- หน้าแรก
- นักแต่งเพลงอัจฉริยะกับระบบเพลงฮิตติดหู
- บทที่ 110 - ซ่งเต้า: พอเป็นนิดหน่อย
บทที่ 110 - ซ่งเต้า: พอเป็นนิดหน่อย
บทที่ 110 - ซ่งเต้า: พอเป็นนิดหน่อย
บทที่ 110 - ซ่งเต้า: พอเป็นนิดหน่อย
สี่โมงเย็นกว่าๆ
ซ่งเต้าและเหยียนอวี้เดินทางมาถึงบ้านสี่ประสานอันเงียบสงบ
ซ่งฉินออกมาต้อนรับ มองเหยียนอวี้ที่ลงจากฝั่งคนขับและซ่งเต้าที่ลงจากประตูหลังด้วยรอยยิ้ม
คุณหนูใหญ่ตามใจเขาจริงๆ รู้จักกันมาตั้งหลายปี ไม่เคยเห็นเหยียนอวี้เป็นคนขับรถให้ใคร
"คุณลุงคุณน้าแซ่เหยียนมาถึงแล้วค่ะ"
เหยียนอวี้ปิดประตูรถดังปัง แปลกใจนิดหน่อย "ทำไมมาเร็วจัง?"
ซ่งฉินมองซ่งเต้า ยิ้มแล้วไม่พูดอะไรต่อ
จากนั้นก็นำทางทั้งสองคนไปยังห้องส่วนตัวขนาดใหญ่
เคาะประตูเบาๆ แล้วผลักประตูออก ผายมือเชิญทั้งสองเข้าไป แล้วปิดประตูเบาๆ
ซ่งเต้าเห็นชายวัยกลางคนนั่งอยู่บนโซฟา ข้างกายมีหญิงสาวสวยสง่าดูดีมีสกุลที่ดูเหมือนจะอายุแค่สามสิบต้นๆ นั่งอยู่ด้วย
เขาชะงักไปเล็กน้อย เผลอหันไปมองเหยียนอวี้ข้างกาย
เหยียนอวี้กระซิบ "นั่นแม่ฉัน ฉันใช้นามสกุลแม่"
ปัญหานี้ถึงจะไม่เจอบ่อย เพราะคนทั่วไปแทบไม่มีโอกาสได้เจอพ่อแม่เธอ
แต่หลายปีมานี้ก็เจอมาบ้าง เกือบทุกคนจะเข้าใจผิดว่าผู้หญิงคนนี้เป็นแม่เลี้ยง
เวลาออกไปเดินห้างด้วยกัน ถึงขั้นโดนทักว่าเป็นพี่สาวน้องสาว
แม่ของพี่สาวคนสวยหน้าเด็กจริงๆ!
แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่า คือผู้ชายตรงหน้าคือโจวหลินชวน!
เจ้าพ่อเทคโนโลยีแห่งประเทศเซี่ย ประธานกรรมการหลินชวนกรุ๊ป!
หมายความว่า เหยียนอวี้คือองค์หญิงแห่งตระกูลมหาเศรษฐี
นี่มันระดับท็อปของประเทศเซี่ยเลยนะ... มิน่าล่ะถึงมีอิทธิพลมหาศาลขนาดนั้น
"พ่อ แม่ แนะนำให้รู้จัก นี่คือซ่งเต้า เพื่อนที่ดีที่สุดของหนู!"
เหยียนอวี้วางตัวสง่าผ่าเผย แนะนำด้วยรอยยิ้ม
แล้วหันมาแนะนำให้ซ่งเต้ารู้จัก "นี่พ่อฉัน โจวหลินชวน นายจะเรียกว่าประธานโจวก็ได้..."
ชายวัยกลางคนผู้มีบุคลิกอบอุ่นอ่อนโยนถลึงตาใส่ลูกสาว แล้วหันมายิ้มให้ซ่งเต้าอย่างใจดี "สวัสดีเสี่ยวซ่ง"
"สวัสดีครับคุณลุงโจว" ซ่งเต้าทักทายอย่างมีมารยาท
เหยียนอวี้แนะนำต่อ "นี่แม่ฉัน"
ซ่งเต้าพยักหน้า "สวัสดีครับคุณน้า"
ฝ่ายหญิงลุกขึ้น ใบหน้าประดับรอยยิ้มเป็นกันเอง "เสี่ยวซ่งไม่ต้องเกรงใจ มานั่งสิจ๊ะ"
ซ่งเต้าเดินไปนั่งที่โซฟาด้านข้าง ใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่ในใจตกตะลึงพรึงเพริด
เขารู้ว่าบ้านเหยียนอวี้รวย แต่ไม่นึกว่าจะรวยระดับนี้
และยิ่งนึกไม่ถึงว่าเธอจะใช้นามสกุลแม่
"ตอนแรกว่าจะเชิญไปกินข้าวที่บ้าน แต่เหยียนเหยียนบอกว่าไปบ้านจะดูเป็นทางการเกินไป แล้วบอกว่าเธอเป็นคนตงเป่ย (อีสานจีน) มาที่นี่ก็น่าจะดี เหมือนว่าไม่ได้มานานแล้วด้วย"
แม่ของเหยียนอวี้พูดด้วยรอยยิ้ม
"คุณน้าเกรงใจเกินไปแล้วครับ ความจริงควรจะเป็นผมที่เป็นเจ้ามือเลี้ยงคุณน้ากับคุณลุง เมื่อวานต้องขอบคุณคุณลุงมากครับที่ช่วย" ซ่งเต้าพูดอย่างนอบน้อม
"คนตรงไม่กลัวเงาเอียง เธอทำตัวดีอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีใครแทรกแซงก็ไม่เป็นไรหรอก ต้องเชื่อมั่นในความยุติธรรมของกฎหมายบ้านเรา" โจวหลินชวนกล่าว
"พ่อพอก่อนได้ไหม พ่อไม่ใช่ข้าราชการสักหน่อย จะมาพูดจาเป็นทางการทำไม?" เหยียนอวี้ค้อนพ่อ "แต่พ่อพูดถูก ต่อให้ไม่มีใครช่วย ก็ไม่มีใครทำอะไรเขาได้หรอก!"
แม่เหยียนอวี้ดุลูกสาวขำๆ "พูดจากับพ่อแบบนั้นได้ไง?"
ซ่งเต้าพูดอย่างสุภาพ "ถ้าไม่ใช่เพราะคุณลุง คงไม่ออกผลเร็วขนาดนี้ และคงไม่มีมาตรการเด็ดขาดขนาดนี้หรอกครับ"
โจวหลินชวนยิ้ม ไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืดเรื่องนี้
แต่มองซ่งเต้าแล้วถามว่า "เล่นหมากล้อมเป็นไหม?"
ซ่งเต้าชะงักนิดหน่อย ตอบว่า "พอเป็นนิดหน่อยครับ"
ก่อนหน้านี้สุ่มได้ทักษะหมากล้อมขั้นสูง เขายังงงๆ อยู่เลยว่าจะเอาไปทำอะไร
นึกไม่ถึงว่าจะได้ใช้ที่นี่
"เล่นเป็นจริงเหรอ?" โจวหลินชวนเลิกวางมาด ตาเป็นประกายทันที แต่ยังมีความสงสัยอยู่บ้าง
มองซ่งเต้า "เด็กสมัยนี้นอกจากคนที่เรียนมาโดยเฉพาะ หาคนที่เล่นหมากล้อมเป็นยากนะ"
ซ่งเต้ายิ้ม "ตอนเด็กๆ เคยเรียนอยู่พักหนึ่งครับ ต่อมาไปเรียนดนตรีเลยทิ้งไป คงสู้คุณลุงไม่ได้แน่นอน"
"ฉันก็แค่มือสมัครเล่นเหมือนกัน" โจวหลินชวนมองภรรยา
เหยียนอวี้อาสา "หนูไปเอามาเอง"
แต่ตอนลุกขึ้น แอบมองซ่งเต้าด้วยความเป็นห่วง
พ่อเธอไม่ใช่มือสมัครเล่นไก่กา และซ่งเต้าจะเล่นเป็นจริงเหรอ?
ซ่งเต้ายิ้มให้เธอ
เหยียนอวี้วางใจทันที เจ้าหมาน้อยน่าจะพอเล่นเป็น
สักพักเธอก็ยกกระดานหมากล้อมเข้ามา
กางกระดานออกวางบนโต๊ะข้างๆ
ซ่งเต้าเดินเข้าไปสังเกตเห็นว่า โต๊ะตัวนั้น... ดูเหมือนจะทำมาเพื่อวางกระดานหมากล้อมโดยเฉพาะ!
อืม!
เหยียนอวี้กระซิบถามข้างๆ "ไหวแน่นะ?"
ซ่งเต้ายิ้มพยักหน้า "พอถูไถ"
ทางด้านโจวหลินชวนสองสามีภรรยามองดูสองหนุ่มสาวกระซิบกระซาบกัน สบตากันยิ้มๆ แล้วเดินตามมา
พอนั่งลง ก็ผายมือเชิญซ่งเต้า
ซ่งเต้านั่งลงแล้วพูดว่า "คุณลุงเชิญก่อนครับ"
โจวหลินชวนไม่เกรงใจ หยิบหมากดำขึ้นมา วางลงบนจุดดาวอย่างมั่นคง เสียงวางหมากดังกังวานใส
ซ่งเต้าคิดเล็กน้อย วางหมากขาวลงที่จุดดาวมุมตรงข้าม
โจวหลินชวนสายตาลึกล้ำ จ้องมองกระดานครู่หนึ่ง แล้วเริ่มวางแผนการเดินหมาก
ใช้เทคนิคชำนาญสร้างรูปแบบ "สามดาวเรียง"
ซ่งเต้ารับมือด้วย "ตาเล็กสลับ"
"รูปแบบการเดินของเธอออกจะอนุรักษนิยมไปหน่อยนะ" โจวหลินชวนคีบหมากดำขึ้นมา พูดด้วยรอยยิ้มที่มีนัย "วิถีแห่งหมาก ต้องมีความฮึกเหิมสักสามส่วน ถึงจะชิงความได้เปรียบในช่วงกลางเกมได้"
พูดจบ หมากดำก็วางลง เริ่มการแย่งชิงพื้นที่ตาม "สูตรสำเร็จ"
ซ่งเต้ายิ้ม "ผู้น้อยไม่มีประสบการณ์โชกโชนในสนามธุรกิจแบบคุณลุง ย่อมยากที่จะสร้างบารมีดั่งพญาอินทรีมองใต้หล้าแบบท่านได้ ขอคุณลุงออมมือด้วยครับ"
แม่เหยียนอวี้ที่ยืนดูอยู่ข้างๆ มองชายหนุ่มคนนี้ด้วยความประหลาดใจ แล้วหันไปมองลูกสาว
เหยียนอวี้ไม่ทันสังเกตสายตาแม่ ยืนเชียร์อยู่หลังซ่งเต้า "ซ่งเต้าไม่ต้องออมมือให้เขาหรอก จัดหนักให้ดูหน่อย! คนที่เล่นกับเขามีแต่คนแกล้งแพ้ จนเขาหลงตัวเอง นึกว่าตัวเองเล่นเก่งเทพ..."
โจวหลินชวนหน้าดำ "อย่าพูดมั่ว พ่อบอกพวกนั้นแล้วว่าใครกล้าออมมือให้ ระวังพ่อจะเล่นงานกลับ!"
"เหอะๆ" เหยียนอวี้กลอกตา
โจวหลินชวนขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับเสื้อนวมกันหนาวที่ลมรั่วตัวนี้ หันมามองซ่งเต้า "บนกระดานหมาก ไม่มีคำว่าออมมือหรอกนะ"
พูดจบก็วางหมากต่อ เดินเกมดุดัน รุกไล่ทุกย่างก้าว
ตอนนี้ซ่งเต้าพอจะรู้ระดับฝีมือของโจวหลินชวนแล้ว
ถือว่าใช้ได้ เป็นยอดฝีมือในหมู่นักเล่นสมัครเล่น
น่าจะประมาณ 7-8 ดั้งสมัครเล่น
แต่หลังจากเขาได้รับทักษะหมากล้อมขั้นสูง ฝีมือเขาเทียบเท่ามืออาชีพ 5-6 ดั้งแล้ว
ช่องว่างของฝีมือห่างกันลิบลับ
ซ่งเต้าสามารถตบเกรียนได้สบาย
แต่เขาทำแบบนั้นไม่ได้ นอกจากอีกฝ่ายจะเพิ่งช่วยเรื่องใหญ่ ยังเป็นผู้หลักผู้ใหญ่
จะให้เปิดฉากมาฆ่าล้างบางจนไม่เหลือซากได้ยังไง?
อย่างน้อยก็ต้องให้แกฟินสักพัก...
ดังนั้นเขาจึงแกล้งทำหน้าเครียด เหมือนกำลังรับมือยากลำบาก แกล้งเปิดช่องโหว่สองสามจุด ล่อให้โจวหลินชวนบุกเข้ามา
ในสายตาโจวหลินชวน เด็กคนนี้เล่นเป็นจริง แต่ฝีมือก็งั้นๆ เลยยิ่งบุกหนักขึ้น
หารู้ไม่ว่า การตั้งรับที่ดูทุลักทุเลของซ่งเต้า ได้แอบวางกับดักไว้เงียบๆ
เขาใช้ประโยชน์จากการบุกของโจวหลินชวน สร้าง "กำแพงหนา" ที่ขอบกระดานอย่างแนบเนียน เหมือนกองทัพที่ซุ่มรออยู่ในเงามืด
โจวหลินชวนมุ่งแต่จะเจาะทะลวง สั่งสอนเด็กหนุ่มคนนี้ให้รู้สำนึก!
หวังให้ลูกสาวรีบมีแฟน ไม่ได้แปลว่าจะยอมให้ลูกสาวมีแฟนง่ายๆ
เหมือนตอนลูกสาวกดดันเขา แล้วเขาโทรไปกดดันคนอื่นว่านั่นเป็นเพื่อนลูกสาว เป็นเด็กปั้นที่เขาดูอยู่
แล้วโดนคนอื่นทึกทักว่าเป็น "ว่าที่ลูกเขย" เขาก็หงุดหงิดเหมือนกัน
ที่ไม่ได้แก้ต่างเพราะอยากให้เรื่องจบเร็วๆ
แต่ในใจคิดว่า: ว่าที่ลูกเขยบ้าอะไร? ฉันตกลงตอนไหน?
ความย้อนแย้งแบบนี้ สำหรับคนเป็นพ่อ เป็นเรื่องปกติมาก
ตอนนี้เฒ่าโจวไม่ได้มองตัวเองเป็นเจ้าสัวหมื่นล้าน แต่เป็นนักเลงหมากที่อยากเอาชนะเด็ก
ทันใดนั้น แม่เหยียนอวี้ผู้มีบุคลิกอ่อนหวานสง่างามเหมือนกุลสตรีก็พูดขึ้นเบาๆ "ตาแก่ คุณจะแพ้นะ"
"เป็นไปได้ไง?" โจวหลินชวนทำหน้าไม่เชื่อ
"ฮ่าๆๆ!" เหยียนอวี้ที่ยืนข้างซ่งเต้าหัวเราะลั่น
โจวหลินชวนเงยหน้ามองลูกสาว
เหยียนอวี้รีบหุบปาก ทำท่ากุลสตรี
"ลูกดูเป็นเหรอ?"
เหยียนอวี้ส่ายหน้า
"แล้วลูกขำอะไร?" เฒ่าโจวถามเสียงดุ
"แม่บอกว่าพ่อจะแพ้!" เหยียนอวี้ตบไหล่ซ่งเต้าอย่างชอบใจ "รีบๆ ชนะเขาเร็วเข้า จะได้เลิกวางก้ามสักที!"
ซ่งเต้ายิ้ม วางหมากขาวเม็ดสำคัญลงบนจุดอ่อนของ "กำแพงหนา" ของโจวหลินชวน
หมากเม็ดนี้เหมือนลิ่มที่ตอกลงไป ทำลายสมดุลก่อนหน้านี้พังครืนในพริบตา
โจวหลินชวนชะงัก สีหน้าฉายแววตกใจ เขามองกระดานใหม่อีกครั้ง ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตกเป็นรองเสียแล้ว
จากนั้นก็พยายามกู้สถานการณ์อย่างไม่ยอมแพ้
แต่ซ่งเต้าเริ่มรุกไล่ หมากขาวที่เคยดูเหมือนกระจัดกระจายกลับรวมตัวกันเหมือนสายน้ำเล็กๆ ไหลมารวมเป็นแม่น้ำสายใหญ่ แบ่งแยกและล้อมกรอบกองทัพหมากดำ
"ตานี้ 'ปิดประตูตีแมว' คุณลุงน่าจะแก้ลำบากแล้วครับ" ซ่งเต้าพูดเสียงเรียบ แต่ลงมือไม่ปรานี
หมากขาวในมือวางลงอย่างเด็ดขาด
หมากดำอีกกลุ่มตกอยู่ในวงล้อมมรณะ
โจวหลินชวนเงยหน้ามองซ่งเต้า เดาะลิ้น "ใช้ได้นี่นา ซ่อนคมลึกจริงๆ กระดานนี้ฉันแพ้แล้ว"
ในใจกลับด่าว่า ไอ้เด็กนี่มีฝีมือระดับมืออาชีพชั้นสูง แต่แกล้งทำเป็นอ่อนแอ หลอกคนแก่ตายใจ
ถ้าเหยียนเหยียนคบกับมันจริง ไม่โดนหลอกหัวปั่นเหรอ?
แล้วแกเป็นนักร้อง จะเล่นหมากล้อมเก่งขนาดนี้ไปทำไม?
ซ่งเต้ายิ้ม "ผู้น้อยแค่โชคดีครับ"
เหยียนอวี้ยืนยิ้มหน้าบานอยู่ข้างๆ ในใจทึ่งว่าทำไมไอ้หมอนี่มันทำเป็นทุกอย่างเลยวะ?
อย่าเห็นว่าเธอชอบล้อพ่อตัวเอง แต่เธอรู้ดีว่าฝีมือหมากล้อมของ "ประธานโจว" ไม่ธรรมดา
ผลคือมาเจอซ่งเต้า แพ้หมดรูป
ส่วนแม่เหยียนอวี้ที่ยืนข้างโจวหลินชวน กลับอดไม่ได้ที่จะมองซ่งเต้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า สายตาเปิดเผยความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
เธอเล่นหมากล้อมเป็น และเก่งกว่าเฒ่าโจวเยอะ
ย่อมดูออกว่ากระดานนี้ ซ่งเต้าพยายามออมมือให้โจวหลินชวนสุดฤทธิ์แล้ว
แต่ความห่างชั้นของฝีมือมันมากเกินไป ต่อให้ต่อให้แค่ไหน ก็เปลี่ยนความพ่ายแพ้ของเฒ่าโจวไม่ได้
ถ้าแกล้งแพ้ ทั้งเธอและเฒ่าโจว ไม่เพียงจะดูถูกซ่งเต้า เผลอๆ อาจจะกีดกันไม่ให้ลูกสาวคบหาด้วย
แกล้งหมู กินเสือได้ แต่เลียแข้งเลียขา น่ารังเกียจ
เฒ่าโจวที่แพ้หมากดูเซ็งๆ นิดหน่อย แต่ก็ดูเหมือนจะอารมณ์ดี
มองซ่งเต้า "เธอดูไม่เหมือนคนในวงการบันเทิงเท่าไหร่นะ"
แม่เหยียนอวี้พูดแทรก "วงการอะไรกัน เสี่ยวซ่งเพิ่งจบมหาลัยปีนี้ เหยียนเหยียนบอกว่าถ้าไม่มีงานเขาก็ไม่ออกจากบ้าน"
"ก็ดี" โจวหลินชวนพยักหน้า แต่ไม่ได้คุยเรื่องนี้ต่อ ถามซ่งเต้าว่า "ดื่มเหล้าขาวได้ไหม?"
"ไม่ได้!" เหยียนอวี้โพล่งออกมา แล้วทนสายตากดดันของพ่อแม่ อธิบายว่า "เขาเป็นนักร้อง ดื่มเหล้าไม่ได้"
"นานๆ ทีไม่เป็นไรครับ" ซ่งเต้าบอก "คุณลุงช่วยผมไว้มากขนาดนี้ ผมซาบซึ้งใจมาก ไม่รู้จะตอบแทนยังไง วันนี้คุณลุงอยากดื่มอะไรดื่มเลยครับ อยากดื่มเท่าไหร่ จัดไป!"
"แบบนี้สิถึงจะถูก!" โจวหลินชวนดีใจทันที "คนหนุ่มสาวมันต้องแบบนี้ ใจถึงหน่อย!"
มีอีกประโยคที่เขาไม่ได้พูดต่อหน้าซ่งเต้า
ใครบอกว่านักร้องดื่มเหล้าไม่ได้?
พวกราชาเพลง ราชินีเพลง หรือนักดนตรีระดับตำนาน เวลาอยู่ต่อหน้าเขา มีใครบ้างไม่ดื่มจนหัวราน้ำ?
ดื่มไม่ได้ กับดื่มบ่อยไม่ได้ และดื่มกับใครได้ คนในวงการรู้ดีแก่ใจทุกคน
เหยียนอวี้มองซ่งเต้า เหมือนจะพูดอะไรแต่ก็เงียบไป
ซ่งเต้ายิ้ม "ดื่มเป็นเพื่อนคุณลุงหน่อยไม่เป็นไรหรอก"
เหยียนอวี้แม้จะห่วง แต่ส่วนใหญ่ก็ดีใจ
เพราะตั้งแต่รู้จักซ่งเต้ามา ไอ้หมอนี่เวลาดื่มเหล้าก็เอาแต่เล่นลูกไม้หลบเลี่ยงตลอด วันนี้มาอยู่ต่อหน้าพ่อเธอ กลับวางตัวได้องอาจผ่าเผย ไม่โดนบารมีพ่อเธอกดจนหงอ สมเป็นผู้ชายที่เธอมองแล้วถูกชะตา
ต่อให้เมาก็ไม่เป็นไร ข้างหลังมีห้องพักแขก เปิดห้องให้นอนสักห้องก็จบ
ความจริงบ้านสี่ประสานหลังนี้เป็นทรัพย์สินของบ้านเธอ
ครอบครัวซ่งฉินเช่าที่นี่อยู่
ตั้งแต่เธอกลับประเทศ ค่าเช่าทุกปีก็ยกให้เธอเก็บ
ซ่งเต้าขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ล้างมือ แล้วกินยาแก้เมาที่ได้มาพร้อมทักษะหมากล้อมขั้นสูง
พอกลับมา อาหารและเหล้าก็วางพร้อมแล้ว
เหยียนอวี้กับแม่ดื่มไวน์แดง ต่อหน้าพ่อแม่ พี่สาวคนสวยแอปฯ เป็นกุลสตรีได้เนียนกริบ
จิบทีละนิด ไม่พูดจาโผงผาง
ซ่งเต้ากับโจวหลินชวนชนแก้วกัน
รักษามารยาท นอบน้อมแต่ไม่ต่ำต้อย
พริบตาเดียว เหล้าขาวหนึ่งขวดก็ลงไปอยู่ในท้องสองคน
เฒ่าโจวสั่งเปิดขวดสองทันทีโดยไม่ลังเล
เหยียนอวี้น่าจะได้คอแข็งมาจากพ่อ เฒ่าโจวคอแข็งมาก
ตอนเปิดขวดสอง แม่เหยียนอวี้แค่มองซ่งเต้าแวบหนึ่ง เห็นพ่อหนุ่มหน้าตายังปกติ ก็ไม่ได้ว่าอะไร
แถมยังกระซิบกับเหยียนอวี้ว่า "แม่รู้จักหมอจีนเก่งๆ เดี๋ยวจะให้เขาจัดยาชาสมุนไพรบำรุงคอให้ เอาไปให้ซ่งเต้านะ"
พ่อหนุ่มเขายอมดื่มเป็นเพื่อนเฒ่าโจวก็เรื่องหนึ่ง ผู้ใหญ่ก็ต้องรู้ความด้วย
เหยียนอวี้พยักหน้า ไม่ปฏิเสธ
สิ่งที่ทำให้เธอดีใจที่สุดในวันนี้ คือท่าทีที่ไม่ถ่อมตัวจนต่ำต้อยและไม่หยิ่งยโสของซ่งเต้า
นอกจากตอนเจอพ่อเธอครั้งแรกที่ตกใจนิดหน่อย หลังจากนั้นก็เป็นปกติ
ที่สะใจที่สุดคือการไล่ต้อนเฒ่าโจวบนกระดานหมากอย่างไม่ไว้หน้า!
เรื่องนี้สะใจมาก
บนโต๊ะอาหารโจวหลินชวนก็ไม่วางมาด คุยเรื่องสัพเพเหระกับซ่งเต้า
เขาที่เป็นทหารเก่าบอกว่าชอบเพลง "ระฆังอูฐ" มาก
"คุณลุงเคยฟังเหรอครับ?"
"แน่นอน เพื่อนทหารเก่าแนะนำมา เพลงดีมาก วันหลังแต่งแนวนี้เยอะๆ นะ!"
โจวหลินชวนหน้าแดงระเรื่อ มองซ่งเต้า "ความรู้สึกอ้างว้างแต่ยิ่งใหญ่แบบนั้น ดีมาก!"
ซ่งเต้ายิ้มพยักหน้า
จนกระทั่งเหล้าขาวสองขวดหมดเกลี้ยง
เฒ่าโจวเริ่มเมานิดๆ
"สังขารไม่เที่ยง ถ้าย้อนกลับไปยี่สิบปี เธออาจจะดื่มสู้ฉันไม่ได้นะ!"
"คุณลุงดูเหมือนเพิ่งสี่สิบต้นๆ ยังหนุ่มอยู่เลยครับ"
"เฮอะ ห้าสิบกว่าแล้ว แค่รู้สึกว่าตัวเองยังหนุ่ม แต่ก็คงทำได้อีกไม่กี่ปี"
พูดจบก็มองเหยียนอวี้
เหยียนอวี้ทำเป็นมองไม่เห็น
เธอรู้ขีดความสามารถตัวเองดี เรื่องรับช่วงต่อนี่ไม่เคยคิด
บริษัทระดับแสนล้าน ไม่ใช่สิ่งที่เธอจะบริหารไหว
เฒ่าโจวอยากได้ลูกเขยเก่งๆ มาตลอด แต่น่าเสียดาย คนที่มาสมัครแกก็ไม่ถูกใจสักคน
ไอ้ที่พอจะฐานะเสมอกันและเก่งจริง เหยียนอวี้ก็ไม่ชอบ
ดังนั้นสองปีมานี้ แกเริ่มปั้นผู้บริหารมืออาชีพแล้ว
หุ้นบริษัทกระจายตัวมาก แต่โจวหลินชวนที่เป็นประธานกรรมการมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด
หลายปีมานี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ จนถึงวันนี้ ก็ยังมั่นคงดุจขุนเขา
ตอนที่เฒ่าโจวจะเปิดขวดสาม แม่เหยียนอวี้ก็ห้ามไว้ พูดเสียงนุ่มว่า "พอเถอะ ฉันว่าเสี่ยวซ่งเริ่มไม่ไหวแล้ว"
โจวหลินชวนมองซ่งเต้า "ได้ งั้นวันนี้เราสองคนลุงหลานพอกันแค่นี้ วันหลังอย่าทำตัวเป็นคนอื่นคนไกล มาเที่ยวบ้าน ลุงไม่เลี้ยงเหล้าขาวแล้ว เลี้ยงไวน์แทน"
ซ่งเต้ารับคำ
ขากลับ เหยียนอวี้เรียกคนขับรถแทน ลากซ่งเต้าที่ทำท่าจะไปนั่งข้างหน้ามานั่งเบาะหลังด้วยกัน
"ฉันไม่กินนายหรอกน่า จะหลบทำไม?"
เหยียนอวี้ที่ดื่มไวน์ไปนิดหน่อยแต่ไม่เมา ใช้ดวงตาดอกท้ออันเย้ายวนค้อนใส่ซ่งเต้า
อีกด้านหนึ่ง
โจวหลินชวนกับภรรยาก็ขึ้นรถตู้
เฒ่าโจวบนรถสร่างเมาแล้ว ถึงจะอายุมาก แต่เหล้าขาวครึ่งกิโลทำอะไรแกไม่ได้หรอก
"คุณว่าพ่อหนุ่มคนนี้เป็นไง?"
เขาถามภรรยา
"ก็ดีนะ แต่..." แม่เหยียนอวี้ลังเล "แต่รู้สึกว่าเขาไม่ได้คิดอะไรกับลูกเรา"
"ลูกสาวฉันไม่ดีตรงไหน?" โจวหลินชวนบ่นอุบ แล้วพูดต่อ "ผมก็ดูออก ไอ้หนุ่มนี่ฉลาดมาก ตอนยังไม่ดื่มเหล้าก็พูดดักคอไว้ชัดเจนแล้ว"
แม่เหยียนอวี้พยักหน้า "ใช่ เขาบอกชัดเจน ดื่มเหล้าเป็นเพื่อนคุณ เพื่อขอบคุณที่ช่วย"
"แต่ยิ่งเป็นแบบนี้ ผมยิ่งรู้สึกชื่นชมเขานะ" โจวหลินชวนเอนตัวพิงเบาะ "ช่างเถอะ เรื่องของเด็กๆ เราจะไปบังคับก็ไม่ได้"
แม่เหยียนอวี้ยิ้ม "นั่นสิ สมัยคุณหนุ่มๆ ก็ไม่มีใครบังคับคุณได้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?"
"เฮ้ เหยียนเล่ย พูดก็พูดไป อย่าพาลสิ" โจวหลินชวนโวยวาย
แม่เหยียนอวี้ยังคงนั่งสง่างาม ยิ้มบางๆ ไม่พูดอะไรต่อ
[จบแล้ว]