เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 418: ปล้นฆ่าทำลายเมือง ริบศิลาเสาเอก!

บทที่ 418: ปล้นฆ่าทำลายเมือง ริบศิลาเสาเอก!

บทที่ 418: ปล้นฆ่าทำลายเมือง ริบศิลาเสาเอก!


เมื่อเปรียบเทียบกับสงครามที่เกิดหน้าเมืองเชิ่งหลงที่ผ่านมาแล้ว สเกลของการสู้รบในตอนนี้แค่กลาง ๆ เท่านั้น

หากผู้พเนจรพวกนี้ไปตีเมืองเชิ่งหลงล่ะก็ได้โดนฉีกเป็นชิ้น ๆ ด้วยห่าฝนลูกปืนใหญ่ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เข้าใกล้กำแพงเมืองซะด้วยซ้ำ

ระดับมันคนละชั้นกันเกินไปจนเทียบกันไม่ได้!

ทว่าเมื่อเทียบกับการฆ่าด้วยอาวุธร้อนแล้วการต่อสู้ระยะประชิดด้วยหมัดเท้าเข่าศอกแบบนี้กลับเป็นอะไรที่นองเลือดและโหดร้ายยิ่งกว่ามาก

ดาบที่ตัดผ่านแม้กระทั่งกระดูก เลือดเนื้อที่สาดกระเซ็นไปทั่วจนย้อมทุกพื้นที่ให้เป็นสีแดงสด!

ลงดาบหนึ่งทีจะต้องตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คนที่ร่วงลงไปกองกับพื้นพร้อมกับเลือดที่เจิ่งนอง

ขณะที่พยายามดิ้นรนเพื่อไขว่คว้าอะไรซักอย่างอยู่นั้น แววตาจะค่อย ๆ สิ้นประกายลงไปเรื่อย ๆ จนเปลี่ยนเป็นสีเทา

พวกผู้พเนจรก็จะพยายามปีนขึ้นไปตามกำแพงที่ล้อมรอบโหลวเฉิง เมื่อเข้าเมืองมาได้ก็จะบุกเข้าไปตามประตูหน้าต่างที่เห็นอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อจะเข้าไปในตัวอาคาร

แต่ก็มีผู้พเนจรอีกจำนวนมากที่ทำไม่สำเร็จต้องถูกสอยร่วงตกลงกระแทกกับพื้นอย่างแรง คนที่โชคร้ายหน่อยก็ร่วงในท่าเอาหัวโหม่งพื้นและแน่นอนว่าสมองกระจาย

พวกที่โชคดีหน่อยก็ยังรอด แม้ปากจะกระอักเลือดออกมาแต่ก็ยังคงพยายามปีนป่ายเข้าไปในตัวอาคารต่อไป

นี่คือเป็นการต่อสู้ที่เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่มีใครคิดถอย สิ่งที่อยู่ในใจมีเพียงอย่างเดียวคือต้องฆ่าศัตรูเท่านั้น

ในตำแหน่งทางยุทธวิธีอย่างพวกหน้าต่างนั้นแน่นอนว่าจะต้องมีคนคอยเฝ้าหรือไม่ก็ใช้ของมาตีปิดเพื่อไม่ให้มีใครใช้เป็นเส้นทางบุกเข้ามายังตัวอาคารได้

ทหารโหลวเฉิงจำนวนมากที่เฝ้าหน้าต่างยังคงยิงธนูใส่ศัตรูอย่างต่อเนื่อง บรรดาชาวเมืองก็มีการขว้างปาสิ่งของต่าง ๆ ใส่พวกผู้พเนจรหวังจะให้พวกมันหยุดบุกเข้ามาซักที

พวกผู้พเนจรที่บุกตีเมืองก็ใช้ธนูหรือหนังสติ๊กยิงสิ่งของต่าง ๆ ที่จุดไฟและติดไฟได้เข้าไปในเมืองไม่หยุดเช่นกัน

สถานการณ์ดำเนินต่อไป เปลวไฟและกลุ่มควันดำมีให้เห็นไปทั่วและมีแต่จะเพิ่มขึ้น ๆ

หลังจากที่เสียสละอะไรไปมากมายในที่สุดฝ่ายผู้พเนจรก็สามารถเจาะเข้าไปในตัวอาคารได้สำเร็จทำให้พวกที่เหลือต่างส่งเสียงเห่าหอนดีใจ

พวกนักรบป่าที่ปะปนอยู่เห็นแบบนั้นเข้าก็รีบก้าวอาด ๆ วิ่งขึ้นตึกสูงเป็นสิบเมตรได้ในไม่กี่ก้าวและบุกเข้าไปข้างในตัวอาคาร

เมื่อเข้าไปแล้วก็กวัดแกว่งดาบเข่นฆ่านักรบประจำโหลวเฉิงทั้งหมดที่เฝ้าหน้าต่างตรงนั้นอยู่เพื่อเปิดทางให้พรรคพวกคนอื่น ๆ บุกเข้าไปด้วยได้

แล้วพวกนักรบป่าก็บุกทะลวงเข่นฆ่าเข้าไปเรื่อย ๆ จนทางเดินภายในตัวโหลวเฉิงต้องเจิ่งนองไปด้วยเลือดคาว ๆ ในทันที

ผู้พเนจรที่บุกรุกเข้าไปได้มีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยได้บุกเข้าไปในห้องหับที่เป็นบ้านของพวกชาวเมืองด้วยดวงตาแดงฉาน ปล้นฆ่ากันอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่ไม่รู้ว่าของใครเป็นของใคร!

ฉากน่ารังเกียจมากมายปรากฏให้เห็นแล้วในบ้านของชาวเมืองเหล่านั้น

ถังเจิ้นเอาแต่นั่งมองภาพตรงหน้าโดยที่ไม่เคลื่อนไหวใด ๆ โดยคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องของตน

ถือแค่ว่าตนเองเป็นเพียงผู้ชมเท่านั้น

ที่คิดแบบนั้นไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วย แต่ไม่อาจหาเหตุผลที่สมควรแก่เหตุไปช่วยได้เลยจริง ๆ เพราะถ้าจะโทษว่าฝ่ายผู้พเนจรผิดมันก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะพวกนั้นเองก็มีพ่อแม่และลูกเมียที่ต้องเลี้ยงดูปากท้องเหมือนกัน และสาเหตุที่ต้องถึงขั้นเสี่ยงตายเอาชีวิตเข้าแลกมาโจมตีโหลวเฉิงก็เพราะอยากหาอาหารมาให้ครอบครัวไงล่ะ

ซึ่งถ้าถังเจิ้นไปล้างบางผู้พเนจรเหล่านั้นก็เท่ากับเป็นการฆ่าครอบครัวของคนเหล่านั้นทางอ้อมไปด้วยน่ะสิ

ไม่ว่าจะชาวเมืองโหลวเฉิงแห่งนี้หรือว่าผู้พเนจรที่มาบุกโหลวเฉิงแห่งนี้ก็ตามทั้งคู่ต่างก็เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์เหมือน ๆ กันอีก อย่างน้อย ๆ ถ้าฝ่ายผู้พเนจรเป็นพวกต่างเผ่าเขายังพอจะมีเหตุให้ถล่มพวกมันได้บ้าง

แต่... เขาก็ใช่ว่าจะชอบมีเมตตาให้ไอ้พวกที่วิกลจริตฆ่าคนเล่นอย่างสนุกสนานหรอกนะเฮ่ย!

เขาดีดก้อนหินฆ่าไอ้พวกที่ดูโรคจิตที่ว่าแล้วลุกขึ้นยืน

“เราไปเอาศิลาเสาเอกแล้วเดินทางต่อกันเถอะ!”

ถังเจิ้นตบก้นเอเรียลแล้วพาเธอกระโดดลงไปที่พื้น ซึ่งทันทีที่ตกลงมาถึงพื้นก็เห็นมีไอ้ผู้พเนจรคนหนึ่งมันเดินควงดาบในสภาพท่อนล่างเปลือยเปล่าตั้งโด่ทั้ง ๆ ที่อากาศก็โคตรจะหนาวเหน็บวิ่งไล่หญิงสาวที่เสื้อผ้าหน้าผมยับเยินคนหนึ่งอยู่

เอเรียลที่เห็นแบบนี้เข้าก็คิ้วขมวด แล้วเธอก็ใด้ชักดาบตวัดฉับฆ่ามันทิ้งทันที!

ผู้หญิงที่ถูกวิ่งไล่นั้นสีหน้าบ่งบอกเลยว่าตื่นกลัวมาก ๆ แม้จะเห็นว่าทั้งคู่ช่วยชีวิตตนเอาไว้แต่ก็ยังกลัวและวิ่งหนีเข้าไปซุกอยู่ในมุมตึกแล้วนั่งคุดคู้กอดเข่าเอาหน้าซุกแล้วร้องให้สะอึกสะอื้น

ยิ่งเอเรียลเห็นแบบนั้นความโกรธของเธอก็ยิ่งแต่จะรุนแรงมากขึ้น เธอตวัดดาบตัดร่างไอ้คนหนึ่งที่กำลังนอนทับร่างผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังขยับเอวรัว ๆ อยู่

ด้วยรากฐานการฝึกฝนเลเวล 4 ทำให้ไม่มีศัตรูหน้าไหนเป็นคู่มือให้กับเธอได้เลย ไอ้พวกกักขฬละหน้าไหนก็ตามที่สายตาเหลือบไปเห็นจะถูกผ่าร่างขาดกระเด็นในดาบเดียวทั้งสิ้น

ไอ้พวกป่าเถื่อนทั้งหลายจึงสังเกตเห็นทั้งคู่กันอย่างเร็วและเข้ามาตีกรอบล้อม ‘ผู้บุกรุก’ ทั้งสองที่มาอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียงด้วยแววตาเกลียดชัง

ถังเจิ้นมองดูพวกมันด้วยสีหน้าที่เย็นชาไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความสุขหรือความเศร้าสใด ๆ ปรากฏให้เห็น

“ไอ้พวกห่าไสหัวไปให้พ้น!”

ขณะที่ถังเจิ้นจะระเบิดร่างไอ้พวกที่ขวางทางอยู่ทิ้งให้หมดนั้นเองจู่ ๆ ก็มีเสียงตวาดดังขึ้นจากด้านหลังของพวกมัน

สีหน้าของพวกมันก็เปลี่ยนไปและเมื่อมองไปข้างหลังแล้วเห็นเจ้าของเสียงพวกมันก็รีบแหวกทางให้อย่างเร็ว

นักรบป่าสูงประมาณ 2 เมตรคนหนึ่งที่มีลูกน้องหลายคนเดินตามได้ตรงมายังถังเจิ้นด้วยท่าทางอาฆาต

ไอ้หมอนี่ดูแล้วน่าจะเป็นลูกผสมระหว่างมนุษย์กับเผ่าพันธุ์ไหนซักเผ่าแหละถึงได้มีรูปร่างใหญ่โตขนาดนี้ แต่เนื่องจากขาดสารอาหารทำให้สภาพเลยดูแปลก ๆ หัวโตที่เต็มไปด้วยเดือยกระดูกงอกทะลุหนังหัวออกมา เบ้าตาลึกโบ๋ ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าอดข้าวมานานชัวร์!

และพอดูจากท่าทีหวั่นเกรงของพวกคนอื่น ๆ รอบข้างแล้วเดาว่าไอ้หมอนี่คงจะเป็นหัวโจกผู้นำกลุ่มผู้พเนจรในการบุกตีเมืองนี้นั่นเอง

ถังเจิ้นเหลือบมองคราบเลือดกับบาดแผลของมันแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร แค่มองเฉย ๆ ไม่ได้แสดงอารมณ์

ไม่ใช่แค่ถังเจิ้นที่ประเมินมัน มันเองก็ประเมินเขาด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่าอย่างมันน่ะหรือจะสามารถมองการฝึกฝนของถังเจิ้นออก จะมองออกก็แค่การฝึกฝนเลเวล 4 ของเอเรียลที่เธอเปิดเผยออกมาเองก็เท่านั้น ซึ่งก็ทำให้ไอ้พวกที่อยู่รอบ ๆ ข้างนี้ต้องเยี่ยวแทบเล็ดกันแล้ว

เป็นเพราะไม่มีโบนัสคุณสมบัติของโหลวเฉิงทำให้รากฐานการฝึกฝนของพวกนี้ไม่เลเวล 1 ก็เลเวล 2 เท่านั้น และเป็นเรื่องยากมากที่จะบรรลุระดับการฝึกฝนที่สูงขึ้นไปกว่านี้

บรรดานักรบป่าที่สามารถไปถึงเลเวล 3 หรือสูงกว่านั้นล้วนเป็นพวกที่มีความสามารถด้านการฝึกฝนโดดเด่นสูงกว่าคนอื่น หรือไม่ก็ได้ประสบพบเจอเข้ากับโอกาสอะไรบางอย่าง แต่ไม่ว่าจะอย่างไหนก็มีน้อยทั้งนั้นแหละ

ซึ่งไอ้ตัวโตตรงหน้านี่ก็เป็นเพียงนักรบเลเวล 3 เท่านั้น การเผชิญหน้ากับนักรบเลเวล 4 แม้จะทุ่มสุดตัวเอาชนะมาได้ก็เป็นชัยชนะท่ามกลางซากศพและความพิการทุพลภาพของฝ่ายตนเท่านั้น

แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้มันกลัวที่สุดก็คือถังเจิ้นผู้ไม่แสดงออกอาการใด ๆ เลยแถมยังไม่แสดงระดับการฝึกฝนให้เห็น และตัวเองก็มองไม่ออกนี่แหละ

เอาแค่มายืนเผชิญหน้ากันก็รู้สึกว่าในใจมันขวัญหนีดีฝ่อหงอเป็นลูกหมาเจอไม้หน้าสามแล้ว

ซึ่งสภาวะเช่นนี้จะเกิดก็ต่อเมื่อเผชิญหน้ากับผู้ที่ระดับสูงกว่ามาก ๆ มากจนเกินไป มากจนไม่อาจหยั่งถึงได้

เมื่อรู้แบบนั้นแล้วไอ้ตัวโตมันก็รีบสั่งให้ลูกน้องไสหัวไปให้พ้นทางแล้วแสดงความเคารพต่อถังเจิ้น

ถังเจิ้นเห็นแบบนั้นก็แค่เหลือบมองแล้วบอกไปว่า “ฉันจะเอาศิลาเสาเอกไป แกมีปัญหาอะไรมั้ย”

ไอ้ตัวโตก็หน้าหงิกแต่ก็รีบตอบว่า “พวกเราได้ศิลาเสาเอกไปก็ไม่มีประโยชน์ หากท่านต้องการก็เชิญรับไปได้เลย!”

ได้ยินคำตอบแล้วถังเจิ้นจากแค่เหลือบมองก็หันไปมองตรง ๆ ด้วยรอยยิ้มที่ไม่ใช่รอยยิ้มทำให้เจ้าตัวถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมาเต็มหลังเหมือนถูกมอนสเตอร์ที่โคตรน่ากลัวจับจ้อง

“แน่ใจนะว่าไม่มีประโยชน์ ต่อให้ไม่มีปัญญาสร้างโหลวเฉิงของตัวเองก็จริงแต่ถ้าเอาไปขายก็ยังได้หลายเม็ดอยู่ ปากนั่นรู้สึกจะไม่ตรงกับใจเลยนะ

แต่สุดท้ายแล้วแกก็ไม่ใช่เจ้าของโหลวเฉิงนี่ ถ้าฉันยึดเอาศิลาเสาเอกไปแล้วแกไม่พอใจจะใช้กำลังแย่งไปก็ได้นา หืม?”

เจอพูดตอกหน้าแบบนี้เข้ามันก็หน้าซีดไปเลย

เห็นแบบนั้นถังเจิ้นก็เลิกพูดเรื่องไร้สาระแล้วพาเอเรียลเดินตรงเข้าไปยังแท่นวางศิลาเสาเอกของโหลวเฉิงแห่งนี้

ทางฝั่งไอ้ตัวโตที่เห็นพวกถังเจิ้นไปแล้วก็รีบสั่งให้ลูกน้องเลิกเข่นฆ่าข่มขืนเป็นคนบ้าได้แล้ว และรีบนำพาผู้ติดตามตามไป

ไม่นานถังเจิ้นก็มาถึงประตูบานหนึ่งซึ่งข้างในเป็นห้องศิลาเสาเอก

เข้าไปจะเจอแท่นวางที่แกะสลักด้วยหินสีน้ำตาลเข้มและเอื้อมมือออกไปหยิบเอาศิลาเสาเอกที่ลอยอยู่ลงมา

ก่อนที่เจ้าเมืองจะตัดสัมพันธ์กับศิลาเสาเอกหรือไม่ก็ก่อนที่โหลวเฉิงจะถูกทำลาย ศิลาเสาเอกจะไม่อาจถูกนำออกไปไหนได้ตามใจต้องการ

ต่อให้จะไขว่คว้ายังไงมันก็จะทะลุไปเหมือนกับไขว่คว้าภาพลวงตา แต่ว่าเจ้าเมืองของที่นี่ได้ตายไปแล้ว ดังนั้นศิลาเสาเอกของเมืองนี้จึงเปิดเผยร่างจริงออกมาให้ถังเจิ้นคว้ามาไว้ในมือได้โดยง่ายนั่นเอง

เก็บศิลาเสาเอกใส่ช่องเก็บของแล้วก็เดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้มโดยไม่ได้สนใจไอ้ตัวโตและพรรคพวกที่ยืนดูอยู่หน้าประตูเลยแม้แต่น้อย

จบบทที่ บทที่ 418: ปล้นฆ่าทำลายเมือง ริบศิลาเสาเอก!

คัดลอกลิงก์แล้ว