- หน้าแรก
- นักแต่งเพลงอัจฉริยะกับระบบเพลงฮิตติดหู
- บทที่ 25 - กฎของผม
บทที่ 25 - กฎของผม
บทที่ 25 - กฎของผม
บทที่ 25 - กฎของผม
กระบวนการอัดเสียงไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด
ไม่ใช่ว่าหูเหว่ยไม่คุ้นเคยกับเพลง
ในฐานะนักร้องอาชีพ อยู่ในห้องอัด ต่อให้ไม่คุ้นเลย ก็สามารถอัดทีละท่อนจนจบได้
ยิ่งมีซ่งเต้าคอยกำกับอยู่ข้างๆ ยิ่งง่าย
เหมือนพวกเพลงการกุศลรวมดารา ที่ศิลปินงานยุ่งๆ มาถึงห้องอัดเพิ่งเห็นเนื้อร้องครั้งแรก ก็ยังเข้าถึงอารมณ์และอัดท่อนของตัวเองผ่านได้สบายๆ
ปัญหาอยู่ที่อารมณ์ของหูเหว่ย
มันเปี่ยมล้นเกินไป
ควบคุมไม่ได้
ควบคุมไม่ได้เลยจริงๆ
อัดไปได้แค่สองท่อน น้ำตาก็ไหลพรากอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่
เนื้อเพลงเพลงนี้เหมือนมีดที่กรีดแทงลงไปในใจเขาทีละแผลๆ
ถ้าไม่ติดเรื่องร้องไห้ เรื่องจังหวะ อารมณ์ การใช้ลมหายใจ ทุกอย่างเขาทำได้เป็นธรรมชาติมาก
ถ้าไม่ใช่เพราะกลั้นน้ำตาไม่ไหว เขาคงอัดรอบเดียวผ่านเหมือนซ่งเต้าไปแล้ว
คนข้างนอกห้องอัดไม่มีใครเร่ง และไม่มีใครหัวเราะเยาะ
ตรงกันข้าม ทุกคนต่างขอบตาแดงก่ำ
ล้วนเป็นคนอารมณ์อ่อนไหว เข้าถึงความรู้สึกคนอื่นได้ง่าย
เหยียนอวี้บ่นอุบ "อารมณ์จะเยอะเกินไปไหมเนี่ย? ขนาดนั้นเลยเหรอ? ก็แค่อกหักไม่ใช่หรือไง?"
ปากพูดแบบนั้น แต่ดวงตาที่คลอด้วยน้ำตากลับทรยศคำพูดเธอ
หลินเฟยพยักหน้าเห็นด้วย "จริงค่ะ ฟังเพลงเขาแล้วเหมือนเห็นภาพความรักที่เจ็บปวดรวดร้าวลอยขึ้นมาเลย เนื้อเพลงดี คนร้องก็ถ่ายทอดได้ดี"
ข่งซีอาการดีหน่อย
เพราะยังเด็ก ไม่เคยมีความรัก และไม่เคยเจอเรื่องรันทด
แต่ก็ฟังจนขอบตาแดงเหมือนกัน
ซ่งเต้าใจแข็งที่สุด
เพลงที่กระชากวิญญาณเขาได้ก็มีอยู่หรอก
แต่คนวัยกลางคนใจคอหนักแน่นดั่งหินผา!
ต่อให้จะร้องไห้ ก็ไม่มาร้องต่อหน้าคนอื่นหรอก
ถ้าเป็นเพลงเกี่ยวกับพ่อแม่ แล้วได้นักร้องระดับเทพมาถ่ายทอด เขาอาจจะกลั้นไม่อยู่
เพลงพวกนั้นร้องยังไงนะ?
ไอ้ระบบเวร!
ส่วนเพลงอย่าง 'ความรักชั่วนิรันดร์ของคนคนเดียว' เขายังพอต้านทานไหว
ไม่ใช่พ่อตายแม่เสียหรือหมดตัวสักหน่อย
แค่อกหัก หาใหม่เดี๋ยวก็ได้ที่ดีกว่า เชื่อสิ
กว่าจะอัดเสียงเสร็จก็ปาเข้าไปสองทุ่มกว่า
สิ่งแรกที่หูเหว่ยทำเมื่อเดินออกจากห้องอัดคือขอโทษ
เขายกมือไหว้ปลกๆ โค้งคำนับไม่หยุด
"ขอโทษครับขอโทษที่ทำให้เสียเวลา อาจารย์หลิน อาจารย์ซ่ง น้องเหยียน น้องข่งซี ทำให้ทุกคนต้องลำบากแล้ว!"
"ร้องได้ดีมากค่ะ มิน่าอาจารย์ซ่งถึงบอกว่าเวอร์ชันที่คุณร้องจะดีกว่า" หลินเฟยยิ้มให้กำลังใจ
"พลังการส่งต่ออารมณ์สุดยอดมาก!" ข่งซีชม
"เอ๊ะ? อาจารย์ซ่งก็เคยร้องเหรอครับ? ผมขอฟังหน่อยได้ไหม?" หูเหว่ยพูดพลางทำหน้าเกรงใจ "เอ่อ แต่ไปกินข้าวก่อนดีกว่า ทุกคนคงหิวแย่แล้ว"
ซ่งเต้าพยักหน้า "ไว้มีโอกาสค่อยฟัง ไปกินข้าวก่อนเถอะ"
เหยียนอวี้เข้าไปง่วนอยู่ในครัวพักใหญ่แล้ว
พอลงมาข้างล่าง กลิ่นเนื้อย่างหอมฉุยก็ลอยมาเตะจมูก
ทุกคนตาลุกวาว
อะไรจะแก้ทุกข์ได้ดีเท่าของอร่อย
ไม่มีอะไรที่หมูกระทะเยียวยาไม่ได้
เตาถ่านทองแดงวางอยู่กลางโต๊ะ เนื้อวัวหั่นหนาย่างอยู่บนตะแกรงส่งเสียงฉ่าๆ น้ำมันหยดติ๋งๆ
เครื่องดูดควันด้านบนทำงานเสียงดังหึ่งๆ
บนโต๊ะปูผ้าเรียบร้อย จานชามพร้อมสรรพ
ไวน์แดงก็เทใส่โถพักไวน์รอไว้แล้ว
เห็นเหยียนอวี้รวบผม ใส่ผ้ากันเปื้อนยืนอยู่ ทุกคนพร้อมใจกันยกนิ้วโป้งให้
แสดงความเคารพสูงสุดต่อผู้ให้อาหาร
"มา ฉลองที่อาจารย์ซ่งเข้าสังกัดเฟยหยางเยว่จาง และยินดีกับพี่หูที่เมฆหมอกร้ายๆ ตลอดหลายปีจางหายไปสักที คืนนี้ดื่มให้เต็มที่!"
"เย้!" ข่งซีปรบมือเชียร์
"เธอดื่มน้ำอัดลมไป"
เหยียนอวี้กับหลินเฟยพูดขึ้นพร้อมกัน
"ไม่เอาน่า! หนูบรรลุนิติภาวะแล้วนะ ก็อยากดื่มบ้าง อยากรู้ว่าความรู้สึกกรึ่มๆ มันเป็นยังไง..."
ข่งซีทำหน้ามุ่ย หันไปอ้อนซ่งเต้า "อาจารย์ซ่ง พี่คะ ช่วยพูดให้หนูหน่อยสิ..."
ซ่งเต้ายิ้ม "ผมไม่กล้าหรอก"
ข่งซีเบะปาก หันไปมองหูเหว่ย
หูเหว่ยรีบโบกมือ "อย่ามองผม ผมยิ่งไม่กล้า!"
เหยียนอวี้หยิบโถไวน์ รินให้ข่งซีแค่ก้นแก้ว
"เห็นว่าน่าสงสาร ให้แค่นี้แหละ ห้ามดื่มเยอะ การดื่มเหล้าไม่ใช่นิสัยที่ดี!"
ข่งซียิ้มร่า บ่นงุบงิบเบาๆ ว่า 'ไม่ใช่นิสัยดีแล้วทำไมพวกพี่ดื่มกันบ่อยจัง?'
ซ่งเต้านั่งอยู่ข้างๆ ดูออกว่าความสัมพันธ์ของพวกเธอดีมาก ไม่ใช่พวกเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด
ก็เข้าใจได้ คนนิสัยอย่างหลินเฟย คนรอบข้างยากที่จะไม่รัก
โดยเฉพาะศิลปินในสังกัด ได้เจ้านายแบบนี้ถือว่าทำบุญมาดี
เหยียนอวี้แม้จะไม่เคยพูดเรื่องครอบครัว แต่ดูจากห้องอัดนี้ ถ้าไม่มีแฟนรวยมาก ก็ต้องเป็นลูกเศรษฐี
สรุปคือบ้านรวย
เมื่อไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง ความสัมพันธ์ย่อมดีเป็นธรรมดา
อารมณ์หูเหว่ยส่วนใหญ่ถูกใช้ไปในห้องอัดจนหมด ตอนนี้เลยดูเหี่ยวๆ ไปหน่อย
และในใจก็ยังรู้สึกเกร็งๆ
ข้อแรกคือกินข้าวร่วมโต๊ะกับราชินีเพลง ตื่นเต้นของจริง
เห็นอายุไล่เลี่ยกัน แต่บารมีคนละชั้น!
เป็นเมื่อก่อน อย่าว่าแต่กินข้าว แค่คิดยังไม่กล้า
ข้อสองคือแม้จะค่อนข้างมั่นใจว่าเพลงนี้จะได้ร้อง แต่ก็ยังไม่ได้เซ็นสัญญา!
แถมยังรู้สึกเหมือนโดนลาภก้อนโตหล่นทับจนมึน
เพลงของอาจารย์ซ่งเทพเกินไปแล้ว!
ดีกว่าสองเพลงที่เขาแต่งเองก่อนหน้านี้เยอะ!
ต่อให้ยังไม่ได้ฟังเวอร์ชันซ่งเต้า เขาก็ไม่กล้ารับประกันว่าจะร้องได้ดีกว่า
ตอนนั้นเอง เหยียนอวี้ก็หันมาคุยกับเขา "พี่หู พวกเราไม่ได้รวมตัวกันแบบนี้มาหลายปีแล้วเนอะ?"
หูเหว่ยพยักหน้า ถอนหายใจ "นั่นสิ เผลอแป๊บเดียวเรียนจบมาห้าหกปีแล้ว"
เหยียนอวี้พูดว่า "ตอนตั้งวงดนตรีที่มหา'ลัย ฉันเคยบอกว่า พี่จะต้องเป็นซูเปอร์สตาร์!"
หูเหว่ยพยักหน้า "ซูเปอร์สตาร์ประจำบาร์น่ะสิ!"
ทุกคนหัวเราะเบาๆ
เหยียนอวี้ถาม "คืนนี้ลางานมาเหรอ?"
หูเหว่ยตอบ "ลาออกแล้ว"
ทุกคนชะงัก
แม้แต่ข่งซียังหยุดมีดที่กำลังแอบหั่นเนื้อ มองหูเหว่ยอย่างตกใจ
รุ่นพี่หูโหดขนาดนี้เลยเหรอ?
"ผมได้ยิน... อาจารย์ซ่งบอกว่าจะให้มาคุย มีหวังจะได้เข้าเฟยหยางเยว่จางของอาจารย์หลิน เลยลาออกจากงานที่บาร์ไปเลย อยากร้องเพลงอย่างเดียว"
เหยียนอวี้พูดไม่ออก "ใจร้อนไปไหม? ไม่เผื่อทางหนีทีไล่บ้างเหรอ เกิดพลาดขึ้นมาทำไง?"
หูเหว่ยพยักหน้า "คิดแล้ว ผมมีแผนสำรองสองแผน!"
สมกับเป็นคนที่ผ่านงานบาร์มาหลายปี แม้จะเกร็ง แต่ก็รู้วิธีสร้างบรรยากาศ
เขายิ้มให้ทุกคนอย่างจริงใจ "ผมพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ใช้ชีวิตกลางคืนมาหลายปีก็เหนื่อย ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ถือซะว่าพักผ่อน"
"ถ้าอาจารย์หลินแม้แต่สัญญาเด็กใหม่ก็ไม่อยากให้ งั้นผมก็จะไปเป็นผู้ช่วยอาจารย์ซ่ง เป็นเด็กยกกระเป๋าแบบไม่รับเงินเดือนก็ได้ครับ"
"ฮ่าๆๆ" ทุกคนหัวเราะครืน
ไม่มีใครถือเป็นจริงเป็นจัง
แต่หูเหว่ยสีหน้าจริงจัง "ผมคิดงั้นจริงๆ นะ"
เหยียนอวี้ยกแก้วไวน์ เปลี่ยนเรื่องคุยพร้อมรอยยิ้ม
"มา วันนี้โอกาสดีที่ได้มารวมตัวกัน แถมยังมีเรื่องมงคลซ้อนกันสองเรื่อง ฉันว่าเรามีเหตุผลที่จะดื่มฉลองกันสักแก้วนะ!"
ทุกคนโตๆ กันแล้ว แม้เธอจะไม่เคยลำบาก แต่ก็ไม่อยากเห็นอดีตอัจฉริยะจงยางต้องถ่อมตัวจนน่าเวทนา
ทุกคนยกแก้วขึ้น
ข่งซีกระดกไวน์ก้นแก้วของเธอรวดเดียวหมด
หูเหว่ยก็กระดกหมดแก้วอย่างไม่ลังเล
หลินเฟยชำเลืองมองทุกคน แล้วเงยคอระหงดื่มไวน์อย่างสง่างามและรวดเร็ว
หมดเกลี้ยงเหมือนกัน
เหยียนอวี้เป็นเจ้าภาพ แถมเป็นคนชวน ย่อมดื่มหมดแก้ว
ซ่งเต้าจิบไปนิดเดียว
แล้ววางแก้วลง
เหยียนอวี้ถลึงตาใส่ "นายขี้โกงนี่นา ขนาดเสี่ยวซียังดื่มหมด นายมา 'เลี้ยงปลา' (จิบทีละนิด) ทำไม? ในห้องอัดนายคืออาจารย์ซ่ง บนโต๊ะกินข้าวนายคือรุ่นน้อง ดื่มให้หมดเดี๋ยวนี้!"
ซ่งเต้าพูดอย่างจนใจ "ไวน์เขาดื่มกันแบบนี้เหรอ?"
"ไม่สน แก้วแรกนายต้องดื่มให้หมด" เหยียนอวี้ลุกขึ้นคีบเนื้อชิ้นใหญ่ให้เขา "พี่สาวดีกับนายไหมล่ะ?"
ซ่งเต้ายิ้ม ยกแก้วขึ้นจิบอีกนิด
"ผมแพ้แอลกอฮอล์ ถ้าไม่ใช่เพราะอยากอยู่เป็นเพื่อนเจ๊ ผมไม่แตะสักหยดหรอก!"
เหยียนอวี้กรอกตาใส่เพดาน แต่ก็ไม่ได้บังคับเขาอีก
ซ่งเต้าเหลือบมองขวดไวน์ ยัยผู้หญิงล้างผลาญอีกคนแล้ว
ทาสรักอย่างเจ้าของร่างเดิม ต่อให้ไปกินร้านหรูหรากับเหมียวซิ่วบ่อยแค่ไหน ก็ไม่มีทางเข้าใจระดับของไวน์แดง
แต่เขาแยกออก
เพราะชาติก่อนก็เคยรุ่งเรืองมาก่อน
เคยดื่มของดี
จิบเดียวก็รู้ว่าไวน์ที่เหยียนอวี้เปิดวันนี้ราคาแพงหูฉี่
เมื่อก่อนตอนกินข้าวเขาก็สังเกตเห็นแล้วว่าเหยียนอวี้คอแข็ง
ตอนนี้เพิ่งตระหนักว่า ไม่ใช่แค่เหยียนอวี้ที่คอแข็ง ราชินีเพลงอย่างหลินเฟยก็คอแข็งเหมือนกัน!
หูเหว่ยที่คลุกคลีในบาร์มาหลายปียิ่งไม่ต้องพูดถึง
มีแต่ข่งซี นักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบ กับเขาที่เป็นเด็กจบใหม่ที่ "คออ่อน"
รายแรกอ่อนจริง
แค่ก้นแก้วหน้าก็แดงแปร๊ดแล้ว
ส่วนเขาแกล้งอ่อน
แค่ไม่อยากดื่มเยอะเท่านั้น
โดยเฉพาะไวน์แดง ตอนดื่มไม่รู้สึกอะไร แต่เมาหลังนี่หนักหนาเอาการ
ถ้าเริ่มรู้สึกกรึ่มๆ แปลว่าเมาแล้วแน่นอน
บอกว่ากินเนื้อย่าง เหยียนอวี้เตรียมวัตถุดิบมาเพียบ
ผักสด เครื่องเคียง อาหารทะเล มีครบ
หูเหว่ยดื่มแบบไม่เกรงใจ แต่ตั้งแต่ต้นเขาก็รับหน้าที่ย่างเนื้อแทนเหยียนอวี้อย่างเป็นธรรมชาติ
คอยปิ้งย่างดูแลทุกคน
ซ่งเต้าเน้นกิน
เหยียนอวี้แค่บังคับเขาแก้วแรกนิดหน่อย หลังจากนั้นก็หันไปชนแก้วกับหลินเฟยและหูเหว่ยแทน
หลินเฟยพูดน้อย พอเหล้าเข้าปากหน้าก็แดงระเรื่อ นั่งข้างข่งซีแทบดูไม่ออกว่าอายุห่างกัน
พวกเขาไม่ได้คุยเรื่องสัญญาอีก แต่หูเหว่ยอดไม่ได้ที่จะถามคำถามที่คาใจทุกคน
"อาจารย์หลิน ขออนุญาตถามหน่อยครับ... อาจารย์ไม่อยากร้องเพลงแล้วจริงๆ เหรอครับ?"
ในฐานะคนที่เคารพและรักในเสียงดนตรี เขาไม่อยากเชื่อว่าหลินเฟยจะทิ้งดนตรีไปจริงๆ
เปรียบเทียบอาจจะไม่ค่อยเหมาะนัก
แต่การให้นักดนตรีเลิกเล่นดนตรี ก็เหมือนให้คนชอบตกปลาเลิกตกปลาตลอดชีวิตนั่นแหละ
หลินเฟยที่ดื่มไปเกือบขวดนิ่งเงียบไป
หัวเราะเบาๆ "อยากแล้วมีประโยชน์อะไร? ยากเกินไป!"
เธอไม่ได้พูดต่อ แต่ทุกคนในโต๊ะเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่
คำว่ายาก ไม่ได้หมายถึงการกลับเข้าวงการ
แต่หมายถึงไม่มีเพลงดีๆ!
ในฐานะราชินีเพลง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่โดนคนโจมตีว่าเป็นราชินีจอมปลอม
หลินเฟยจะกลับมาร้องสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้
ถ้าคุณภาพงานไม่ถึงขั้น ต้องโดนรุมเยาะเย้ยอีกแน่
แฟนคลับเยอะแค่ไหน ภักดีแค่ไหน ก็แก้ปมนี้ไม่ได้
เหยียนอวี้เหลือบมองซ่งเต้า
ซ่งเต้าแค่จิ้มเนื้อเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ
นี่เป็นแค่เรื่องแทรกเล็กน้อย บทสนทนาบนโต๊ะอาหารเท่านั้น
จากนั้นทุกคนก็ดื่มกันต่ออย่างสนุกสนาน
จนถึงสี่ทุ่มกว่า
ซ่งเต้าที่จิบไปรวมๆ แล้วเกินครึ่งแก้วมาหน่อย ก็ลุกขึ้นบอกว่าดึกแล้ว ขอตัวกลับไปพักผ่อน
เหยียนอวี้มองซ่งเต้าอย่างไม่อยากเชื่อ
"นายอายุเท่าไหร่เนี่ย? ทำตัวเหมือนลุงแก่เกษียณเลย?"
เวลานี้ ชีวิตกลางคืนเพิ่งจะเริ่มไม่ใช่เหรอ?
เธอกำลังจะไปหยิบกีตาร์มาร้องเพลงไปดื่มไปอยู่เชียว
"ผมดื่มไม่ไหวจริงๆ พวกพี่ดื่มกันไปเถอะ โอกาสหน้ายังมี ไว้เจอกันใหม่"
เหยียนอวี้มองซ่งเต้าอย่างสงสัย ไวน์ตกถึงท้องไปขวดนึง เธอก็เริ่มมึนๆ แยกไม่ออกว่าซ่งเต้าพูดจริงหรือหลอก
หลินเฟยพูดว่า "งั้นให้หูเหว่ยไปส่งอาจารย์ซ่งเถอะ เรามาดื่มกันต่อ เสี่ยวซีเธอก็..."
"หนูจะอยู่เป็นเพื่อนพี่ๆ!" ข่งซียกมือยิ้มเผล่
สาวน้อยแมวตีลังกาที่ดื่มไปไม่ถึงครึ่งแก้ว เมาแอ๋ไปเรียบร้อย
"ให้เธออยู่เถอะ ที่นี่มีที่นอน เมาแล้วก็นอนนี่แหละ" เหยียนอวี้บอก
ซ่งเต้าจะกลับ ต่อให้หลินเฟยไม่บอก หูเหว่ยก็คงไม่อยู่ต่อ
เขายังไม่เมา สติยังครบถ้วน
รีบลุกขึ้นมาประคองซ่งเต้า "อาจารย์ซ่ง งั้นเรากลับกันก่อนเถอะครับ"
ทุกคนเดินมาส่งถึงประตู เหยียนอวี้เดินตามมาส่งถึงริมถนน
มองดูทั้งสองคนขึ้นรถจากไป ถึงได้บ่นพึมพำแล้วเดินกลับเข้าไปในสตูดิโอ
...
บนรถแท็กซี่
ซ่งเต้าหันมาจากที่นั่งข้างคนขับ มองหูเหว่ย "หาร้านน้ำชา นั่งคุยกันหน่อย"
หูเหว่ยชะงัก มองตาใสแจ๋วของซ่งเต้า "อาจารย์ไม่ได้เมาเหรอครับ?"
ซ่งเต้ายิ้ม "เหล้าแค่นั้นจะไปเมาใครได้? ประเด็นคือผู้หญิงสองคนนั้นน่ากลัวเกินไป กลัวพวกเจ๊แกเมาอาละวาดน่ะ"
คนขับแท็กซี่เหลือบมองซ่งเต้า พยักหน้าเห็นด้วย "น้องชายหล่อขนาดนี้ ต้องรู้จักป้องกันตัวเอง ถูกแล้ว!"
หูเหว่ย: "......"
ป้องกันกับผีสิ ถ้าพี่รู้ว่าคนที่ดื่มกับเขาเป็นใคร ตาพี่ได้ถลนออกมาแน่!
...
ในร้านน้ำชา
ซ่งเต้าเปิดประเด็นตรงๆ กับหูเหว่ย "ทางพี่เฟยให้ค่าตอบแทนสูงมาก"
หูเหว่ยรีบพูดสวน "พี่เต้า... ไม่สิ อาจารย์ซ่ง ผมไม่ได้โกหกนะ ที่พูดไปคือเรื่องจริง ขอแค่เพลงนี้ให้ผมร้อง ผมไม่เอาเงินเลยก็ได้!
ที่ผมอยากเซ็นกับบริษัทอาจารย์หลินก็เพราะท่าน
ดังนั้นสัญญาของผม ท่านว่าไงผมว่าตามนั้น ผมอยากได้เงิน แต่ผมอยากร้องเพลงมากกว่า
ขอแค่ได้ร้องเพลงท่าน ให้เซ็นสัญญา 9:1 ที่โหดที่สุดในวงการบวกสัญญาทาสระยะยาว ผมก็ยอม!"
ซ่งเต้าคิดในใจว่าคุณพูดแบบนี้ก็คุยง่ายหน่อย
เขาพูดตรงไปตรงมา "ปกติเธอเซ็นคนอื่นให้ 7:3 หรือ 6:4 แต่ถ้าฉันเซ็นคน ไม่ถึงกับ 9:1 หรอก แต่ฉันจะให้แค่สองส่วน"
หูเหว่ยตอบรับทันทีโดยไม่ลังเล "ไม่มีปัญหาครับ!"
ซ่งเต้ายกมือห้าม "ฟังให้จบก่อน เราเป็นวิญญูชนทีหลัง เป็นคนถ่อยก่อน (ตกลงผลประโยชน์ให้ชัดเจนก่อนค่อยคุยเรื่องคุณธรรม) พูดจาภาษาคนให้รู้เรื่อง จะได้ไม่มีปัญหาทีหลัง ดีกับทุกฝ่าย"
หูเหว่ยพยักหน้า
ซ่งเต้ามองเขา "สำหรับฉัน ต่อให้เป็นราชาเพลง ถ้าจะร้องเพลงฉัน ฉันก็ให้แค่สองส่วน
ฉันมั่นใจในเพลงของตัวเอง
ต่อให้แค่สองส่วน นายก็จะทำเงินได้มากกว่าเดิมเยอะ
เพราะยังมีสัญญานายหน้า รับงานพรีเซนเตอร์ ออกงานโชว์ตัว นั่นต่างหากที่เป็นก้อนใหญ่
แน่นอน วันหน้าถ้านายดังเป็นพลุแตก อยากร่วมงานกับนักแต่งเพลงคนอื่น ฉันก็ไม่มีปัญหา"
รวมทั้งหมดเจ็ดส่วน ให้ไปสองส่วน เขาเหลือห้าส่วน
แล้วยังต้องโดนระบบหักครึ่งหนึ่งของรายได้หลังหักภาษี!
คำนวณแล้ว ก็พอๆ กับที่เขาร้องเองนั่นแหละ
แต่เรื่องนี้เขาพูดไม่ได้ และไม่จำเป็นต้องพูด
เอาเป็นว่าถ้าจะร่วมงานกับผม นี่คือกฎ
หูเหว่ยที่ไม่ได้เมาเหมือนกัน ไม่ลังเลแม้แต่นาทีเดียว พยักหน้าตอบรับอย่างจริงจัง "ขอแค่อาจารย์ซ่งยอมแต่งเพลงให้ผม ชาตินี้ผมจะร่วมงานกับท่านแค่คนเดียว! ถึงผมจะอายุมากกว่า แต่ต่อไปท่านคืออาจารย์ของผม คือลูกพี่ของผม!"
พูดจบก็ลุกขึ้น หยิบถ้วยชาที่ว่างเปล่าของซ่งเต้าไปรินชาใส่ครึ่งถ้วย แล้วเดินอ้อมโต๊ะมา โค้งคำนับส่งชาให้อย่างนอบน้อม [จบแล้ว]