เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4: ลูกปัดสมอง อาคารป่า และการต่อสู้!

บทที่ 4: ลูกปัดสมอง อาคารป่า และการต่อสู้!

บทที่ 4: ลูกปัดสมอง อาคารป่า และการต่อสู้!


หลังจากการต่อสู้สิ้นสุดลงถังเจิ้นซึ่งเฝ้ามองอยู่ใกล้ ๆ ก็ตกตะลึง

เพราะการต่อสู้แบบเอาเป็นเอาตายขนาดใหญ่แบบนี้เป็นเหมือนยาที่ทีการกระตุ้นทางประสาทสัมผัสที่รุนแรงมาก  ทำให้เลือดในกายเดือดพล่านไปด้วยโดยไม่รู้ตัว

ในขณะที่ถังเจิ้นกำลังยืนงงอยู่นั้นเฉียนหลงก็เดินไปอย่างช้า ๆ

“สัดเอ๊ย!  มอนสเตอร์อย่างไอ้พวกก็อบลินนี่แม่งโคตรโง่อะ  ขอแค่ได้เห็นผู้พเนจรก็จะพุ่งเข้าใส่อย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่คำนึงถึงห่าไรเลย  กะว่าถ้าชนะได้ก็ได้กินศพคน  ถ้าชนะไม่ได้ก็หนี  แล้วก็ทำแบบนี้วน ๆ ซ้ำ ๆ อยู่ตลอด!  เชี่ยพวกนี้แม่งไม่รู้จักเรียนรู้เลยซักนิด!”

เฉียนหลงด่าพวกมันเสียงดังสนั่น จากนั้นก็ไปดึงเอาท่อนเหล็กที่เขาปาเสียบมันออกมา  ในเมื่อศพเหล่านี้มีตัวหนึ่งที่เขาเป็นคนฆ่า  ดังนั้นเขาย่อมมีสิทธิ์ในสินสงครามจากศพของมัน

ถังเจิ้นเห็นเขาหยิบมีดทำครัวที่หักแล้วออกมา  จากนั้นก็จับศพที่สภาพโคตรโสโครกพลิกให้มันอยู่ในท่าเหมาะ ๆ แล้วเล็งปลายมีดจิ้มฉึกลงไปที่หว่างคิ้วของมัน  จากนั้นก็แหวกออกก่อนจะมีผลึกสีขาว ๆ เปื้อนเลือดกลิ้งตกลงมา

เมื่อเห็นถังเจิ้นจ้องมองด้วยสีหน้างุนงงเฉียนหลงก็หรี่ตาลงและโยนลูกปัดสีขาวขึ้นลงเล่น ๆ และอธิบายว่า “ไอ้นี่แหล่ะลูกปัดสมองที่เคยบอกไป  ลูกปัดสมองของมอนสเตอร์เลเวลหนึ่ง  เอาไปแลกอาหารได้ประมาณสิบจิน...  เฮ่ย  อย่าบอกนะเว่ยว่าเรื่องแค่นี้ก็ไม่รู้?  แล้วตกลงว่านายเอาตัวรอดในที่กันดารแบบนี้ได้ไงล่ะเนี่ย?”

“ชิ!  ก็ต้องรู้อยู่แล้วสิเรื่องแค่นี้น่ะ!”

ถังเจิ้นโบกมือและแสร้งทำเป็นขี้เกียจจะคุยด้วยก่อนที่จะหันไปยืนนึกอะไรต่อ

ปรากฏว่าในขณะที่ถังเจิ้นเห็นลูกปัดสมองนั่นจู่ ๆ ในใจก็เกิดความปรารถนาแปลก ๆ ขึ้นมา  แบบว่า...  ถ้าได้ไอ้ลูกปัดนั่นมาล่ะก็เขาจะได้ไอ้เหรียญทองที่ในมือถือมันว่ามาด้วยยังไงล่ะ!  อะไรประมาณนั้น

แต่การจะได้ลูกปัดสมองเลเวลหนึ่งจากจากเฉียนหลงก็ถือเป็นปัญหาสำหรับถังเจิ้น  เพราะยังไงลูกปัดสมองนี่สำหรับผู้พเนจรแล้วมันหมายถึงอาหารซึ่งมีค่าเท่ากับเงินในโลกของเขา

แต่ในขณะนี้ถังเจิ้นคือสิ้นเนื้อประดาตัวไม่สามารถเอาสิ่งของที่มีค่าเท่า ๆ กันออกมาแลกได้เลย

ราวกับเห็นความปรารถนาผ่านทางดวงตาของถังเจิ้น  เฉียนหลงยิ้มเบา ๆ และในวินาทีต่อมาเขาสะบัดมือโยนลูกปัดให้ถังเจิ้น

“อะให้  ดูท่าเหมือนนายจะต้องการมันมากกว่าฉันนะ!”

ทันทีที่ถังเจิ้นรับลูกปัดได้ความปรารถนาในใจของเขาก็ยิ่งแรงขึ้นไปอีก  รู้สึกเหมือนว่าในมือมันร้อน ๆ เล็กน้อย

จากนั้นก็เงยหน้ามองเฉียนหลงอย่างซาบซึ้ง  เพราะเจ้าหมอนี่ที่เป็นเพียงผู้เพนจนเด็กหนุ่มกลับมีน้ำใจเมตตาแบ่งปันอาหารแห้งขอตนที่อุตส่าห์เก็บไว้กินมาหลายวันให้กับคนแปลกหน้าอย่างเขา  แถมยังให้ลูกปัดที่มีค่าเท่ากับอาหารสิบจินนี่มาอีก  เพราะงั้นไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีเป้าหมายแบบไหนแอบแฝงแต่ถังเจิ้นก็ตัดสินใจแล้วว่าบุญคุณนี้ยังไงก็ต้องทดแทน

นอกจากนี้อีกฝ่ายยังล้างแผลและทำแผลให้เขาด้วย  เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตโดยแท้!

“ถือว่ายืมก่อนละกัน  ขอบใจมาก!”

ถังเจิ้นกำลูกปัดไว้แน่นและบอกอย่างจริงจัง

“น่าเบื่อว่ะ”

เฉียนหลงเบ้ปากแล้วเอาวัชพืชมาเช็ดอาวุธให้สะอาด  จากนั้นก็หยิบเอาของที่ดูหน้าตาเหมือนช้อนออกจากคอของไอ้เจ้าก็อบลินโยนลงกระเป๋า  เสร็จแล้วก็ปัดมือสองทีเพื่อเคาะดินออกก่อนจะเดินตามเหล่าผู้เพนจนต่อไป

“ทำไมถึงดีกับฉันจัง?”

ถังเจิ้นวิ่งตามไปด้วยท่าทีที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจถามเฉียนหลงไปตรง ๆ

“อ๋อ  ก็ฉันเห็นว่าทั้งคำพูดและการกระทำของนายแตกต่างจากผู้พเนจรไง  แค่คิดว่ามีโอกาสสูงมากที่นายจะเป็นคนสำคัญที่ตอนนี้กำลังประสบปัญหาใหญ่และต้องการคนช่วยเหลือ  ฉันเลยตัดสินใจสร้างสัมพันธ์ด้วยเผื่อว่าในอนาคตนายจะตอบแทนฉันด้วยอะไรที่โคตรเจ๋งน่ะนะ!”

เฉียนหลงตอบอย่างสบาย ๆ ด้วยสีหน้าแปลก ๆ

“สีหน้านายดูแปลก ๆ นะ  แน่ใจนะว่าพูดเรื่องจริงอะ?”

ถังเจิ้นมองเฉียนหลงที่มีท่าทีแบบทีเล่นทีจริงก็เป็นต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้า

“ก็จริงน่ะซี่  โครงเรื่องแบบนี้มีในนิทานที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังตอนเด็ก ๆ เยอะแยะไป  ฉันก็แค่เลียนแบบมาเท่านั้น  แต่ก็น่าเสียดายจริง ๆ ที่นายไม่ใช่ลูกชายเจ้าของอาคารใหญ่ที่กำลังเจอปัญหา  ไม่งั้นล่ะก็...”

เมื่อพูดถึงจุดนี้เฉียนหลงถึงกับแสดงความเสียใจ  แล้วก็หันมองถังเจิ้นด้วยสายตาคาดหวัง  เอ่อ... คะ  คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้หญิงที่ปลอมตัวมาเป็นชาย...

ถังเจิ้นถึงกับตัวสั่นแม้จะไม่รู้ว่าเจ้าหนุ่มนี่มันคิดอะไรอยู่ก็ตาม  แต่มุกตลกของมันได้ทำให้เขาที่กำลังกังวลเพราะจู่ ๆ ก็ต้องมาโผล่ยังโลกแปลก ๆ นี่ลดลงไปเยอะ

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ”

เมื่อเห็นแบบนี้เฉียนหลงก็หัวเราะและตบไหล่ถังเจิ้น “ในถิ่นทุรกันดารแห่งนี้ถ้าไม่เอาตัวรอดตามลำพังคนเดียวให้ได้ก็ต้องพยายามแทบล้มประดาตายเพื่อให้ผู้อื่นยอมมอบความช่วยเหลือให้เพียงนิดหน่อย  แต่ว่าหากนายมีมิตรมากกว่ามีศัตรูล่ะก็ชีวิตของนายจะยืนยาวขึ้นเยอะเลยล่ะนะขอบอก”

ขณะที่เฉียนหลงพูดถึงเรื่องนี้ตาของเขาก็หรี่ลงครู่หนึ่ง  จากนั้นก็พูดต่อ “จริง ๆ แล้วนี่เป็นคำแนะนำจากผู้พเนจรเฒ่าคนนึงน่ะนะ  ฉันยังจำคำพูดของแกได้เสมอมา  แกว่าถ้าแกเจอใครที่สามารถช่วยได้ล่ะก็แกจะช่วย  และสุดท้ายแกก็อยู่มาได้จนอายุปูนนี้ก็เพราะผู้พเนจรทั้งหลายที่เคยได้แกช่วยเหลือต่างระลึกถึงความดีของแกได้และช่วยนำพาแกไปพบสิ่งดี ๆ นั่นแหละ”

หลังจากที่เฉียนหลงเล่าจบเขาก็รีบเดินนำหน้าไปเป็นท่าทีว่าไม่อยากพูดต่อด้วยแล้ว

ถังเจิ้นค่อย ๆ เดินตามไปเรื่อย ๆ อยู่ข้างหลัง  เขายืนยันได้แล้วว่าลูกปัดนี้มีประโยชน์จริง ๆ เนื่องจากในขณะนี้เขาได้รู้สึกถึงแรงดูดที่มาจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋า  โดยเป้าหมายของมันคือลูกปัดสมองในมือไม่ผิดแน่นอน

ถังเจิ้นอยู่ที่ด้านหลังของทีมได้แอบหยิบมือถือออกมาอย่างเงียบ ๆ และขยับเข้าไปใกล้ลูกปัด

แล้วลูกปัดสมองมันก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา  จากนั้นหน้าจอมือถือก็มีการเปลี่ยนแปลง  อย่างแรกเลยคือมีเลข 1/5 ปรากฏขึ้นใต้ไอคอนเทเลพอร์ตพร้อมกับข้อความแจ้งเตือน  แปลว่าขอแค่ให้มันได้ดูดซับลูกปัดสมองอีกสี่เม็ดเขาก็จะสามารถเปิดใช้งานฟังก์ชันเทเลพอร์ตได้!

‘เทเลพอร์ต?  คือสามารถกลับโลกเดิมได้ด้วยใช้มั้ย?’

ถังเจิ้นรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย

ในตอนนี้เขายังขาดลูกปัดสมองอีก 4 เม็ด  แต่เรื่องนี้ยังไม่รีบและยังไม่ต้องคิดมาก  เอาข้อมูลส่วนตัวก่อน!  และเมื่อเปิดข้อมูลส่วนตัวขึ้นมาอ่านอย่างละเอียดแล้ว...  ในแอคเคาต์มีเหรียญทอง 10 เหรียญเพิ่มขึ้นมา!

ลูกปัดสมองเลเวล 1 มีค่าเท่ากับ 10 เหรียญทอง  นี่เป็นอัตราแลกเปลี่ยน!

ส่วนที่นอกเหนือจากนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงอื่นใดเลย

เขาเอาแต่จ้องจอมือถือจนคนอื่น ๆ ทิ้งห่างไปแล้ว  เฉียนหลงยังไม่ทันจะหันมาเรียก  ถังเจิ้นก็ได้สติขึ้นมาก่อนและเห็นว่าทีมข้างหน้าเดินนำไปเป็นร้อยเมตรแล้วเขาจึงรีบวิ่งตามไป

ในตอนนี้เขากำลังอยู่ใรอารมณ์ตื่นเต้นอยากลองของสุด ๆ แต่ก็ไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องหรือแม้แต่จับพิรุธได้  ซึ่งผลที่ได้คือมันทำให้เขาแสดงหน้าตาประหลาด ๆ ออกมาซึ่งเจ้าตัวเองก็รู้ตัวเลยได้แต่เดินก้มหน้าเอาเพราะไม่อยากให้ใครเห็น

ในใจเขามีลางสังหรณ์เบา ๆ ว่าโลกประหลาดแห่งนี้มันต้องให้ประโยชน์แก่เขาได้อย่างมากมายจนถึงขั้นพลิกชีวิตได้นับแต่นี้ไปอย่างแน่นอน

‘นี่เป็นโอกาสที่หลายคนเฝ้ารอ  และตอนนี้มันก็อยู่ต่อหน้ากูแล้ว!’

ต้องแอบ ๆ เข้าไว้  แล้วชีวิตในอนาคตมันจะไร้ขีดจำกัดเอง!

****************

ทีมผู้พเนจรเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ แม้ว่าจะมีผู้คนมากมายแต่เมื่อเทียบกับดินแดนอันกว้างใหญ่นี่แล้วก็ดูเล็กนิดเดียว

ถังเจิ้นกับเฉียนหลงเดินคุยกันไปโดยส่วนใหญ่จะเป็นเฉียนหลงที่เป็นผู้พูดอย่างอารมณ์ดี  ส่วนถังเจิ้นเป็นผู้ฟัง

จากการสนทนาระหว่างทั้งสองทำให้ถังเจิ้นได้รู้ว่าเดิมทีเฉียนหลงเคยเป็นผู้อยู่อาศัยของโหลวเฉิงขนาดเล็ก  แต่เมื่ออายุได้ 10 ขวบโหลวเฉิงของเขาก็ถูกพวกโหลวเฉิงขนาดกลางมายึดไป  ศิลาเสาเอกโดนปล้น  ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ถูกฆ่าซึ่งรวมไปถึงพ่อแม่ของเฉียนหลงด้วย  เขาหาจังหวะหลบหนีออกมาได้และมาจบลงที่การเป็นผู้พเนจรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เฉียนหลงนั้นไม่ได้สนใจความเป็นความตายของตนอะไรขนาดนั้น  ทว่าเขาเองก็เป็นเช่นเดียวกับผู้พเนจรทุก ๆ คน  คือมีความปรารถนาสูงสุดอยู่ที่การเข้าร่วมกับโหลวเฉิงที่ทรงอำนาจ  แต่งเมียมีลูกมีที่พักพิงยามแก่ยามเฒ่า

สำหรับคนไร้บ้านอย่างพวกเขาโหลวเฉิงก็คือบ้าน  และความหมายของบ้านนั้นก็สำคัญมากด้วย  ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ผู้ที่ได้ครอบครองอยู่แต่แรกแล้วไม่อาจเข้าถึง

ถังเจิ้นกวาดสายตามองใบหน้าของคนผู้พเนจรเหล่านี้และพบว่าดวงตาที่ซีดเซียวของพวกเขาเต็มไปด้วยความผันผวน  เปรียบเหมือนจอกแหนที่เร่ร่อนไปอย่างไม่มีจุดหมายในถิ่นทุรกันดารนี้  หาทิศทางที่เป็นบ้าน  แต่สุดท้ายแล้วก็ย่อมร่วงหล่นกลายเป็นปุ๋ยบำรุงให้วัชพืชเจริญงอกงาม

หลังจากเดินป่าอยู่ห้าหกชั่วโมงได้  ในที่สุดถังเจิ้นก็เห็นอาคารทรุดโทรมตั้งอยู่ท่ามกลางดงวัชพืช  ตัวอาคารมีทั้งหมด 11 ชั้น  ผนังด้านนอกมีรอยด่างและกระจกแตกหักไม่มีบานไหนที่สมบูรณ์  ดู ๆ เหมือนอาคารร้างที่หัวเซี่ยเลย

เมื่อได้เห็นอาคารหน้าตาคุ้น ๆ มาโผล่อยู่ในโลกประหลาดนี่แล้วถังเจิ้งก็อดที่จะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่ได้

เขาถึงขั้นแอบมโนเอาเองเลยว่า ‘หรือว่าโลกนี้กับโลกเรามันจะมีอะไรเชื่อมโยงกันอยู่?’ แต่ตอนนี้เขากำลังหลงทางและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมาที่โลกนี้ได้อย่างไร  ดังนั้นจึงได้แค่คาดเดาทุกอย่างอยู่ในใจเท่านั้น

‘เฉียนหลงบอกว่าสถานที่ตรงหน้านี่เดิมเคยเป็นดินแดนรกร้างเมื่อไม่กี่วันก่อน  แต่ตอนนี้จู่ ๆ มันได้มีอาคารขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น  ช่างเป็นโลกที่แปลกและมีเสน่ห์จริง ๆ เล้ย~’

นี่ก็คือ ‘เย่โหลว’ (อาคารป่า) สวรรค์แห่งการขุดทองสำหรับคนไร้บ้าน  ที่ซึ่งทั้งอันตรายและโอกาสมาอาศัยอยู่อยู่ร่วมกัน

ในกอหญ้ารอบ ๆ อาคารป่ามีมอนสเตอร์หลายสิบตัวเดินเตร่อยู่  รวมถึงก็อบลินที่ถังเจิ้นเคยเห็นมาก่อนด้วย  มีมอนสเตอร์หน้าตาคล้ายหมาป่า  และมีศพเดินได้ที่เหมือนซอมบี้อีกเพียบ

ตามประสบการณ์ของผู้พเนจรเห็นบอกว่ามอนสเตอร์เหล่านี้โดยทั่วไปเป็นเลเวล 1 และสูงสุดก็ไม่เกินเลเวล 2 แปลว่านี่คืออาคารในป่าที่มีระดับอันตรายต่ำ  และพวกเขาสามารถพิชิตมันได้

ยกเว้นถังเจิ้น  ผู้พเนจรที่เลเวลต่ำสุดในทีมนี้ล้วนมีประสิทธิภาพในการต่อสู้ใกล้เคียงกับเลเวล 1 กันทั้งนั้น!

เลเวลที่ว่านี้คือวิธีการแบ่งลำดับชั้นของกำลังรบในที่กันดารซึ่งใช้กันโดยทั่วไปทั้งกับมนุษย์และมอนสเตอร์  พลังการต่อสู้เลเวล 1 จะเทียบเท่ากับพลังการจู่โจมที่รุนแรงของผู้ใหญ่ทั่วไปรวมไปถึงความเร็วสูงสุดด้วย  ส่วนเลเวล 2 คือเทียบเท่ากับผู้ใหญ่ 2 คน  เลเวล 3 คือผู้ใหญ่ 3 คน  และเลเวล 5 ซึ่งหน้ากลัวที่สุดคือผู้ใหญ่ 5 คน

คนธรรมดาและมอนสเตอร์ธรรมดาจะชนเข้ากับขีดจำกัดที่เลเวล 5 และหากว่าอยากก้าวหน้าก็ต้องหาหนทางอื่น

โดยดัชนีพลังการต่อสู้ของมอนสเตอร์ที่อยู่ตรงหน้านี้ได้รับการทดสอบแล้วโดยผู้พเนจรมากมายนับไม่ถ้วนดังนั้นจึงไม่มีข้อผิดพลาดเป็นแน่แท้

ในขณะนี้เหล่าผู้พเนจรต่างกำอาวุธแปลก ๆ ของตนเองแน่น  พวกเขาต่างรู้ดีว่าหากอยากเข้าไปสำรวจอาคารป่าล่ะก็จะต้องเคลื่อนไหวอย่างแนบเนียน  ตอนนี้จึงไม่มีผู้ใดส่งเสียงออกมาเลย  ไม่งั้นคงไม่มีคุณสมบัติมากพอจะมาออกสำรวจ

แม้แต่ถังเจิ้นเองยังติดเชื้อจากอารมณ์ของผู้พเนจรไปด้วยเลย  เขาไม่อยากจะเสียโอกาสนี้ไป  เพราะมันสำคัญต่อแผนการสำรวจโลกของเขามาก  มือข้างหนึ่งถือมีดทำครัวบิ่น ๆ ที่ยืมมากจากเฉียนหลง  อีกมือมีท่อนกระดูกขาคนที่เหลาจนแหลม  มันทำให้ตัวเขาเองสัมผัสได้ถึงความชั่วร้ายของตนที่ปะทุอยู่ในใจไปด้วย

ไม่ต้องมีการตะโกนบอก  ผู้พเนจรทั้งหมดรีบลุกขึ้นโถมกำลังทั้งหมดบุกจู่โจมพร้อมกันโดยไม่แหกปากออกเสียงซักแอะ  โดยเหล่าผู้พเนจรได้เข้าไปตีวงล้อมเหล่ามอนสเตอร์แบบ 3 ต่อ 2 และลงมือโจมตีใส่พวกมัน

ซึ่งตอนนี้ถังเจิ้นก็เป็นต้องตกใจเพราะเขาพบว่าร่างกายผอม ๆ ของพวกผู้พเนจรกลับมีพละกำลังมากมายผิดจากที่เห็นภายนอก  โดยเห็นด้วยตาตัวเองเลยว่ามีชายร่างผอมวิ่งไปเตะหินก้อนหนึ่งใส่มอนสเตอร์ซึ่งแรงกระแทกทำให้มันถึงกับกระเด็นไปหลายก้าว

ถังเจิ้นเองก็เริ่มต่อสู้ด้วยเช่นกัน  โดยเป้าหมายของเขาคือเจ้าก็อบลินตัวเขียว

ถังเจิ้นใช้ประโยชน์จากความสูงของตนวิ่งเข้าไปเตะเจ้าก็อบลินตัวอ้วนเขียวกระเด็นในทีเดียว

ไอ้ก็อบลินตัวนี้ก็ดุร้ายมากเช่นกัน  หลังจากที่ถูกถังเจิ้นเตะจนกลิ้งมันก็รีบพลิกตัวตีลังกาแล้วกวัดแกว่งอาวุธที่ดูเหมือนหอกสั้นในมือแทงมาที่ท้องของถังเจิ้นอย่างโหดเหี้ยม

ขณะที่มันต่อสู้ก็แหกปากร้องเสียง “แอ๊บ ๆ ๆ ๆ” ไปด้วยทำเอาเขารู้สึกฮาสุด ๆ ในใจ ‘ไอ้เขียดตะปาดยักษ์เอ๊ย!’

แม้มันจะฮาก็จริง  แต่ถ้ามันแทงโดนล่ะก็ถึงตายจริง ๆ ด้วย

ถังเจิ้นจึงไม่กล้าประมาทรีบหลบทันที  พร้อมกันนั้นเขาก็ได้ยื่นมือออกไปอย่างรวดเร็วตะครุบหัวมันกดลงกับพื้น  ทว่าไอ้ก็อบลินนี่มันก็ทรงพลังเหลือจะเชื่อ  มันไม่เพียงไม่โดนโดนจับกดลงกับพื้นแต่เกือบจะกดถังเจิ้นลงพื้นกลับอีกต่างหากทำให้เขาไม่กล้าชักช้าวัดไหวพริบในการต่อสู้กับมันต่อแล้วและรีบใช้มืออีกข้างที่ถือมีดอยู่ฟันคอมันทันที

เลือดที่มีกลิ่นเหม็นชวนอ้วกพวยพุ่งออกมาเลอะหน้าเขาเต็มไปหมดทำให้ตอนนี้เขาได้แต่ทำหน้าตาเบ้ปากอย่างสะอิดสะเอียน

เขาเลิกสนใจเหยื่อที่ถูกปาดคอจนลงไปดิ้นพราด ๆ กับพื้นแล้วหันไปหาตัวต่อไปซึ่งที่อยู่ใกล้สุดเป็นไอ้ตัวที่เรียกว่าโคโบลด์

ไอ้นี่สูงประมาณร้อยหกสิบ  มองแว้บแรกนึกว่าหมาตัวใหญ่ที่ยืนสองขาได้  แต่จริง ๆ แล้วมันคือโคโบลด์หลังค่อม  มันกวัดแกว่งกรงเล็บไปมาหมายจะตะปบทุกคนที่อยู่ใกล้

แถมมันยังมีกล้ามเนื้อที่เหลือจะเชื่อด้วย  กล้ามของมันดูแล้วอย่างกับของวัวหนุ่มที่กินอยู่อย่างดี  ปากขนาดใหญ่แยกเขี้ยวโง้ง ๆ ส่งเสียงคำรามต่ำ ๆ ออกมาพร้อมกับกลิ่นปากที่เหม็นชวนอ้วกตลบอบอวลออกมาไม่หยุด

เมื่อมันเห็นถังเจิ้นเข้าใกล้  มันก็แสดงท่าทางดุร้ายทันที

มันคำรามพร้อมพุ่งเข้าใส่ถังเจิ้น!

เมื่อเขามองมันดี ๆ ก็รู้สึกตกใจอยู่เหมือนกัน  เขารู้ตัวดีว่าถอยไม่ได้  หากถอยหนีล่ะก็จะเปิดหลังให้มันเห็นและฆ่าเขาได้ง่ายขึ้น  มันพุ่งตัวเร็วมากและถังเจิ้นเองก็ยกอาวุธของตนออกมากันพลางกวัดแกว่งไปมาเพื่อไม่ให้มันเข้ามาใกล้  จากนั้นก็แหย่มันแบบทีเล่นทีจริงเพื่อให้มันสับสน

ซึ่งก็ได้ผลด้วย  ไอ้เจ้าโคโบลด์มันมึนจริง ๆ และถังเจิ้นได้ใช้โอกาสนี้อ้อมไปข้างหลังมันอย่างรวดเร็วแล้วใช้อาวุธแทงมันเข้าตรง ๆ ที่หัวใจจากทางด้านหลัง

แต่ไอ้โคโบลด์มันก็ถึกซะเหลือเกิน  โดนเสียบไปขนาดนั้นแล้วยังไม่ยอมล้มแต่กลับตวัดกระเล็บฉีกเนื้อหน้าอกของผู้พเนจรชายที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วหันมากระโจนใส่ถังเจิ้นจับเขากดลงกับพื้น

กลิ่นเหม็นของมันตีหน้าเขาเต็ม ๆ น้ำลายหยดแหม่ะ ๆ เต็มหัว  ปากยาว ๆ ฟันแหลม ๆ เขี้ยวโง้ง ๆ กัดตรงที่คอของถังเจิ้น  แต่เขาก็ไวพอเอามือข้างหนึ่งชูขึ้นดันที่คอของมันไว้ทำให้มันกัดไม่ถึง  จากนั้นก็ใช้มืออีกข้างที่ถือมีดอยู่กระซวกใส้มันไม่ยั้ง

ไม่รู้หรอกว่าจิ้มพุงกะทิของมันไปกี่ที  แต่ที่รู้คือเสื้อผ้าเขาตอนนี้เปียกโชกไปด้วยเลือดร้อน ๆ และเครื่องในอุ่น ๆ เหม็น ๆ ที่ทะลักจากท้องมันลงมากองที่ท้องตน

ไอ้เจ้าโคโบลด์ล้มลงอย่างไร้เรี่ยวแรง  สายตาของมันที่จ้องมองเขานั้นเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม

จบบทที่ บทที่ 4: ลูกปัดสมอง อาคารป่า และการต่อสู้!

คัดลอกลิงก์แล้ว