- หน้าแรก
- กลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์อสูรของจักรพรรดินี
- บทที่ 8 เพื่อนเอ๋ย...เจ้าช่างตาแหลมจริงๆ!
บทที่ 8 เพื่อนเอ๋ย...เจ้าช่างตาแหลมจริงๆ!
บทที่ 8 เพื่อนเอ๋ย...เจ้าช่างตาแหลมจริงๆ!
บทที่ 8 เพื่อนเอ๋ย...เจ้าช่างตาแหลมจริงๆ!
เสียงจอแจและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในห้องเรียน ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกู่เยว่ซีเลยแม้แต่น้อย
ใบหน้าที่งดงามเย็นชาของนางยังคงเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น ราวกับว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับนางเลยแม้แต่น้อย
นางเก็บกล่องที่ใส่ฉู่เซิงกลับคืนมา เดินตรงไปยังที่นั่งว่างแถวหลังสุดแล้วนั่งลง จากนั้นจึงหยิบตำราเรียนออกมาจากกระเป๋า แล้วเปิดอ่านด้วยตนเองอย่างไม่สนใจใคร
ท่าทีสงบนิ่งราวกับภูผาถล่มลงตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้านั้น กลับทำให้นักเรียนในห้องที่กำลังซุบซิบนินทากันอยู่ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี
ก็ในเมื่อเจ้าตัวยังไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไร แล้วพวกเขาจะมาส่งเสียงโห่ร้องอยู่ตรงนี้ มันก็ดูเหมือนจะทำให้ตัวเองดูไม่มีระดับไปเสียเปล่าๆ
ด้วยเหตุนี้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงค่อยๆเงียบลง
แต่สายตาของทุกคนที่มองไปยังกู่เยว่ซี กลับแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกซับซ้อนอย่างยิ่ง
มีทั้งความเสียดาย, ความสงสาร, แต่ส่วนใหญ่แล้วคือความไม่เข้าใจ
ในสายตาของพวกเขา นี่มันไม่ต่างอะไรกับการยอมแพ้ต่อโชคชะตาเลย
….
“เงียบ! เงียบกันได้แล้ว!”
อาจารย์หนุ่มหน้าชั้นเรียนทุบโต๊ะเพื่อเรียกความสนใจของทุกคนกลับมา ก่อนจะกระแอมไอ แล้วเริ่มสอน
เพียงแต่ว่า...ระหว่างที่เขาสอน สายตาของเขาก็มักจะเผลอเหลือบไปมองทางกู่เยว่ซีอยู่บ่อยครั้ง พลางถอนหายใจในใจไม่หยุด
และในขณะเดียวกัน...ภายในกล่องพลาสติกที่ถูกวางไว้บนโต๊ะของกู่เยว่ซี ฉู่เซิงกำลัง ‘ฟัง’ เรื่องราวทั้งหมดนี้อย่างออกรสออกชาติ
“จึ๊ๆ...ดูท่าการปรากฏตัวของข้า จะสร้างความตกตะลึงให้พวกเจ้าไม่น้อยเลยสินะ!” ฉู่เซิงหัวเราะร่าอยู่ในใจ
ดีเลย...ทุกคนคิดว่าข้าเป็นตัวไร้ค่า ทุกคนคิดว่ากู่เยว่ซีจบสิ้นแล้ว แบบนี้สิดี
แกล้งทำเป็นหมูเพื่อรอขย้ำเสือ...ถึงจะเป็นมุกเก่าๆแต่ถ้ามันใช้ได้ผลก็พอแล้ว!
ตอนนี้ ก็ปล่อยให้พวกเจ้าสงสารกันให้พอใจ ปล่อยให้พวกเจ้าเสียดายกันให้เต็มที่ไปก่อนเถอะ!
รออีกครึ่งเดือน...พอการสอบร่วมเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ ข้า…
เอ๊ย ไม่ใช่สิ...จักรพาทรินีถุงเลือดของข้า จะเปิดตัวอย่างเจิดจรัส จนพวกเจ้าต้องตาค้างกันไปข้างเลยคอยดู!
….
เวลาหนึ่งคาบเรียนผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางบรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้
ทันทีที่เสียงออดหมดคาบดังขึ้น อาจารย์เพิ่งจะก้าวเท้าออกจากห้องไปได้ไม่ทันไร ก็มีเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเดินตรงมาหากู่เยว่ซีในทันที
[เฉินฮ่าว, อายุ 18 ปี, ผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นปลาย]
นี่คือข้อมูลที่ฉู่เซิงใช้ [แกะรอยโลหิต] สแกนดูเมื่อสักครู่นี้
จะว่าไป...ทักษะนี้มันก็ใช้ดีเหมือนกันนะเนี่ย!
ผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นปลาย แถมยังทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรสายเลือดชั้นกลางอีกต่างหาก ในห้องแปดนี้ เจ้าหมอนี่น่าจะนับได้ว่าเป็นระดับหัวกะทิแล้ว
คาดว่า...ถ้าจัดอันดับทั้งสายชั้น ก็น่าจะติดหนึ่งในสามสิบอันดับแรกได้เลย
“นักเรียนกู่เยว่ซี”
เฉินฮ่าวเดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะของกู่เยว่ซี ใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มที่เจ้าตัวคิดว่าดูอบอุ่นเป็นที่สุด
เขาแอบชอบกู่เยว่ซีมาโดยตลอด แต่เสียดายที่เมื่อก่อนกู่เยว่ซีเป็นถึงดาวโรงเรียนที่อยู่สูงเกินเอื้อม ถึงแม้ว่าผลการเรียนของเขาจะดี แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีระยะห่างอยู่มาก ปกติจึงไม่กล้าที่จะเข้าไปทักทาย
แต่ตอนนี้...โอกาสมาถึงแล้ว!
ดาวโรงเรียนตกจากบัลลังก์ กลายเป็น ‘ตัวไร้ค่า’ ที่ทำพันธสัญญากับยุง
นี่แหละคือช่วงเวลาที่เขาจะได้ยืดอกแสดงความมีน้ำใจ และโชว์เสน่ห์ของตนเอง!
กู่เยว่ซีเงยหน้าขึ้น ดวงตาเย็นชาของนางเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะไม่เอ่ยวาจาใดๆ
เฉินฮ่าวไม่ใส่ใจ เขากระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงของผู้มีประสบการณ์ว่า
“นักเรียนกู่ จริงๆแล้ว...เจ้าไม่ต้องท้อแท้ไปหรอกนะ สัตว์อสูรคู่พันธสัญญาตัวแรกน่ะ มันไม่ได้ตัดสินอนาคตทั้งหมดของผู้ฝึกสัตว์อสูรหรอก!”
“ข้ารู้...เจ้าอาจจะเป็นเพราะเหตุผลบางอย่าง ถึงได้...ถึงได้เลือกทำแบบนี้! แต่ไม่เป็นไรนะ!”
คนที่อยู่รอบๆพอได้ยินดังนั้นก็ถึงกับขมับกระตุก
นี่มันคือการปลอบใจแบบ ‘กูหล่อ กูเก่ง กูจะพูด’ ในตำนานรึเปล่าวะ?
ทำพันธสัญญากับยุงไปแล้วนะ ยังจะมาบอกว่าไม่ได้ตัดสินอนาคตทั้งหมดอีกเหรอ?
ชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่มีทางบรรลุถึงระดับห้าเพื่อทำพันธสัญญากับอสูรตัวที่สองได้แล้วโว้ย!
เส้นทางสายผู้ฝึกสัตว์อสูรมันจบสิ้นไปแล้วโดยสมบูรณ์ เข้าใจไหม?!
ไอ้เฉินฮ่าวนี่...มันคงไม่ได้คิดจะหลอกกู่เยว่ซีที่ไม่รู้เรื่องความรู้อัญเชิญอสูร แล้วพูดจาเหลวไหลไปเรื่อยหรอกนะ?
ทันใดนั้น เขาก็ใช้ความคิดสั่งการ พลันหมาป่าสีครามตัวใหญ่ที่นอนแกล้งหลับอยู่ข้างๆที่นั่งของเขาก็ลุกพรวดขึ้นมา เดินเข้ามาอยู่ข้างๆเขา แล้วใช้หัวถูไถขาของเขาอย่างสนิทสนม
นั่นคือหมาป่ายักษ์ที่มีขนาดตัวพอๆกับสุนัขพันธุ์ทิเบตันมาสทิฟฟ์โตเต็มวัย ขนทั่วร่างเป็นสีเทาอมคราม แต่สิ่งที่แปลกที่สุดก็คือ บนหลังของมันมีปีกเล็กๆอวบๆคู่หนึ่งงอกออกมา ดูแล้วตลกพิลึก
[หมาปาวายุทมิฬ, สายเลือดชั้นกลาง, สัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นปลาย, สามารถควบคุมธาตุลมเพื่อโจมตีได้, เมื่อโตเต็มวัยสามารถบรรลุถึงระดับห้าขึ้นไป!]
“เห็นไหม? นี่คือคู่หูของข้า หมาปาวายุทมิฬ!”
เฉินฮ่าวตบหัวของหมาปาวายุทมิฬเบาๆด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
“ถึงตอนนี้มันจะอยู่แค่ระดับหนึ่ง แต่ศักยภาพสายเลือดของมันสูงมาก! ขอแค่เลี้ยงดูให้ดี ในอนาคตจะต้องรุ่งโรจน์อย่างแน่นอน!”
“ขอแค่เจ้าเต็มใจ ข้าสามารถแบ่งปันเคล็ดลับในการเลี้ยงดูหมาปาวายุทมิฬให้เจ้าได้นะ ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ค่อยมีประโยชน์กับ...เอ่อ กับสัตว์อสูรของเจ้าสักเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เจ้าได้เข้าใจพื้นฐานของการอัญเชิญอสูรบ้าง”
“รอจนในอนาคตถ้าเจ้ามีความสามารถพอที่จะทำพันธสัญญากับอสูรตัวที่สองได้เมื่อไหร่ ข้ายังสามารถช่วยแนะนำช่องทางให้เจ้าได้ด้วยนะ รับรองว่าจะช่วยหาอสูรที่มีสายเลือดดีๆให้เจ้าได้อย่างแน่นอน!”
เฉินฮ่าวพูดจาฉอดๆไม่หยุด ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
เขาคิดว่า...คำพูดของตนเองในครั้งนี้ ทั้งได้แสดงถึงความแข็งแกร่งและทรัพยากรที่มีอยู่ แถมยังแสดงออกถึงความห่วงใยที่มีต่อกู่เยว่ซีอีกต่างหาก
สำหรับหญิงสาวที่ตกต่ำอย่างกู่เยว่ซีในตอนนี้ สิ่งที่นางต้องการที่สุดก็คืออ้อมแขนอันแข็งแกร่งและอ่อนโยนของเขาอย่างแน่นอน!
เพื่อนร่วมชั้นที่อยู่รอบๆทั้งรู้สึกพูดไม่ออกและอิจฉาไปพร้อมๆกัน
ที่พูดไม่ออกก็คือ...ไอ้หมอนี่มันกำลังหลอกกู่เยว่ซีชัดๆ ทำพันธสัญญากับยุงไปแล้ว จะไปทำพันธสัญญากับอสูรตัวที่สองได้ยังไง?
สกิลการจีบสาวนี่มันช่างต่ำตมเสียจริง!
ส่วนที่อิจฉาก็คือ…
นั่นหมาปาวายุทมิฬสายเลือดชั้นกลางเชียวนะ! นั่นนับเป็นสัตว์อสูรคู่พันธสัญญาที่เจ๋งที่สุดในห้องนี้แล้ว!
เมื่อเทียบกับยุงของกู่เยว่ซีแล้ว...มันช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว! ไม่รู้ว่าดาวโรงเรียนคนนี้จะโดนหลอกเข้าให้รึเปล่านะ?
ภายในกล่อง ฉู่เซิงฟังคำพูดพล่ามไร้สาระของเฉินฮ่าวจนแทบจะหลุดขำออกมา
“พรืด...เพื่อนเอ๋ย นี่แกกำลังเล่นบทพระเอกขี่ม้าขาวอยู่รึไง?”
“ยังจะมาแบ่งปันเคล็ดลับ? ยังจะมาแนะนำช่องทางอีก? แกรู้ไหมว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าแกน่ะคือใคร?
นั่นมันจักรพรรดินีอสูรเชียวนะโว้ย!
ถ้าพูดถึงเรื่องการอัญเชิญอสูรน่ะ นางคือระดับบรรพบุรุษเลย!”
“แล้วยังไอ้ตัวประหลาดที่ดูเหมือนหมาฮัสกี้มีปีกของแกอีก แค่สายเลือดชั้นกลางก็กล้าเอามาเบ่งแล้วเหรอ? ถุงเลือดบ้านข้า...เอ๊ย ไม่ใช่สิ”
“จักรพรรดินีของข้าเพิ่งจะเชือดงูสายเลือดชั้นสูงไปกินเป็นของว่างเมื่อกี๊นี้เอง!”
ฉู่เซิงบ่นกระปอดกระแปดอยู่ในใจ สายตาที่เขามองเฉินฮ่าวนั้นราวกับกำลังมองตัวตลกไร้ค่าตัวหนึ่ง
แต่ว่า...พูดก็พูดเถอะ...
เจ้าหมาปาวายุทมิฬตัวนี้ดูท่าทางพลังโลหิตจะสมบูรณ์แข็งแรงดีไม่น้อยเลย ดูดสักอึกหนึ่ง คงจะบำรุงร่างกายได้ดีน่าดู?
ฉู่เซิงเลียปากของตัวเองตามสัญชาตญาณ รู้สึกหิวขึ้นมาอีกแล้ว
….
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความกระตือรือร้นของเฉินฮ่าว ปฏิกิริยาของกู่เยว่ซีกลับทำให้เขาต้องยืนตะลึงงันอยู่ตรงนั้น
“พูดจบหรือยัง?”
กู่เยว่ซีเอ่ยปากช้าๆน้ำเสียงของนางเย็นชาไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
“หา? พะ...พูดจบแล้ว” เฉินฮ่าวชะงักไป
“พูดจบแล้วก็หลีกไป...บังแสง”
สายตาของกู่เยว่ซีกลับไปจดจ่ออยู่กับตำราเรียนของตนเองอีกครั้ง ราวกับว่าเรื่องราวทั้งหมดเมื่อสักครู่นี้ เป็นเพียงเสียงแมลงวันที่น่ารำคาญบินอยู่ข้างหูเท่านั้น
“...”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินฮ่าวพลันแข็งค้างในทันที
เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆที่กำลังรอดูเรื่องสนุกอยู่ก็พากันอึ้งไปครู่หนึ่ง…แล้วจากนั้นทุกคนก็พร้อมใจกันหันไปมองเฉินฮ่าวด้วยสายตาราวกับกำลังมองตัวตลก
สีหน้าของเฉินฮ่าวเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีด ราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางฝูงชนจนรู้สึกแสบร้อนไปหมด
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆยังคิดจะพูดอะไรต่ออีกสักหน่อย…แต่เมื่อได้เห็นท่าทีเย็นชาไม่ให้ใครเข้าใกล้ของกู่เยว่ซี คำพูดทั้งหมดก็พลันจุกอยู่ที่ลำคอ
ในที่สุด เขาก็ทำได้เพียงแค่แค่นเสียงเย็นชาออกมาหนึ่งครั้ง ก่อนจะจูงหมาปาวายุทมิฬของตนเองเดินคอตกกลับไปนั่งที่
ในใจของเขารู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง
ก็แค่แจกันดอกไม้สวยๆใบนึงไม่ใช่รึไง?
จะหยิ่งไปถึงไหนกันวะ?
…………………