เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1: นัดบอดและลูกกลม ๆ

บทที่ 1: นัดบอดและลูกกลม ๆ

บทที่ 1: นัดบอดและลูกกลม ๆ


“ผมถังเจิ้นครับ  ชอบอ่านหนังสือกับเล่นเกม  อาชีพก็...  มากมายหลายอย่าง  จะเรียกย่อ ๆ ว่าฟรีแลนซ์ก็ได้นะครับ...”

ในร้านอาหารซึ่งเสิร์ฟเครื่องดื่มเย็น ๆ ตรงหัวมุมถนนในบ่ายวันหนึ่ง  ชายหนุ่มผมสั้นนั่งมองสาวสมัยใหม่ตรงหน้าของตน  เขาได้แนะนำตนเองให้อีกฝ่ายรู้จักด้วยสีหน้าเรียบเฉยด้วยแววตาที่แฝงความเศร้าสร้อยอยู่ลึก ๆ ที่คนปกติไม่อาจสังเกตเห็น

สาวสมัยใหม่ที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันนั้นมีขาคู่เรียว  แต่งตัวมีสไตล์รูปร่างสมส่วน

และในตอนนี้เธอมีสีหน้าไม่สบอารมณ์  แววตาที่มองชายหนุ่มตรงหน้าเต็มไปด้วยความความดูถูกและหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด  ในใจก็เยาะเย้ยอีกฝ่ายว่า ‘ฟรีแลนซ์?  ทุ้ย!  ก็แค่เล่นลิ้นไร้สาระล่ะว้า  เอาตรง ๆ คือไม่มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่งก็ว่ามาเถอะ  เหมือนไอ้พวกที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์แล้วบอกว่าตัวเองทำงานในโรงงานย่อยสลายทางชีวภาพนั่นแหล่ะ  ไอ้หน้าโง่บางตัวยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นวีรชนแห่งสิ่งแวดล้อมด้วยซ้ำ!  ช่างหน้าด้านกันซะจริง ๆ เชียว...’

‘โดยเฉพาะไอ้หมอนี่ที่ถูกแนะนำให้มานัดบอดด้วย  ดู๊ดู!  ดูเสื้อผ้ามันซิ!  มานัดบอดทั้งทีดันเสื้อผ้าถูก ๆ ข้างถนน!  ทั้งเนื้อทั้งตัวรวมกันไม่ถึงห้าร้อยหยวนเลยมั้ง...’

‘หึ ๆ รองเท้าฉันยังจะแพงกว่าเล้ย!’

‘แล้วไอ้หมอนี่ตั้งแต่เจอหน้ากันก็เอาแต่ทำหน้านิ่งไม่รู้ร้อนรู้หนาว’

‘อย่างกับคนหน้าตาสวย ๆ หุ่นดี ๆ เพอร์เฟคต์สุด ๆ อย่างเราไม่ได้อยู่ในสายตาซะอย่างนั้น’

‘เอาจริง ๆ นะ  บ้าป๊ะเนี่ย?’

‘ถ้าแกเป็นคนรวยล่ะก็ฉันจะยอมกล้ำกลืนฝืนทนไอ้ท่าทีแบบนั้นให้อยู่หรอก  แต่นี่ฉันตะหากล่ะที่รวย  ส่วนแกเป็นแค่ไอ้ยาจก  ทำไมถึงได้หน้าด้านแท้!’

ในที่สุด  หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายนั่งเงียบกันได้พักหนึ่งสาวเจ้าก็อดรนทนไม่ไหวต้องพูดประชดประชันออกมา “เอาล่ะมาคุยกันตรง ๆ เลยดีกว่า  ฉันล่ะเกลียดไอ้พวกจืด ๆ แบบนายที่สุดเลย!  นี่ถ้าไม่ใช้เพราะฟางอวี่เจี๋ยร้องบอกให้มาให้หน่อยล่ะก็คนอย่างฉันจะไม่มีวันมานั่งเสียเวลากับคนอย่างนายหรอกย่ะ”

“ชื่อถังเจิ้นใช่มั้ย?  ฉันรู้มาว่าฐานะทางบ้านนายก็แค่กลาง ๆ มีข้อดีแค่อย่างเดียวคือจริงใจ  แต่นายคงไม่รู้ใช่มั้ยว่าคนที่ชอบทำท่าทีแบบนายเนี่ยมันเอาชีวิตรอดในสังคมโลกแห่งความเป็นจริงในยุคนี้ไม่ได้!”

“ถ้าแค่เดทด้วยน่ะไม่เป็นไรหรอก  แต่ถ้าจะเอาถึงขั้นแต่งงานล่ะก็ขั้นต่ำสุดคือนายต้องซื้ออาคารขนาดร้อยห้าสิบตารางเมตร  รถคันละแสนห้า  แล้วก็เปิดร้านเสริมสวยให้ฉันด้วย  ไม่งั้นก็ไม่ต้องมาคุยไรกันอีก!”

หลังจากที่พ่นเงื่อนไขของตัวเองจบเธอก็หยิบเอามือถือออกมาเล่นทำราวกับว่าเขาไม่มีตัวตนเพื่อรอให้เขายอมแพ้ไป

ด้านชายหนุ่มนามถังเจิ้นก็มุมปากกระตุกยิก ๆ หลังจากที่ได้ยินแม่นี่ร่ายยาวถ่มถุยเขาพร้อมกับข้อเรียกร้องด้วยน้ำเสียงดูถูก  ท่าทีของเธอทำเอาเขาหัวร้อนขึ้นมาเหมือนกัน

เขารู้อยู่แล้วว่าแม่สาวตรงหน้านี่เป็นใคร  พูดตรง ๆ ก็เป็นที่รู้จักของหลาย ๆ คนนั่นแหล่ะ  ถ้าไม่ใช่เพราะความจู้จี้จุกจิกและขี้ดูถูกคนที่ทำกับเขาล่ะก็ถังเจิ้นก็ไม่ได้ให้ค่าอะไรกับเธอมากนักหรอก

และที่หน้าโมโหที่สุดคือเจ้าคนที่ดำเนินการนัดบอดเนี่ยสิ  ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นคนแบบนี้ก็ยังจะจัดให้เขามาเจอกับแม่นี่อีก!

แต่ไหน ๆ ก็มาแล้วจะให้ทิ้งไปเฉย ๆ มันก็ไม่ใช่มั้ง?

ความรู้สึกของการถูกคนที่ตนเองรักหลอกให้ต้องมาเจอกับสถานการณ์แบบนี้ทำเอาเขาปวดใจแปล๊บ ๆ แต่ถังเจิ้นก็ต้องระงับอาการทั้งหมดเอาไว้ก่อนและปั้นยิ้มให้กับอีกฝ่าย “ตอนนี้ผมไม่มีสิ่งที่คุณขอหรอก  แต่รับประกันได้เลยว่าในอนาคตต้องมีแน่ ๆ มั่นใจได้เลย  คุณล่ะว่าไง?”

สาวสมัยใหม่ทำปากขมุบขมิบแบบไม่ออกเสียง  แต่ถ้าลองอ่าน ๆ ดูแล้วก็จะรู้ว่าเธอพูดว่า “เห่าหอนต่อไปเถอะ!”

และเมื่อถังเจิ้นเห็นเขาก็พูดออกไปอย่างเฉยชาว่า “ถึงผมจะมีของพวกนั้นมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณเลย  เพราะยังไง ๆ ผมก็ไม่ได้คิดจะมีปฏิสัมพันธ์อะไรกับคุณอยู่แล้ว  อย่าคิดว่าตัวเองสวยแล้วจะมาอวดเบ่งได้นาเว่ย!  หล่อนเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวก ‘ตระต่ายน้อย’ ในซอยนั่นที่คิดค่าเข้า ‘ซอย’ ครั้งละสามร้อยหยวนหรอก!”

แม่สาวสมัยใหม่ได้ยินดังนั้นก็โมโหหยิบเอาเครื่องดื่มเย็น ๆ บนโต๊ะสาดใส่หน้าเขาอย่างแรง!

“ไอ้ชาติชั่ว!  ไอ้ลูกไม่มีพ่อ!  ไอ้แม่เป็นกะหร...  ไอ้...!” ท่าทีสูงส่งไม่สนหัวใคนเมื่อกี๊หายวับกลายเป็นอีป้าปากตลาดที่ชี้หน้าด่ากราดไปยันพ่อยันแม่

หลังจากที่รัวคำด่าออกมาเป็นสิบประโยคแล้วหล่อนก็หันลังปึงปังจากไปอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางรังเกียจ

ถึงเจิ้นสะบัดคราบน้ำที่ติดเสื้อก่อนจะเงยหน้าชำเลืองแม่สาวนั่นที่เดินจากไปอารมณ์เสียแล้วหันมาหัวเราะเยาะตัวเองเบา ๆ “ไอ้ลูกไม่มีพ่อ...  เหรอ?  เออ  ก็จริงของมัน...  หึ ๆ”

“ฟางอวี่เจี๋ยน้อฟางอวี่เจี๋ย  ทำไมเธอช่างใจร้ายขนาดนี้  ถ้าแค่อยากให้ฉันตัดใจก็ไม่เห็นต้องทำกันแบบนี้เลยก็ได้แท้ ๆ น้า...”

หลังจากนั้นไม่นานเสียงมือถือก็ดังขึ้น  ถังเจิ้นลุกขึ้นเดินออกจากร้านอาหารท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาของพวกคู่รักทั้งหลายที่มาเดทกัน

เขากดปุ่มรับสายเบา ๆ และได้ยินเสียงปลายสายเพราะ ๆ ที่ดังและฟังชัดพูดว่า “ถังเจิ้น!  ทำไรของนายเนี่ย  เสี่ยวเฟยโทรบอกฉันแล้วนะ  หล่อนบ่นนายจนหูแทบชาเลย  นายก็จริง ๆ เล้ย  รู้งี้ฉันคงไม่แนะนำพวกนาย...”

หลังจากฟังเสียงฟางอวี่เจี๋ยที่โทรมาบ่นจบแล้ว  ตัวเขาในตอนนี้ได้แต่ยืนก้มหน้าด้วยความรู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ในคอ

ไม่เข้าใจเลยว่าตอนนี้จิตใจของตนเองเป็นอย่างไรแล้ว  สองสาวรสนิยมเดียวกันคือ ‘รักคนรวยเกลียดคนจน’ ถูกฉีเฟยเฟยเยาะเย้ยดูถูกซะขนาดนั้นทำไมต้องทนไม่ตอบโต้ด้วยล่ะ?  แล้วกับฟางอวี่เจี๋ยล่ะ?  จะยังเหลือความหวังซักนิดมั้ย?

คงไม่แล้ว  เพราะดูเหมือนตัวจริงของเธอคนนั้นเองก็เป็นแบบเดียวกัน  มิน่าล่ะถึงเอาแต่จู้จี้จุกจิกกับการเป็นคู่ครองนักเวลาคุยด้วย  ที่แท้ก็กะหาผัวรวย ๆ ตั้งแต่แรกกันอยู่แล้ว

แถมไม่พูดตรง ๆ แต่ทำเป็นแนะนำเขาได้รู้จักกับผู้หญิงแบบเดียวกับตัวเองเพื่อให้ตัวเองไม่ต้องแสดงใบหน้าที่แท้จริงออกมาให้ใครเห็น  จะได้ดูเป็นคนใสซื่อสะอาดสะอ้านต่อไป

นี่คงเป็นคาแรคเตอร์ธาตุแท้ของฟางอวี่เจี๋ย  หากเธอไม่ชอบคนที่เข้ามาเกาะแกะคนไหน  เธอจะหาทางทำให้คนคนนั้นถอยหนีไปเองโดยที่ตัวเองไม่ต้องเอ่ยปากกับคนคนนั้นตรง ๆ

แล้วเมื่อรู้ซึ้งได้แบบนี้ถังเจิ้นก็อดสงสัยไม่ได้ว่าถ้าฟางอวี่เจี๋ยรู้ว่าเขาตัดใจจากเธอแล้วจะดีใจขนาดไหน  จะลิงโลดขนาดร้องเพลงของเหลียงจิงหรูที่ตัวเองชอบพลางลากเพื่อน ๆ ไปช้อปปิ้งกันเลยมั้ย?

****************

เมืองตงตูเขตซีเฉิง (เขตเมืองตะวันตก)

ในบ้านเล็ก ๆ ขนาดสามสิบกว่าตารางเมตรที่ทั้งผนัง  ประตู  และหน้าต่างเต็มไปด้วยริ้วรอยทรุดโทรมไปตามกาลเวลา

ตอนนี้ที่หน้าประตูบ้านมีชายร่างสูงใหญ่มาออกกันอยู่หลายคนพ่นเสียงก่นด่าหลากหลายรูปแบบออกมาจากปาก

“ไอ้เวรเอ๊ย!  พ่องเล่นมายืมตังบิดาไปตั้งห้าแสน  จะหายหัวก็ไม่ว่า  แต่เงินล่ะวะเมื่อไหร่จ่าย!”

“ใช่แล้ว ๆ พวกเราทุกคนต่างก็เป็นเพื่อนบ้านกันแท้ ๆ เธอเองก็ไม่ใช่เด็กไร้เหตุผลด้วย...  ย่อมรู้ดีว่าพวกเราแต่ละคนต่างก็ต้องกินต้องใช้มีเงินกันก็แค่คนละนิดคนละหน่อย  พ่อหนีหนี้ก็ต้องมาทวงเอากับลูก  เรื่องนี้ไม่ต้องอธิบายอะไรมากหรอกจริงมั้ย?”

“ถังเจิ้นเอ๊ย...  เอาตรง ๆ เลยนา  เราเองก็ไม่อยากจะกดดันเธอมากนักหรอก  พวกเราก็เป็นคนกันเองทั้งนั้น  แต่การหาเงินน่ะมันไม่ง่ายเลยเธอเองก็รู้ใช่มั้ย?”

“ไม่ต้องพูดไรมาก!  ถ้าวันนี้มึงไม่จ่ายล่ะก็กูรื้อบ้านมึงแน่!”

ชายตัวดำหน้าตาบูดบึ้งคนหนึ่งคำรามลั่น  แต่เมื่อมองดูบ้านที่ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลยแล้วก็...  เป็นต้องหยุดแล้วสบถด่า “ห่าเอ๊ย!  บ้านเอ็งขนาดหนูมาอยู่ยังอดตายเลยมั้งหนิ  พ่อเอ็งนี่ก็เลวแท้ ๆ กล้าโกงตั้งแต่เด็กยันผู้เฒ่าผู้แก่แล้วเปิดตูดหนีไปอย่างไม่ใยดี!  โคตรเลว!”

ทุก ๆ คนที่ได้ยินก็ต้องพยักหน้าอย่างสะเทือน

กลางวงของเจ้าหนี้ทั้งหลายเหล่านี้มีชายหนุ่มรูปงามแต่แต่งตัวซอมซ่อคนหนึ่งยืนอยู่

คนผู้นั้นก็คือถังเจิ้นที่พึ่งกลับมาจากการ ‘นัดบอด’ หมาด ๆ นั่นเอง  และตอนนี้เขาก็กำลังปั้นยิ้มแหย ๆ ด้วยสีหน้าหมองหม่นให้กับทุกคน

“คุณลุง  คุณปู่  พี่ ๆ น้อง ๆ ทั้งหลายช่วยฟังผมซักนิดก่อนนะ  โอเคมั้ย?”

หลังจากพูดจบประโยคเขาก็หยุดเพื่อสังเกตปฏิกิริยาของทุก ๆ คนรอบ ๆ ตัว  และเมื่อเห็นว่าไม่มีใครค้านจึงพูดต่อ “คือผมก็รู้ดีครับว่าทุก ๆ คนลำบาก  เอาเป็นว่าผมจ่ายคืนให้ได้เดือนละห้าพัน  ส่วนใครได้ก่อนได้หลังก็ไปคุยกันเอาเอง!  แต่ถ้าจะเอาให้ได้ล่ะก็ผมเองก็จะเผ่นเหมือนกัน!  ถึงตอนนั้นพวกคุณได้เจอกับความซวยที่แท้ทรูแน่นอน!”

ถังเจิ้นพูดจบก็จ้องหน้าคนเหล่านั้นอย่างแน่วแน่  ด้วยแววตาที่เย็นชา

‘ยังไงก็ยื่นข้อเสนอไปแล้ว  จะเอาไม่เอาก็เลือกเอาเอง  ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าเวลาหมามันจนตรอกน่ะกัดตายได้เลยนาเว่ย!  ถ้าตัวเองเจ๋งอย่างที่มาแสดงให้ดูอยู่นี่จริง ๆ ล่ะก็ไปหาเอากับไอ้พ่อเฮ็งซวยนั่นเอาเองเซ่!’

และดูเหมือนทางออกของถังเจิ้นจะได้รับการอนุมัติจากเหล่าลูกหนี้  เห็นได้จากที่พวกมันหันไปตะคอกใส่กันเพื่อแย่งว่าใครจะได้เงินก่อน  บางคนถึงกับม้วนแขนเสื้อถลึงตาจ้องหน้ากะจะวางมวยกันตรงนี้เลยทีเดียว

“เฮ่ยมึงจะทำไรวะ?  จะทำตัวกร่างเป็นนักเลงเหมือนพ่องรึไง!”

“หา?  ปากดีนักนะมึง!  เด๋ววันนี้แหละที่กูพ่อมึงจะสั่งสอนให้รู้จักเงียบปากซะบ้างไอ้ลูกเวร!”

“ไอ่ห่าเอ้ย!  วันนี้กูไม่เอาตังแล้ว!  แต่จะเอาขาพวกมึงนี่แหละไอ้พวกบัดซบ!”

****************

หลังจากการขว้างปาสิ่งของเสียงดังตลอดทั้งเช้าในที่สุดถังเจิ้งก็ส่งพวกเจ้าหนี้กลับไปได้สำเร็จ

เอาจริง ๆ เจ้าหนี้เหล่านี้เองก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน  จนตอนนี้สภาพแทบจะยกให้ลูกหนี้ของตนเป็นปู่ตัวเองไปแล้ว  ไม่งั้นหนี้ที่ควรจะเก็บได้คงมลายหายสูญ

ทว่าหากถังเจิ้นยังอยู่ล่ะก็  อย่างน้อย ๆ ยังสามารถเก็บเงินคืนมาได้ซักสองสามพันหยวนทุก ๆ สองสามเดือน

เหมือนอย่างที่ถังเจิ้นว่านั่นแหล่ะ  การไล่ต้อนคนหนักเกินไปเดี๋ยวจะจบไม่ต่างจากการทุบหม้อข้าวตัวเอง  ซึ่งคนที่จะสูญเสียอย่างหนักจริง ๆ ก็คือพวกเขาเองนั่นแหล่ะ

หลังจากที่ทุกคนออกไปแล้วถังเจิ้นก็มาเก็บกวาดเศษขยะกับก้นบุหรี่ด้วยใบหน้าบึ้งตึง  จากนั้นก็มองบ้านที่ว่างเปล่าของตนก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่  ใบหน้าอันอ่อนเยาว์ปรากฏความเศร้าสร้อย

ถังเจิ้นนั้นเป็นเด็กกำพร้าและตอนยังเล็ก ๆ ได้มีคนรับเขาไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม  จากนั้นหลังจากที่รับเลี้ยงถังเจิ้นได้สองปีครอบครัวนี้ก็ให้กำเนิดลูกสาวขึ้นมาหนึ่งคน  กลายเป็นว่าถังเจิ้นมีน้องสาวที่รักและสนิทกับตนตั้งแต่ยังเล็ก

กระนั้นก็น่าเสียดายที่ช่วงเวลาดี ๆ กลับอยู่ได้ไม่นาน  จู่ ๆ แม่บุญธรรมก็จากไปอย่างกะทันหัน  และพ่อบุญธรรมที่เสียใจกับเรื่องนี้มากก็เริ่มใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตหมดไปกับการดื่มเหล้าและเที่ยวกลางคืนโดยไม่สนใจสองพี่น้องอีก  สองพี่น้องต้องเติบโตอย่างหิวโหยและใช้ชีวิตอย่างยากลำบากกว่าจะได้กินอิ่มซักมื้อหนึ่ง

และชีวิตอันรันทดที่เจอในวันนี้ก็มีสาเหตุมาจากพ่อบุญธรรมที่ว่านั่นด้วย  เมื่อปีกลายเขาได้โกงเงินคนเหล่านั้นเอาไปเสวยสุขกับผู้หญิงที่มีผัวแล้วโดยพาเธอหนีจากผัวตัวเองไปอยู่กินกันที่ต่างประเทศ

ส่วนพวกเจ้าหนี้ที่ได้ข่าวก็รีบมาคอยจับตาดูถังเจิ้นในทันที  บ้างก็เป็นแบบนี้คือมาโวยวายถึงหน้าบ้านอยู่นานจนเหนื่อย  สุดท้ายก็กลับไป

เอาตรง ๆ ถังเจิ้นเองก็อยากหนีเหมือนกัน  แต่เมื่อตัดสินใจจะไปทีไรใจมันก็พลันนึกถึงน้องสาวที่ยังเรียนไม่จบ  จนสุดท้ายก็ต้องอดทนกับคำด่าทอที่มาหาตลอดครั้งแล้วครั้งเล่า

ชีวิตในเขตชานเมืองนี้ก็ช่างยากลำบากแท้ ๆ

ถังเจิ้นเป็นคนที่มีความอดทนสูงมาก  เขาเชื่อว่าหากเพื่อคนที่ตนรักแล้วย่อมต้องทนให้ถึงที่สุด

แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเขาไม่ใช่เสป็คของฟางอวี่เจี๋ย

และความอดทนนี่แหล่ะที่เป็นสาเหตุให้เขายิ้มรับแผนการณ์อันเจ้าเล่ห์ยอมตอบตกลงตามที่ฟางอวี่เจี๋ยบอกว่าจะแนะนำผู้หญิงให้จนสุดท้ายก็กลายเป็นเหตุให้ต้องยุติความสัมพันธ์รักเธอข้างเดียวที่ไม่มีวันสมหวังมาอย่างยาวนานถึงห้าปี

ความรักเองก็ต้องการพื้นฐานทางด้านวัตถุด้วยเหมือนกัน  ตอนนี้ตัวเขาเองยังดูแลตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ  แล้วจะให้เอาหน้าที่ไหนไปแสวงหาความรักที่ต้องใช้เงินฟุ่มเฟือยกันเล่า

คิดไปคิดมาก็ได้แต่ถอนหายใจและหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลา

พวกเจ้าหนี้มาก่อกวนกันถึงหน้าบ้านบวกกับหัวใจที่จมอยู่กับความโหวง ๆ ทำให้เสียเวลาไปมากจนดูท่าว่าวันนี้จะหาเงินมาจ่ายหนี้ไม่ได้ซะแล้ว

จากนั้นก็โยนมือถือไว้ข้างเตียงก่อนจะก้มลงไปหยิบถุงผ้าที่ยัดไว้ใต้เตียงออกมา

เมื่อเปิดถุงออกจะเห็นว่าข้างในเป็นผลึกกลม ๆ ใส ๆ ขนาดเท่าไข่  เขาหยิบออกมาถือ ๆ โยน ๆ เล่น ๆ

ของนี่เป็นสิ่งที่เจ้าพ่อบุญธรรมสารเลวนั่นซื้อจากโจรปล้นสุสาน  ไอ้โจรนั่นมันก็โม้ว่าไปขุดมาจากสุสานโบราณที่ยังไม่ถูกค้นพบ

ตอนนั้นของที่มันขุดขึ้นมาได้ดูเหมือนจะเป็นเป็นกริช  เครื่องปั้นดินเผา  และอีกสิ่งหนึ่งก็คือไอ้ลูกกลม ๆ ที่อยู่ในมือของถังเจิ้นนี่แหละ

เจ้าพ่อบุญธรรมคิดเองเออเองว่านี่ต้องเป็นสมบัติแน่ ๆ เลยยอมจ่างตังซื้อมาในราคาถึงหมื่นหยวน

และเมื่อเอาไปให้นักประเมินช่วยดูก็พบว่าแม้แต่ลมตดก็ยังซื้อไม่ได้เล้ย

หลังจากที่เจ้าพ่อบุญธรรมนั่นเจอกับความเป็นจริงแบบนี้เข้าก็หดหู่ไปหลายวัน  จากนั้นก็โยน ‘ไอ้ลูกกลม ๆ’ ทิ้งแล้วมันก็ไหลไปอยู่ใต้เตียง  แล้วถังเจิ้นก็เก็บได้ในตอนที่ทำความสะอาด

หลังจากเล่นกับไอ้ลูกกลม ๆ เบื่อแล้วเขาก็วางมันไว้บนโต๊ะแล้วหยิบมือถือ  จากนั้นก็ลุกขึ้นไปเตรียมข้าวเที่ยงกิน

มือขวาถือชามบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปราคาถุงละสองหยวน  มือซ้ายผักดองครึ่งถุงค่อย ๆ เดินมาที่เตียงก่อนจะหาเปิดนิยายอ่าน

ขณะที่เขากำลังอ่านรายละเอียดการต่อสู้สุดมันส์จนถึงตอนที่ตัวเอกสังหารศัตรูด้วยฝีมือการยิงปืนที่โคตรเทพอยู่นั้นเองมือเขาก็เผลอตบโต๊ะด้วยความสะใจ!  และมันได้บังเอิญไปโดนไอ้ลูกกลม ๆ เข้า

“เอ๊อะ!”

ไอ้ลูกกลม ๆ ที่โดนตบไปเต็ม ๆ ก็แตกและเศษของมันได้เจาะทะลุมือเขาเข้าลึกไปจนโดนกระดูก  เขาเลยร้องอุทานเสียงแปลก ๆ และแผลที่มือก็มีขนาดใหญ่เลือดไหลโจ้ก ๆ เหมือนเปิดน้ำ

“ซวยชิบหาย”

เขารีบไปหาล้างแผลพลางสบถไปด้วย

และเขาไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าลับหลังตนเองนั้นได้มีแสงกระพริบลอยออกมาจากไอ้ลูกกลม ๆ เข้าไปห่อหุ้มมือถือสมาร์ตโฟนของตนเองไว้  จากนั้นมันก็หายวับไปในไม่กี่วินาทีต่อมา

ปล.  คำหยาบตรง ๆ แบบนี้ดีมั้ย  ถ้าไม่ดีช่วยเสนออันที่ดี ๆ ซอฟท์ ๆ กว่านี้มาหน่อยจะได้เอามาเปลี่ยน

จบบทที่ บทที่ 1: นัดบอดและลูกกลม ๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว