เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 : จักรพรรดินี…อย่ากินคนเดียวสิ!

บทที่ 10 : จักรพรรดินี…อย่ากินคนเดียวสิ!

บทที่ 10 : จักรพรรดินี…อย่ากินคนเดียวสิ!


บทที่ 10 : จักรพรรดินี…อย่ากินคนเดียวสิ!

“หรือว่า...จะเป็นอสูรสายพันธุ์พิเศษ?”

ในที่สุด กู่เยว่ซีก็คิดถึงความเป็นไปได้หนึ่งขึ้นมาได้

สิ่งที่เรียกว่า ‘อสูรสายพันธุ์พิเศษ’ นั้น ก็คืออสูรที่สายเลือดเกิดการกลายพันธุ์อย่างไม่ทราบสาเหตุ

โดยทั่วไปแล้ว พวกมันมักจะมีศักยภาพที่ซ่อนเร้นและความสามารถพิเศษที่เหนือกว่าเผ่าพันธุ์เดียวกันอยู่มาก ซึ่งลักษณะเด่นที่ชัดเจนที่สุดก็คือความสามารถในการ ‘วิวัฒนาการได้ด้วยตนเอง’

“ใช่แล้ว ต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ!” ยิ่งคิดกู่เยว่ซีก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นไปได้

“มันดูดเลือดที่เปี่ยมไปด้วยพลังของข้าเข้าไป จึงเป็นผลให้สายเลือดกลายพันธุ์ที่ซ่อนอยู่ในตัวมันถูกกระตุ้น จนทำให้มันวิวัฒนาการสำเร็จในครั้งแรก!”

พอคิดทะลุปรุโปร่งถึงจุดนี้ได้ ความรู้สึกของกู่เยว่ซีก็พลันสลับซับซ้อนขึ้นมาทันที

ในแง่หนึ่ง การได้ทำพันธสัญญากับอสูรพันธุ์พิเศษที่สามารถวิวัฒนาการได้ด้วยตนเอง ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ยุงตัวหนึ่ง ก็ยังนับว่าเป็นโชคดีในความโชคร้ายแล้ว

แต่ในอีกแง่หนึ่ง...

“ต่อให้เป็นอสูรพันธุ์พิเศษ แล้วจะอย่างไรเล่า?”

แววตาของกู่เยว่ซีกลับคืนสู่ความสงบนิ่งอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเจือไปด้วยแววของการไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล

“นับตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอสูรพันธุ์พิเศษที่แข็งแกร่งเพียงใด จำนวนครั้งในการวิวัฒนาการล้วนมีขีดจำกัด อย่างมากที่สุดก็ไม่เกินสามครั้ง”

“แค่ยุงตัวเดียว ต่อให้มันวิวัฒนาการได้ถึงสามครั้ง มันจะแข็งแกร่งขึ้นได้สักแค่ไหนกันเชียว?”

“การวิวัฒนาการครั้งแรก ก็แค่ทำให้ตัวใหญ่ขึ้นหน่อย จะงอยปากแข็งขึ้นนิดหน่อย...แต่ก็ยังคงไม่มีพลังต่อสู้อะไรเลยด้วยซ้ำ แม้แต่อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำสุดก็ยังเทียบไม่ได้”

“และต่อให้มันโชคท้าทายสวรรค์จนวิวัฒนาการได้อีกสองครั้ง อย่างเก่งที่สุดก็คงจะมีพลังเทียบเท่ากับอสูรระดับหนึ่งเท่านั้นกระมัง? ซึ่งสำหรับข้าแล้ว มันก็ยังคงเป็นตัวถ่วงอยู่ดี” (ไม่มีจำกัดจ้าาา)

กู่เยว่ซีวิเคราะห์อยู่ในใจเงียบๆ ก่อนจะตัดสิน ‘ชะตา’ ของฉู่เซิงอย่างรวดเร็ว

มีแววอยู่บ้าง แต่ก็แค่นิดหน่อย

สุดท้ายแล้ว...ก็ยังคงเป็นตัวไร้ค่าอยู่ดี

ฉู่เซิง: “…???”

ฉู่เซิงที่กำลังนอนแผ่อยู่บนโต๊ะเพื่อย่อยเลือดอย่างสบายอารมณ์นั้น ได้ยินเสียงในใจของจักรพรรดินีผู้นี้อย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ

ในทันใดนั้น บนใบหน้ายุงของเขาก็ปรากฏแววแห่งความไม่ยอมรับขึ้นมาทันที

อะไรนะ?

วิวัฒนาการได้อย่างมากแค่สามครั้ง?

อย่างเก่งที่สุดก็เป็นได้แค่อสูรระดับหนึ่ง?

นี่เจ๊! กำลังดูถูกใครอยู่หา?!

“เหอะๆ ช่างไร้เดียงสา! ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว!”

ฉู่เซิงตะโกนก้องอยู่ในใจอย่างบ้าคลั่ง

“เจ้าคิดว่าข้าเป็นแค่อสูรพันธุ์พิเศษธรรมดางั้นรึ?”

“ข้านี่คือยุงที่มีระบบนะ! ระบบวิวัฒนาการไร้ขีดจำกัด! เข้าใจความหมายของคำว่าไร้ขีดจำกัดไหมหา?!”

“สามครั้ง? นั่นมันขีดจำกัดของพวกมนุษย์เดินดินอย่างพวกเจ้าต่างหาก! เส้นทางของท่านผู้นี้คือมหาสมุทรแห่งดวงดาว! คือลำคอของทวยเทพ!”

ตอนแรกฉู่เซิงก็รู้สึกโมโหอยู่บ้างกับคำพูดประหนึ่ง ‘กบในกะลา’ ของเธอ แต่พอคิดดูอีกที เขากลับรู้สึกขำขึ้นมา

หึ…ดูถูกข้าน่ะดีแล้ว!

ยิ่งเจ้าดูถูกข้ามากเท่าไหร่ ในวันที่ข้าวิวัฒนาการจนกลายเป็นยุงเทวะผู้กลืนกินสวรรค์และดวงตะวันได้ สีหน้าของเจ้าในวันนั้นก็จะยิ่งน่าดูชมมากขึ้นเท่านั้น!

ในขณะที่ฉู่เซิงกำลังฟุ้งซ่านอยู่นั้นเอง กู่เยว่ซีก็เลิกใส่ใจกับปัญหาของเขาไปแล้ว

เพราะในสายตาของเธอ เจ้ายุงฉู่เซิงตัวนี้ อย่างมากก็เป็นได้แค่ ‘ตัวถ่วง’ ที่ต้องลงทุนลงแรงในระยะยาว แต่ผลตอบแทนกลับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน หรืออาจจะถึงขั้นขาดทุนย่อยยับเลยด้วยซ้ำ

ณ เวลานี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการยกระดับความแข็งแกร่งของตัวเธอเอง!

เมื่อคิดได้ดังนั้น กู่เยว่ซีก็ไม่ลังเลอีกต่อไป

เธอเอื้อมมือไปลากถุงใบใหญ่ที่บรรจุซากของอสรพิษวิญญาณมรกตออกมาจากใต้เตียง

ทันทีที่ปากถุงถูกเปิดออก กลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้นก็พลันตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง

ทว่า ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดนั้น กลับมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์แทรกซึมอยู่ด้วย ซึ่งนั่นคือกลิ่นเฉพาะตัวของเลือดแก่นแท้จากอสูรสายเลือดชั้นสูง!

“ให้ตายเถอะ!”

ทันทีที่ได้กลิ่นนี้ ดวงตาของฉู่เซิงก็เบิกโพลงขึ้นมาทันที!

ทักษะติดตัวอย่าง [แกะรอยอาหารโลหิต] ของเขา ทำให้เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ‘พลังงาน’ ที่แฝงอยู่ในเลือดงูนั้น เข้มข้นกว่าเลือดของกู่เยว่ซีมากกว่าสิบเท่า

นี่ถ้าหากได้ลองดูดสักคำล่ะก็...

ไม่สิ!

แค่คำเดียวมันจะไปพออะไร?

อย่างน้อยก็ต้องให้ข้าได้ดูดจนท้องแตกไปข้างหนึ่งนั่นแหละ!

ทันใดนั้น ความขุ่นเคืองที่ฉู่เซิงมีก่อนหน้านี้ก็พลันมลายหายไปสิ้น

ดวงตาขนาดเท่าเม็ดถั่วดำของเขาจับจ้องไปยังซากอสรพิษวิญญาณมรกตที่เย็นชืดเขม็ง จะงอยปากขยับไปมาอย่างไม่รู้ตัวจนแทบจะน้ำลายไหล

นี่มันของบำรุงชั้นเลิศชัดๆ!

ทว่ากู่เยว่ซีหาได้ใส่ใจในความปรารถนาของเขาไม่

เธอทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้น วางซากงูไว้เบื้องหน้า จากนั้นจึงวางมือทั้งสองข้างลงบนบาดแผลอีกครั้ง

“เตาหลอมหมื่นอสูร เปิด!”

ในเวลาต่อมา หยาดโลหิตแก่นแท้สีแดงเข้มที่เจือด้วยสีเขียวมรกตก็เริ่มไหลซึมผ่านแขนของเธอเข้าสู่ร่างกายอย่างช้าๆ

ความเจ็บปวดอันรุนแรงที่คุ้นเคยถาโถมเข้ามาอีกครั้ง

แต่ด้วยประสบการณ์จากครั้งแรก ทำให้ครั้งนี้กู่เยว่ซีดูสงบเยือกเย็นขึ้นมาก เธอตั้งมั่นรักษาสติสัมปชัญญะของตนเองไว้อย่างแน่วแน่ พลางทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการหลอมรวมพลังงานสายนี้

ฉู่เซิงที่อยู่ด้านข้างได้แต่มองดูอย่างร้อนใจ

“เฮ้ๆๆ! อย่าแอบกินคนเดียวสิ! แบ่งให้สหายอย่างข้าสักคำบ้างสิ!”

เลือดในท้องของเขายังคงอยู่ในระหว่างการย่อย ทำให้ในตอนนี้ยังไม่สามารถกินอะไรเพิ่มได้

เขาจึงทำได้เพียงมองดูกู่เยว่ซีค่อยๆ ดูดซับเลือดของอสูรสายเลือดชั้นสูงไปทีละน้อยด้วยสายตาละห้อย พลางรู้สึกเจ็บปวดในใจจนแทบจะกระตุก

นั่นมันแต้มวิวัฒนาการของข้าทั้งนั้นเลยนะ!

ไม่ได้การ! รอข้าย่อยเสร็จเมื่อไหร่ จะต้องหาทางเข้าไปจ๊วบสักคำให้ได้!

….

เวลาผ่านไปทีละวินาที...

ฉู่เซิงนอนแผ่หลาอยู่บนโต๊ะ จ้องมองกู่เยว่ซีสลับกับซากอสรพิษวิญญาณมรกตที่ส่ง ‘กลิ่นหอม’ เย้ายวนนั้นด้วยสายตาละห้อย ในใจร้อนรนราวกับมีแมวมาข่วน

ย่อยเร็วๆ เข้าสิโว้ย!

ถ้าช้ากว่านี้อีกนิดเดียว งูตัวนั้นคงถูกนางดูดจนแห้งเหือดแน่!

บางทีอาจเป็นเพราะแรงปรารถนาอันแรงกล้าของเขาได้ผล หนึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงแจ้งเตือนของระบบที่เขารอคอยก็ดังขึ้นราวกับเสียงสวรรค์

[ติ๊ง! การย่อยโลหิตเสร็จสิ้น, ได้รับแต้มวิวัฒนาการ +0.4!]

[ค่าพลังชีวิตและโลหิตปัจจุบัน 1.9, แต้มวิวัฒนาการรวม 0.9...]

มาแล้ว!

ฉู่เซิงรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที เขารู้สึกว่าท้องที่เคยป่องกลมของตนเองแฟบลงในพริบตา พร้อมกับความหิวโหยอย่างรุนแรงที่ถาโถมเข้ามาอีกระลอก

ดังนั้น เขาจึงรีบหันไปมองกู่เยว่ซีที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ทันที

ณ เวลานี้ เธอยังคงหลับตาแน่น คิ้วขมวดมุ่น ใบหน้าที่งดงามประณีตชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทั้งยังมีสีหน้าที่ซีดขาวอยู่บ้าง

เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการฝึกฝน จนไม่มีสมาธิจะไปสนใจสิ่งอื่นใด

โอกาสทอง!

ฉู่เซิงหัวเราะหึๆ อยู่ในใจ นี่ไม่ใช่ข้าจะแอบกินนะ แต่เป็นเจ้าเองที่ไม่ว่างมาสนใจข้าต่างหาก!

เขาค่อยๆ กระพือปีกอย่างระมัดระวัง พยายามลดเสียงในการบินของตนเองให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้

นับว่าโชคดี ที่หลังจากการวิวัฒนาการ ความสามารถในการควบคุมร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นมาก

แม้ว่าตอนบินจะยังมีเสียง ‘หึ่งๆ’ อยู่บ้าง แต่ก็เบาลงกว่าแต่ก่อนเยอะ ราวกับโทรศัพท์มือถือที่เปิดโหมดสั่นแบบไร้เสียง

ในที่สุด เขาก็บินไปเกาะบนซากของอสรพิษวิญญาณมรกตอย่างแผ่วเบา ตรงข้างๆ กับบาดแผลที่กู่เยว่ซีใช้กริชแทงเอาไว้ก่อนหน้านี้

กลิ่นหอมปนคาวเลือดที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมโชยปะทะเข้ามาเต็มๆ จนฉู่เซิงแทบจะหมดสติไปด้วยความสุข

“ได้เวลาเจี๊ยะแล้ว!”

ฉู่เซิงไม่ลังเลอีกต่อไป เขาเล็งไปที่บริเวณหนังซึ่งดูค่อนข้างอ่อนนุ่มบนซากงู ก่อนจะใช้จะงอยปากระดับ 2 ที่ทั้งใหญ่และแข็งของตนเองแทงลงไปอย่างแรง!

ฉึก!

เสียงดังขึ้นเบาๆ ครั้งหนึ่ง จะงอยปากของเขาสามารถเจาะทะลุหนังงูเข้าไปได้อย่างไร้ซึ่งอุปสรรค!

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นอสูรสายเลือดชั้นสูง แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ยังเป็นเพียงแค่ตัวอ่อน พลังป้องกันจึงยังไม่สูงมากนัก!

และในวินาทีต่อมา ของเหลวที่แตกต่างจากเลือดของกู่เยว่ซีโดยสิ้นเชิง ก็ไหลทะลักผ่านจะงอยปากเข้าสู่ร่างกายของเขาทันที!

หากจะเปรียบเลือดของกู่เยว่ซีเป็นซุปบำรุงชั้นดีที่อ่อนโยน เช่นนั้นแล้วเลือดของอสรพิษวิญญาณมรกตนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเครื่องดื่มชูกำลังสูตรเข้มข้น ที่ทั้งรุนแรงและดุดัน!

พลังงานอันบริสุทธิ์และเกรี้ยวกราดสายหนึ่ง พลันระเบิดออกในร่างกายของเขาทันที!

[พลังชีวิตและโลหิต +0.5]

[พลังชีวิตและโลหิต +0.6]

[พลังชีวิตและโลหิต +0.5...]

[คำเตือน! พลังงานในโลหิตที่โฮสต์ดูดซับเข้าไปนั้นมหาศาลเกินไป โปรดระวังขีดจำกัดที่ร่างกายจะรับไหว!]

…………….

จบบทที่ บทที่ 10 : จักรพรรดินี…อย่ากินคนเดียวสิ!

คัดลอกลิงก์แล้ว