เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 76 - เอาชีวิตรอด 30 วัน

บทที่ 76 - เอาชีวิตรอด 30 วัน

บทที่ 76 - เอาชีวิตรอด 30 วัน


บทที่ 76 - เอาชีวิตรอด 30 วัน

☆☆☆☆☆

ของของเจียงหนิงมีแค่กระเป๋าเดินทางสีดำใบเล็กๆ ใบเดียว แถมยังเป็นแบบสี่เหลี่ยมรุ่นเล็กที่สุดอีกด้วย พูดได้เลยว่า สัมภาระของเจียงหนิงน้อยที่สุดในบรรดาคนทั้งหมดในที่นี้

พอเปิดกระเป๋าเดินทางออกมา ข้างในมีเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนสองชุดกับเสื้อแจ็กเกตกันลมหนึ่งตัว แล้วก็รองเท้าสะอาดๆ คู่หนึ่ง แค่ของไม่กี่อย่างนี้ ก็กินพื้นที่ไปแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของกระเป๋าแล้ว

[อ้าปากค้าง? แค่เนี้ย?]

[ของน้อยกว่าตอนฉันไปทำงานต่างจังหวัดสองวันอีก เธออย่ามาล้อเล่นนะ]

[ฉันเป็นผู้ชายแท้ๆ เวลาเดินทางยังพกของเยอะกว่าเธออีก]

[จะเป็นไปได้ยังไงมีของแค่นี้ อย่างน้อยก็ต้องมีเครื่องสำอางกับสกินแคร์สิ!]

[เหอะ สร้างภาพชัดๆ ของอย่างอื่นไม่พกก็พอเข้าใจ แต่นี่แม้แต่ที่ชาร์จมือถือยังไม่มี? สมัยนี้ใครมันจะอยู่ได้โดยไม่มีมือถือ]

[เอ่อ... เหมือนทีมงานจะเคยบอกแล้วนะว่า ไลฟ์สดแบบปิดสามสิบวัน ไม่อนุญาตให้แขกรับเชิญพกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ มือถือ... ก็น่าจะโดนยึดในอีกไม่ช้า]

ในขณะที่ผู้ชมกำลังคุยกันอย่างดุเดือดในคอมเมนต์กระสุน เจียงหนิงก็ย้ายของจากกระเป๋าเดินทางลงกระเป๋าเป้จนเสร็จแล้ว

ทีมงานก็ยังมีมโนธรรมอยู่บ้าง กระเป๋าเป้ที่แจกให้ทุกคนมีความจุขนาดใหญ่ ยังไงซะนี่ก็เป็นแค่รายการวาไรตี้ ไม่ใช่การเอาชีวิตรอดแบบสุดขีด ทีมงานก็คงไม่อยากให้เกิดเรื่องเหมือนกัน

เจียงหนิงพับเสื้อผ้าอย่างชำนาญ พอใส่ของทั้งหมดลงไปแล้ว กระเป๋าเป้ก็ยังเหลือพื้นที่อีกหนึ่งในสาม

เจียงหนิงหิ้วกระเป๋าเป้เดินไปที่กองสัมภาระที่ทีมงานเตรียมไว้ให้

ในขณะที่แขกรับเชิญกำลังยัดของลงกระเป๋าตัวเอง ผู้กำกับก็คอยทำหน้าที่เตือนอยู่ข้างๆ "ที่นั่นเป็นเกาะร้าง ทีมงานของเราไปสำรวจล่วงหน้ามาแล้ว ไม่มีอันตรายอะไรร้ายแรง บนเกาะมีไก่ เป็ด ห่าน ที่ทีมงานเราเอาไปปล่อยไว้ล่วงหน้าเยอะมาก แถมยังมีแพ็คเกจยังชีพอีกด้วย"

"ในช่วงหนึ่งเดือนนี้ เรื่องเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัยของทุกคนต้องพึ่งพาตัวเองทั้งหมด หรือจะจับกลุ่มช่วยเหลือกันเพื่อผ่านพ้นวิกฤตก็ได้ ดังนั้น ตอนที่ทุกคนเลือกของที่จะพกติดตัวไป ต้องคิดให้รอบคอบด้วยนะครับ ตอนนี้ถ้าไม่หยิบของพวกนี้ไป พอขึ้นเกาะแล้วก็จะไม่มีแล้วนะ"

สัมภาระที่ทีมงานเตรียมไว้ให้ครบครันมาก เจียงหนิงหยิบยากล่องสองกล่อง ไฟแช็กสองอัน เชือกหนึ่งม้วน กระติกน้ำร้อนหนึ่งใบกับกระบอกน้ำโลหะอีกหนึ่งใบ เข็มทิศหนึ่งอัน ไฟฉายหนึ่งกระบอกกับไฟฉายคาดหัว สุดท้ายเธอก็อาศัยจังหวะยัดมีดเอาชีวิตรอดหนึ่งเล่มกับมีดสั้นอีกสองเล่มเข้าไปในกระเป๋า

เดิมทีเจียงหนิงอยากจะหยิบชุดหม้อกับทัพพีไปด้วย แต่กระเป๋าเป้ของเธอมันยัดแน่นจนเต็มแล้ว ไม่มีที่จะใส่จริงๆ เธอก็เลยคิดว่าเดี๋ยวค่อยไปใช้วัสดุอื่นแทนหม้อกับทัพพีก็ได้ เจียงหนิงเลยละสายตาจากชุดหม้อไทเทเนียมพวกนั้น เปลี่ยนไปยัดกระดาษชำระม้วนสองม้วนกับยาจุดกันยุงเข้าไปในกระเป๋าเป้แทน

พอรูดซิปเสร็จ เจียงหนิงก็หยิบเต็นท์ที่อยู่ข้างๆ มามัดติดกับกระเป๋าเป้ด้วยท่าทางคล่องแคล่ว

ในขณะที่แขกรับเชิญคนอื่นๆ ยังลังเลอยู่ เจียงหนิงก็จัดของทั้งหมดของเธอเสร็จก่อนใครแล้ว

[คนที่เคยมีประสบการณ์เดินป่าจะบอกพวกคุณให้ว่า ดูจากท่ามัดเต็นท์ของเจียงหนิงก็รู้แล้วว่า เธอต้องเป็นพวกขาลุยตัวยงแน่ๆ]

[ของที่เธอเลือกมาแต่ละอย่างก็ใช้ได้จริงทั้งนั้น แถมยังเป็นของจำเป็นสำหรับการเอาชีวิตรอดในป่าด้วย]

[เหอะ อย่ามาอวยหน่อยเลย ก็แค่มัดเต็นท์ แค่มีมือใครๆ ก็ทำได้ พูดซะเหมือนยากนักหนา]

[ก็แค่รายการวาไรตี้ป่ะ? อะไร? เธอคิดว่านี่เป็นรายการเอาชีวิตรอดในป่าจริงๆ เหรอ?]

[ยัยกากเจียงควรจะไสหัวออกจากรายการไปได้แล้ว โดนด่าติดเทรนด์อยู่สองวัน ทีมงานก็ยังไม่เตะเธอออกไป สงสัยจะมีเด็กเส้นล่ะสิ ดูสิ เพิ่งจะเริ่มไลฟ์ได้ไม่เท่าไหร่ ก็มีคนมาพูดแก้ต่างให้เธอแล้ว]

[...ฉันไม่ใช่แฟนคลับเธอ แล้วก็ไม่ใช่หน้าม้าใคร แค่วิจารณ์ตามความเป็นจริงเฉยๆ]

[พูดดีจังเนอะ มีขโมยที่ไหนมันจะยอมรับว่าตัวเองขโมยของ?]

"อ่า... ยัดไม่ลงแล้วค่ะ ผู้กำกับคะ ขอกระเป๋าเพิ่มอีกใบไม่ได้จริงๆ เหรอคะ?" เจี่ยนเถียนเถียนทำแก้มป่อง พูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

ในฐานะศิลปินหญิง สิ่งแรกที่เธอคว้าใส่กระเป๋าก็คือเสื้อผ้ากับเครื่องสำอาง รู้สึกเหมือนยังไม่ได้ใส่อะไรลงไปเลย กระเป๋าก็จะเต็มแล้ว

"ไม่ได้ครับ แต่ละคนมีกระเป๋าเป้ได้แค่ใบเดียว" ผู้กำกับส่ายหน้า แล้วก็ใจดีเตือนว่า "คุณไม่มาหยิบขนมปังกรอบอัดแท่งไปบ้างเหรอครับ?" เมื่อกี้ใครนะที่บอกว่าจะขนใส่กระเป๋า

"เดี๋ยวค่ะ รอฉันเก็บของพวกนี้เสร็จก่อน" เจี่ยนเถียนเถียนรับคำ แล้วก็ก้มหน้าก้มตาต่อสู้กับสกินแคร์ในมือต่อไป เมื่อกี้ผู้กำกับบอกแล้วว่า บนเกาะร้างมีไก่ เป็ด ห่าน ที่ทีมงานเอาไปปล่อยไว้ ไม่น่าจะขาดแคลนอาหาร ออกมาข้างนอก ถ้าไม่มีสกินแคร์จะอยู่ได้ยังไง?

นอกจากเจี่ยนเถียนเถียนแล้ว ฮั่วเมี่ยวก็รู้สึกว่ากระเป๋าเป้ของเธอไม่พอใช้เหมือนกัน

แต่ต่างจากเจี่ยนเถียนเถียนที่ไร้คนช่วยเหลือ ฮั่วเมี่ยวมีทั้งพี่รองฮั่วจื่อเหิง แถมยังมีคู่หมั้นมู่หมิงเซวียน

ฮั่วเมี่ยวหันไปมองสองหนุ่มข้างๆ แล้วพูดว่า "พี่รองคะ พี่หมิงเซวียน ทำยังไงดี กระเป๋าของฉันก็ไม่พอใช้เหมือนกัน ของที่ผู้กำกับให้เลือกฉันยังไม่ได้หยิบเลยค่ะ"

"ไม่เป็นไร เธอเลือกของเธอไปเลย เดี๋ยวฉันเลือกของจำเป็นที่ผู้กำกับให้เอง" มู่หมิงเซวียนพูดด้วยสีหน้าตามใจสุดๆ

"ใช่" ฮั่วจื่อเหิงที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้า "เธออยากได้อะไรก็หยิบใส่ไปเลย ใส่ไม่พอก็เอามาไว้ที่ฉัน กระเป๋าฉันยังยัดลงไปได้อีก"

โง่ชะมัด

เจียงหนิงได้ยินสามคนคุยกัน ก็รีบเดินหนีไปไกลๆ

[อ๊ากกก ตามใจเก่ง!]

[เมี่ยวเมี่ยวของเรานี่มันลูกรักพระเจ้าจริงๆ! ไม่ว่าจะเป็นพี่รองหรือคู่หมั้น ก็ตามใจเธอสุดๆ!]

[คำว่าอิจฉานี่ฉันพูดจนเหนื่อยแล้วจริงๆ นะ]

[เดี๋ยวนะ... เมื่อกี้ผู้กำกับบอกว่า ซีซั่นนี้ถ่ายทำกันบนเกาะร้าง เธอขนเสื้อผ้าสกินแคร์ไปเยอะขนาดนั้น พวกเธอคิดว่ามันโอเคจริงๆ เหรอ?]

คอมเมนต์ที่แสดงความสงสัยนี้ ถูกแฟนคลับของฮั่วเมี่ยวสแปมจนตกไปอย่างรวดเร็ว

ทุกคนทยอยเก็บของเสร็จ แต่ละคนก็เหมือนกับเจียงหนิง มัดเต็นท์ไว้บนกระเป๋าเป้

ฮั่วเมี่ยวมัดไม่เป็น มู่หมิงเซวียนก็เลยเข้าไปช่วยเธอ หยวนเวยที่เก็บของเสร็จแล้วเห็นแบบนั้น ก็เลยอาสาไปช่วยเจี่ยนเถียนเถียนมัดเต็นท์บ้าง

พอทุกคนเก็บของเสร็จแล้ว ผู้กำกับก็ยิ้ม แล้วพาพวกเขาไปขึ้นเรือยอชต์

เรือยอชต์หรูหราจอดเทียบอยู่ที่ชายหาด หยวนเวยเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะชม "ทีมงานทุ่มทุนสร้างมาก!"

ผู้กำกับที่เดินตามมาข้างหลัง "ฮ่าฮ่า พอดีเพิ่งได้สปอนเซอร์เพิ่มเมื่อไม่กี่วันก่อนน่ะครับ เดี๋ยวพวกคุณก็จะรู้เอง นาฬิกาที่จะแจกให้พวกคุณเดี๋ยวนี้ ก็เป็นสปอนเซอร์เจ้านี้แหละ"

"นาฬิกาเหรอคะ?" เจี่ยนเถียนเถียนสงสัย "สปอนเซอร์จะให้นาฬิกาพวกเราไปทำอะไรเหรอคะ?"

ผู้กำกับ "อืม ก็... ถือว่าโฆษณาไปในตัวล่ะมั้งครับ ช่วยไม่ได้ พ่อบุญทุ่มเขาให้มาเยอะจริงๆ"

[ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า นี่มันคำตอบอะไรเนี่ย ผู้กำกับนี่โฆษณาแบบโจ่งแจ้งเลยนี่นา?]

[เว่อร์มาก! สปอนเซอร์เจ้าไหนเนี่ย ทำไมใจป้ำขนาดนี้]

[นักลงทุนคนนี้เหมือนเป็นพวกเศรษฐีหน้าโง่เลยอ่ะ]

[มันคือนาฬิกาอะไร? จู่ๆ ก็อยากรู้ขึ้นมาเลย]

[น่าจะเป็นสมาร์ตวอทช์ที่ใช้ระบุตำแหน่งดาวเทียมอะไรทำนองนั้นมั้ง ก็นะ เขาห้ามพกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างอื่นนี่...]

ไม่เพียงแต่ผู้ชมที่กำลังดูไลฟ์สดอยู่จะขำกับคำตอบของผู้กำกับ แม้แต่แขกรับเชิญเองก็หัวเราะออกมาเหมือนกัน ขณะเดียวกันในใจก็แอบคาดหวังกับนาฬิกาเรือนนั้น

พอทุกคนขึ้นเรือยอชต์แล้ว เรือก็เคลื่อนตัวออกจากฝั่ง มุ่งหน้าไปยังเกาะร้างด้วยความเร็วสูง

โปรดิวเซอร์เฉินเหยียนเปิดกล่องที่เขาถือมาตลอดทาง ข้างในมีนาฬิกาเรือนใหม่แปดเรือนที่สไตล์แตกต่างกัน

ผู้กำกับพูดว่า "อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้นะครับ ว่าเป็นการไลฟ์สดแบบปิด ทุกคนห้ามพกมือถือ ดังนั้นนักลงทุนของเราก็เลยใจดีเตรียมนาฬิการุ่นนี้มาให้ทุกคน มันกันน้ำ กันความร้อนสูง แถมยังชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย เวลาที่ทุกคนเจอกับอันตรายหรือร่างกายเกิดความผิดปกติบางอย่าง มันจะแจ้งเตือนอัตโนมัติ ทำหน้าที่เป็นเครื่องติดตามเฝ้าระวัง นาฬิการุ่นนี้ยังอยู่ในช่วงทดสอบภายในอยู่ ฟังก์ชันอื่นๆ ก็รอให้ทุกคนไปค้นพบกันเองนะครับ"

นาฬิกาแต่ละเรือนมีดีไซน์และรูปลักษณ์ที่สวยงามมาก ไม่เพียงแต่ผู้ชมในห้องไลฟ์จะคอมเมนต์อย่างตื่นตาตื่นใจ แม้แต่แขกรับเชิญเองก็ส่งเสียงชื่นชม แล้วก็รีบหยิบมาคนละเรือนเพื่อลองใส่ทันที

"โอ๊ะ! นี่มันวัสดุอะไรเนี่ย ทำไมพอข้อมือฉันแตะปุ๊บ มันก็รัดเข้าเองอัตโนมัติเลย!" หยวนเวยร้องอย่างตื่นเต้น

เขาพูดยกมือถือขึ้นโชว์หน้ากล้อง ให้ผู้ชมในห้องไลฟ์ได้ดู

แขกรับเชิญคนอื่นๆ พอลองแล้ว ก็พบกับความมหัศจรรย์นี้เหมือนกัน ต่างก็ตื่นเต้นชูข้อมือโชว์นาฬิกาให้กล้องดู

ถึงแม้ผู้กำกับจะไม่ได้บอกว่านี่เป็นนักลงทุนเจ้าไหน แต่พอดูจากเนื้อสัมผัสและเทคโนโลยีสุดล้ำที่ดูเรียบง่ายนี้ก็รู้แล้วว่า ต้องเป็นแบรนด์ใหญ่เปิดตัวรุ่นใหม่แน่นอน

ถ้าสปอนเซอร์พ่อบุญทุ่มคนนี้ถูกใจพวกเขา จนได้เป็นพรีเซนเตอร์ของนาฬิการุ่นนี้ก็คงจะดี นี่มันโอกาสทองที่หาได้ยาก!

ทุกคนต่างก็คิดแบบนี้ในใจ ก็เลยยิ่งอวยนาฬิกาบนข้อมือกันหนักขึ้น

เจียงหนิงได้นาฬิกาสีดำเรือนหนึ่ง เป็นนาฬิกาของผู้หญิงสายจะค่อนข้างเล็ก พอสวมบนข้อมือเธอ นาฬิกาสีดำก็ยิ่งขับให้ผิวข้อมือของเธอที่เรียวบางดูขาวสว่างขึ้น หน้าปัดนาฬิกาที่ดูหรูหรามีระดับส่องประกายวิบวับอยู่กลางแดด

เจียงหนิงไม่ค่อยพูด ตากล้องก็เลยไม่ค่อยได้จับภาพเธอเท่าไหร่ แต่หลังจากที่เธอสวมนาฬิกาเสร็จ กล้องก็ยังซูมไปที่ข้อมือเธอค้างไว้สองสามวิ

[อ๊ากกก! มือนั่น! ผิวขาวละเอียดมาก!]

[ผิวขาวเกินไปแล้ว!! รู้สึกว่าแค่ถ่ายส่งๆ ทุกเฟรมก็เอาไปทำเป็นภาพโปรโมตนาฬิกาได้เลย]

[ยัยกากเจียงไสหัวออกจากวงการไป! วงการบันเทิงไม่ต้องการศิลปินที่ไร้ศีลธรรม!]

[พวกที่อวยๆ เนี่ย ก่อนอวยช่วยลืมตาดูโลกบ้างได้ไหม? คนแบบนี้ก็ยังจะอวยลง?]

หลังจากที่ผู้กำกับแจกนาฬิกาเสร็จ ก็ถึงเวลาที่ทุกคนจะต้องส่งมือถือของตัวเอง

ผู้กำกับยิ้มกริ่ม พูดว่า "เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนโกง หลังจากที่ทุกคนส่งมือถือมาแล้ว ทีมงานของเราจะใช้เครื่องมือตรวจสแกนร่างกายทุกคนอีกครั้ง ว่ามีใครแอบซุกซ่อนมือถือเครื่องที่สองไว้หรือเปล่า"

พอเขาพูดแบบนี้ ใครจะกล้าแอบซ่อนมือถือไว้กับตัว ต่างก็หยิบมือถือของตัวเองออกมา

หยวนเวยปิดมือถือเสร็จ ก็พูดอย่างลังเล "ผู้ช่วยกับผู้จัดการของเราก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ มือถือจะให้ใครเก็บเหรอครับ?"

มือถือเป็นของใช้ส่วนตัว ข้างในมีความลับเยอะมาก โดยเฉพาะกับคนที่เป็นบุคคลสาธารณะอย่างพวกเขา ของบางอย่างในมือถือรั่วไหลออกไปไม่ได้เด็ดขาด

"ไว้ในนี้" ผู้กำกับดูเหมือนจะคาดไว้แล้วว่าจะมีคนถามแบบนี้ เขาเสกกล่องใบหนึ่งออกมาจากด้านหลัง

ผู้กำกับพูดอย่างจริงจัง "เรามีกล่องทั้งหมดแปดใบ พวกคุณเอามือถือใส่เข้าไปในกล่อง ล็อกกล่อง แล้วกุญแจก็เก็บไว้ที่ตัวเอง กล่องจะถูกนำไปเก็บไว้ในตู้เซฟ โดยมีทีมงานคอยดูแล"

พอผู้กำกับพูดแบบนี้ ทุกคนก็วางใจ ปิดมือถือแล้วส่งออกมา

ผู้กำกับก็ล็อกกล่องต่อหน้าทุกคน แล้วนำไปเก็บในตู้เซฟ กุญแจตู้เซฟจะถูกเก็บไว้ที่โปรดิวเซอร์เฉินเหยียน

เกาะร้างแห่งนั้นอยู่ค่อนข้างไกล ผู้กำกับก็เลยใจดีเตรียมอาหารกลางวันไว้ให้ทุกคนด้วย

หลังอาหาร ผู้กำกับยังจัดห้องพักผ่อนส่วนตัวให้แขกรับเชิญแต่ละคนได้งีบหลับด้วย

แขกรับเชิญวันนี้ตื่นกันแต่เช้าตรู่เพื่อมาขึ้นเครื่อง อาจจะเหนื่อยกันจริงๆ แถมตอนนี้ก็ไม่มีมือถือแล้ว พอเข้าห้องพักไป ก็เลยนอนอย่างเดียว ไม่คิดทำอย่างอื่น

เจียงหนิงมีนิสัยงีบหลับตอนกลางวันอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ทำไม เจียงหนิงถึงรู้สึกแปลกๆ ตลอดเวลา เธอเดินสำรวจรอบๆ ห้องเล็กๆ นั่นอย่างระมัดระวังหนึ่งรอบ แล้วถึงล้มตัวลงนอนหลับตา

[เดี๋ยวนะ แขกรับเชิญคนอื่นพอเข้าห้องปุ๊บก็นอนหรือไม่ก็นั่งบนเตียงเลย แต่เจียงหนิงนั่น... กำลังเดินสำรวจห้องเหรอ??]

[ปกติเธอใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหนกันเนี่ย ดูเหมือนเป็นคนคิดมากจัง]

[ก็ไม่เห็นแปลกนะ ฉันเวลาไปพักโรงแรมคนเดียว ก็ต้องตรวจดูก่อนว่าในห้องมีกล้องแอบถ่ายหรือเปล่า]

[จักรพรรดิหลิงขนาดหลับตาก็ยังหล่ออ่ะ! ดูเป็นผู้ใหญ่มีเสน่ห์!]

[ฮ่าฮ่าฮ่า หยวนเบบี๋น่ารักจัง เขาหลับไปในทันทีเลย]

[ผู้กำกับบอกว่าเกาะร้างนี่ไกลมาก อย่างน้อยก็ต้องล่องเรือชั่วโมงกว่าล่ะมั้ง ออกไปก่อนดีกว่า เดี๋ยวดึกๆ ค่อยมาดูใหม่]

ในขณะที่ผู้ชมกำลังลังเลว่าจะเปิดไลฟ์ทิ้งไว้ หรือจะออกไปก่อนแล้วค่อยกลับมาดูทีหลังดี จู่ๆ หน้าจอไลฟ์สดก็มืดดับไป

[?????]

[เดี๋ยวนะ? ไลฟ์ตัดเหรอ หรือว่ามือถือฉันดับ?]

[ทำไมจู่ๆ จอดำอ่ะ? ฉันอยากดูจักรพรรดิหลิงต่ออ่ะ! ต่อให้เขานอนฉันก็จะดู! ทีมงานเล่นบ้าอะไรเนี่ย!]

...

ท่ามกลางเสียงโวยวายของชาวเน็ตนับไม่ถ้วน สองสามนาทีต่อมา ไลฟ์สดก็กลับมาอีกครั้ง

แปดห้องไลฟ์ แต่ละห้องเป็นแขกรับเชิญหนึ่งคน ก็ตอนนี้ทุกคนอยู่ในห้องส่วนตัว ไลฟ์สดถูกแบ่งออกเป็นแปดส่วนก็เป็นเรื่องปกติ

แต่ว่า ในภาพที่ดูแสนจะปกติ กลับมีเรื่องไม่ปกติเกิดขึ้น!

ผู้ชมที่อยู่หน้าจอต่างก็เห็นกับตาว่า แขกรับเชิญที่เพิ่งจะนอนหลับไปได้ไม่นาน จู่ๆ ก็ขยับตัว แล้วก็ทยอยลืมตาตื่นขึ้นมาทีละคน

[หา? ตื่นแล้วเหรอ?]

[ใครก็ได้บอกฉันที? สองสามนาทีที่จอดำไปเมื่อกี้ มันเกิดอะไรขึ้น?]

ไม่มีใครสามารถตอบคำถามของผู้ชมได้ โดยเฉพาะเมื่อเห็นสีหน้าอิ่มเอมราวกับได้นอนหลับเต็มตื่นมานานของหยวนเวยกับเจี่ยนเถียนเถียนแล้ว ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นไปอีก

ไม่เพียงแค่นั้น เรื่องที่ทำให้ชาวเน็ตรู้สึกเหมือนฝันไปมันยังไม่จบ

หลังจากที่แขกรับเชิญออกมาจากห้อง เรือยอชต์ที่เมื่อสองนาทีที่แล้วยังลอยอยู่กลางทะเล ตอนนี้กลับจอดเทียบอยู่ที่ชายฝั่งของเกาะร้างแห่งหนึ่งแล้ว

ผู้ชม: ??? นี่มันโคตรจะไม่สมเหตุสมผลเลย!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 76 - เอาชีวิตรอด 30 วัน

คัดลอกลิงก์แล้ว