- หน้าแรก
- บอดี้การ์ดสุดแกร่งของท่านประธานหญิง
- บทที่ 3 กร่างเหลือเกินนะ
บทที่ 3 กร่างเหลือเกินนะ
บทที่ 3 กร่างเหลือเกินนะ
เย่เฟิงวิ่งทะยานไปตามท้องถนนอันกว้างใหญ่ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครสะกดรอยตามมา เขาจึงหยุดฝีเท้าลงแล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกยาว ก่อนจะแค่นหัวเราะเยาะตัวเอง "เป็นวีรบุรุษที่ตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ช่างน่าเวทนาสิ้นดี!"
เขาเพิ่งสังเกตเห็นสภาพเสื้อผ้าของตนเอง ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน โดยเฉพาะแผ่นหลังที่มีคราบสกปรกขนาดใหญ่ ผสมปนเปไปด้วยเลือด ดิน และของเหลวที่ระบุไม่ได้ เย่เฟิงได้แต่ยิ้มขื่น สภาพของเขาในตอนนี้มองอย่างไรก็เหมือนแรงงานต่างด้าวที่เพิ่งเดินออกมาจากไซต์งานก่อสร้างไม่มีผิด
ทันใดนั้น สายตาของเย่เฟิงก็เหลือบไปเห็นรองเท้าคอมแบทราคาแพงที่ถูกเศษกระจกคมกริบบาดจนเสียหาย เขาร้องโอดครวญขึ้นมาทันที "สวรรค์! รองเท้าของฉัน!" รองเท้าคู่ใจที่อยู่กับเขามาหลายปีพังยับเยินเสียแล้ว นี่เป็นของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายที่เธอทิ้งไว้ให้เขา
เย่เฟิงรู้สึกให้อภัยตัวเองไม่ได้ เขาง้างมือตบหน้าฉาดใหญ่
เพียะ!
เสียงตบหน้าดังสนั่นจนเกิดรอยนิ้วมือแดงก่ำบนใบหน้า "ใครใช้ให้แกทำตัวเป็นฮีโร่! ใครใช้ให้แกเสนอหน้าไปหาเรื่อง!"
จังหวะนั้นมีแม่ลูกคู่หนึ่งเดินผ่านมาพอดี เด็กน้อยมองการกระทำแปลกๆ ของเย่เฟิงแล้วถามแม่ "แม่ครับๆ คุณลุงคนนั้นทำอะไรน่ะ?"
ผู้เป็นแม่ปรายตามองเย่เฟิงแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบลากลูกวิ่งหนีพลางพูดว่า "รีบไปเร็วลูก คนนั้นเขาเป็นบ้า! ต้องหนีออกมาจากโรงพยาบาลแน่ๆ โรงพยาบาลบ้าสมัยนี้ไร้ความรับผิดชอบจริงๆ"
หูของเย่เฟิงดีเป็นเลิศ เขาได้ยินคำพูดของหญิงคนนั้นชัดเจน จึงได้แต่หงุดหงิดในใจ "ฉันเหมือนคนบ้าตรงไหนกัน? บ้าเอ๊ย!"
แต่สองแม่ลูกวิ่งหายลับไปแล้ว เขาจึงทำได้เพียงตะโกนด่าลมด่าแล้ง
"ช่างเถอะ! ไปหาชุดใหม่เปลี่ยนก่อนดีกว่า สภาพนี้ดูอนาถเกินไป เสียภาพลักษณ์หมด" เย่เฟิงบ่นพึมพำก่อนจะโบกรถแท็กซี่แล้วมุดตัวเข้าไปนั่ง
คนขับเห็นสภาพของเย่เฟิงก็ไม่ได้แปลกใจนัก เพราะแถวนี้เป็นย่านชานเมืองของหยางเฉิง มีแรงงานเยอะ สภาพของเย่เฟิงก็ไม่ต่างจากกรรมกรทั่วไป เสื้อผ้าขาดวิ่น เนื้อตัวมอมแมม เขาจึงเหมาเอาทันทีว่าเย่เฟิงเป็นแรงงานรับจ้าง
ถ้าเย่เฟิงรู้ว่าเมื่อกี้เพิ่งถูกมองว่าเป็นคนบ้า แล้วตอนนี้ถูกมองว่าเป็นกรรมกร เขาคงอกแตกตายแน่ๆ
"น้องชาย ไปไหนล่ะ?" คนขับหันมายิ้มให้พร้อมยื่นบุหรี่ส่งมาให้ สำหรับคนใช้แรงงานด้วยกัน คนขับไม่ได้รู้สึกรังเกียจ สมัยก่อนเขาก็เคยเป็นกรรมกร พอเห็นเย่เฟิงที่ยังหนุ่มยังแน่นทำงานแบบนี้ เขาจึงรู้สึกถูกชะตาโดยสัญชาตญาณ
เย่เฟิงรับบุหรี่มาแล้วกล่าวขอบคุณ "พี่คนขับ ไปย่านการค้าที่หรูที่สุดของหยางเฉิงเลยครับ"
"ไปทำงานสินะ?" คนขับทำหน้าเหมือนรู้ทัน ในสายตาเขา คนแต่งตัวแบบเย่เฟิงคงไม่ได้ไปเดินช้อปปิ้งแน่ๆ
เย่เฟิงเห็นสีหน้าคนขับก็รู้ทันทีว่าถูกมองเป็นกรรมกร กำลังจะอ้าปากอธิบายแต่ก็เปลี่ยนใจ เพราะนึกถึงคำคมประโยคหนึ่งขึ้นมาได้ ชีวิตที่แข็งแกร่งไม่จำเป็นต้องอธิบาย!
เขาอัดควันบุหรี่เข้าปอดเบาๆ ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง สิบปีที่ไม่ได้กลับมา หยางเฉิงยังคงเหมือนในความทรงจำ เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น อากาศที่นี่ดูสดชื่นเป็นพิเศษ
"อากาศที่หยางเฉิงนี่ดีจริงๆ ดีกว่าที่อื่นเยอะเลย!" เย่เฟิงอดไม่ได้ที่จะเปรยออกมา
"แน่นอนอยู่แล้ว หยางเฉิงได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ขนาดนี้ อากาศจะไม่ดีได้ยังไง? น้องชาย คงจากหยางเฉิงไปหลายปีแล้วสินะ?" คนขับรู้สึกถูกชะตากับเย่เฟิงจึงชวนคุย
"พี่รู้ได้ยังไงครับ?" เย่เฟิงถามด้วยความแปลกใจ
"ฟังเอาน่ะสิ! ฮ่าๆ!" คนขับหัวเราะอย่างภูมิใจ "ถึงสำเนียงเอ็งจะเพี้ยนไปบ้าง แต่กลิ่นอายความเป็นคนหยางเฉิงมันอยู่ในกระดูก เปลี่ยนกันไม่ได้หรอก"
"พี่นี่เจ๋งจริง!" เย่เฟิงถึงกับทำตาโต พูดไม่ออก เขาจากไปตั้งหลายปี สำเนียงเปลี่ยนไปเยอะ แต่คนขับกลับฟังออกทันทีว่าเป็นคนท้องถิ่น นับว่ามีฝีมือจริงๆ
"แน่นอน ไม่ดูเลยว่าวันหนึ่งข้าต้องเจอคนตั้งกี่ร้อยกี่พัน ถ้าเรื่องแค่นี้ดูไม่ออก ข้าคงขับแท็กซี่มาเป็นสิบปีไม่ได้หรอก" คนขับดูจะภูมิใจมาก และเริ่มชวนคุยสัพเพเหระ
ทิวทัศน์นอกหน้าต่างเริ่มเปลี่ยนไป สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า ผู้คนขวักไขว่ คนขับยังคงพูดน้ำไหลไฟดับ เย่เฟิงจึงรีบตะโกนบอก "พี่คนขับ จอดเลยครับ!"
เอี๊ยด! คนขับเหยียบเบรกจนรถหยุดสนิท "ถึงแล้วเรอะ?"
"ถึงแล้วครับ เท่าไหร่ครับพี่ ไว้โอกาสหน้าคุยกันใหม่นะ" เย่เฟิงตัดบท เพราะดูท่าทีคนขับยังอยากคุยต่อ
คนขับแท็กซี่คนนี้ช่างจำนรรจาจริงๆ คุยได้ตั้งแต่เรื่องสากกะเบือยันเรือรบ เรื่องการเมืองระดับโลกก็รู้หมด ตลอดทางเย่เฟิงได้แต่นั่งฟังตาปริบๆ เพราะแทรกไม่ทัน
"ยี่สิบแปดหยวน!" คนขับดูมิเตอร์แล้วบอกยิ้มๆ
เย่เฟิงยื่นแบงก์ร้อยให้ "ไม่ต้องทอนครับ!" แล้วหันหลังเดินตรงไปยังร้านอาร์มานี่ที่อยู่ไม่ไกล
คนขับมองแบงก์ร้อยในมือ แล้วเงยหน้ามองแผ่นหลังของเย่เฟิงอย่างงุนงง พึมพำกับตัวเอง "เดี๋ยวนี้กรรมกรรวยขนาดนี้แล้วเหรอวะ?"
...
อาร์มานี่เป็นแบรนด์หรูระดับโลก คนมีปัญญาซื้อมีน้อย ปกติลูกค้าจึงไม่เยอะ พนักงานขายสาวสวยหลายคนจึงจับกลุ่มคุยกันเบาๆ อย่างสบายอารมณ์
เมื่อเย่เฟิงผลักประตูเข้ามา พนักงานเพียงปรายตามองแวบเดียว ก็จัดเขาเข้าไปอยู่ในกลุ่ม 'ไอ้จน' ที่ไม่มีปัญญาซื้อทันที
เย่เฟิงกวาดตามองเสื้อผ้าที่โชว์อยู่ แล้วสะดุดตากับสูทชุดหนึ่ง
เป็นสูทสีดำ เนื้อผ้าประณีต ตัดเย็บอย่างพิถีพิถัน สมัยที่พ่อของเขายังมีชีวิตอยู่ก็เคยมีสูทอาร์มานี่แบบนี้ ในวันที่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ พ่อใส่สูทตัวนั้นเตรียมพาแม่และเขาไปงานเลี้ยงสำคัญ
เมื่อเห็นชุดที่คล้ายในความทรงจำ เย่เฟิงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปสัมผัสเพื่อรำลึกถึงความรู้สึกในวันวาน เพียงปลายนิ้วสัมผัสเนื้อผ้า ความอบอุ่นสายหนึ่งก็โอบล้อมหัวใจ ราวกับได้ใกล้ชิดกับพ่อที่อยู่คนละภพภูมิ
"ทำอะไรน่ะ! ใครใช้ให้แกจับมั่วซั่ว ดูสภาพตัวเองซะบ้าง ถ้าชุดเปื้อนขึ้นมา แกมีปัญญาชดใช้เหรอ! ไอ้ขอทาน!" เสียงแหลมบาดหูดังขึ้นขัดจังหวะ
เย่เฟิงหันขวับมามองพนักงานขายเจ้าของเสียงด้วยสายตาคมกริบ แล้วหันกลับไปหลับตาพยายามซึมซับความรู้สึกอบอุ่นเมื่อครู่อีกครั้ง...
เมื่อเห็นเย่เฟิงเมินใส่ พนักงานสาวก็โกรธจัด "ไอ้ขี้ข้า! กล้าดียังไงมาเมินฉัน ไอ้คนจน ที่นี่ไม่ใช่ที่ของแกนะ เงินเดือนทั้งชีวิตของแกจะซื้อเสื้อตัวนี้ได้สักแขนเสื้อหรือเปล่าก็ไม่รู้!"
"นี่คือวิธีที่คุณพูดจากับลูกค้าเหรอ?" เย่เฟิงหันกลับมาจ้องพนักงานสาวสวยตรงหน้า มุมปากยกยิ้มเย็นชา เขาเริ่มหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะห้วงคำนึง
"ทำไม? พูดแบบนี้แล้วจะทำไม? ลูกค้าเหรอ? ประเมินตัวเองสูงไปหน่อยมั้ง! ไปฉี่ชะโงกดูเงาตัวเองในน้ำซะบ้าง ทุเรศ!" พนักงานสาวเชิดหน้าหยิ่งผยองราวกับนกยูง
"นี่คือมารยาทการบริการของคุณสินะ?" เย่เฟิงถามเสียงเรียบ ไม่ใส่ใจคำแดกดัน
"สำหรับไอ้จนอย่างแก ฉันก็บริการด้วยท่าทีแบบนี้แหละ เชิญไสหัวออกไป! ร้านเราไม่ต้อนรับ!" พูดจบก็จะเข้ามาผลักไล่เย่เฟิง
พนักงานคนอื่นยืนดูด้วยความสะใจ มีเพียงแคชเชียร์สาวที่มีกระบนใบหน้าคนเดียวที่มองเย่เฟิงด้วยสายตาเป็นห่วง พลางพลิกบิลในมืออย่างกระวนกระวาย
เย่เฟิงจ้องพนักงานสาวเขม็ง "กล้าเหรอ!"
"ทำไมฉันจะไม่กล้า? แค่กรรมกรกระจอกๆ มาโวยวายอะไรที่นี่ จะไปไม่ไป ถ้าไม่ไปอย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจนะ!" พนักงานสาวชี้หน้าด่ากราด
"ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าจะไม่เกรงใจยังไง" เย่เฟิงปัดมือที่ชี้หน้าเขาออก แล้วพูดเสียงเย็น "อย่าคิดว่าผมไม่ตีผู้หญิงแล้วคุณจะทำอะไรก็ได้นะ"
"แก! ไอ้เลว!" พนักงานสาวโกรธจนหน้ามืด พุ่งเข้าไปจะทำร้ายเย่เฟิงราวกับคนบ้า
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!" ชายหนุ่มใส่สูทผูกไทเดินออกมาจากห้องด้านหลังร้าน
พอเห็นชายคนนี้ พนักงานสาวตัวต้นเรื่องก็รีบวิ่งเข้าไปบีบน้ำตา "ผู้จัดการหลิวคะ ช่วยฉันด้วย! ไอ้บ้านี่มันทำร้ายฉัน!"
เธอคิดว่าผู้จัดการหลิวต้องเข้าข้างเธอแน่ เพราะความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ธรรมดา เพื่อนพนักงานคนอื่นก็คิดเช่นนั้น แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม
เพียะ!
สิ่งที่ตอบแทนใบหน้าสวยๆ คือฝ่ามือฉาดใหญ่
"หลิวเสี่ยวลี่ หุบปากแล้วไสหัวไปซะ!" ผู้จัดการหลิวตบจนเธอล้มคว่ำ แล้วรีบหันมาปั้นหน้ายิ้มแย้มให้เย่เฟิง "สวัสดีครับคุณลูกค้า พนักงานของเราไม่รู้กฎระเบียบ ต้องขอประทานโทษจริงๆ ครับ!"
"ไม่ต้องเกรงใจหรอก ผมมันไม่มีปัญญาซื้อเสื้อผ้าในร้านคุณอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาพินอบพิเทาขนาดนี้ แต่ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป..." เย่เฟิงแบะปาก ทำท่าทองไม่รู้ร้อน
ผู้จัดการหลิวเหงื่อตกในใจ นี่มันพวกเสือซ่อนเล็บชัดๆ แม้เขาจะดูไม่ออกว่าชุดที่เย่เฟิงใส่เป็นแบรนด์อะไร แต่เนื้อผ้าและการตัดเย็บนั้นเป็นงานระดับปรมาจารย์แน่นอน แม้จะขาดวิ่นแต่ก็ปิดบังความหรูหราดั้งเดิมไม่ได้
"คุณลูกค้าล้อเล่นแล้ว ลูกค้าทุกคนที่เข้าร้านคือพระเจ้า เราต้องต้อนรับอย่างดีที่สุดครับ วางใจได้เลย พนักงานคนนี้ผมจะจัดการให้เด็ดขาด รับรองว่าคุณลูกค้าต้องพอใจ!" ผู้จัดการหลิวรู้ดีว่าถ้าไม่กำจัดหลิวเสี่ยวลี่ ชื่อเสียงของร้านคงป่นปี้ ข้อหา 'ร้านใหญ่รังแกคนจน' ถ้าหลุดออกไป เขาที่กำลังลุ้นเลื่อนตำแหน่งคงหมดอนาคตแน่
"ผู้จัดการหลิวช่างเป็นคนทำงานใหญ่จริงๆ แล้วคุณจะจัดการเรื่องนี้ยังไง?" เย่เฟิงถามหยั่งเชิง กดดันให้ผู้จัดการแสดงจุดยืนชัดเจน กะจะทุบหม้อข้าวพนักงานสาวคนนั้นให้แตกละเอียด
เย่เฟิงเชื่อว่าคนประจบสอพลออย่างผู้จัดการหลิวต้องรู้ทางหนีทีไล่ การมีอยู่ของพนักงานสาวคนนี้เป็นภัยต่อตัวผู้จัดการเอง
แม้จะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหลิวเสี่ยวลี่ แต่เวลานี้เขาต้องตัดใจ ผู้จัดการหลิวกัดฟันหันไปพูดกับหญิงสาวที่นั่งกองกับพื้นว่า "หลิวเสี่ยวลี่ ไปเบิกเงินเดือนเดือนนี้ที่ฝ่ายการเงินซะ แล้วไม่ต้องมาทำงานอีก!"
ประโยคเดียวจบอนาคตการทำงานที่อาร์มานี่ของหลิวเสี่ยวลี่ทันที
เมื่อได้ยินดังนั้น หิวเสี่ยวลี่ก็เข่าอ่อนทรุดฮวบลงกับพื้น...