เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10: อาวุธและโรงงานร้างที่จู่ ๆ ก็โผล่มา

บทที่ 10: อาวุธและโรงงานร้างที่จู่ ๆ ก็โผล่มา

บทที่ 10: อาวุธและโรงงานร้างที่จู่ ๆ ก็โผล่มา


พอพูดจบไอ้ซูเฟิงมันก็กระโดดขึ้นรถและสตาร์ทรถจะขับหนีไปทันที

เห็นแบบนั้นถังเจิ้นจึงรีบไปคว้าตัวมันเอาไว้ก่อน  ใครจะไปปล่อยมันทั้ง ๆ ที่เรื่องยังไม่เคลียร์กันเล่า “เฮ่ยมึงจะไปไหนวะ  กูเองก็เป็นผู้ใหญ่พอ  ยอมรับความจริงได้เว่ย  เอาจริง ๆ คือกูจะไปหาของเก่าในหุบเขาเร็ว ๆ นี้  แต่กูไม่รู้ที่รู้ทางอย่างน้อย ๆ ก็จะเอาไว้ป้องกันตัวไม่ก็ขู่คนอื่นเว่ย”

“อมพระมาพูดกูก็ไม่เชื่อมึงหรอก!”

“ไอ้ชิบหาย!  มึงพี่น้องกูจริงมั้ยหนิ?  ช่วยกูซักครั้งเถอะหน่า  อย่าบอกว่ามึงทำไม่ได้เชียว  แบบนั้นต่อให้อมพระมาพูดกูก็ไม่เชื่อมึงเหมือนกันแหละ!”

ซูเฟิงหยุดดิ้นแล้วนวด ๆ ร่างกายตัวเองก่อนจะมองหน้าถังเจิ้นขึ้น ๆ ลง ๆ และเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะอารมณ์เสียก็เลยยอม “อะ ๆ ยังไงมึงก็พี่น้องกู  กูเตือนแล้วมึงไม่ฟังงั้นก็ช่วยไม่ได้  ในเมื่อมึงขอมางี้งั้นรอแป๊บ  กูมีปืนพกกระบอกนึงกะกระสุนหมื่นนัด  แค่นี้แหละเอาไม่เอา?”

“ดี ๆ ๆ ให้จ่ายเงินเด๋วนี้เลยก็ได้”

ถังเจิ้นมีความสุขมากเมื่อได้ยินแบบนั้นและรีบพยักหน้าหงึก ๆ เหมือนไก่จิกข้าวสารพร้อมกับเสนอว่าจะจ่ายเงินเลย

อันที่จริงถังเจิ้นอยากได้ปืนลูกซอง  ทว่ามันเด่นเกินไปหน่อยจึงยังไม่ได้ขอตอนนี้

“ว่าแต่ของจะได้เมื่อไหร่อะ  คือฉันต้องการอย่างด่วนว่ะเพื่อน  ยิ่งเร็วยิ่งดี” เขาถาม

“เด๋วโทสับแป๊บ”

ซูเฟิงมองถังเจิ้นด้วยแววตาว่างเปล่าก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมากดโทรออกแล้วพึมพำอะไรเบา ๆ นิดหน่อยก่อนจะวางสาย

จากนั้นอีกไม่ถึงสิบนาทีได้มีรถฮอนด้าสีดำมาจอดเทียบและมีชายบึกบึนสูงร้อยเก้าสิบลงมาจากรถแล้วโค้งให้ซูเฟิงพร้อมกับทักทาย “พี่เฟิง”

ซูเฟิงมันเอียงคอมายักคิ้วยึก ๆ ให้ถังเจิ้น  ไอ้คนตัวสูงมันก็หันมามองเขาด้วยเหมือนกัน  จากนั้นมันก็กวักมือเรียกถังเจิ้นไปนั่งที่เบาะหลังรถส่วนตัวมันไปหยิบถุงพลาสติกสีดำจากที่นั่งข้างคนขับ

ถังเจิ้นเข้าไปในรถและเปิดถุงพลาสติกออกดู  ข้างในเป็นปืนพกสีดำเมี่ยมใหม่เอี่ยมอ่องดูวิบวับ  นอกจากปืนแล้วยีงมีแมกกาซีนกับกระสุนอีกเพียบ

เมื่อเห็นท่าทางเงอะงะของถังเจิ้นที่เล่นปืนพกซูเฟิงก็ยิ้มเยาะ  แต่แววตาของมันก็ยังคงดูสงสัยทว่าก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา

“เจ๋งเป้ง  เอานี่แหล่ะ!”

ถังเจิ้นพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ  แม้ว่าจะไม่รู้วิธีทดสอบปืนก็ตาม  แต่ด้วยความสัมพันธ์อันดีกับซูเฟิงแล้วเขาไม่มีความสงสัยในเพื่อนของตน

เขาหยิบแบงก์เงินสดสีแดงเป็นฟ่อน ๆ ยื่นให้ซูเฟิงส่ง ๆ แต่อีกฝ่ายไม่รับ  เป็นชายร่างใหญ่ที่รับมาแล้วลองทดสอบดู  เมื่อรู้ว่าเป็นเงินจริงมันก็เอาใส่กระเป๋าตัวเองทันที

เมื่อก้าวลงจากรถถังเจิ้นก็รู้สึกถึงความปลอดภัยที่มากกว่าเดิมขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ทันทีที่สัมผัสกับน้ำหนักในกระเป๋าเป้

ซูเฟิงสูบบุหรี่อยู่พักหนึ่งก่อนจะโยนก้นบุหรี่ทิ้งจากนั้นก็ชี้ที่หน้าอกของถังเจิ้น “ฉันน่ะนะเพื่อนตายอยู่แล้ว  เพราะงั้นถ้านายมีปัญหาอะไรก็มาหาฉันได้เลย  ฉันพอจะมีเส้นสายในเมืองนี้กับในอำเภอรอบ ๆ อยู่นิดหน่อย  แต่ถ้านายไปหาที่ตายล่ะก็ฉันไม่ไปตามเก็บศพให้หรอกนะเว่ยเพื่อน!

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ”

ถังเจิ้นหัวเราะ “ไอ้กระหม่อมไม่กล้ารบกวนเวลาหื่น ๆ ขององค์ชายซูหรอกพะยะค่า~  ฉันรู้หน่าว่านายไม่มีเวลาว่างเพราะต้องรีบไปเข้าซอย  แต่ก็ให้มันน้อย ๆ หน่อยเทอะ!  ถ้าไปโดยสูบจนแห้งตายล่ะก็ฉันเองก็ไม่ไปเก็บศพให้นายหรอกนะเว่ยเพื่อน!”

ซูเฟิงได้ยินก็ทำหน้าเหยเก “ปากมึงนี่นะตดเหม็นชิบหาย”

หลังจากพูดจบซูเฟิงก็ขึ้นรถไปอีกรอบแล้วโบกมือบ๊ายบายให้แล้วออกรถไปทันที

เมื่อซูเฟิงไปแล้วถังเจิ้ยก็เรียกแท็กซี่กลับบ้าน

หลังจากลงจากรถและเลี้ยวเข้าซอยหน้าบ้านไปก็เห็นว่ามีรถ BMW สีดำขับแซงเขาแล้วไปจอดอยู่ริมถนนหน้าบ้านห่างออกไปจากตัวเขาตอนนี้ประมาณสามสิบเมตร

ประตูรถถูกเปิดออกอย่างเบามือ  หญิงสาวร่างสูงและสวยในชุดกระโปรงสั้นผ้าไหมสีดำได้ก้าวลงมาจากที่นั่งข้างคนขับพร้อมกับชายหนุ่มรูปร่างบอบบางเล็กน้อยในชุดเสื้อผ้าแบรนด์เนม

ขอบตาของถังเจิ้นกระตุกเล็กน้อย  และเขายืนอยู่เฉย ๆ รอให้คนทั้งคู่เดินผ่านไปก่อน

เมื่อผู้หญิงคนนั้นเห็นถังเจิ้นก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน  ตอนนี้สีหน้าของเธอมีแต่ความสับสน

ถังเจิ้นเงียบไปครู่หนึ่ง  จากนั้นจู่ ๆ ก็โบกมือทักทายด้วยรอยยิ้ม “บังเอิญจังนะ  นี่แฟนเหรอ”

ถังเจิ้นพยักหน้าให้ชายคนนั้นด้วยสายตาและรอยยิ้มอันเป็นธรรมชาติ

“อืม” ฟางอวี่เจี๋ยเองก็ปั้นยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติตอบ

ไม่เค็มไม่จืดเหมือนเพื่อน ๆ ที่พบหน้ากัน

ถังเจิ้นชำเลืองมองฝ่ายชายและพยักหน้าให้เบา ๆ

ชายหนุ่มเองก็ยิ้มอย่างมีมารยาทเช่นกันจากนั้นก็หันไปมองแฟนสาวตัวเอง

หลังจากทักทายกันแล้วทุกอย่างก็ผ่านพ้นไป  ทว่าในความธรรมดานี้กลับแฝงความไม่ธรรมดาเอาไว้

เพราะไม่รู้ด้วยเหตุอันใด  หญิงสาวกลับมีความรู้สึกที่ยากจะบรรยายเกิดขึ้นในใจ  ความรู้สึกที่ว่าตนเองนั้นได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญในชีวิตมาก ๆ ไปแล้ว

เมื่อเห็นว่าปฏิกิริยาของแฟนสาวเหมือนจะผิดปกติไปชายหนุ่มคนนั้นจึงถามด้วยความเป็นห่วง “เจี๋ย ๆ เป็นไรรึเปล่า  ไปโรงบาลมั้ย?”

ฟางอวี่เจี๋ยยิ้มตอบพร้อมกับบอกว่าไม่เป็นไร  จากนั้นหางตาก็แอบมองถังเจิ้นที่หายลับตาไปแล้วและลองเอาเขามาเปรียบเทียบกับชายหนุ่มข้าง ๆ นี้ดู

และสุดท้ายผลลัพธ์จากการเปรียบเทียบก็ยังคงเหมือนเดิม  ในความคิดของเธอแม้ว่าถังเจิ้นจะจริงใจและซื่อตรง  สูงโปร่ง  แถมหน้าตายังดีกว่าหนุ่ม ๆ โดยทั่วไปมาก  รวมไปถึงอารมณ์ก็มีความเป็นผู้ใหญ่พึ่งพาได้ก็ตาม  ทว่าครอบครัวของเขามันก็...

‘ช่างมัน ๆ จะคิดให้ปวดหัวไปทำไม  เรากับเขาถูกกับหนดมาแล้วว่าต้องเป็นเส้นขนานที่ไม่อาจมาบรรจบกันได้!’

เมื่อคิดได้แบบนั้นเธอก็หันไปยิ้มหวานให้กับชายหนุ่มคนใกล้ชิดควงแขนเขาไปที่บ้านตัวเอง  และเมื่อก้าวเข้าบ้าน  จังหวะที่หันกลับมาปิดประตูเธอก็แอบกวาดตามองไปยังทิศที่ถังเจิ้นเดินหายไปโดยไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่  จากนั้นก็หันหน้าหนีไปทางอื่น

ทางด้านถังเจิ้นนั้นพอเจอฟางอวี่เจี๋ยเข้าก็อารมณ์บูด  ยิ่งอีกฝ่ายมากับผู้ชายคนอื่นด้วยแล้วยิ่งบูดหนักเข้าไปใหญ่

ถังเจิ้นที่บอกว่าตัวเองยอมแพ้เรื่องเธอไปแล้วตอนนี้กำลังคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว  และถ้าฟางอวี่เจี๋ยรู้ว่าเขาจะรวยล่ะก็เธอจะเปลี่ยนใจมั้ย?

แต่ถ้าเธอยอมตกลงเป็นแฟนกับเขาเพราะเหตุนี้จริง ๆ ล่ะก็เขาจะยังรักเธอเหมือนที่เป็นอยู่ตลอดห้าปีมานี้หรือไม่?

จิตใจของถังเจิ้นยุ่งเหยิงอยู่พักหนึ่งดังนั้นเขาจึงนั่งลงที่ขอบทางแล้วเอาบุหรี่มาจุดสูบ

เช้าวันต่อมา

หลังจากที่อาบน้ำกินข้าวอิ่มแล้วถังเจิ้นก็นั่งรถไปที่ตลาดขายของเก่าใกล้ ๆ บ้าน  หลังจากที่เดินซื้อของไปเรื่อยก็มาถึงแผงขายแผงหนึ่ง  เขาหยิบแหนบรถยนต์เก่า ๆ โบร้านโบราณอันหนึ่งขึ้นมา  จากนั้นก็ไปหยิบเอาท่อเหล็กกับแผ่นเหล็กอีกอย่างละชิ้นแล้วไปจ่ายเงิน  จากนั้นก็ช้อปต่อ

ถังเจิ้นกลับบ้านมาพร้อมกับของเก่ามากมายหลายชิ้น  หลังจากที่พักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้วก็ต่อไฟเริ่มลงมือทำงาน  เขามีงานอดิเรกคือการสร้างอาวุธและเครื่องป้องกัน  ดังนั้นกระบวนการจึงเป็นไปได้อย่างราบรื่น

เมื่อถึงเที่ยงคืนในที่สุดถังเจิ้นก็ทำงานเสร็จ  เขามองผลงานที่ได้  จากนั้นก็บิดขี้เกียจและดื่มน้ำแก้วหนึ่งก่อนจะเอาของมาแต่งตัวปรับขนาดให้พอดี

ชุดเกราะนั้นดูเรียบง่ายแต่ใช้งานได้จริง  ทำจากหนังและแผ่นเหล็กบาง ๆ การสวมใส่มันบนร่างกายไม่ยุ่งยากและดูไม่เกะกะด้วย

ดาบยาวเล่มหนึ่งที่ตีและหลอมจากแหนบรถยนต์  น้ำหนักพอเหมาะ  จุดศูนย์ถ่วงปานกลาง  เป็นอาวุธสังหารที่แท้ทรู  คันธนูปีกโค้งกลับพร้อมด้วยลูกธนูที่ลำทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์หัวแหลมไว้ยิงสัตว์ที่ซื้อมาจากร้านทั้งชุด  และหอกอันคมกริบอีกด้าม

หากเอาของทั้งหมดนี่มาประดับไว้บนร่างกายล่ะก็คงเกะกะจนเดินไม่ได้อย่างแน่นอน  ทว่าถังเจิ้นไม่จำเป็นต้องถืออยู่แล้ว  เขามีช่องเก็บของที่สามารถเอาของทั้งหมดนี้ใส่ลงไปได้โดยไม่ต้องแบกให้มันหนัก

หลังจากเตรียมตัวอีก 2 วันถังเจิ้นก็ได้ปรับความคิดจิตใจของตนให้สมบูรณ์พร้อมที่สุดแล้ว  และทำการเทเลพอร์ต

เมื่อภาพหมุน ๆ ม้วน ๆ หายไปสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าเขาไม่ใช้กอหญ้าที่สูงท่วมหัวเหมือนก่อนที่เขาจะกลับบ้าน  แต่เป็นอาคารที่ทรุดโทรม!

หัวใจของถังเจิ้นถึงกับเต้นไม่เป็นจังหวะ  เขารีบชักปืนพกออกจากเอวพร้อมปลดเซฟตี้ทันที

พอมีปืนแล้วความมั่นใจก็มาเต็ม  เขาเริ่มสังเกตสาภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างระแวดระวัง

ดูจากลักษณะอาคารนี้แล้วน่าจะเป็นอาคารโรงงาน  ส่วนเขาในตอนนี้อยู่ตรงกลางของพื้นที่โรงงาน  โดยพื้นที่ของโรงงานมีขนาดใหญ่มากและดูเหมือนว่าจะถูกทิ้งร้างมานานหลายปี  บางแห่งได้พังทลายลงไปแล้ว  ถังเจิ้นสรุปว่าอาคารป่านี่น่าจะพึ่งโผล่มาแหงม ๆ แต่ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกันถึงได้ไม่เห็นมอนสเตอร์เลย?

บริเวณลานกว้างของโรงงานมีหญ้าสูงประมาณเมตรกว่า  อีกทั้งยังมีพืชแปลก ๆ ที่มีหนามแข็ง ๆ เป็นจำนวนมากอยู่ด้วย  โชคยังดีที่ถังเจิ้นใส่กางเกงหนา ๆ มา  ไม่อย่างนั้นคงมีการเลือดตกยากออกกันตั้งแต่พริบตาที่มาถึง

เขากลั้นหายใจและก้าวเดินออกไปอย่างระมัดระวัง  ในขณะเดียวกันก็เปิดแอปแผนที่เพื่อเช็กดูสภาพแวดล้อมโดยรอบด้วย  เผื่อว่าจู่ ๆ ไอ้พวกมอนสเตอร์มันโผล่มาจะได้รู้ทัน

เมื่อเขาพยายามจะสังเกตสถานการณ์ในอาคารโรงงานจากทางหน้าต่างอยู่นั้นเองเสียงกรีดร้องแหลม ๆ ก็ดังออกมาจากซากปรักหักพัง

ถังเจิ้นสะดุ้งตกใจทันทีที่ได้ยินเสียงกรี๊ด  และเขารู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงคน  ดูท่าจะเป็นเด็กผู้หญิงด้วย  ถังเจิ้นล็อคเป้าตามทิศทางของเสียงและวิ่งตรงไปอย่างระมัดระวัง

หลังจากวิ่งไปได้ประมาณ 300 เมตร  เลี้ยวหลบอาคารโรงงานไปสุดท้ายก็มาเจอเข้ากับจุดที่เป็นทุ่งที่มีวัชพืชขึ้นอยู่ประปราย  และยังเห็นเจ้าของเสียงที่กำลังกรี๊ดอยู่ด้วย

เป็นเด็กสาวอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดแต่งกายด้วยเสื้อผ้าซอมซ่อ  มือน้อย ๆ นั่นกวัดแกว่งมีดเล็ก ๆ ที่ทำจากเหล็กด้วยสีหน้าอันสิ้นหวังเพื่อปกป้องเด็กหญิงตัวน้อย ๆ อีกคนที่สวมกระสอบและมีสีหน้าหวาดกลัวในอ้อมแขน

ในเวลานี้ใบหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความสำนึกผิด  และดวงตากลมโตของเธอตอนนี้มีน้ำตาไหลอาบหน้า  ปากก็กรีดร้องคำรามปานสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ  ชุดที่สวมอยู่เหมือนเอาถุงมาปะ ๆ ติดกัน  แขนขาที่ไม่มีอะไรปกปิดตอนนี้เปื้อนไปด้วยเลือดจากบาดแผลที่ถูกหญ้าบาด

หญิงสาวนั้นถังเจิ้นเพียงแค่ชำเลืองมอง  แต่โฟกัสจริง ๆ ของเขาอยู่ที่สาเหตุที่ทำให้เธอกรีดร้อง  ซึ่งมันคือสิ่งมีชีวิตประหลาด 5 ตัวที่ตีกรอบล้อมเธอพลางส่งเสียงประหลาด ๆ

มอนสเตอร์ทั้ง 5 สูงเพียง 112 เซนฯ  หัวโต ๆ เหมือนหมากับหนูผสมกัน  ลำตัวงองุ้ม  ในมือไม่ถือไม้ก็สิ่วเหล็ก  ส่วนกลิ่นของพวกมันนี่คือปลาตายแท้ ๆ

และตอนนี้พวกมันทั้งห้าต่างอ้าปากกว้างซะจนใหญ่พอที่จะกลืนหัวคนทั้งหัวลงคอได้เลยทีเดียว  ซึ่งไอ้กลิ่นปลาตายดังกล่าวก็กลิ่นปากพวกเวรนี่นี่แหล่ะ  มันเหมือนจงใจปล่อยกลิ่งปากใส่อย่างต่อเนื่องเลย  แถมปากของพวกมันยังจะมีน้ำลายที่เหม็นยิ่งกว่าหยดแหมะ ๆ ปานเจออาหารอันโอชะอีกต่างหาก  มันจับจ้องมองเหยื่อทั้งสองอย่างไม่วางตา  แม้แต่ถังเจิ้นที่จู่ ๆ ก็โผล่มายังไม่อาจที่จะดึงความสนใจไปจากเธอทั้งสองนั่นได้เลย

นัยน์ตาของเขาบีบรัดตัว ‘พวกห่านี่มันมอนไรวะ?’

ขณะที่ตั้งคำถามจู่ ๆ แผงข้อมูลของพวกมันที่มีตัวหนังสือสีแดงกำกับไว้ก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้า!

[ตัวกินขยะ  เลเวล 1 โคตรโสโครก  สายตาแย่  แรงกัดมหาศาล]

‘อ้อ  ตกลงว่ามันชื่อตัวกินขยะนี่เอง  เรื่องพลังอยู่ที่เลเวลหนึ่ง  ถ้าไม่ประมาทล่ะก็ฆ่าได้เกลี้ยงอยู่แหล่ะหน่า’

เมื่อประเมินเสร็จแล้วถังเจิ้นก็วิ่งเข้าไปบวกกับพวกมันทันที!

จบบทที่ บทที่ 10: อาวุธและโรงงานร้างที่จู่ ๆ ก็โผล่มา

คัดลอกลิงก์แล้ว