- หน้าแรก
- นักแต่งเพลงอัจฉริยะกับระบบเพลงฮิตติดหู
- บทที่ 18 - ผู้เผยแพร่เสียงดนตรี
บทที่ 18 - ผู้เผยแพร่เสียงดนตรี
บทที่ 18 - ผู้เผยแพร่เสียงดนตรี
บทที่ 18 - ผู้เผยแพร่เสียงดนตรี
เธอเสียดายแทนซ่งเต้าจริงๆ
ในสายตาเธอ นี่มันเดโมที่ไหนกัน?
ในความทรงจำมีแค่ศิลปินชั้นครู หรือราชาและราชินีเพลงระดับท็อปเท่านั้นแหละ ที่จะร้องเดโมออกมาได้ขนาดนี้
เพราะนี่เป็นแค่การนำเสนอเพลงเบื้องต้น
ซ่งเต้าเรียบเรียงดนตรีมาสมบูรณ์ก็จริง แต่พวกการมิกซ์เสียง หรือเอฟเฟกต์ต่างๆ ยังไม่ได้ใส่
ในบรรดาเด็กใหม่ที่โลดแล่นในวงการตอนนี้ เธอไม่เคยเห็นใครร้องเดโมได้แบบนี้เลย
รู้สึกว่าเอาไปทำดนตรีเพิ่มอีกนิดหน่อย ก็อัปโหลดขึ้นแพลตฟอร์มเก็บตังค์ได้เลย
เหยียนอวี้มองซ่งเต้า "ไม่ใช่พี่จะจุ้นจ้านนะ แต่พี่รู้สึกว่าไม่มีใครถ่ายทอดเพลงนี้ได้ดีไปกว่าเธอแล้ว!"
ถ้าเป็นก่อนที่ซ่งเต้าจะร้อง พอเธอเห็นเนื้อร้องทำนองนี้ ก็คงแค่คิดว่าเป็นเพลงดี ถ้าไม่ได้ร้องเองคงเสียดาย
โดยเฉพาะระดับของเพลงที่ดูสูงกว่า "มองทะลุรักฯ"
แต่ตอนนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเสียดายหรือไม่เสียดาย แต่ในใจเธอ ไม่มีใครจะร้องได้ดีกว่าซ่งเต้าอีกแล้ว
ความจริงซ่งเต้าก็ลังเลอยู่บ้าง
เพลงอย่าง 'เงียบงันมาตลอด' ที่ไม่เหมาะกับเขาเลย เอาไปให้ข่งซีร้อง แล้วตัวเองนั่งกินค่าลิขสิทธิ์สวยๆ ก็ไม่เป็นไร
แต่เพลงนี้เขาชอบมาก
โดยเฉพาะเพลงปัจจุบันของเขาแม้จะไม่แย่ แต่ถ้าเทียบกับเพลงฮิตระดับตำนานของ จางอวี่ ในยุคเทพเจ้าตีกัน มันเทียบกันไม่ได้เลย
แต่คิดไปคิดมา ช่างมันเถอะ
เพลงดีๆ มีอีกเยอะ!
จะให้ออกมาเพลงนึง เขาเก็บไว้ร้องเองเพลงนึง คงไม่ได้มั้ง?
ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดถึงอนาคต
การทำตามภารกิจระบบ ปั้นนักร้องที่เหมาะสมในโลกนี้เพื่อถ่ายทอดบทเพลงจากโลกเดิม ก็ตรงกับความต้องการลึกๆ ของเขาเหมือนกัน
ไม่อยากพูดให้ดูหรูหรา แต่เขาหวังมากว่าในอนาคตจะมีกองทัพราชาและราชินีเพลง ซูเปอร์สตาร์แถวหน้ามาเป็นลูกมือให้เขา
การเป็นเจ้าพ่อวงการเพลงมันฟินจะตาย
นี่คือความแตกต่างระหว่าง "ข้าเจ๋ง" กับ "ข้าพาทพวกเอ็งเจ๋ง แต่ข้าเจ๋งกว่า"
ส่วนตัวเขาเอง ด้วยอายุและสถานะตอนนี้ จริงๆ ควรค่อยเป็นค่อยไป ไต่จากต่ำขึ้นสูงจะดีกว่า
แบบนี้ถึงจะมั่นคง ไม่สะดุดล้มง่ายๆ
จะได้ไม่เหมือนหลินเฟย เปิดเกมมาอย่างเทพ ดังระเบิดอย่างไว ไม่เพียงขัดผลประโยชน์คนอื่น ยังโดนคนอิจฉาริษยา
สุดท้ายแค่เรื่องเล็กน้อย พังครืนในชั่วข้ามคืน
นามปากกาที่ใช้แต่งเพลง สามารถโยนระเบิดตูมตามตั้งแต่เปิดเกมได้ เลยต้องใช้นามปากกาแทนชื่อจริง
ส่วนตัวเขา เดินทีละก้าวอย่างมั่นคงก็พอ
"ผมอยากฉวยโอกาสตอนไฟแรงๆ แต่งเพลงไว้เยอะๆ แล้วหาคนมาร่วมงานหลากหลายหน่อยครับ"
เขามองเหยียนอวี้แล้วพูดว่า "อีกอย่างเพลงนี้ ผมอาจจะไม่ใช่คนที่ร้องได้ดีที่สุดก็ได้"
เหยียนอวี้ไม่แสดงความเห็น ในสายตาเธอ ไม่ว่าจะเป็นทักษะการร้อง เนื้อเสียง หรือการควบคุมอารมณ์ ซ่งเต้าอยู่ในระดับท็อป!
ในเด็กรุ่นเดียวกันยุคนี้ เขาคือที่สุด
ต่อให้ไปอยู่ในยุคเทพเจ้าตีกัน ความสามารถในการแต่งเพลงและการร้องของเขา ก็ต้องมีที่ยืนแน่นอน!
เพลงนี้เขาร้องได้เข้าถึงอารมณ์สุดๆ
เธอจินตนาการได้เลยว่าถ้าเวอร์ชันซ่งเต้าปล่อยออกไป จะมีคนกี่คนที่ฟังแล้วน้ำตาไหลพรากเหมือนเธอเมื่อกี้
ถึงตอนนั้น พวกคนดนตรีกระแสหลักพวกนั้น จะว่ายังไงอีก?
ถึงจะสนิทกับข่งซี แต่ในสายตาเธอ ข่งซีกับซ่งเต้าคนนี้ อยู่กันคนละเลเวลเลย
ก็ไม่รู้ทำไมปีก่อนๆ ถึงไม่ดังสักที
เป็นเพราะมัวแต่เป็นทาสรักงั้นเหรอ?
โอเค งั้นไม่แปลกใจละ...
"จริงสิ..." จู่ๆ ซ่งเต้าก็นึกขึ้นได้ "ถามเรื่องคนคนนึงหน่อยครับ ชื่อหูเหว่ย จบจงยางเหมือนกัน พี่รู้จักไหม?"
เหยียนอวี้ชะงัก หลุดปากออกมาว่า "เขาน่ะเหรอ? ทำไม? เขาเป็นรุ่นพี่สูงกว่าพี่สองปี เมื่อก่อนเป็นอัจฉริยะแห่งจงยาง พวกเราเคยตั้งวงดนตรีด้วยกันด้วย เป็นคนซื่อๆ คนนึง..."
หยุดไปนิดหนึ่ง เธอมองซ่งเต้า "เธอคงไม่ได้จะเอาเพลงนี้ให้เขาร้องหรอกนะ? งั้นเขาก็โชคดีหล่นทับตายเลยสิ!"
ด้วยความรู้สึกฝังใจ เหยียนอวี้ไม่คิดจริงๆ ว่าเพลงนี้เอาไปให้หูเหว่ยร้องแล้วจะดีกว่า
เพลงนี้ชัดเจนว่าเป็นเพลงดันคนร้อง ให้ใครร้องคนนั้นก็ดัง ไม่ต่างกันเท่าไหร่
ซ่งเต้ายิ้ม "ก็แค่เคยได้ยินเรื่องเขามาบ้าง ส่วนจะให้ใครร้อง ไว้ค่อยว่ากันครับ"
"อื้ม ยังไงเธอก็คิดมาดีแล้ว เพลงนี้ดังแน่!" เหยียนอวี้พูดพลางดูนาฬิกา แล้วตกใจ "บ่ายโมงกว่าแล้วเหรอ? เรากินข้าวก่อนเถอะ บ่ายค่อยอัดเพลงนั้น"
...
จากนั้นทั้งสองก็สั่งอาหารเดลิเวอรี่มากินง่ายๆ ระหว่างรอ เหยียนอวี้ก็ชวนคุยเรื่องหูเหว่ย
"จงยางก็เหมือนวิทยาลัยศิลปะอื่นๆ"
"ใครๆ ก็อยากดัง"
"ความรักใสซื่อในรั้วมหา'ลัย มันเปราะบางเหลือเกินเมื่ออยู่ต่อหน้าชื่อเสียงเงินทอง"
"หูเหว่ยกับแฟนสาวตอนนั้นเป็นคู่รักเทพยดาที่ทุกคนในมหา'ลัยอิจฉา ผู้ชายหล่อ ผู้หญิงสวย เสียดายพอพ้นรั้วมหา'ลัย ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป"
"อุดมการณ์พ่ายแพ้ต่อความเป็นจริง เรื่องธรรมดาจะตาย"
ซ่งเต้าพอรู้เรื่องราวของหูเหว่ยมาบ้างแล้ว
พยักหน้าพูดว่า "คู่ผัวตัวเมียยากจนร้อยเรื่องเศร้า เวลาเปลี่ยนใจคนก็เปลี่ยน..."
"เอ๊ะ?"
เหยียนอวี้มองซ่งเต้าอย่างประหลาดใจ
ความจริงเมื่อกี้เธออยากจะถามว่า เพลงนี้เธอแต่งจากเรื่องราวของหูเหว่ยหรือเปล่า ถึงได้อยากจะยกให้เขาร้อง?
เพราะดูจากเนื้อเพลง มันเข้ากับชีวิตหูเหว่ยมากกว่า
ส่วนเรื่องของรุ่นน้องกับแฟนเก่าคนนั้น เพลง 'มองทะลุรักฯ' ดูจะตรงกว่า...
ผลคือโดนประโยค "คู่ผัวตัวเมียยากจนร้อยเรื่องเศร้า เวลาเปลี่ยนใจคนก็เปลี่ยน" ของซ่งเต้าทำเอาเสียกระบวน
คนคนนี้ทำไมเป็นแบบนี้?
ทำตัว low profile จะตายชัก แต่บทจะปล่อยของก็ร่ายกวีออกมาเขย่าใจคนเล่นซะงั้น
สาวติสต์อย่างเธอ แพ้ทางอะไรแบบนี้ที่สุด
ซ่งเต้าพูดจบก็นึกเสียใจ
โลกนี้แยกไทม์ไลน์ตั้งแต่ยุคสามก๊ก กวีอย่างหยวนเจิ่น (เจ้าของวรรณกรรมเรื่องซีเซียงจี้) และน่าหลันซิ่งเต๋อ (กวีสมัยราชวงศ์ชิง) ย่อมไม่มีตัวตน
เขาไม่ได้อธิบาย เปลี่ยนเรื่องทันที "พี่อวี้ช่วยร่างสัญญาต้นแบบให้หน่อยได้ไหมครับ? ผมกะว่าจะเอาไว้ใช้ยาวๆ เป็นสัญญาแบบนักแต่งเพลงกับนักร้อง เรตเด็กใหม่เลยครับ แปดต่อสอง"
จะให้หูเหว่ยหรือไม่ค่อยว่ากัน พอดีมีเครื่องมือมนุษย์อยู่ตรงหน้า ไม่ใช้ก็เสียของ
ที่แบ่งกับข่งซีห้าสิบห้าสิบ เพราะข่งซีดังแล้ว
เขาเองก็ต้องเปิดตลาด
อีกอย่างบริษัทหนังเขาจ้างเพราะชื่อเสียงและทราฟฟิกของข่งซี ไม่ใช่เพราะคนแต่งเพลง
แต่ต่อไปถ้าเขาจะหาคนร่วมงาน ต้องกุมอำนาจไว้ในมืออย่างเบ็ดเสร็จ ต่อให้อีกฝ่ายเป็นรุ่นใหญ่มีชื่อเสียง เขาก็ต้องกินส่วนแบ่งก้อนใหญ่
อยากทำก็ทำ ไม่ทำก็ไสหัวไป
เพราะระบบยังต้องหักครึ่งหนึ่งของรายได้หลังหักภาษีจากเขาอีกที
คิดไปคิดมาก็ไม่ได้เหลือเยอะเท่าไหร่
ถือเพลงที่ปั้นคนให้ดังได้ไว้ในมือ เขาไม่กลัวหาคนร่วมงานไม่ได้หรอก
เหยียนอวี้: "......"
โดนดึงอารมณ์จากโหมดซึ้งกลับมาสู่โลกความจริงอย่างกระชากลากถู
เธอกะพริบตาดอกท้อปริบๆ มองซ่งเต้าอย่างขัดใจนิดๆ
รุ่นน้องนี่หน้าเลือดเหมือนกันนะ!
มองใบหน้าหล่อเหลานั้น แล้วก็รู้สึกว่าคนหนุ่มที่มีพรสวรรค์ขนาดนี้ กลับมีสติรู้รักษาผลประโยชน์ตัวเองได้ขนาดนี้!
ก็ไม่ผิดนะ!
ใช่ ต้องมีสติ!
คนทำงานศิลปะหลายคน ลึกๆ อยากดังอยากรวยแทบตาย แต่ชอบเก๊กทำเป็นไม่สนใจโลก
ทำเหมือนรังเกียจที่จะพูดเรื่องเงินทอง
แต่พอกระทบผลประโยชน์เข้าหน่อย ก็สะบัดหน้าใส่ทันที
สู้รุ่นน้องแบบนี้ดีกว่า!
เรียลดี!
สงสัยจะโดนแฟนเก่าคนนั้นดัดสันดานมา
"ได้ เดี๋ยวพี่ไปทำให้!" เหยียนอวี้ลุกขึ้นไปที่คอมพิวเตอร์อย่างว่าง่าย พิมพ์แก้สัญญาแกรกๆ
สำหรับเธอ นี่มันเรื่องขี้ปะติ๋ว
แต่สำหรับซ่งเต้า มีรุ่นพี่ช่วย ไม่เพียงสะดวก แต่ยังรักษาความลับได้ด้วย
ไม่งั้นต้องไปซื้อเครื่องปรินต์อีก
เงินเหลือไม่เยอะ ต้องประหยัดหน่อย
สัญญาฉบับนี้แก้เสร็จอย่างรวดเร็วตามความต้องการของซ่งเต้า
อ่านจบ เขาพอใจมาก
ลิขสิทธิ์เพลงอยู่ที่เขา อนุญาตให้นักร้องใช้ได้สิบห้าปี
ในสิบห้าปีนี้ ผลประโยชน์ที่เกิดจากเพลงนี้ ซ่งเต้าเอาไป 80% อีกฝ่ายได้ 20%
สัญญาทาสระดับโปรดิวเซอร์ขาใหญ่เซ็นเด็กใหม่ชัดๆ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เหยียนอวี้คงมองว่าบ้าไปแล้ว
แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่า ก็พอไหว
ด้วยพรสวรรค์ของรุ่นน้อง ขอแค่รักษามาตรฐานนี้ไว้ได้ รับรองปั่นป่วนวงการเพลงที่เงียบเหงาตอนนี้ได้แน่
ปลุกความยิ่งใหญ่ของนักแต่งเพลงเหรียญทองในอดีตกลับมา
แพงก็อย่าจ้าง!
แต่การเป็นศิลปินอิสระตลอดไป ไม่ใช่ว่าไม่ได้ แต่จะมีปัญหาตามมาเยอะ
ตอนนี้ยังไม่รีบ ไว้ค่อยหาเวลาคุยกับเขาอีกที
ทั้งสองกินมื้อเที่ยงเสร็จ พักผ่อนครู่หนึ่ง ก็กลับขึ้นไปห้องอัดชั้นสอง
เริ่มอัดเพลงที่สองของวันนี้ 'เมืองคนเศร้า'
แม้จะไม่ทำให้เหยียนอวี้ตื่นตะลึงเท่า 'ความรักชั่วนิรันดร์ของคนคนเดียว' แต่ฟังปุ๊บก็รู้เลยว่าเป็นเพลงตระกูลเดียวกับ 'มองทะลุรักมองทะลุเธอ'!
การร้องของซ่งเต้ายังคงถึงเครื่อง ถ่ายทอดความเจ็บปวดและการดิ้นรนของผู้ชายที่ถูกหักหลังในความรักออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ถึงตรงนี้ เหยียนอวี้มั่นใจแล้วว่า ในสมองของเด็กหนุ่มตัวสูงหล่อคนนี้ มีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่!
เป็นนักแต่งเพลงสาย All-around!
ปั้นหญิงก็ได้ ฆ่าชายก็ตายเรียบ!
"เมื่อก่อนเคยฟังเรื่องเล่าการแต่งเพลงของนักดนตรีรุ่นเดอะ ว่ากันว่าอาจารย์หลี่จงตอนแต่งเพลงรักคลาสสิกอย่าง 'ซางชิง' (เจ็บปวด) แกแต่งใส่กระดาษทิชชูในร้านอาหารไปพร้อมกับฟังเรื่องเล่าของนักร้องคนนั้น พอเรื่องจบ เพลงก็เสร็จ"
ช่วงพักเบรก เหยียนอวี้คุยกับซ่งเต้า ยิ้มพูดว่า "ตอนนั้นรู้สึกว่าสุดยอด แต่ก็เวอร์ไปหน่อย จนกระทั่งมาเจอเธอ ถึงได้รู้ว่าในโลกนี้มีอัจฉริยะอยู่จริงๆ!"
ซ่งเต้าเขินที่โดนชม คิดในใจว่าเป็นความดีความชอบของระบบ ผมไม่มีปัญญาขนาดนั้น ไม่กล้ารับความดีความชอบ
ถ้าไม่มีระบบ เขาข้ามมิติมา แม้จะมีความรู้ดนตรีติดตัว แต่ความทรงจำเลือนราง อย่างมากก็คงแกะออกมาได้ไม่กี่สิบเพลง
แต่นั่นก็ไม่ใช่ของเขาอยู่ดี
ดังนั้นผมไม่ใช่อัจฉริยะ ผมเป็นแค่ผู้เผยแพร่เสียงดนตรี
[จบแล้ว]