เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24: มอนสเตอร์ที่ตกลงมาจากท้องฟ้า

บทที่ 24: มอนสเตอร์ที่ตกลงมาจากท้องฟ้า

บทที่ 24: มอนสเตอร์ที่ตกลงมาจากท้องฟ้า


และสิ่งที่ซูเฟิงพูดต่อไปนั้นก็เป็นการยืนยันการคาดเดาของถังเจิ้น

ซูเฟิงบอกว่า “กูได้ยินมาว่าไอ้รองหัวหน้าตำรวจนั่นแม่งโกรธจัด ๆ จนเริ่มใช้เส้นสายกับทางพวกกูแล้ว  แถมที่สน.นี่ถึงขั้นทำเป็นคดีแล้วทำการสอบสวนอิก  กูว่าไม่นานพวกแม่งก็สาวถึงมึงอะเพื่อน”

หัวใจของถังเจิ้นจมดิ่งลงอีกรอบ  เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนยังประทับตราตรึงอยู่ในใจเขาไม่ลืม  แม้ว่าตอนนั้นเขาจะออมแรงเอาไว้แล้วก็ตาม  แต่แรงที่ปล่อยออกไปก็ไม่ใช่เบา ๆ เหมือนกัน  และตอนนี้ดูท่าเรื่องราวจะใหญ่โตขึ้นหน่อย ๆ แล้ว

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งถังเจิ้นก็ถามว่า “มึงว่าถ้าพวกแม่งจับกูได้จะเป็นไงต่อวะ?”

“แย่  เสียตังบานตะไทพร้อมไปกินข้าวฟรีในชุดเครื่องแบบอีกสองสามปีไม่มีทางหนี  กูว่าทางที่ดีมึงรีบเผ่นตอนนี้เลยดีสุด!”

ได้ยินคำตอบของซูเฟิงหัวใจของถังเจิ้นก็ตกไปอยู่ตาตุ่ม  เขาไม่คาดคิดว่าแค่เสียสติเพราะเมาเหล้านิดหน่อยจะก่อให้เกิดผลกระทบตามมาจนถึงขั้นทำให้แผนเดิมต้องหยุดชะงักทันทีแบบนี้มาก่อนเลย

อย่างไรก็ตามประสบการณ์ในช่วงเวลานี้ทำให้เขาเติบโตขึ้นมาก  ดังนั้นเขาจึงสามารถประคองอารมณ์ของตนให้คงที่ได้อย่างรวดเร็ว  และความคิดมากมายก็แวบเข้ามาในหัวของเขาอย่างรวดเร็วด้วย

ซ่อนได้ก็ซ่อน  ซ่อนไม่ได้ก็หนี  ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการพัฒนาของเขาที่อีกโลก!

หลังจากคิดเรื่องนี้ถังเจิ้นก็ตัดสินใจได้แล้ว

ทันทีที่ซูเฟิงพูดจบคำตอบของถังเจิ้นก็เรียบง่ายและตรงไปตรงมา “เฟิงจื่อ  ฉันยังอยากได้ปืนอีกซักกระบอกว่ะ  จะให้ดีขอเป็นปืนไรเฟิลกับระเบิดแสวงเครื่องซักสองสามโล!”

ซูเฟิงถึงกับตกตะลึงและลุกขึ้นยืนตรงโดยไม่รู้ตัวทำให้หัวไปโขกกับหลังคารถอย่างแรง

แล้วการลุกพรวดครั้งนี้ก็ทำให้แม่สาวที่กำลังปีติยินดีกับจุดสุดยอดอยู่นั้นถึงกับกอดคอเขาแน่นพร้อมส่งเสียงร้องด้วยความสุขสมแล้วกัดลงไปเต็มปาก

“เชี่ยนิ!  เบา ๆ หน่อยสิ!”

ซูเฟิงตบหน้าอกที่อวบอิ่มของแม่สาวจนเป็นรอยแดงรูปฝ่ามือ  แล้วแม่สาวนั่นก็เหมือนจะรู้งานว่านี่คือการส่งสัญญาณก็เลยลดตัวลงไปบริการช่วงล่างให้เขาอย่างขยันขันแข็งยิ่งกว่าเดิม

หลังจากจัดท่าจัดทางใหม่พร้อมกับเพลิดเพลินได้ที่แล้วซูเฟิงก็ตะโกนใส่หูโทรศัพท์เสียงดัง “ไอ้ถังเจิ้นนี่มึงไปโดนลากระโดดเตะหัวท่าไหนมาวะ!  ปืนกะเครื่องจุดระเบิดเนี่ยมึงจะเอาไปร่วมม็อบรึไงกัน!”

ถังเจิ้นยิ้มตอบกลับไปว่า “คิดมากไปแล้วพี่น้อง!  พวกเราก็แค่คนเถื่อนที่รอวันตาย!  หานายที่เหมาะสมไม่ได้ก็ตายแม่งตรงนี้แหล่ะทุ้ย!  อย่าชวนกูไร้สาระสิวะไอ่บ้า  ตกลงมึงจะช่วยไม่ช่วย  ไม่ช่วยกูจะได้หาคนอื่น”

เมื่อได้ยินแบบนั้นซูเฟิงก็เย้ยหยัน “หาคนอื่น?  ไม่กลัวมีปัญหาเหรอวะ?  กูเห็นมึงเป็นพี่น้องหรอกเว่ยถึงหยอกอะ  แต่ถ้ามึงยังอยากเดินสู่ด้านมืดกูก็ไม่ห้าม  จงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอย่างสงบสุขเถิดดดดดด!”

“เออแล้วก็อย่ารีบร้อนเกินไปนักล่ะ  ถ้ามีพวกขี้เสือกมาสนเข้าล่ะก็แม่งจะยุ่ง”

ถังเจิ้นเห็นด้วยกับประโยคนี้เป็นอย่างมากซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงไปหาซูเฟิง  พวกเขาทั้งสองเป็นเหมือนพี่น้องของกันและกันดังนั้นไม่ว่าจะเจอเรื่องก็จะปลอดภัย

เขากำลังจะถามซูเฟิงว่าจะได้ของเมื่อไหร่  แต่ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะให้คำตอบมาก่อนเลย

“รอกูโทรไป  แล้วอย่าลืมเตรียมเงินให้พอด้วย  บางทีเราอาจต้องไปชายแดน”

หลังจากวางสายถังเจิ้นก็เงียบไปครู่หนึ่ง  จากนั้นก็เทเลพอร์ตไปพร้อม ๆ กับเป้ของตน

ทันทีที่ลืมตาขึ้นมาถังเจิ้นก็รู้สึกว่าอากาศในโลกโหลวเฉิงนี่มันอัดแน่นด้วยบรรยากาศของความกดดันอย่างสุดจะพรรณนา  และดูเหมือนว่าจะมีละอองกำมะถันจาง ๆ ลอยตามลมอยู่ด้วย

ในเวลานี้ถิ่นทุรกันดารที่อยู่ตรงหน้าเขามืดมากและดูเหมือนมีเมฆดำหนาทึบลอยอยู่บนท้องฟ้าเหมือนก้อนตะกั่วสีดำที่ทำท่าเหมือนจะตกลงมาใส่ได้ทุกเมื่อ

เสียงคำรามของมอนสเตอร์ที่มักจะได้ยินเป็นครั้งคราวในถิ่นทุรกันดารเป็นปกติแบบก่อนหน้านี้ตอนนี้คือไม่มี

ถ้าจะให้อธิบายความรู้สึกของถังเจิ้นง่าย ๆ ตอนนี้เลยก็...  เหมือนกำลังจะเจอนรก

“ตกลงมันเชี่ยไรอีกวะหนิ?”

ถังเจิ้นงงงวย  สายตาก็สอดส่องมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง  เมื่อเปิดแอปแผนที่ขึ้นมาเช็กก็เห็นว่ารอบ ๆ นั้นไม่มีอะไรเลย

ขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นตรงไปยังเมืองผู้พเนจรนั้นเองจู่ ๆ ร่างของถังเจิ้นก็หยุดลง  จากนั้นเขาก็รีบหมอบลงกับพื้นพร้อมกับกลั้นหายใจอย่างรวดเร็ว  ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยแววแห่งความสยดสยอง

ถิ่นทุรกันดารที่ดูเหมือนจะสงบเงียบไม่มีอะไรเบื้องหน้าได้เกิดความบิดเบี้ยวขึ้นมาในแอปแผนที่ราวกับมีมือยักษ์ที่มองไม่เห็นคู่หนึ่งกำลังบิดเบือนและเคลื่อนพื้นที่ทั้งหมดบริเวณนี้

ทันทีหลังจากนั้นภายในระลอกคลื่นที่บิดเบี้ยวอยู่นั้นได้มีช่องว่างสีดำปรากฏขึ้นพร้อมเปล่งออร่าที่น่าสะพรึงกลัวออกมา

ในเวลาเดียวกันกลิ่นกำมะถันในอากาศก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

ถังเจิ้นจ้องมองที่แผนที่อย่างตั้งใจ  เห็นรอยแยกสีดำใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และมีการเปลี่ยนแปลงเหมือนว่ากำลังจะมีอะไรบางอย่างพยายามบีบตัวออกจากรอยแตกนั้น

มันเป็นโครงร่างของอาคารที่มีรูปร่างแปลกประหลาดและดูมืดหม่น  มีบรรยากาศที่ดุดันน่าสะพรึงกลัว  พร้อมกันนั้นก็ได้มีเสียงคำรามโหยหวนและโกรธเกรี้ยวดังออกมาจากช่องว่างซึ่งทำให้หนังศีรษะของคนที่ได้ยินต้องเสียวแว้บดังขึ้นมาทันที

ตัวอาคารที่เปิดเผยออกมามีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดถังเจิ้นก็มองเห็นรูปลักษณ์ของอาคารได้อย่างชัดเจน

มันเป็นอาคารแปลก ๆ ที่มีพื้นที่เกือบ 10,000 ตารางเมตร  สูงประมาณ 10 เมตรและมี 9 ชั้น  มีรูปปั้นมอนสเตอร์จำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ด้านนอกของแต่ละชั้นซึ่งดูสมจริงและน่าเกลียดมาก

ถังเจิ้นไม่รู้จักสิ่งมีชีวิตที่เป็นต้นแบบของรูปปันพวกนั้นด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร!

สิ่งเดียวที่ทำให้ถังเจิ้นรู้สึกแปลกคืออาคารหลังนี้มันดูทรุดโทรมเหมือนว่าจะเป็นซากปรักหักพัง

“หรือว่า...”

ความคิดแวบเข้ามาในหัวของถังเจิ้นและเขายังคงจดจ่ออยู่กับการสังเกตรายละเอียด

เมื่ออาคารหลุดออกจากช่องว่างสีดำสนิทนั้นแล้วช่องว่างสีดำเล็ก ๆ อีกอันปรากฏขึ้นใกล้ ๆ และจากนั้นก็ค่อย ๆ ขยายตัวออก...

ร่างที่ดูมืดหม่นน่าสะพรึงกลัวไม่แพ้ตัวอาคารเองก็ได้ ‘เบียด’ ออกมาจากช่องว่างนั้น

ถังเจิ้นมองไปที่จำนวนของไอ้พวกนั้นที่เบียดตัวออกมากันเรื่อย ๆ ด้วยลมหายใจที่หอบถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ตาม  สีหน้าของเขายิ่งมายิ่งหมองคล้ำ

แล้วจากนั้นก็ดูเหมือนจะมีลำแสงกระพริบวาบขึ้นระหว่างท้องฟ้าและผืนดิน  จากนั้นช่องว่างสีดำทั้งหมดก็หายวับไปในทันที  ตัวอาคารกับจำนวนของผู้ที่มาเหล่านั้นก็ปรากฏขึ้นในแดนทุรกันดารราวกับภาพวาดที่เปียกโชกไปด้วยน้ำหมึกที่พึ่งวาดเสร็จใหม่ ๆ

เมื่อถังเจิ้นสามารถมองเห็นอาคารและร่างเหล่านี้ที่ปรากฏขึ้นจากอากาศเปล่ากลางแดนทุรกันดารได้อย่างชัดเจนด้วยตาของตนเอง  ตอนนี้สีหน้าของเขากลายเป็นหมองคล้ำไม่เหลือออร่าไปแล้ว

อาคารนี้ยังคงเหมือนกับตอนที่มันปรากฏตัวครั้งแรกคือมีบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัวราวกับว่ามันสามารถดึงวิญญาณของผู้คนที่มองมันอยู่ให้หลุดออกจากร่างได้

ร่างที่ปรากฏรอบ ๆ อาคารเป็นซากศพจำนวนนับไม่ถ้วนที่สวมชุดเกราะขาดรุ่งริ่งและถือดาบ  หอก  กระบี่  และง้าวราวกับว่าพึ่งคลานออกจากสนามรบที่ถูกไฟชำระล้างเผาผลาญมาหมาด ๆ ผิวที่แตกระแหงเต็มไปด้วยบาดแผลของพวกมันซีดเซียวแซมด้วยสีม่วงคล้ำ  ชุดเกราะกับอาวุธของพวกมันเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและเขม่าดินปืน  ดวงตาแต่ละตัวเป็นสีแดงเลือดสาดประกายไอสังหาร

เมื่อถังเจิ้นเพ่งมองทหารที่ถือโล่กับสังเกตเห็นทหารที่ถือดาบกับโล่ตัวหนึ่งแล้วข้อมูลของมันก็เด้งขึ้นมาให้อ่าน

[ทหารผีดาบโล่  มอนสเตอร์เลเวล 2 ไม่กลัวความเจ็บปวด  พละกำลังไร้ขีดจำกัด  จุดอ่อนคือกลัวถูกไฟเผา]

จากนั้นมองไปที่มอนสเตอร์ที่ตัวที่ถือกระบี่ข้าง ๆ กันนั้นและได้มีข้อความเด้งขึ้นมาว่า [หัวหน้าทหารผี  มอนสเตอร์เลเวล 3 ไม่กลัวความเจ็บปวด  พละกำลังไร้ขีดจำกัด  รวดเร็วว่องไว  จุดอ่อนคือกลัวถูกไฟเผา]

เมื่อมองไปเหล่ามอนสเตอร์ที่จู่ ๆ ก็โผล่ออกมาจากความว่างเปล่าแล้วถังเจิ้นก็เข้าใจทันทีว่ามอนสเตอร์กับเย่โหยว (อาคารป่า) ของโลกนี้มันปรากฏตัวขึ้นมาในลักษณะประหลาด ๆ แบบนี้นี่เอง

ในเมื่อมอนสเตอร์เหล่านี้ปรากฏตัวในลักษณะแบบนี้  แล้วมอนส์เตอร์อื่น ๆ ล่ะเป็นเหมือนกันมั้ย?  แล้วพวกมันมาจากที่ไหน?  ใช่สิ่งมีชีวิตของโลกนี้แต่เดิมจริงหรือไม่?

ยิ่งถังเจิ้นคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นเท่านั้น

ตึ้ม  ตึ้ม  ตึ้ม...

มีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้น  ตามมาด้วยเจ้าของฝีเท้าที่มีร่างสูงใหญ่เกือบสามเมตรเดินออกมาจากตัวอาคาร

มันสวมชุดเกราะสีดำที่มีลวดลายแปลกประหลาดซึ่งส่วนใหญ่แตกหักไม่สมประกอบ  และในมือของมันถือดาบผ่าม้าเล่มใหญ่ซึ่งยาวกว่าตัวมันเองโดยที่ตัวใบดาบมีหมอกสีดำปกคลุมอยู่

หมวกของมอนสเตอร์บุบไปครึ่งหนึ่ง  และบริเวณที่ไม่มีเกราะก็เต็มไปด้วยลูกธนูขนนกสีดำซึ่งส่วนใหญ่จะหักไปแล้ว

เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของมันดังขึ้นยามที่รองเท้าของมันแตะพื้นซึ่งบ่งบอกถึงน้ำนักของร่างกาย

เมื่อถังเจิ้นเพ่งมองมันแต่กลับไม่มีอะไรเด้งขึ้นมามันก็ทำให้เขาต้องใจสั่น

ตราบใดที่เป็นมอนสเตอร์ที่ไม่ได้มีเลเวลสูงเกินตัวเขาเอง 3 เลเวลล่ะก็ข้อมูลของมันจะแสดงขึ้นมาต่อหน้าเขาได้เลย  และข้อมูลของไอ้ตัวยักษ์นี่กลับไม่ขึ้นมาก็แสดงว่าเลเวลของมันต้องเกินเลเวล 5 หรือก็คือมอนส์เตอร์ระดับลอร์ดซึ่งเป็นเลเวล 6 ขึ้นไปที่มีความสามารถพิเศษ!

ถ้ามอนสเตอร์ดังกล่าวปรากฏตัวในเมืองผู้พเนจรล่ะก็มันถึงขนาดสามารถทำให้ทั้งเมืองกลายเป็นทะเลเลือดได้เลย  เพราะผู้กุมอำนาจสูงสุดในเมืองผู้พเนจรนั้นมีเลเวลแค่ 4 เท่านั้นซึ่งสูงสุดในเมืองแล้ว

เมื่อถังเจิ้นแอบมองเจ้ามอนสเตอร์ระดับลอร์ดตัวนี้อยู่  อีกฝ่ายก็เหมือนจะรู้ตัวเนื่องจากหัวขนาดใหญ่ของมันได้ค่อย ๆ หันมาทางเขาจนหัวใจของเขาต้องสั่นสะท้านรีบหันขวับไปมองทางอื่นอย่างรวดเร็ว

‘ไอ้มอนนี่แม่งเซนส์ดีจังวะ  สงสัยต่อไปถ้าจะอ่านข้อมูลมอนต้องระวังให้ดีละ’

น่าเสียดายที่เจ้าระดับลอร์ดมันยังไม่ยอมเลิกราแหล่งที่มาของสายตาที่จ้องมองมัน  มันได้ชี้นิ้วพร้อมกับออกเสียงคำพูดพยางค์แปลก ๆ และทันทีหลังจากนั้นพวกทหารผีดาบโล่ต่างก็ตั้งแถวและเคลื่อนไปข้างหน้าโดยเป้าหมายก็คือทิศทางที่ถังเจิ้นอยู่

ในเวลาเดียวกันนั้นเองพวกตัวที่ถือคันธนูต่างกระจายกำลังตรงมาพร้อมกัน

หัวใจของถังเจิ้นกระตุกวูบ  เขารีบหันหลังกลับแล้วสับตีนแตกอย่างไม่มีลังเล  โดยเป้าหมายคือทิศทางที่เมืองผู้พเนจรตั้งอยู่

ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดที่จะเทเลพอร์ตออกไปทันที  แต่คำถามคือตอนที่เขาเทเลพอร์ตกลับมาอีกรอบแล้วมันจะโผล่ที่ไหน?  ก็ที่ล่าสุดที่เขาอยู่ซึ่งตอนนี้กลายเป็นดงมอนสเตอร์ไปแล้วไง  แบบนั้นกลับมาก็ต้องเจอมอนฯรุมฆ่าในระยะประชิดทันทีเลยไม่ใช่เหรอ?

ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจสับตีนแตกแบบยิ่งหนีออกจากที่นี่ได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเท่านั้น  ทำแบบนี้แล้วจะเป็นหลักประกันในความปลอดภัยมากกว่า

ถังเจิ้นที่หลบหนีอยู่นั้นได้ดึงดูดความสนใจของทหารผีทั้งหลายในทันทีทำให้พวกมันกรูกันเข้าไปหาเขากันอย่างพร้อมใจ

ตามด้วยฝนลูกธนูระลอกหนึ่งที่ปิดล้อมตัวเขาในระยะสิบเมตรชนิดที่ไม่มีจุดให้หลบหลีกได้เลย

“พ่องตาย!”

ถังเจิ้นแอบด่าแล้วเมื่อฝนธนูตกลงมาใกล้จะถึงตัวเขาก็ได้เทเลพอร์ตหายวับไปในทันที

ชั่วพริบตาที่เมื่อกลับมาถึงบ้านถังเจิ้นไปเอากระทะใบบัวขนาดใหญ่ที่คนบ้านนอกใช้ทำอาหารซึ่งเขาโยน ๆ ไว้ที่มุมห้องออกมาแล้วเอามันบังหลังไว้

เดิมทีเขาซื้อกระทะเหล็กหล่อใบนี้มาไว้กะใช้ทำอาหารให้พวกมู่หรงจื่อเหยียนกิน  แต่ตอนนี้มันต้องเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่กลายเป็นการ์ดที่ดีที่สุดให้กับเขาไปซะแล้ว

จากนั้นก็วาร์ปอีกรอบ  ตรงหน้าเป็นโลกโหลวเฉิงเหมือนเดิม  ถังเจิ้นก็ถังเจิ้นคนเดิมเพิ่มเติมคือกระทะใบบัวขนาดใหญ่ซึ่งดูแล้วเหมือนตัวตลกเล่นปาหี่มาก ๆ

และก็ตามที่คาดไว้  พวกทหารผีสารพัดอาวุธยังคงอยู่ที่บริเวณที่เขาหายตัวไป  และเมื่อพวกมันเห็นเขาก็แหกปากคำรามใส่ก่อนเลยตามด้วยคมมีดคมดาบหัก ๆ ที่ฟาดฟันเข้ามา

ถังเจิ้นไม่กล้าลังเลรีบวิ่งหนีไปพร้อมกับกระทะที่กันด้านหลัง  ฝนลูกธนูก็พุ่งใส่หลังกระทบเข้ากับกระทะแล้วกระดอนออกเกิดเสียงโป๊งเป๊งไม่หยุด  ลูกธนูบางดอกถึงขนาดเจาะทะลุกระทะแล้วชำแรกเข้าสู่ร่างกายเขาได้สำเร็จด้วยซ้ำ  แต่เนื่องจากมีกระทะกันอยู่และพลังกายในการน้าวสายธนูอ่อนแอลงไปทำให้ลูกธนูไม่แรงพอที่จะสร้างอาการบาดเจ็บที่รุนแรงมากแก่เขาได้

ถังเจิ้นวิ่งหนีออกจากระยะยิงที่ลูกธนูยิงถึงภายในลมหายใจเดียว  แต่กระทะที่เขาพกมานั้นอยู่ในสภาพที่สมควรทิ้งไปเร็ว ๆ ส่วนทหารผีที่เป็นสายจู่โจมประชิดตัวกลับยังคงวิ่งไล่เขามาอย่างไม่รู้จักคำว่าลดละเลิก

ถังเจิ้นหันหน้าไปมองพวกมันที่ยังตามหลังมาไม่หยุดแล้วปากระทะเหล็กหล่อทิ้งไปพร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก

“ต่อไปตากู!”

จบบทที่ บทที่ 24: มอนสเตอร์ที่ตกลงมาจากท้องฟ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว