เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - พรสวรรค์ตาวิเศษ

บทที่ 11 - พรสวรรค์ตาวิเศษ

บทที่ 11 - พรสวรรค์ตาวิเศษ


บทที่ 11 - พรสวรรค์ตาวิเศษ

เช้าวันรุ่งขึ้น เวลา 6 โมงตรง เฉินซู่เหรินก็ตื่นขึ้นมาเอง

เขาไม่แน่ใจว่านี่เป็นนาฬิกาชีวิตของเจ้าของร่างเดิม หรือเป็นผลพวงจากการรวมกันของจิตวิญญาณกันแน่ ตื่นแล้วก็นอนต่อไม่หลับอีก

ในเมื่อนอนไม่หลับ เขาก็ไม่นอนต่อ ลุกจากเตียงเบาๆ หยิบแปรงสีฟันกับผ้าเช็ดตัวไปที่อ่างล้างหน้าเพื่อล้างหน้าแปรงฟัน

"หืม?"

ขณะที่กำลังแปรงฟัน เฉินซู่เหรินก็สังเกตเห็นตัวเองในกระจกบานยาวข้างอ่างล้างหน้า

"ทำไมรู้สึกเหมือนผอมลงหน่อยๆ?"

หลังจากหมุนตัวไปมาหน้ากระจกอยู่พักหนึ่ง เฉินซู่เหรินก็แน่ใจว่าตัวเองมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

เดิมทีเขาสูงเมตรเจ็ดสิบแปด ปกติก็ไม่ได้มีงานอดิเรกที่ต้องออกไปข้างนอก แม้จะไม่ถึงขั้นอ้วน แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับคำว่าผอมเลย

"อ้อจริงสิ ร่างกายน่าจะปรับปรุงเสร็จแล้ว"

เมื่อเหลือบมองหน้าต่างสถานะ เฉินซู่เหรินถึงได้ยืนยันเรื่องนี้ การเปลี่ยนแปลงรูปร่างนี้มาจากระบบจริงๆ

แต่การเปลี่ยนแปลงระดับนี้ ถ้าเขาไม่ดูหน้าต่างสถานะ ก็คงไม่ทันสังเกตเห็น ถ้าให้คนอื่นมาดูก็ยิ่งมองออกได้ยาก

ตื่นเช้ามาก็เจอเรื่องดีๆ แบบนี้ เฉินซู่เหรินรู้สึกว่าอากาศหอมสดชื่นขึ้นมานิดหน่อย

หลังจากจัดการตัวเองเสร็จ เขาก็ลงจากตึกหอพัก

เดิมทีเฉินซู่เหรินตั้งใจจะไปโรงอาหารเพื่อซื้ออาหารเช้าไปฝากเพื่อนร่วมห้อง แต่ระหว่างทางที่เดินผ่านสนามกีฬากลางแจ้ง เขาก็หยุดชะงักไป

"เรื่องรูปร่างนี่ เราน่าจะพึ่งตัวเองพัฒนาได้เหมือนกันใช่ไหมนะ?"

เมื่อนึกถึงแต้มเผยแผ่ที่ขาดแคลนอยู่ในตอนนี้ เฉินซู่เหรินก็เริ่มคิดหาทางจากตัวเอง

"หรือว่า... วางแผนออกกำลังกายดี?"

ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้ เฉินซู่เหรินหันขวับแล้วเดินตรงไปยังสนามกีฬาทันที

คิดได้ก็ทำเลย นี่อาจจะเป็น "ผลข้างเคียง" ที่ติดมาจากประสบการณ์ในชาติที่แล้วของเขาก็เป็นได้

ชาติที่แล้วมีหลายอย่างที่เขาอยากทำ แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย

มาตอนนี้ เขามีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ดังนั้นจึงไม่อยากผัดวันประกันพรุ่งกับเรื่องอะไรทั้งนั้น

เหมือนอย่างเมื่อคืนนี้ ถ้าไม่ติดว่ามีงานราตรีเฟรชชี่ เขาคงออกไปร้องเพลงเปิดหมวกตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

หลังจากวิ่งๆ หยุดๆ อยู่ในสนามกีฬาครึ่งชั่วโมง เฉินซู่เหรินก็มุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร

แม้จะเหงื่อท่วมตัว แต่เขากลับรู้สึกอารมณ์ดีอย่างน่าประหลาด

"ความรู้สึกที่อยากทำอะไรก็ได้ทำเลยแบบนี้ มันดีจริงๆ"

เมื่อมาถึงโรงอาหาร เฉินซู่เหรินก็ตรงดิ่งไปยังหน้าต่างที่ขายซาลาเปา

เขายังนึกถึงรสชาติซาลาเปาที่เพื่อนร่วมห้องหิ้วกลับไปเมื่อวานไม่หาย

อาจเพราะมัวแต่วิ่งเลยเสียเวลาไปหน่อย หน้าแผงซาลาเปาถึงได้มีคนต่อแถวยาวเหยียดแล้ว

เขารีบวิ่งไปต่อแถว จากนั้นก็เริ่มคิดถึงสถานที่ที่จะไปร้องเพลงเปิดหมวกตอนเย็น

"อย่างแรก คนต้องเยอะ อย่างที่สอง ที่นั่นต้องไม่ไล่คน และสุดท้าย ต้องเตรียมอุปกรณ์ไปให้พร้อม"

"ซอเอ้อหูเอาไว้ก่อนแล้วกัน ถ้าหยิบเจ้านั่นไปสี ดีไม่ดีคงโดนคนไล่ตีเอา"

"เอาแค่หีบเพลงปากกับกีตาร์ไปก่อนแล้วกัน แต่ว่าฉันยังไม่มีกีตาร์นี่นา ขอยืมของเซี่ยไห่ฉีก่อนแล้วกัน"

ไม่นาน คนที่ต่อแถวอยู่ข้างหน้าก็หายไป ถึงคิวเฉินซู่เหรินพอดี

"เถ้าแก่ครับ เอาซาลาเปาสี่เข่ง น้ำเต้าหู้สี่แก้ว ไข่ต้มใบชาสี่ฟองครับ แยกถุง น้ำจิ้มแยกต่างหาก ถุงหนึ่งใส่พริกด้วยนะครับ"

"มาได้จังหวะพอดีเลย ช้ากว่านี้อีกหน่อยก็หมดแล้ว"

เมื่อได้ยินเจ้าของร้านพูด เฉินซู่เหรินก็ได้แต่ร้องในใจว่าให้ตายเถอะ ดูท่าว่าซาลาเปานี่จะอร่อยจริงๆ

หลังจากรูดบัตรนักศึกษา เขาก็มองเถ้าแก่ยุ่งอยู่กับการจัดของอย่างอารมณ์ดี

ไม่นาน ในมือของเขาก็เต็มไปด้วยถุงอาหาร

ขณะที่เขากำลังหิ้วของเดินกลับ ก็มีร่างสองร่างปรากฏขึ้นตรงหน้า

เฉินซู่เหรินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง

เมื่อเห็นใบหน้าของคนตรงหน้าชัดเจน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็จางลง

"เฉินซู่เหริน นี่นายเป็นอะไรไป รู้ไหมว่าเมื่อวานฉัน... ถิงถิงหิวจะแย่อยู่แล้ว?"

"ตอนนี้นายเอาซาลาเปาในมือมาให้ฉัน แล้วฉันจะยกโทษให้แทนนายเอง"

ฟางจู๋จ้องเฉินซู่เหริน ดวงตาที่โกรธเกรี้ยวของเธอไม่ได้เจือปนความรู้สึกอื่นใดเลย

เผย์ซื่อถิงที่อยู่ด้านหลังเธอ จริงๆ แล้วไม่อยากเจอหน้าเฉินซู่เหรินเท่าไหร่ แต่ก็ทนแรงยัยถึกฟางจู๋ไม่ไหว ไม่รู้ว่าเธอไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน พอเห็นเฉินซู่เหรินก็ลากเธอตรงมาทันที

พอเห็นท่าทางน่าอายของเพื่อนรัก เผย์ซื่อถิงก็จำต้องออกหน้า

"เฮ้? ถิงถิง เธออย่าดึงฉันสิ ฉันต้องสั่งสอนเจ้าหมอนี่แทนเธอ... ซู้ด"

เผย์ซื่อถิงดันฟางจู๋ไปไว้ข้างหลัง ก่อนจะหันมามองเฉินซู่เหริน

"อย่าไปฟังฟางจู๋พูดมั่วซั่ว"

"อืม"

เมื่อเห็นท่าทางสงบนิ่งของเผย์ซื่อถิง ราวกับว่าเรื่องเมื่อวันก่อนไม่ได้เกิดขึ้น เฉินซู่เหรินก็พลันรู้สึกว่าตัวเองอาจจะคิดมากไป

"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันไปก่อนนะ?"

เฉินซู่เหรินยกของในมือขึ้น ทำท่าจะเดินจากไป

"อืม... อ้อ จริงสิ เพลงเมื่อวาน เพราะมากนะ"

"ขอบคุณ"

เฉินซู่เหรินพูดอย่างสุภาพ แล้วก้าวเท้าจากไป

ฟางจู๋ที่อยู่ข้างๆ มองตามเฉินซู่เหรินที่หิ้วซาลาเปาเดินลับสายตาไป ก่อนจะหันมามองเพื่อนรัก

"ถิงถิง ทำไมเธอไม่ให้เฉินซู่เหรินทิ้งซาลาเปาไว้สักสองถุงล่ะ ตอนนี้เราไปต่อแถวอาจจะซื้อไม่ทันแล้วก็ได้นะ"

เผย์ซื่อถิงไม่ได้สนใจคำพูดของฟางจู๋ ตอนนี้เธอกำลังเหม่อลอยเล็กน้อย

เธอรู้จักกับเฉินซู่เหรินมานานพอๆ กับอายุของตัวเอง ตั้งแต่เล็กจนโต ตั้งแต่จำความได้ เธอไม่เคยเห็นเฉินซู่เหรินที่สุภาพและห่างเหินกับเธอแบบนี้มาก่อน

แต่นี่ ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการหรอกเหรอ? ทำไมพอได้ผลลัพธ์นี้มาแล้ว เธอกลับรู้สึกไม่ชินเอาเสียเลย

เผย์ซื่อถิงดึงสติกลับมาจากท่าทีเด็ดขาดไม่ลังเลของเฉินซู่เหรินเมื่อครู่ เธอตอบฟางจู๋กลับไปด้วยความรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยว่า "งั้นก็ไม่ต้องกิน" แล้วหมุนตัวเดินจากไป

"หา?"

ฟางจู๋มองแผ่นหลังของเผย์ซื่อถิง หันไปมองแผงซาลาเปาทีหนึ่ง แล้วหันไปมองอาหารเช้าอย่างอื่น

"ถิงถิง อย่าเพิ่งไปสิ ไม่กินซาลาเปา ก็ยังมีโจ๊กไข่เยี่ยวม้าหมูสับนะ ถิงถิง แป้งทอดสอดไส้ไข่ก็ได้นี่นา ถิงถิง..."

"ให้ตายสิ เจ้าท่อนไม้สุดยอดไปเลย"

พอกลับมาถึงหอพัก เฉินซู่เหรินก็พบว่านอกจากทังอิ้งเฉิงที่กำลังล้างหน้าแปรงฟันอยู่แล้ว อีกสองคนก็ตื่นกันหมดแล้ว

เด็กศิลป์นี่ อย่างอื่นไม่รู้เป็นยังไง แต่นิสัยการตื่นเช้านี่ดีจริงๆ

ไม่นาน ทั้งสี่คนก็นั่งกินอาหารเช้ากันที่โต๊ะของตัวเอง

เฉินซู่เหรินถือโอกาสนี้บอกเซี่ยไห่ฉีเรื่องขอยืมกีตาร์

เซี่ยไห่ฉีไม่พูดพร่ำทำเพลง เปิดตู้หยิบกีตาร์ของตัวเองออกมาให้เฉินซู่เหรินยืมไปใช้ได้ตามสบาย

ส่วนเฉินซู่เหรินจะเอาไปทำอะไร เขาก็ไม่ได้ถาม

หลังจากนั้นก็เป็นตารางเรียนทั้งวัน

เฉินซู่เหรินเพิ่งค้นพบว่าหลักสูตรของเด็กศิลป์มันเยอะขนาดนี้เลยเหรอ

ชาติที่แล้วเขาก็เคยเล่นเน็ต ไม่ใช่ว่าพอเข้ามหาวิทยาลัยแล้วคาบเรียนจะน้อยมาก โดดเรียนได้ตามสบายหรอกเหรอ?

ทำไมพอมาอยู่ที่นี่ แม้แต่คนที่ไม่ชอบอยู่นิ่งๆ อย่างเซี่ยไห่ฉีถึงได้ยอมไปเข้าเรียนแต่โดยดี?

รอจนเขานึกย้อนไปในความทรงจำถึงได้เข้าใจ สิ่งที่เขารู้มาไม่ผิด แต่นั่นมันสำหรับมหาวิทยาลัยทั่วไป

บางมหาวิทยาลัยทั่วไปมีเรียนแค่วันละคาบก็ยังมี

แต่วิทยาลัยศิลปะหงส์สะคราญ ในฐานะหนึ่งในสามสถาบันศิลปะชั้นนำของแคว้นชิง ย่อมก่อตั้งขึ้นเพื่อบ่มเพาะหัวกะทิอยู่แล้ว

ดังนั้น ในช่วงปีหนึ่ง จึงแทบไม่ต่างอะไรกับตอนมัธยมปลายปีสุดท้ายเลย

ส่วนเรื่องโดดเรียน?

ลองโดดดูสักทีไหมล่ะ? อาจารย์ที่สอนในวิทยาลัยศิลปะหงส์สะคราญได้ คนไหนบ้างที่ไม่เคยสอนศิลปินระดับสามขึ้นไป? ถ้าไปทำให้อาจารย์ผู้สอนไม่พอใจเข้า ไม่แน่ว่าโทรศัพท์สายเดียวอาจจะทำให้เส้นทางสู่การเป็นศิลปินของคุณมีกำแพงเพิ่มขึ้นมาอีกชั้นก็ได้

แน่นอน ในทางกลับกัน ถ้าทำผลงานได้โดดเด่นในสายตาอาจารย์ ก็อาจจะได้รับการแนะนำจากอีกฝ่ายเช่นกัน

ดังนั้น การโดดเรียน เป็นไปไม่ได้ที่จะโดดเรียน

หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว โดยรวมแล้ว นอกจากเรื่องบังเอิญเมื่อเช้า ก็มีแค่ตอนกลางวันที่เจิงเจวียนโทรมา

หลังจากที่อีกฝ่ายแจ้งเฉินซู่เหรินว่าเรื่องรายการวาไรตี้เรียบร้อยแล้ว เสียงของชื่อหงก็ดังขึ้นตามมา

「เข้าร่วม 'บุปผาแห่งคิมหันต์: บันทึกประจำวันของเด็กศิลป์' สำเร็จ, ภารกิจเสร็จสิ้น, รางวัล พรสวรรค์: ตาวิเศษแยกแยะผลไม้」

「พรสวรรค์: ตาวิเศษแยกแยะผลไม้, คุณสามารถแยกแยะความแตกต่างของคุณภาพในกองผลไม้ได้」

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 11 - พรสวรรค์ตาวิเศษ

คัดลอกลิงก์แล้ว