- หน้าแรก
- เจ้าพ่อเทคโนโลยีการทหาร
- บทที่ 76 : เนื้อหอม
บทที่ 76 : เนื้อหอม
บทที่ 76 : เนื้อหอม
"ตรงนี้ โดยเฉพาะคำที่ทำให้เกิดความกำกวมต้องระวังให้มาก ต้องเชื่อมโยงกับบริบทและน้ำเสียงของผู้พูดเพื่อตัดสินใจในภาพรวม
แล้วก็บอกอาจารย์จางและทีมงานให้เร่งมือหน่อย เราจะดำเนินการทดสอบขั้นต่อไปได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาทำส่วนนั้นเสร็จแล้วเท่านั้น"
อู๋ฮ่าวสั่งการโจวเสี่ยวตงและเจ้าหน้าที่เทคนิคคนอื่นๆ ไปพลาง ขณะทานอาหารกลางวันที่เริ่มจะเย็นชืดไปพลาง
อาจารย์จางและคณะที่เขาพูดถึง จริงๆ แล้วคือทีมโครงการวิเคราะห์ภาษาและวรรณคดีที่ประกอบด้วยอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวรรณกรรมที่พวกเขาจ้างมา
ทีมโครงการนี้มีขนาดใหญ่มาก ประกอบด้วยอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และคนรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาและวัฒนธรรมจีนเกือบร้อยคน
แน่นอนว่านี่เป็นทีมโครงการที่ค่อนข้างรวมตัวกันอย่างหลวมๆ สมาชิกทุกคนถูกจ้างมาแบบชั่วคราว พวกเขามีงานประจำของตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ตามโรงเรียนต่างๆ หรือนักวิจัยด้านวัฒนธรรม นี่เป็นเพียงอาชีพเสริมของพวกเขาเท่านั้น
อู๋ฮ่าวเองก็หวังว่าจะมีทีมงานวิจัยด้านนี้เป็นของตัวเองโดยเฉพาะ แต่ด้วยเงื่อนไขปัจจุบันพวกเขายังแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญและศาสตราจารย์ด้านภาษาและวัฒนธรรมเก่งๆ เหล่านี้ต่างก็มีงานประจำที่มั่นคงอยู่แล้ว ยากที่อู๋ฮ่าวจะดึงตัวมาได้
ดังนั้นเขาจึงใช้วิธีการรวบรวมคนเหล่านี้มารวมกันเพื่อทำงานด้านบทสนทนาและการทำเครื่องหมายความเข้าใจคำศัพท์
พูดง่ายๆ ก็คือมาวิจัยบทสนทนานั่นแหละ ผู้ช่วยสั่งงานด้วยเสียงอัจฉริยะจะต้องฟังเนื้อหาที่ผู้ใช้พูดให้ออกและตอบกลับได้อย่างเหมาะสม
การสนทนาปกติย่อมไม่มีปัญหา แต่ถ้าเกี่ยวข้องกับคำศัพท์เฉพาะหรือภาษาพูดในชีวิตประจำวัน ก็ไม่แน่ว่าจะฟังเข้าใจเสมอไป
หน้าที่ของทีมนี้คือการทำเครื่องหมายคำศัพท์ใหม่ๆ และภาษาพูดจำนวนมากเหล่านี้ พร้อมทั้งให้คำอธิบายที่ถูกต้องแม่นยำ เพื่อเปลี่ยนให้เป็นข้อมูลที่ผู้ช่วยเสียงอัจฉริยะสามารถเข้าใจได้
นอกจากโปรแกรมจะต้องฟังเนื้อหาภาษาพูดของผู้ใช้รู้เรื่องแล้ว ยังต้องตอบกลับด้วยภาษาพูดหรือตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย ตัวโปรแกรมเองไม่มีจิตสำนึกอิสระ ความฉลาดและคล้ายมนุษย์ที่แสดงออกมาล้วนมาจากการกำหนดและป้อนข้อมูลของเจ้าหน้าที่เทคนิค
งานนี้ความยากไม่ได้มากนัก แต่ปริมาณงานมหาศาล ต้องรู้ว่าแต่ละพื้นที่อาจมีภาษาพูดที่แตกต่างกัน ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบจากสำเนียง ซึ่งเพิ่มความหนักหนาให้กับงานอย่างไม่ต้องสงสัย
ด้วยความสามารถของพวกเขาในตอนนี้ ทำได้แค่ในส่วนของภาษาจีนกลางเท่านั้น ส่วนเรื่องภาษาถิ่นคงยังไม่แตะต้องในระยะเวลาอันสั้นนี้ ยกเว้นแต่จะมีความต้องการหรือโครงการด้านนี้เข้ามาจริงๆ
หากเป็นแค่เนื้อหางานด้านนี้เพียงอย่างเดียว อู๋ฮ่าวคงไม่สามารถดึงดูดศาสตราจารย์และผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมาทำงานให้เขาได้แน่ ยิ่งไปกว่านั้นคนเหล่านี้ล้วนเป็นปัญญาชนขนานแท้ ความหยิ่งทะนงและถือตัวนั้นฝังลึกอยู่ในกระดูก ใช้เงินฟาดหัวยากที่จะทำให้พวกเขาหวั่นไหว
ดังนั้นเขาจึงใช้ชื่อของ "ปัญญาประดิษฐ์" (AI) มาเป็นข้ออ้างเพื่อดึงดูดความสนใจของคนเหล่านี้
และก็เป็นไปตามคาด คนเหล่านี้สนใจเรื่องปัญญาประดิษฐ์ที่อู๋ฮ่าวพูดถึงเป็นอย่างมาก ในความเข้าใจของทุกคน สิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของวิศวกรรมศาสตร์ ไม่น่าจะเกี่ยวกับด้านวรรณกรรมของพวกเขาเท่าไหร่
แต่ตอนนี้อู๋ฮ่าวกลับมาหาพวกเขา และให้พวกเขารับผิดชอบส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดอย่างการโต้ตอบด้วยเสียง ซึ่งถือว่าเกาถูกที่คันของคนเหล่านี้จริงๆ
พวกเขาอาจไม่สนเงิน แต่ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงและเกียรติยศมาก ถ้าโครงการนี้สำเร็จ พวกเขาก็จะเชิดหน้าชูตาได้ ในสายตาคนเหล่านี้ การได้เฉิดฉายในสายงานที่วิศวกรรมศาสตร์ครอบครองอยู่นั้นมีความสุขยิ่งกว่าสิ่งใด
สถานที่ทำงานของทีมโครงการวิเคราะห์ภาษาและวรรณคดีไม่ได้อยู่ที่บริษัท แต่อยู่ที่ตึกเล็กๆ ที่เช่าไว้โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยครู สมาชิกในทีมจะมาทำงานที่นี่ในเวลาว่าง ในทางทฤษฎีแล้วหากไม่มีอุบัติเหตุอะไร และอู๋ฮ่าวกับพวกยังจ่ายไหว ทีมโครงการนี้ก็จะคงอยู่ต่อไปในระยะยาว
ในอนาคต พวกเขาก็จะรับสมัครนักศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมทีมด้วย เพื่อบ่มเพาะบุคลากรของตัวเอง
"อีกอย่าง บ่ายนี้ทางศูนย์ประมวลผลคลาวด์น่าจะมีผลออกมาแล้ว อย่าลืมให้คนคอยจับตาดู พอได้ข้อมูลแล้ว..." ในขณะที่คุยกันอยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงจางจวินดังขึ้น: "ฉันบอกเลยนะ พวกนายสบายกันจริง ฉันนี่สิยุ่งจะตายอยู่แล้ว"
อู๋ฮ่าวหันไปเห็นจางจวินลากร่างอันอ้วนท้วนเดินเข้ามาหาพวกเขา สีหน้าบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้า
"ฮ่าๆ ลมอะไรหอบมาที่ห้องแล็บได้ล่ะเนี่ย กินข้าวยัง?" อู๋ฮ่าวยิ้มถาม
จางจวินลากเก้าอี้มานั่ง แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด: "ตั้งแต่เช้ามาถึงบริษัทฉันยังไม่ได้กินน้ำสักหยด นายคิดว่าฉันกินข้าวยังล่ะ?"
"โธ่ ลำบากแย่เลย!" อู๋ฮ่าวพูดปลอบขำๆ แล้วหันไปสั่งพนักงานที่กินข้าวอยู่ข้างๆ: "ไป ไปเอาข้าวกล่องของพวกเรามาให้ประธานจางชุดหนึ่ง ไม่สิ สองชุดเลย อุ่นให้ด้วยนะ"
"ได้ครับ" พนักงานหนุ่มพยักหน้ารับคำแล้วรีบวิ่งออกไป
จากนั้นอู๋ฮ่าวก็ยื่นน้ำบนโต๊ะให้จางจวิน: "เป็นไง พวกนั้นยังไม่ตัดใจอีกเหรอ"
จางจวินรับน้ำมาดื่มอึกหนึ่ง แล้วส่ายหน้า: "เนื้อชิ้นใหญ่ขนาดนี้ นายคิดว่าพวกเขาจะยอมรามือเหรอ
จะบอกให้นะ ตอนนี้ไม่ใช่แค่พวกกองทุนร่วมลงทุน (VC) ในประเทศ แต่ยังมีกองทุนชื่อดังจากต่างประเทศอีกหลายเจ้าที่ส่งคนมาเจรจากับเรา
นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนจากบริษัทเทคโนโลยีอีกจำนวนมาก ตอนนี้โรงแรมระดับสี่ดาวทางทิศเหนือของนิคมฯ แทบจะคนล้นแล้ว"
"เวอร์ขนาดนั้นเชียว!" โจวเสี่ยวตงอุทานด้วยความประหลาดใจ ไม่ใช่แค่เขา แม้แต่เจ้าหน้าที่เทคนิคคนอื่นๆ ที่นั่งกินข้าวอยู่ข้างๆ ก็อ้าปากค้าง
"เวอร์กว่าที่นายคิดอีก เมื่อวานมีบิ๊กบอสบริษัทเทคโนโลยีเจ้าหนึ่งมาด้วยตัวเองเลย ระบุชื่อว่าจะพบนาย แต่ฉันปฏิเสธไปแล้ว
ตอนนี้ไม่ใช่แค่คณะกรรมการบริหารนิคมฯ แม้แต่บริษัทอื่นๆ ในเขตพัฒนาฯ ก็แฮปปี้กันมาก เฝ้าหน้าโรงแรมดึงนักลงทุนคุยเรื่องความร่วมมือกันทุกวัน
ทางคณะกรรมการบริหารนิคมฯ ก็หวังว่าเราจะบรรลุความร่วมมือโดยเร็ว เพื่อช่วยขยายอิทธิพลของเขตพัฒนาฯ
แต่ฉันก็ทำตามที่นายบอก ในเมื่อเทคโนโลยีของเรายังไม่สมบูรณ์เต็มที่ ก็จะไม่ติดต่อกับบริษัทพวกนี้" จางจวินอธิบายให้ทั้งสองคนฟัง
อู๋ฮ่าวพยักหน้า ยื่นบุหรี่ให้พวกเขาก่อนจะจุดสูบเองแล้วสูดเข้าปอดลึกๆ: "พวกกองทุนร่วมลงทุนปฏิเสธไปให้ชัดเจนได้เลย รายได้ปัจจุบันของเราเพียงพอที่จะรองรับการวิจัยโครงการนี้และการดำเนินงานของบริษัท ถ้าเอาเงินมาเยอะเกินไปก็ไม่มีประโยชน์ กลจะเป็นภาระเสียเปล่า
แถมถ้ากองทุนพวกนี้เข้ามา เราจะเสียอิสระไปมาก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการวิจัยโครงการในอนาคตของเรา
ส่วนพวกบริษัทเทคโนโลยี นายลองคุยๆ กับพวกเขาดูหน่อยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องคุยให้ได้ผลลัพธ์อะไร แค่คุยไปก่อน ดูว่าพวกเขาจะงัดข้อเสนออะไรออกมาบ้าง
ถ้านายรำคาญ จะยกให้ต่งอี้หมิงรับผิดชอบก็ได้ ยังไงเขาก็เชี่ยวชาญด้านนี้อยู่แล้ว"
จางจวินส่ายหน้ายิ้มๆ "จริงๆ ฉันก็ชอบเจอคนพวกนี้นะ ได้เห็นแบรนด์ใหญ่บริษัทโตที่เคยได้ยินชื่อ มาทำตัวสุภาพนอบน้อมพินอบพิเทาต่อหน้า มันรู้สึกดีพิลึก"
"ฮ่าๆ ฉันว่านายมันหาเรื่องใส่ตัวมากกว่า ตามใจนายละกัน" อู๋ฮ่าวด่าแบบขำๆ
"เฮะๆ"
รับข้าวกล่องที่พนักงานยื่นให้มา จางจวินก็เริ่มกินอย่างตะกละตะกลาม กินไปได้ไม่กี่คำเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงหยุดแล้วมองอู๋ฮ่าว: "จริงสิ ลืมบอกนายไป เมื่อคืนตำรวจสายตรวจจับคนทำตัวลับๆ ล่อๆ ได้สามคนแถวบริษัทเรา
เบื้องต้นตรวจสอบแล้ว คนพวกนี้มุ่งเป้ามาที่พวกเรา เมื่อเช้าทางสถานีตำรวจแจ้งเตือนมา ให้เราระวังตัวด้วย"
"หือ?"