะ"
ผางอี้เฟยพยักหน้า "ตกลงครับ เราขอเตรียมการปรับจูนครั้งสุดท้าย อีกเดี๋ยวก็เรียบร้อย"
พูดจบ เขา หยางฟาน และเจ้าหน้าที่เทคนิคคนอื่นๆ ก็เริ่มแยกย้ายกันไปทำงาน แม้ว่านี่จะเป็นเพียงการทดสอบง่ายๆ แต่ก็ดูออกว่าทุกคนมีความกดดันมาก พอใกล้จะทดสอบก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้
ปรับจูนกันอยู่ประมาณ 20-30 นาที เมื่อเห็นว่าข้อมูลทุกอย่างปกติ หยางฟานและผางอี้เฟยจึงนำโดรนลงมาข้างล่าง มายังช่องทางทดสอบที่สร้างเตรียมไว้
ช่องทางทั้งหมดล้อมรอบกำแพงด้านนอกของตึกทดลอง เป็นรูปทรงตัว 'U' (หรือตัว ) นอกจากทางโค้งหักศอกเก้าสิบองศาสองจุดแล้ว ภายในช่องทางยังเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวางต่างๆ มีทั้งแผ่นไม้ที่วางระเกะระกะ กิ่งไม้ และสิ่งกีดขวางประเภทอื่นๆ
ดังนั้นพื้นที่ที่เหลือให้โดรนบินผ่านได้จริงจึงน้อยมาก อย่าว่าแต่โดรนเลย แม้แต่คนจะเดินผ่านช่องทางนี้ยังต้องออกแรงไม่น้อย
เพื่อบันทึกสถานะการทดสอบครั้งนี้ นอกจากกล้องที่ติดบนตัวโดรนแล้ว ทีมวิจัยและพัฒนายังได้ติดตั้งกล้อง GoPro ไว้ภายในช่องทางด้วย นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่เทคนิคอีกหลายคนถือกล้องยืนถ่ายตามมุมต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าจะบันทึกกระบวนการทดสอบได้ครบถ้วนจากทุกมุมมอง เพื่อให้ทีมวิจัยนำวิดีโอเหล่านี้ไปวิเคราะห์และศึกษาต่อได้
อู๋ฮ่าวหาจุดชมการทดสอบที่ดีตรงมุมตึก แล้วตะโกนถามหยางฟานที่ยังเตรียมงานอยู่ทางโน้น
"เตรียมพร้อมหรือยัง?"
เมื่อได้ยินเสียงเรียก แม้หยางฟานจะยังมีความลังเลอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็พยักหน้า "พร้อมแล้วครับ!"
"งั้นก็เริ่มเลย" อู๋ฮ่าวโบกมือสั่ง
หยางฟานสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยักหน้าให้ผางอี้เฟยที่ยืนอยู่ข้างๆ เป็นสัญญาณเริ่ม ผางอี้เฟยมองโดรนที่วางอยู่บนแท่นปล่อยตัว แล้วกดปุ่มสตาร์ท
วื้ด!
โดรนพุ่งตัวจากแท่นปล่อยทันที แล้วบินเข้าหาช่องทางสิ่งกีดขวางอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าสู่ช่องทางสิ่งกีดขวาง ความเร็วของโดรนลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังถือว่าเร็วอยู่
จะเห็นได้ว่าโดรนเริ่มหลบซ้ายเลี่ยงขวา บินโฉบสูงต่ำภายในช่องทางสิ่งกีดขวางอย่างคล่องตัวมาก
วื้ด...
โดรนบินเลี้ยวผ่านมุมตึกที่พวกอู๋ฮ่าวยืนอยู่ ทำให้เนื่อเห็นดังนั้น อู๋ฮ่าวและคนอื่นๆ ต่างพากันปรบมือ
ส่วนหยางฟานที่จ้องมองหน้าจอมอนิเตอร์อยู่ตลอดเมื่อได้ยินเสียง หน้าตาก็เริ่มมีรอยยิ้ม แต่เขายังคงจ้องเขม็งที่หน้าจอ ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
ก่อนหน้านี้ทดสอบล้มเหลวมามากเกินไป พวกเขาไม่อยากเจอประสบการณ์อันเจ็บปวดแบบนั้นอีก สำหรับนักวิจัยและพัฒนาเทคนิค ไม่มีอะไรน่าหดหู่ไปกว่าการที่โครงการที่ตัวเองรับผิดชอบทดสอบล้มเหลวอีกแล้ว
ถึงขนาดมีนักวิจัยหลายคนเปรียบเปรยว่า "วินาทีที่ล้มเหลวนั้น เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมากระชากเรี่ยวแรงทั้งหมดออกไปจากร่าง ผมทรุดฮวบลงกับพื้น เพื่อนร่วมงานข้างๆ พยายามพยุงผมขึ้น แต่ผมก็ลุกไม่ไหว สมองขาวโพลนไปหมด"
กึก, กึก, กึก!
เสียงดังต่อเนื่องสามครั้งทำเอาหัวใจของเขาเต้นรัวขึ้นมาอยู่ที่คอหอย
นั่นคือเสียงโดรนกระแทกกับสิ่งกีดขวาง แม้ว่าโดรนจะยังบินต่อได้ แต่ความเร็วก็ลดลงไปอีกมากอย่างเห็นได้ชัด
"เกิดอะไรขึ้น?" หยางฟานรีบถาม
ผางอี้เฟยจ้องหน้าจอ สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา "ตอนนี้ยังไม่รู้ ต้องรอวิเคราะห์เส้นทางการบินและภาพจากกล้องวงจรปิดหลังจบการทดสอบถึงจะหาสาเหตุเจอ"
"บินออกมาแล้ว!"
เจ้าหน้าที่เทคนิคข้างๆ ตะโกนอย่างตื่นเต้น!
แปะๆๆๆ... ผู้คนที่กำลังชมการทดสอบต่างพากันปรบมืออย่างกึกก้อง
มีเพียงหยางฟานและผางอี้เฟยที่ยืนทำหน้าขมขื่นอยู่ท่ามกลางฝูงชน มองดูรอยกระแทกที่เห็นได้ชัดเจนบนตัวโดรนที่กำลังบินช้าๆ เข้ามา