- หน้าแรก
- ทะลุมิติพร้อมกับระบบศิลปินข้ามโลก
- บทที่ 5 - ดาวเด่นบนเวที อดีตที่คุ้นเคย
บทที่ 5 - ดาวเด่นบนเวที อดีตที่คุ้นเคย
บทที่ 5 - ดาวเด่นบนเวที อดีตที่คุ้นเคย
บทที่ 5 - ดาวเด่นบนเวที อดีตที่คุ้นเคย
“พวกนั้นน่ะเหรอคือคนจากสามค่ายยักษ์ใหญ่? ทำไมมีแต่ผู้หญิงล่ะ?”
เมื่อใกล้ถึงเวลาเริ่มงาน เซี่ยไห่ฉีก็จ้องมองไปยังคนเหล่านั้นที่อยู่แถวหน้าด้วยความสงสัย
“ที่มาน่ะส่วนใหญ่เป็นผู้จัดการทั้งนั้นแหละ อาชีพผู้จัดการน่ะ ถึงแม้จะไม่ใช่ว่าไม่มีผู้ชาย แต่เมื่อเทียบกับผู้ชายแล้ว ผู้หญิงย่อมเป็นที่ยอมรับได้ง่ายกว่าเห็น ๆ ยังไงล่ะ หรือนายอยากได้ผู้จัดการผู้ชาย?”
เมิ่งฉางเฟิงพูดติดตลก
“ฉันเปล่านะ อย่ามาพูดมั่วซั่ว” เซี่ยไห่ฉีทำหน้าแหยง ๆ ก่อนจะพูดต่อว่า “ไม่รู้ว่างานราตรีเฟรชชี่ครั้งนี้ จะมีสักกี่คนที่ถูกเซ็นสัญญาไป”
ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกัน งานราตรีเฟรชชี่ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
เฉินซู่เหรินนั่งอยู่ที่เก้าอี้ของเขา มองดูพิธีกรทั้งสองคนบนเวทีกำลังกล่าวเปิดงานอย่างเพลิดเพลิน
สมแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็นวิทยาลัยศิลปะชั้นนำของแคว้นชิง หนุ่มหล่อสาวสวยบนเวทีไม่เพียงแต่หน้าตาดี แต่วาทศิลป์และน้ำเสียงก็ยังฟังดูน่าสบายหูอีกด้วย
หลังจากนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างจากงานราตรีเฟรชชี่ที่เฉินซู่เหรินจินตนาการไว้เท่าไหร่นัก
หลังจากที่ผู้บริหารกล่าวเปิดงานจบ ก็มีนักศึกษาใหม่ทีละคนขึ้นไปแสดงบนเวที
นาน ๆ ครั้งจะมีนักศึกษาใหม่ที่ทำผลงานได้ดีเป็นที่ต้องตาต้องใจของคนเหล่านั้นที่นั่งอยู่แถวหน้าสุด และได้รับคำชมเชยเล็ก ๆ น้อย ๆ
เฉินซู่เหรินดูออกว่า คนที่ถูกเอ่ยชื่อชมเหล่านั้นต่างก็มีท่าทางตื่นเต้นอยู่บ้าง
แน่นอนว่าแค่คำชมประโยคเดียวคงไม่ทำให้ใครตื่นเต้นได้ขนาดนั้น แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำชมนั้นต่างหาก ที่มากพอจะทำให้เด็ก ๆ ที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยเหล่านี้ตื่นเต้นได้
โดยพื้นฐานแล้ว หลังจากที่ได้เข้าไปอยู่ในสายตาของผู้จัดการที่นั่งอยู่แถวหน้าเหล่านั้น หลังจบงานก็มีโอกาสที่จะถูกเรียกไปพูดคุยเป็นการส่วนตัว
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าหากได้เจอกับเพชรเม็ดงามจริง ๆ มันก็คงไม่ได้จบอยู่แค่การเอ่ยปากชม
อย่างเช่นนักศึกษาใหม่ชายหนุ่มรูปงามเจ้าของความสูงประมาณเมตรเจ็ดสิบแปดที่อยู่บนเวทีในขณะนี้ กำลังถูกผู้จัดการสองคนจากแถวหน้าผลัดกันชมเชยไม่หยุดปาก แถมยังยื่นกิ่งมะกอก (ข้อเสนอ) ให้อย่างโจ่งแจ้งอีกด้วย
แต่สถานการณ์นี้ก็ดำเนินอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อหนึ่งในผู้ที่นั่งอยู่ตรงกลางที่สุดหยิบไมโครโฟนขึ้นมา แล้วพูดประโยคหนึ่งว่า “สนใจไปเยี่ยมชมที่เทียนยู่ดูสักหน่อยไหม?” ผู้จัดการอีกสองคนที่ก่อนหน้านี้ยังแย่งชิงตัวกันอยู่ก็เงียบเสียงลงและนั่งกลับไปที่เดิม
จากสีหน้าที่แข็งทื่อของทั้งสองคน ก็พอจะเดาอารมณ์ของพวกเธอในตอนนี้ได้
แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ?
ในฐานะหนึ่งในสามค่ายยักษ์ใหญ่ของแคว้นชิง แค่เพียงเทียนยู่เอ่ยปากชักชวน ก็ไม่มีใครที่ไม่อยากไป
“ขอบคุณครับ ผมยินดีครับ”
ชายหนุ่มบนเวทีตื่นเต้นจนใบหน้าแดงก่ำ
ผู้หญิงวัยสามสิบเศษคนนั้นจากเทียนยู่ เมื่อได้ยินคำตอบดังนั้นก็พยักหน้าเบา ๆ แล้ววางไมโครโฟนกลับลงบนโต๊ะ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้
แม้ว่าเหตุการณ์แทรกแซงนี้จะใช้เวลาไม่นาน แต่มันกลับสร้างความฮือฮาได้มากกว่าครั้งก่อน ๆ มากนัก
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครน่ะ?”
เซี่ยไห่ฉีเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“หน้าคุ้น ๆ เหมือนกัน แต่ไม่แน่ใจ”
เมิ่งฉางเฟิงขมวดคิ้ว แต่สุดท้ายก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร แต่ในฐานะผู้จัดการ การที่ทำให้เขารู้สึกคุ้นหน้าได้ ก็นับว่าไม่ธรรมดาแล้ว
ผู้จัดการไม่เหมือนกับศิลปิน มีเพียงผู้จัดการของศิลปินระดับแถวหน้าสามอันดับแรกเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสปรากฏตัวตามข่าวหรือสื่อต่าง ๆ
“เจ้านั่นมันเป็นใครวะ โชคดีชะมัด?”
ในตอนนี้ เซี่ยไห่ฉีได้เป็นตัวแทนความรู้สึกของนักศึกษาใหม่กว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ในหอประชุมใหญ่แห่งนี้แล้ว
“คนจากภาควิชาขับร้องน่ะ ระดับเดือนภาควิชาเลย”
ทังอิ้งเฉิงพูดแทรกขึ้นมาลอย ๆ สายตาของทั้งสามคนหันไปมองเขาทันที
“หือ พี่ทัง นี่นายก็รู้จักเขาด้วยเหรอ?”
เซี่ยไห่ฉีเอื้อมมือไปโอบคอทังอิ้งเฉิง พลางยิ้มเจ้าเล่ห์: “นายต้องแอบไปส่องดาวภาควิชา แล้วบังเอิญเห็นมาล่ะสิ! ไม่เบานะเราน่ะ!”
ทังอิ้งเฉิงใช้นิ้วชี้ดันแว่นที่เลื่อนหลุดลงมา พลางกล่าวว่า: “เรื่องจิ๊บ ๆ ไม่ต้องอวย นั่งลง ๆ”
“ฮ่าฮ่า!”
คำตอบของทังอิ้งเฉิงทำเอาทั้งสามคนหัวเราะลั่น
แม้ว่าฐานะทางบ้านของทังอิ้งเฉิงจะด้อยที่สุดในหอพัก แต่เขากลับไม่ได้มีนิสัยเก็บกดหรือน้อยเนื้อต่ำใจเพราะเรื่องนี้เลย
ปกติถ้าเป็นความหวังดีที่ควรรับ เขาก็รับ ถ้าเป็นเรื่องตลกที่ควรเล่น เขาก็เล่น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทั้งสามคนสนิทสนมกับทังอิ้งเฉิงได้โดยไม่มีกำแพงใด ๆ เพราะทั้งสามคนต่างก็มองเห็นความมั่นใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูธรรมดาของทังอิ้งเฉิง เขาไม่เคยกังวลว่าการรับความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมหอในวันนี้ แล้วในอนาคตจะไม่มีปัญญาตอบแทน
การแสดงหลังจากนั้น ในสายตาของเฉินซู่เหรินก็ถือว่ายอดเยี่ยมทั้งหมด สมแล้วที่เป็นสถาบันศิลปะชั้นนำ
นอกจากการแสดงร้องเพลงและบรรเลงเครื่องดนตรีแล้ว ก็ยังมีการแสดงละครเวที, การอ่านบทกวี, ศิลปะการต่อสู้, การเต้นรำ และอื่น ๆ อีกมากมาย
ถ้าหากเวลาเอื้ออำนวย เกรงว่าพวกภาควิชาถ่ายภาพก็คงอยากจะฉายผลงานของตัวเองให้ทุกคนได้ดูกันด้วย
ในระหว่างนั้น ก็มีนักศึกษาใหม่อีกสองคนที่ถูกตาต้องใจจากอีกสองค่ายยักษ์ใหญ่ที่เหลือ ไม่รู้ว่าเป็นกฎที่ตกลงกันไว้โดยปริยายหรืออย่างไร ในตอนที่ค่ายยักษ์ใหญ่ค่ายใดค่ายหนึ่งกำลังเลือกคน อีกสองค่ายที่เหลือก็ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยเลย
“ลำดับต่อไป ขอเชิญนักศึกษาใหม่ปีหนึ่งจากภาควิชาเปียโน เผย์ซื่อถิง กับการแสดงเดี่ยวเปียโนครับ”
ท่ามกลางเสียงปรบมือดังกึกก้อง หญิงสาวร่างสูงโปร่งในชุดราตรีสีดำที่ขับเน้นผิวพรรณที่อยู่นอกร่มผ้าให้ดูขาวผ่องเป็นพิเศษ ก็ค่อย ๆ ก้าวเดินออกมา
ลำคอระหงของหญิงสาวเชิดรับกับใบหน้าที่เงยขึ้นเล็กน้อย ท่ามกลางแสงไฟสปอตไลต์ที่สาดส่องลงมาจากเบื้องบน ราวกับว่าเธอกำลังอาบไล้ด้วยแสงแห่งทิพยอำนาจ
เสียงฝีเท้าดังก้องไปทั่วหอประชุมใหญ่ที่พลันเงียบสงัดลงในทันใด จนกระทั่งหญิงสาวนั่งลงและโค้งคำนับเล็กน้อย เหล่าชายหนุ่มที่อยู่ด้านล่างเวทีถึงเพิ่งจะได้สติกลับคืนมา
“เชี่ย นี่มันใครวะเนี่ย!”
“ผู้หญิงคนนี้บุคลิกดีสุด ๆ ไปเลย!”
“เร็วเข้า รีบ ๆ เลย ให้เวลาสิบนาที ฉันต้องเห็นชื่อเธอปรากฏอยู่ในทะเบียนบ้านของฉัน!”
“เทพธิดา!”
“ชิ~”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ ดังขึ้นเซ็งแซ่ จนกระทั่งเหล่าเจ้าหน้าที่ “สตาฟฟ์” ที่แฝงตัวอยู่ตามมุมมืดต่าง ๆ ในหอประชุมใหญ่ต้องออกมาตักเตือน ความโกลาหลจึงได้สงบลงอย่างรวดเร็ว
“เวรเอ๊ย อาจารย์ที่ปรึกษาไปแอบอยู่ตรงนั้นได้ไงวะ!”
เหล่าชายหนุ่มที่กำลังตื่นเต้น หลังจากถูกอาจารย์ที่ปรึกษาของตัวเองจ้องเขม็ง ก็พากันหดหัวกลับไปทันที
บนเวที
เผย์ซื่อถิงไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกใด ๆ ต่อความวุ่นวายด้านล่างเวทีเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งในหอประชุมใหญ่กลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เธอจึงได้ยกมือเรียวยาวของเธอขึ้น วางลงบนคีย์เปียโนสีขาวบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน
เสียงเปียโนดังก้องกังวานไปทั่วหอประชุมใหญ่ ไม่นานนัก เหล่าชายหนุ่มที่เมื่อครู่นี้ยังตื่นเต้นดี๊ด๊าอยู่ก็พลันเงียบสงบลง ในขณะเดียวกัน ในหัวของพวกเขาก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาว่า “ฉันไม่คู่ควร”
เมื่อบทเพลงจบลง เผย์ซื่อถิงก็ลุกขึ้นยืนโค้งขอบคุณ จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงหลายสายที่ดังขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“สนใจมาที่หมิงซิ่วไหม?”
“สนใจมาที่ฝูกวงไหม?”
“สนใจมาที่เทียนยู่ไหม?”
สามค่ายยักษ์ใหญ่เอ่ยปากพร้อมกัน สร้างความฮือฮาอื้ออึงขึ้นในหอประชุมใหญ่อีกครั้ง
บนเวที เผย์ซื่อถิงมองผู้หญิงสามคนที่อยู่ด้านล่างเวทีกำลังจ้องมองมาที่เธอ เธอย่อตัวลงเล็กน้อยก่อนจะยิ้มบาง ๆ แล้วตอบว่า: “ขอบคุณค่ะ ฉันสนใจทั้งหมดเลยค่ะ”
คนจากสามค่ายยักษ์ใหญ่รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดคุยเจรจา หลังจากได้รับคำตอบจากเผย์ซื่อถิงแล้ว พวกเธอก็พยักหน้าและวางไมโครโฟนลง
ณ ที่นั่งผู้ชม เพื่อนร่วมหอทั้งสามคนของหอพัก 369 ในตอนนี้ต่างก็กำลังแอบชำเลืองมองสีหน้าของเฉินซู่เหรินอยู่เงียบ ๆ
เฉินซู่เหรินรู้สึกจนปัญญา
“นี่พวกนาย มีอะไรอยากจะพูดก็พูดมาสิ มาอยู่ข้าง ๆ ฉันแล้วยังจะมาแอบมองอีกเหรอ? นายแหละ เซี่ยไห่ฉี ตาจะเหล่เข้าหากันอยู่แล้วนั่นน่ะ”
เมื่อเห็นเซี่ยไห่ฉีที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ทำท่านั่งตัวตรง แต่ดวงตากลับพยายามเหล่มาทางเขาอย่างสุดความสามารถ เฉินซู่เหรินก็กลัวจริง ๆ ว่าลูกตาของอีกฝ่ายจะกระตุกค้างไปซะก่อน
“เฮะ ๆ ก็กลัวนายจะเสียใจนี่นา”
เซี่ยไห่ฉีขยี้ตาของตัวเองพลางหัวเราะแก้เก้อ ส่วนอีกสองคนเมื่อเห็นว่าเฉินซู่เหริน ยังดูปกติดี ก็เลยละสายตากลับไป
แม้ว่าพวกเขาจะอยากพูดคุยเกี่ยวกับเพื่อนสมัยเด็กคนนี้ของเพื่อนร่วมหออยู่เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเก็บมันเอาไว้
เฉินซู่เหรินหันกลับไปมองเผย์ซื่อถิงที่กำลังเดินลงจากเวทีอีกครั้ง
ในตอนที่เห็นเธอปรากฏตัวครั้งแรก อารมณ์ของเขาก็ไม่มั่นคงอยู่บ้างจริง ๆ นั่นแหละ แต่ถึงอย่างไร เฉินซู่เหรินในตอนนี้ก็ไม่ใช่เฉินซู่เหรินคนเดิมอีกต่อไปแล้ว เขาจึงกลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว
ต้องยอมรับว่า หากมองในสายตาของคนทั่วไป เพื่อนสมัยเด็กของเขาคนนี้ก็ไม่ธรรมดาจริง ๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้าของร่างเดิมจะทุ่มเทหัวใจทั้งหมดไว้ที่เธอ
หากไม่ใช่เพราะสถานะเพื่อนสมัยเด็กที่ค้ำคออยู่ ด้วยค่ารูปลักษณ์ที่ต่ำกว่า 60 คะแนนของเจ้าของร่างเดิม เกรงว่าคงไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้เธอด้วยซ้ำ
นี่อาจจะเป็นโชคชะตา
สวรรค์มอบความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาให้แก่คนทั้งสอง แต่กลับไม่ได้มอบรูปลักษณ์และพรสวรรค์ที่คู่ควรให้แก่พวกเขาทั้งสอง
ด้วยเหตุนี้ เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองต้องหลุดขบวน เจ้าของร่างเดิมจึงทำได้เพียงแค่พยายามไล่ตามอย่างสุดชีวิต และมอบความจริงใจทั้งหมดให้ไป
แต่จนแล้วจนรอด เจ้าของร่างเดิมก็เพิ่งจะมาเข้าใจในตอนสุดท้ายว่า สิ่งที่ไร้ค่าที่สุดในโลกนี้... อาจจะเป็นความจริงใจและความพยายามก็ได้
[จบแล้ว]