เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 ตัวร้ายคนแรก

บทที่ 4 ตัวร้ายคนแรก

บทที่ 4 ตัวร้ายคนแรก


บทที่ 4 ตัวร้ายคนแรก

เฉินม่อเดินสะพายเป้ข้างเดียวกลับบ้านด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ แต่ก็ไม่ได้ฮัมเพลงออกมา เขาไม่อยากส่งเสียงใดๆ ในตอนนี้

การันตีการทะลวงสู่ 'ห้าทวาร' (ปัญจทวาร) เป็นใครก็ต้องดีใจจนเนื้อเต้น

ในช่วงแรกของวิถีเหนือมนุษย์ การพัฒนาระดับพลังในขอบเขตเริ่มต้นนั้นมีขีดจำกัดอยู่ เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างรากฐาน ต่างจากช่วงหลังที่เมื่อรูปแบบพลังชัดเจนแล้วจะแยกสายความเชี่ยวชาญออกไป

'ขอบเขตกลั่นปราณ' เปรียบเสมือนรากฐานที่ทุกคนเริ่มต้นมาเหมือนๆ กัน หากใครสามารถพัฒนา 'ขอบเขตเปิดทวาร' (ไคเฉี่ยว) ได้สูงสุด ก็เท่ากับชนะตั้งแต่จุดสตาร์ท

"ต้องวางแผนให้ดี อาจารย์อู๋ยังไม่ทันตั้งตัวเมื่อวานนี้ ขืนไปหาอีกรอบ แกต้องหนีแน่"

เฉินม่อครุ่นคิดระหว่างทาง จนกระทั่งเดินมาถึงหน้าหมู่บ้านโดยไม่รู้ตัว

บ้านของเขาอยู่ห่างจากโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้เพียงสิบห้านาทีด้วยการเดินเท้า สะดวกสบายมาก

"โชคดีที่บ้านยังเหมือนเดิม"

ย่านรอบโรงเรียนคือย่านการค้าในโลกเดิม เขาเคยกังวลว่าบ้านของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปจนจำไม่ได้ แต่ผังหมู่บ้านยังคงเหมือนเดิมทุกประการในความทรงจำ

เฉินม่อเดินตามเส้นทางที่คุ้นเคยมาถึงหน้าประตูบ้าน ทันทีที่ก้าวเข้าไป เขาก็รู้สึกดียิ่งขึ้นไปอีก

แม้แต่กลิ่นกับข้าวก็ยังเหมือนเดิม

"แม่ ผมกลับมาแล้ว"

แม่ของเฉินม่อทำงานประจำเข้างานเก้าโมงเลิกห้าโมงเย็น งานสบายแต่เงินเดือนไม่สูงนัก ส่วนพ่อของเขาเป็นผู้จัดการระดับกลางในบริษัท งานยุ่งรัดตัวและมักจะกลับถึงบ้านช้าที่สุดเสมอ

"ล้างมือ เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน"

เสียงกำชับจากในห้องก็ยังคงเหมือนเดิม

มุมปากของเฉินม่อยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เขาฮัมเพลงเบาๆ ขณะเดินไปล้างมือ

ห้านาทีก่อนเจ็ดโมง พ่อของเฉินม่อก็กลับถึงบ้าน ครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตากันที่โต๊ะอาหาร

เฉินม่อวางแผนไว้ว่า จะรอให้พ่อแม่ถามเรื่องความคืบหน้าในการฝึกตน แล้วค่อยประกาศข่าวดีเรื่องการทะลวงระดับพลัง ให้พวกท่านได้ดีใจไปด้วย

ทว่ากลับไม่มีใครเอ่ยปากถามเลย

เขานึกขึ้นได้ว่า ด้วยสถานการณ์ก่อนหน้านี้ของเขา ครอบครัวคงไม่กล้าพูดเรื่องการฝึกตนสุ่มสี่สุ่มห้า

ใครจะอยากซ้ำเติมแผลใจลูก โดยเฉพาะคนเป็นพ่อเป็นแม่

เฉินม่อจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเป็นฝ่ายเปิดประเด็นเอง

"อะแฮ่ม ทุกคนฟังผมหน่อย ผมมีเรื่องจะประกาศ"

แม่เฉินตักมันฝรั่งเส้นเข้าปากแล้วพูดแทรกขึ้นมาลอยๆ "แหม น้ำเสียงลูกเหมือนพ่อตอนเรียนหนังสือไม่มีผิด"

พ่อเฉินทำหน้าเคลิ้มรำลึกความหลัง "ตอนนั้นพ่อฮึกเหิม ไฟแรงน่าดู"

แม่เฉิน "แม่ว่าก็ดีนะ สาวๆ ในห้องแอบปลื้มพ่อเพียบเลยตอนนั้น"

พ่อเฉิน "เสียดายที่หัวใจพ่อมีเจ้าของแล้ว"

แม่เฉิน "เมื่อก่อนพ่อชอบมาขว้างก้อนหินใส่หน้าต่างห้องแม่ทุกครั้งเวลาจะชวนหนีเที่ยว"

เฉินม่อ "..."

บางทีเขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินของครอบครัวนี้

เขารอจนกระทั่งพ่อแม่รำลึกความหวานกันจบ ถึงจะมีโอกาสแทรกขึ้นมา "ผมทะลวงระดับพลังแล้ว ตอนนี้อยู่ขอบเขตเปิดทวารแล้วครับ"

คำประกาศกะทันหันเปรียบเหมือนโยนประทัดลงกลางวง พ่อแม่ทั้งสองหันขวับมามองทันที

"จริงเหรอ?!"

"อาจารย์อู๋ว่าไงบ้าง?"

ทั้งคู่ผลัดกันถาม บรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยความปิติยินดีขึ้นมาทันตา

บ้านตระกูลเฉินเป็นอพาร์ทเมนต์สามห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น โดยห้องหนึ่งถูกดัดแปลงเป็นห้องหนังสือและห้องฝึกตน

หลังมื้อเย็น เฉินม่อขลุกอยู่ในห้อง แต่แทนที่จะฝึกตน เขากลับนั่งดูคลิปวิดีโอในคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่เป็นเกร็ดความรู้หรือตำนานเมืองเกี่ยวกับโลกเหนือมนุษย์ เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโลกใบนี้ให้มากขึ้น

ไม่ว่าจะอย่างไร การดูวิดีโอที่ไม่เกี่ยวกับการฝึกตนในตอนค่ำเป็นเรื่องที่จินตนาการไม่ได้เลยในอดีต

สมัยที่ติดแหง็กอยู่ที่ขอบเขตกลั่นปราณ ความเครียดของเขาทวีคูณขึ้นทุกวัน พอกลับถึงบ้าน กินข้าวสิบนาที แล้วก็หมกมุ่นฝึกตนจนดึกดื่น แม้พ่อแม่จะเป็นห่วง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับ

หากพวกเขารู้ว่าเฉินม่อกำลังดูคลิปวิดีโออยู่ตอนนี้ นอกจากจะไม่ดุด่าเหมือนพ่อแม่บ้านอื่นแล้ว ยังจะโล่งใจเสียด้วยซ้ำ

อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป พักผ่อนบ้างก็ดีแล้ว

หลังจากพอจะเข้าใจโครงสร้างอำนาจของโลกนี้คร่าวๆ เฉินม่อก็วางโทรศัพท์ลงแล้วขยี้ตา

ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงทีวีในห้องนั่งเล่นดังขึ้นหลายระดับ

หือ?

ด้วยรายได้ที่ดีของพ่อเฉิน บ้านที่ซื้อจึงมีคุณภาพดี การเก็บเสียงยิ่งดีเยี่ยม ปกติแล้วเขาจะไม่ได้ยินบทสนทนาภายนอกชัดเจนนัก

แต่เฉินม่อในตอนนี้ไม่ปกติ เขาเข้าถึงสภาวะ 'รู้แจ้ง' ประสาทสัมผัสการได้ยินดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดตามระดับพลัง แม้จะมีกำแพงกั้นและเสียงทีวีกลบ เขาก็ยังได้ยินบทสนทนาของพ่อแม่ชัดเจน

"พ่อยื่นเรื่องไปแล้วนะ รอบนี้หวังตำแหน่งรองประธาน ถ้าได้เลื่อนขั้น การจะฝากฝังเสี่ยว ม่อหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยน่าจะง่ายขึ้น"

"จุ๊ๆ อย่าพูดเรื่องเส้นสายในบ้านสิ"

"โอ้ย ลูกไม่ได้ยินหรอก ลูกเพิ่งบอกว่าทะลวงระดับได้ไม่ใช่เหรอ? พ่อเลยคิดว่าเราน่าจะคุยกันได้"

"ก็จริง ตอนนี้ลูกทะลวงระดับได้แล้ว คงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แน่ๆ อีกสักปีคงย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยทั่วไปเองแหละ เราอย่าไปเกลี้ยกล่อมเลย ปล่อยให้ลูกทำในสิ่งที่ชอบเถอะ"

"แน่นอน งั้นก็ทำตัวเหมือนเดิมไปก่อน?"

"อื้ม"

เฉินม่อนวดขมับ รู้สึกหัววิ้งๆ

สรุปว่า สองผัวเมียคู่นี้ไม่ได้เชื่อเรื่องการทะลวงระดับของเขาเลยสักนิด ความตื่นเต้นบนโต๊ะอาหารเมื่อกี้คือการเล่นละครเอาใจเด็กชัดๆ!

"ไม่นึกเลยว่าตัวร้ายคนแรกที่ดูถูกผม จะเป็นพ่อแม่บังเกิดเกล้าของตัวเอง"

"ผมจะแอบซุ่มฝึกวิชาให้เก่ง แล้วค่อยทำให้พวกท่านตะลึง อย่าได้ดูแคลนเด็กหนุ่มผู้ยากไร้เชียวนะ!"

ขณะแปรงฟันก่อนนอน เฉินม่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เขาเดินคาบแปรงสีฟันออกมาถาม "แม่ กระติกน้ำเก็บความร้อนใบใหญ่ที่พ่อเคยใช้ อยู่ไหนครับ?"

"ใบสแตนเลสน่ะเหรอ?"

"ครับ"

"อยู่ชั้นสองตู้ลอยในครัว จะเอาไปทำอะไร? มันหนักจะตาย"

"เอาไปใส่น้ำครับ"

"มันหนักนะ จู่ๆ นึกครึ้มอะไรอยากใช้?"

"เพราะมันใหญ่ไงครับ!"

เฉินม่อรีบกลับไปบ้วนปาก ทันทีที่บ้วนน้ำคำสุดท้ายทิ้ง เขาก็วิ่งไปที่ครัวและเจอกระติกน้ำสแตนเลสขนาดลิตรครึ่ง

เจ้าสิ่งนี้สูงเป็นฟุต หนักอึ้ง จุน้ำได้มหาศาล แถมมีสายสะพายไหล่ ดูเหมือนกระติกน้ำทหารมากกว่าแก้วน้ำเสียอีก

ตั้งแต่วันนี้ไป มันจะเป็นเพื่อนคู่ใจบนเส้นทางการฝึกตนของเขา

เช้าฤดูร้อนไม่ถึงกับเย็นสบาย แต่ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เย็นที่สุดของวัน

เฉินม่อสะพายกระติกน้ำยักษ์ ภายในบรรจุน้ำบ๊วยชงเองเย็นเจี๊ยบ

เขามาถึงโรงเรียนตอนแปดโมงพอดี คาบเรียนเริ่มจริงตอนแปดโมงครึ่ง แต่หลายคนมาถึงก่อนแล้ว

ปกติทุกคนจะเตรียมตัวในห้องเรียนก่อน แล้วค่อยไปฝึกตนที่ลานฝึก

เมื่อเฉินม่อเดินเข้าห้องเรียน หวงชุ่ยก็มาถึงแล้ว เธอกำลังสวมสนับศอกสนับเข่าเตรียมพร้อม

"วันนี้มาสายจังนะ จะไปลานฝึกพร้อมกันไหม?"

เธอเอ่ยถามอย่างเป็นธรรมชาติ

เฉินม่อคนเก่าเป็นพวกบ้าพลัง ยิ่งฝึกไม่ก้าวหน้า ยิ่งเครียด ยิ่งเครียดก็ยิ่งโหมหนัก แล้วพอยิ่งไม่ก้าวหน้า ก็ยิ่งเครียดหนักกว่าเดิม ดังนั้นเขาจึงมักจะเป็นคนแรกที่มาถึงโรงเรียนและเป็นคนแรกที่ไปฝึกซ้อมเสมอ

ทว่าเฉินม่อวันนี้ไม่เหมือนเดิม นอกจากจะไม่มาเช้าแล้ว ยังดูไม่รีบร้อนเลยสักนิด

"เธอไปก่อนเถอะ"

เขาไม่เริ่มสวมอุปกรณ์ป้องกัน แต่กลับทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะเรียน หยิบหนังสือตำราทฤษฎีออกมาจากใต้โต๊ะ แล้วเปิดอ่านอย่างใจเย็น

หวงชุ่ยลังเล นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญ ทุกคนต้องแข่งกับเวลา เขาไม่ควรจะทำตัวชิลขนาดนี้

แต่พอคิดอีกที เธอก็ไม่ได้พูดอะไร เพื่อนร่วมโต๊ะคนนี้เพิ่งทะลวงระดับได้ คงปลดล็อกปมในใจได้แล้ว จะพักผ่อนสักวันสองวันคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

"งั้นฉันไปก่อนนะ"

หลังจากเธอออกไปได้ราวๆ ยี่สิบนาที เฉินม่อก็พร้อมแล้วเช่นกัน เขาหิ้วกระติกน้ำสแตนเลสและตำราเรียนสองสามเล่ม เดินตรงไปยังห้องพักครูที่อยู่ชั้นเดียวกัน นั่นแหละคือลานฝึกของเขา

จบบทที่ บทที่ 4 ตัวร้ายคนแรก

คัดลอกลิงก์แล้ว