- หน้าแรก
- ช่วยไม่ได้ ก็โลกวิญญาณบีบให้ผมต้องเป็นเซียนเองนี่นา
- บทที่ 4 ตัวร้ายคนแรก
บทที่ 4 ตัวร้ายคนแรก
บทที่ 4 ตัวร้ายคนแรก
บทที่ 4 ตัวร้ายคนแรก
เฉินม่อเดินสะพายเป้ข้างเดียวกลับบ้านด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ แต่ก็ไม่ได้ฮัมเพลงออกมา เขาไม่อยากส่งเสียงใดๆ ในตอนนี้
การันตีการทะลวงสู่ 'ห้าทวาร' (ปัญจทวาร) เป็นใครก็ต้องดีใจจนเนื้อเต้น
ในช่วงแรกของวิถีเหนือมนุษย์ การพัฒนาระดับพลังในขอบเขตเริ่มต้นนั้นมีขีดจำกัดอยู่ เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างรากฐาน ต่างจากช่วงหลังที่เมื่อรูปแบบพลังชัดเจนแล้วจะแยกสายความเชี่ยวชาญออกไป
'ขอบเขตกลั่นปราณ' เปรียบเสมือนรากฐานที่ทุกคนเริ่มต้นมาเหมือนๆ กัน หากใครสามารถพัฒนา 'ขอบเขตเปิดทวาร' (ไคเฉี่ยว) ได้สูงสุด ก็เท่ากับชนะตั้งแต่จุดสตาร์ท
"ต้องวางแผนให้ดี อาจารย์อู๋ยังไม่ทันตั้งตัวเมื่อวานนี้ ขืนไปหาอีกรอบ แกต้องหนีแน่"
เฉินม่อครุ่นคิดระหว่างทาง จนกระทั่งเดินมาถึงหน้าหมู่บ้านโดยไม่รู้ตัว
บ้านของเขาอยู่ห่างจากโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้เพียงสิบห้านาทีด้วยการเดินเท้า สะดวกสบายมาก
"โชคดีที่บ้านยังเหมือนเดิม"
ย่านรอบโรงเรียนคือย่านการค้าในโลกเดิม เขาเคยกังวลว่าบ้านของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปจนจำไม่ได้ แต่ผังหมู่บ้านยังคงเหมือนเดิมทุกประการในความทรงจำ
เฉินม่อเดินตามเส้นทางที่คุ้นเคยมาถึงหน้าประตูบ้าน ทันทีที่ก้าวเข้าไป เขาก็รู้สึกดียิ่งขึ้นไปอีก
แม้แต่กลิ่นกับข้าวก็ยังเหมือนเดิม
"แม่ ผมกลับมาแล้ว"
แม่ของเฉินม่อทำงานประจำเข้างานเก้าโมงเลิกห้าโมงเย็น งานสบายแต่เงินเดือนไม่สูงนัก ส่วนพ่อของเขาเป็นผู้จัดการระดับกลางในบริษัท งานยุ่งรัดตัวและมักจะกลับถึงบ้านช้าที่สุดเสมอ
"ล้างมือ เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน"
เสียงกำชับจากในห้องก็ยังคงเหมือนเดิม
มุมปากของเฉินม่อยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เขาฮัมเพลงเบาๆ ขณะเดินไปล้างมือ
ห้านาทีก่อนเจ็ดโมง พ่อของเฉินม่อก็กลับถึงบ้าน ครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตากันที่โต๊ะอาหาร
เฉินม่อวางแผนไว้ว่า จะรอให้พ่อแม่ถามเรื่องความคืบหน้าในการฝึกตน แล้วค่อยประกาศข่าวดีเรื่องการทะลวงระดับพลัง ให้พวกท่านได้ดีใจไปด้วย
ทว่ากลับไม่มีใครเอ่ยปากถามเลย
เขานึกขึ้นได้ว่า ด้วยสถานการณ์ก่อนหน้านี้ของเขา ครอบครัวคงไม่กล้าพูดเรื่องการฝึกตนสุ่มสี่สุ่มห้า
ใครจะอยากซ้ำเติมแผลใจลูก โดยเฉพาะคนเป็นพ่อเป็นแม่
เฉินม่อจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเป็นฝ่ายเปิดประเด็นเอง
"อะแฮ่ม ทุกคนฟังผมหน่อย ผมมีเรื่องจะประกาศ"
แม่เฉินตักมันฝรั่งเส้นเข้าปากแล้วพูดแทรกขึ้นมาลอยๆ "แหม น้ำเสียงลูกเหมือนพ่อตอนเรียนหนังสือไม่มีผิด"
พ่อเฉินทำหน้าเคลิ้มรำลึกความหลัง "ตอนนั้นพ่อฮึกเหิม ไฟแรงน่าดู"
แม่เฉิน "แม่ว่าก็ดีนะ สาวๆ ในห้องแอบปลื้มพ่อเพียบเลยตอนนั้น"
พ่อเฉิน "เสียดายที่หัวใจพ่อมีเจ้าของแล้ว"
แม่เฉิน "เมื่อก่อนพ่อชอบมาขว้างก้อนหินใส่หน้าต่างห้องแม่ทุกครั้งเวลาจะชวนหนีเที่ยว"
เฉินม่อ "..."
บางทีเขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินของครอบครัวนี้
เขารอจนกระทั่งพ่อแม่รำลึกความหวานกันจบ ถึงจะมีโอกาสแทรกขึ้นมา "ผมทะลวงระดับพลังแล้ว ตอนนี้อยู่ขอบเขตเปิดทวารแล้วครับ"
คำประกาศกะทันหันเปรียบเหมือนโยนประทัดลงกลางวง พ่อแม่ทั้งสองหันขวับมามองทันที
"จริงเหรอ?!"
"อาจารย์อู๋ว่าไงบ้าง?"
ทั้งคู่ผลัดกันถาม บรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยความปิติยินดีขึ้นมาทันตา
บ้านตระกูลเฉินเป็นอพาร์ทเมนต์สามห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น โดยห้องหนึ่งถูกดัดแปลงเป็นห้องหนังสือและห้องฝึกตน
หลังมื้อเย็น เฉินม่อขลุกอยู่ในห้อง แต่แทนที่จะฝึกตน เขากลับนั่งดูคลิปวิดีโอในคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่เป็นเกร็ดความรู้หรือตำนานเมืองเกี่ยวกับโลกเหนือมนุษย์ เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโลกใบนี้ให้มากขึ้น
ไม่ว่าจะอย่างไร การดูวิดีโอที่ไม่เกี่ยวกับการฝึกตนในตอนค่ำเป็นเรื่องที่จินตนาการไม่ได้เลยในอดีต
สมัยที่ติดแหง็กอยู่ที่ขอบเขตกลั่นปราณ ความเครียดของเขาทวีคูณขึ้นทุกวัน พอกลับถึงบ้าน กินข้าวสิบนาที แล้วก็หมกมุ่นฝึกตนจนดึกดื่น แม้พ่อแม่จะเป็นห่วง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับ
หากพวกเขารู้ว่าเฉินม่อกำลังดูคลิปวิดีโออยู่ตอนนี้ นอกจากจะไม่ดุด่าเหมือนพ่อแม่บ้านอื่นแล้ว ยังจะโล่งใจเสียด้วยซ้ำ
อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป พักผ่อนบ้างก็ดีแล้ว
หลังจากพอจะเข้าใจโครงสร้างอำนาจของโลกนี้คร่าวๆ เฉินม่อก็วางโทรศัพท์ลงแล้วขยี้ตา
ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงทีวีในห้องนั่งเล่นดังขึ้นหลายระดับ
หือ?
ด้วยรายได้ที่ดีของพ่อเฉิน บ้านที่ซื้อจึงมีคุณภาพดี การเก็บเสียงยิ่งดีเยี่ยม ปกติแล้วเขาจะไม่ได้ยินบทสนทนาภายนอกชัดเจนนัก
แต่เฉินม่อในตอนนี้ไม่ปกติ เขาเข้าถึงสภาวะ 'รู้แจ้ง' ประสาทสัมผัสการได้ยินดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดตามระดับพลัง แม้จะมีกำแพงกั้นและเสียงทีวีกลบ เขาก็ยังได้ยินบทสนทนาของพ่อแม่ชัดเจน
"พ่อยื่นเรื่องไปแล้วนะ รอบนี้หวังตำแหน่งรองประธาน ถ้าได้เลื่อนขั้น การจะฝากฝังเสี่ยว ม่อหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยน่าจะง่ายขึ้น"
"จุ๊ๆ อย่าพูดเรื่องเส้นสายในบ้านสิ"
"โอ้ย ลูกไม่ได้ยินหรอก ลูกเพิ่งบอกว่าทะลวงระดับได้ไม่ใช่เหรอ? พ่อเลยคิดว่าเราน่าจะคุยกันได้"
"ก็จริง ตอนนี้ลูกทะลวงระดับได้แล้ว คงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แน่ๆ อีกสักปีคงย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยทั่วไปเองแหละ เราอย่าไปเกลี้ยกล่อมเลย ปล่อยให้ลูกทำในสิ่งที่ชอบเถอะ"
"แน่นอน งั้นก็ทำตัวเหมือนเดิมไปก่อน?"
"อื้ม"
เฉินม่อนวดขมับ รู้สึกหัววิ้งๆ
สรุปว่า สองผัวเมียคู่นี้ไม่ได้เชื่อเรื่องการทะลวงระดับของเขาเลยสักนิด ความตื่นเต้นบนโต๊ะอาหารเมื่อกี้คือการเล่นละครเอาใจเด็กชัดๆ!
"ไม่นึกเลยว่าตัวร้ายคนแรกที่ดูถูกผม จะเป็นพ่อแม่บังเกิดเกล้าของตัวเอง"
"ผมจะแอบซุ่มฝึกวิชาให้เก่ง แล้วค่อยทำให้พวกท่านตะลึง อย่าได้ดูแคลนเด็กหนุ่มผู้ยากไร้เชียวนะ!"
ขณะแปรงฟันก่อนนอน เฉินม่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เขาเดินคาบแปรงสีฟันออกมาถาม "แม่ กระติกน้ำเก็บความร้อนใบใหญ่ที่พ่อเคยใช้ อยู่ไหนครับ?"
"ใบสแตนเลสน่ะเหรอ?"
"ครับ"
"อยู่ชั้นสองตู้ลอยในครัว จะเอาไปทำอะไร? มันหนักจะตาย"
"เอาไปใส่น้ำครับ"
"มันหนักนะ จู่ๆ นึกครึ้มอะไรอยากใช้?"
"เพราะมันใหญ่ไงครับ!"
เฉินม่อรีบกลับไปบ้วนปาก ทันทีที่บ้วนน้ำคำสุดท้ายทิ้ง เขาก็วิ่งไปที่ครัวและเจอกระติกน้ำสแตนเลสขนาดลิตรครึ่ง
เจ้าสิ่งนี้สูงเป็นฟุต หนักอึ้ง จุน้ำได้มหาศาล แถมมีสายสะพายไหล่ ดูเหมือนกระติกน้ำทหารมากกว่าแก้วน้ำเสียอีก
ตั้งแต่วันนี้ไป มันจะเป็นเพื่อนคู่ใจบนเส้นทางการฝึกตนของเขา
เช้าฤดูร้อนไม่ถึงกับเย็นสบาย แต่ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เย็นที่สุดของวัน
เฉินม่อสะพายกระติกน้ำยักษ์ ภายในบรรจุน้ำบ๊วยชงเองเย็นเจี๊ยบ
เขามาถึงโรงเรียนตอนแปดโมงพอดี คาบเรียนเริ่มจริงตอนแปดโมงครึ่ง แต่หลายคนมาถึงก่อนแล้ว
ปกติทุกคนจะเตรียมตัวในห้องเรียนก่อน แล้วค่อยไปฝึกตนที่ลานฝึก
เมื่อเฉินม่อเดินเข้าห้องเรียน หวงชุ่ยก็มาถึงแล้ว เธอกำลังสวมสนับศอกสนับเข่าเตรียมพร้อม
"วันนี้มาสายจังนะ จะไปลานฝึกพร้อมกันไหม?"
เธอเอ่ยถามอย่างเป็นธรรมชาติ
เฉินม่อคนเก่าเป็นพวกบ้าพลัง ยิ่งฝึกไม่ก้าวหน้า ยิ่งเครียด ยิ่งเครียดก็ยิ่งโหมหนัก แล้วพอยิ่งไม่ก้าวหน้า ก็ยิ่งเครียดหนักกว่าเดิม ดังนั้นเขาจึงมักจะเป็นคนแรกที่มาถึงโรงเรียนและเป็นคนแรกที่ไปฝึกซ้อมเสมอ
ทว่าเฉินม่อวันนี้ไม่เหมือนเดิม นอกจากจะไม่มาเช้าแล้ว ยังดูไม่รีบร้อนเลยสักนิด
"เธอไปก่อนเถอะ"
เขาไม่เริ่มสวมอุปกรณ์ป้องกัน แต่กลับทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะเรียน หยิบหนังสือตำราทฤษฎีออกมาจากใต้โต๊ะ แล้วเปิดอ่านอย่างใจเย็น
หวงชุ่ยลังเล นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญ ทุกคนต้องแข่งกับเวลา เขาไม่ควรจะทำตัวชิลขนาดนี้
แต่พอคิดอีกที เธอก็ไม่ได้พูดอะไร เพื่อนร่วมโต๊ะคนนี้เพิ่งทะลวงระดับได้ คงปลดล็อกปมในใจได้แล้ว จะพักผ่อนสักวันสองวันคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง
"งั้นฉันไปก่อนนะ"
หลังจากเธอออกไปได้ราวๆ ยี่สิบนาที เฉินม่อก็พร้อมแล้วเช่นกัน เขาหิ้วกระติกน้ำสแตนเลสและตำราเรียนสองสามเล่ม เดินตรงไปยังห้องพักครูที่อยู่ชั้นเดียวกัน นั่นแหละคือลานฝึกของเขา