- หน้าแรก
- ใครว่าข้าไร้รากวิญญาณ ข้าจะใช้ดาบผ่าฟืนนี่แหละสยบเหล่าเซียน
- บทที่ 3 - คลื่นใต้น้ำเมืองอวิ๋นเมิ่งกับจิตโพธิสัตว์
บทที่ 3 - คลื่นใต้น้ำเมืองอวิ๋นเมิ่งกับจิตโพธิสัตว์
บทที่ 3 - คลื่นใต้น้ำเมืองอวิ๋นเมิ่งกับจิตโพธิสัตว์
บทที่ 3 - คลื่นใต้น้ำเมืองอวิ๋นเมิ่งกับจิตโพธิสัตว์
ข่าวลือเรื่องที่จ้าวหู่ คุณชายสามแห่งตระกูลจ้าว ถูกฉู่สวินซ้อมจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน ขณะที่สมุนของเขาบาดเจ็บพิการไปกว่าครึ่ง ได้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองอวิ๋นเมิ่งอย่างรวดเร็วราวกับติดปีกบิน
ในทีแรกนั้น ไม่มีใครเชื่อเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
"ไอ้หนุ่มขี้โรคฉู่สวินเนี่ยนะ? จะกล้าโค่นล้มคนรับใช้ร่างยักษ์ตั้งเจ็ดแปดคนของจ้าวหู่ได้? แถมยังใช้มีดผ่าฟืนเก่า ๆ ฟันมือเท้าคนจนขาดสะบั้น? นี่มันเรื่องเหลวไหลเพ้อเจ้อชัด ๆ!"
ทว่า เมื่อมีคนเห็นกับตาว่าตระกูลจ้าวได้แอบส่งคนมาหามบรรดาบ่าวไพร่ที่ข้อมือหักข้อเท้าแตกกลับไปอย่างลับ ๆ... อีกทั้งจ้าวหู่เองก็อ้างว่าป่วยและเก็บตัวเงียบไม่ออกมาหลายวัน มิหนำซ้ำตระกูลจ้าวก็ยังคงสงบนิ่งผิดปกติกับเรื่องนี้จนน่าสงสัย ความสงสัยในทีแรกจึงแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงทันที นำไปสู่การคาดเดาต่าง ๆ นานาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
"ได้ยินไหม? เจ้าหนุ่มเจ้าของร้านจุ้ยเซียนนั่น ดูเหมือนจะได้รับสืบทอดวิชาจากยอดฝีมือลึกลับมานะ!"
"ยอดฝีมือบ้าบออะไรกัน! ข้าว่าเขาคงโชคหล่นทับ ได้กินยาอายุวัฒนะอะไรเข้าไป แล้วเกิดแรงฮึดก่อนตายมากกว่า!"
"จะว่ายังไงก็เถอะ คราวนี้ตระกูลจ้าวหน้าแตกยับเยินไปหมดแล้ว! เจ้าหนุ่มตระกูลฉู่ คงจะซวยถึงตายแน่..."
"ก็ไม่แน่หรอก! พวกเจ้าไม่เห็นความโหดเหี้ยมตอนที่เขาลงมือวันนั้นเลยหรือ? ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคนไปเลย! ตระกูลจ้าวคราวนี้อาจจะเตะโดนแผ่นเหล็กเข้าแล้วก็เป็นได้"
ข่าวลือที่หนาหูเหล่านี้ทำให้กิจการของหอสุราจุ้ยเซียนเงียบเหงาลงไปอย่างเห็นได้ชัด ชาวบ้านร้านตลาดต่างก็เกรงกลัวจะโดนลูกหลง จึงไม่กล้าเข้ามาใช้บริการ ขณะที่พวกผู้ไม่ประสงค์ดีก็แอบซุ่มดูสถานการณ์อยู่เงียบ ๆ
ฉู่สวินทำหูทวนลมต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดเหล่านั้น เขายังคงตื่นแต่เช้ามืดทุกวัน ฝึกฝน 《คัมภีร์หมัดพื้นฐาน》 และ 《เคล็ดกายาแห่งค่ายทหาร》 ซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ลานหลังบ้าน ท่วงท่าของเขาชำนาญขึ้นเรื่อย ๆ และการออกแรงก็แม่นยำขึ้นในทุกขณะ
มีดผ่าฟืนที่ขึ้นสนิมเขรอะเลอะเทอะในมือของเขา บัดนี้กลับดูราวกับมีชีวิต เพลงดาบซุ่ยเย่ทั้งเจ็ดกระบวนท่าถูกขัดเกลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าการเคลื่อนไหวจะยังติดขัดบ้าง เพราะร่างกายและอาวุธที่ด้อยประสิทธิภาพ ทำให้พลังที่แสดงออกมายังห่างไกลจากชาติก่อนอย่างมาก ทว่ากลิ่นอายแห่งการสังหารอันโหดเหี้ยมก็เริ่มเผยออกมาให้เห็นอย่างเลือนรางแล้ว
กระแสเลือดลมอันอบอุ่นที่ไหลเวียนในร่างกาย ภายใต้การฝึกฝนเคี่ยวกรำอย่างหนักหน่วงวันแล้ววันเล่า เริ่มมีความหนาแน่นและไหลเวียนได้คล่องตัวขึ้นอีกเล็กน้อย เขาตระหนักชัดเจนว่าพละกำลังเพิ่มพูนอย่างต่อเนื่อง และเส้นชีพจรที่เคยอ่อนแอก็ได้รับการหล่อเลี้ยงและขยายออกไปทีละน้อย
รากฐานของ "ขอบเขตรวมปราณ" กำลังถูกตอกย้ำให้มั่นคงและแน่นแฟ้นขึ้นอย่างช้า ๆ
ซูเยี่ยนแทบจะวิ่งมาหาเขาอยู่ทุกวัน สายตาที่มองฉู่สวินเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนอยากรู้อยากเห็น เขาเคยลองถามฉู่สวินว่าเหตุใดจู่ ๆ จึงเก่งกาจขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้ ฉู่สวินเพียงตอบปัดอย่างเลี่ยง ๆ ว่า “ข้าเฉียดความเป็นความตายมา เลยบรรลุอะไรบางอย่างได้”
แม้ซูเยี่ยนจะรู้สึกเหลือเชื่อ แต่ด้วยนิสัยที่ซื่อตรงของเขา เมื่อเห็นฉู่สวินไม่อยากพูดมากก็ไม่เซ้าซี้ถามต่อ ทว่าเขามักจะนำข่าวสารในตลาด หรือแม้แต่เศษตำราที่คัดลอกมาเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของทวีป รวมถึงข้อมูลของสำนักต่าง ๆ มามอบให้ ซึ่งช่วยให้ฉู่สวินเข้าใจโลกใบนี้ได้มากขึ้นเป็นอย่างมาก
“พี่ฉู่ ช่วงนี้ตระกูลจ้าวเงียบผิดปกติไปมาก” ซูเยี่ยนวางเศษกระดาษเกี่ยวกับตำนาน 《ซากโบราณคุนหลุนแห่งแดนตะวันตก》 ลงในมือของฉู่สวิน ด้วยสีหน้าเป็นกังวล “ข้ากลัวว่าพวกมันกำลังวางแผนชั่วร้ายที่ใหญ่โตกว่าเดิม จ้าวยวนขุย ผู้นำตระกูลจ้าว ขึ้นชื่อเรื่องความแค้นต้องชำระอยู่แล้ว และ... ข้าได้ยินมาว่าเขามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้คุมกฎท่านหนึ่งของสาขา ‘นิกายโพธิ์สัตว์’ ทางตะวันตกของเมืองด้วย”
“นิกายโพธิ์สัตว์?” มือที่กำลังเช็ดมีดของฉู่สวินชะงักงันไปเล็กน้อย
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินชื่อนิกายที่มีความเชื่อมโยงชัดเจนกับศาสนาพุทธในโลกก่อน (ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าชื่อเดิมคือพุทธศาสนา แต่หลักคำสอนนั้นก็สร้างความรู้สึกคุ้นเคยอย่างยิ่ง) ในความทรงจำ นิกายนี้เป็นสำนักใหญ่ที่เน้นการสอนเรื่องเมตตาธรรมและการโปรดสัตว์โลก
"ถูกต้อง" ซูเยี่ยนกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "นิกายโพธิ์สัตว์มีอิทธิพลอย่างมหาศาล สาวกของพวกเขากระจายไปทั่วทั้งทวีป แม้คำสอนจะมุ่งเน้นเรื่องเมตตา แต่สำหรับ 'พวกนอกรีต' และ 'ผู้หลงผิด' ที่พวกเขาตราหน้า วิธีการจัดการกลับรุนแรงและโหดร้ายยิ่งนัก หากตระกูลจ้าวไปเชิญคนของนิกายโพธิ์สัตว์มาลงมือ เกรงว่า..."
ดวงตาของฉู่สวินไหววูบชั่วขณะ เขานึกถึงกลุ่มนิกายบางกลุ่มในแดนตะวันตกเมื่อชาติก่อน ที่ชูธงแห่งเมตตาธรรมทว่ากลับขยายอำนาจด้วยการกระทำที่สวนทางกันโดยสิ้นเชิง
ไม่ว่าโลกจะผันเปลี่ยนไปเช่นไร บางสิ่งดูเหมือนจะยังคงคล้ายเดิมเสมอมา
"ทหารมาใช้ขุนพลต้าน น้ำมาใช้ดินกั้น" ฉู่สวินกล่าวเรียบๆ ด้วยน้ำเสียงที่ปราศจากความหวาดกลัว "หากพวกเขาคุยด้วยเหตุผล ข้าก็จะคุยด้วยเหตุผล หากพวกเขาคิดจะ 'โปรดสัตว์'..."
ปลายนิ้วของเขาลูบผ่านคราบสนิมบนคมมีด แววตาคมกริบดุจคมศาสตรา "มีดของข้า ก็โปรดคนได้เช่นกัน"
ซูเยี่ยนมองดวงตาที่สงบนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจอันสุดหยั่งถึงของเขา พลันรู้สึกวางใจขึ้นมาอย่างประหลาด
***
ในขณะเดียวกัน ณ ส่วนลึกที่สุดของคฤหาสน์ตระกูลจ้าว
จ้าวยวนขุย ผู้นำตระกูลจ้าว มีสีหน้ามืดครึ้มเป็นที่สุด เขามองบุตรชาย จ้าวหู่ ซึ่งนอนขวัญผวาอยู่บนเตียง และมองไปยังพ่อบ้านที่กำลังรายงานสถานการณ์อยู่เบื้องล่าง
"สวะ! พวกสวะกันทั้งนั้น! แค่ไอ้ขี้โรคคนเดียวยังจัดการไม่ได้!" จ้าวยวนขุยตบโต๊ะดัง 'ปัง' จนโต๊ะไม้จันทน์ถึงกับปริร้าวเป็นรอยแยก
"นายท่านโปรดระงับโทสะ!" พ่อบ้านรีบก้มตัวลงอย่างนอบน้อม "ไอ้เด็กฉู่สวินนั่นมันประหลาดจริง ๆ! พวกคนที่รอดกลับมาบอกว่า มันลงมือโหดเหี้ยมผิดปกติ เล็งแต่ข้อต่อและจุดตาย ไม่เหมือนการชกต่อยทั่วไปเลย แต่เหมือน... เหมือนวิชาสังหารที่ทหารผ่านศึกใช้ แถมกำลังของมันก็ดูจะเพิ่มขึ้นมากด้วย"
"วิชาสังหารของทหารอย่างนั้นหรือ?" จ้าวยวนขุยขมวดคิ้วแน่น "ตระกูลฉู่เปิดร้านเหล้ามาหลายชั่วอายุคน ไม่เคยได้ยินว่ามีความเกี่ยวพันกับกองทัพเลย... หรือว่าข่าวลือจะเป็นจริง ที่ว่ามันไปพานพบวาสนาอันน่าอัศจรรย์มา?"
"ท่านพ่อ! ปาฏิหาริย์บ้าบออะไรกัน! ต้องฆ่ามันให้ได้! ข้าต้องการให้มันตายเดี๋ยวนี้!" จ้าวหู่ตะโกนลั่นจากบนเตียง ดวงตาฉายแววความเคียดแค้นอย่างสุดประมาณ
จ้าวยวนขุยแค่นเสียงเย็นชา "วางใจได้เลย มันทำให้ตระกูลจ้าวของเราเสื่อมเสียชื่อเสียงถึงเพียงนี้ จะปล่อยมันไว้ได้อย่างไร? แต่เรื่องนี้ต้องวางแผนให้รอบคอบ ในเมื่อใช้วิธีตรงไปตรงมาไม่ได้ผล..."
ดวงตาของเขาฉายแววอำมหิต พลางหันไปทางพ่อบ้านแล้วสั่งการ "เจ้าไปที่สาขานิกายโพธิ์สัตว์ทางตะวันตกของเมือง ขอเข้าพบท่านผู้คุมกฎอู๋ขู่ มอบของกำนัลชิ้นใหญ่ บอกว่าตระกูลจ้าวยินดีบริจาคทรัพย์เพื่อหล่อองค์พระทองคำ ขอเพียงท่านอาจารย์ยอมลงมือ 'ชี้แนะ' ไอ้คนหัวดื้อนั่นด้วยตัวของท่านเอง"
พ่อบ้านเข้าใจความนัยได้ทันที "รับทราบขอรับนายท่าน! ท่านผู้คุมกฎอู๋ขู่มีตบะแก่กล้ามาก หากท่านลงมือดำเนินการด้วยตนเอง จะต้องทำให้เจ้าฉู่สวิน 'กลับตัวกลับใจ' ได้อย่างแน่นอน!"
ทางตะวันตกของเมือง ณ ที่ตั้งของสาขานิกายโพธิ์สัตว์
ด้านหลังวิหารที่ควันธูปลอยอวลอับ ภายในห้องสำหรับนั่งสงบจิต
พระภิกษุวัยกลางคนรูปหนึ่งสวมจีวรสีเหลือง ใบหน้าอวบอิ่มดูเปี่ยมด้วยเมตตา กำลังถือลูกประคำไม้มะเกลือ พลางนั่งฟังรายงานจากพ่อบ้านตระกูลจ้าวอย่างเงียบสงบ
ท่านผู้นี้คือหนึ่งในผู้คุมกฎของสาขาแห่งนี้ และคือ ฌานอาจารย์อู๋ขู่ นั่นเอง
"โอ้? ในเมืองอวิ๋นเมิ่งนี้ มีเยาวชนที่ดื้อรั้นถึงเพียงนี้อยู่ด้วยหรือ?" อู๋ขู่เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า น้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยพลังที่ปลอบประโลมจิตใจ "พระพุทธองค์ทรงเมตตา โปรดสรรพสัตว์ทั่วหล้า ในเมื่อเด็กผู้นี้หลงผิดมัวเมาในความรุนแรง ได้ปลูกเหตุแห่งความชั่วไว้ ย่อมต้องได้รับผลแห่งความชั่วตอบแทน ผู้บำเพ็ญเพียรเช่นพวกเราจึงต้องชี้ทางสว่างให้เขา เพื่อขจัดความอำมหิตในใจออกไป"
พ่อบ้านตระกูลจ้าวรีบยกกล่องผ้าไหมหนักอึ้งขึ้นถวาย "ท่านอาจารย์ช่างเมตตายิ่งนัก! นี่คือน้ำใจเล็กน้อยจากสกุลจ้าว ขอน้อมถวายเป็นพุทธบูชา เพื่อแสดงความศรัทธาของพวกเรา"
ฌานอาจารย์อู๋ขู่ไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง เพียงขยับลูกประคำเบา ๆ พร้อมกล่าวเรียบ ๆ ว่า "ทรัพย์สินเป็นของนอกกาย ทางวัดเราเน้นที่ความศรัทธา หากท่านจ้าวมีจิตศรัทธา อาตมาก็จะลองไปดูสักครั้ง! เพียงแต่เรื่องการโปรดสัตว์นั้น บังคับกันไม่ได้ ต้องขึ้นอยู่กับวาสนาของเขาด้วย"
"ขอรับ ขอรับ! แล้วแต่ท่านอาจารย์จะเห็นสมควร!" พ่อบ้านลอบยินดีในใจ เมื่อทราบว่าอู๋ขู่ตอบตกลงแล้ว
เมื่อพ่อบ้านจากไป ฌานอาจารย์อู๋ขู่ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แววตาของเขาไร้ซึ่งความเมตตา ทว่ากลับฉายแววของการคำนวณผลได้ผลเสียอย่างชัดเจน
"ฉู่สวิน... จู่ ๆ ก็แสดงพลังยุทธ์ออกมา... คล้ายวิชาสังหารที่ใช้ในกองทัพ..." เขาพึมพำกับตัวเอง "แดนบูรพาแห่งนี้ มีเยาวชนที่น่าสนใจเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน? หรือจะเป็นทายาทของสำนักสายทหารที่เร้นกายอยู่เบื้องหลัง หรือได้รับสืบทอดวิชาจากวิญญาณวีรชนในสนามรบโบราณ?"
เขาลุกขึ้น เดินไปที่หน้าต่าง พลางมองไปยังทิศที่ตั้งของหอสุราจุ้ยเซียน
"ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร เมื่อก้าวเข้าสู่ทางโลกแล้ว ย่อมอยู่ใต้สายพระเนตรของพระพุทธองค์ หากรู้จักกาลเทศะ ยอมเข้าสู่นิกายของเรา อาจได้เป็นถึงท้าวจตุโลกบาลผู้พิทักษ์ธรรม ทว่าหากดื้อดึงไม่ยอมรับ..."
แรงบดขยี้บนลูกประคำเพิ่มขึ้นเล็กน้อย พลางกล่าวว่า "คงต้องใช้วิธีการเด็ดขาด สำแดงบารมีแห่งพุทธะ เพื่อไม่ให้ตกสู่วิถีมาร เป็นภัยต่อสรรพสัตว์"
แรงกดดันทางจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นนั้น อ่อนโยนทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจขัดขืนได้ แผ่ขยายออกจากร่างของเขาเป็นระลอกคลื่น ทำให้เปลวเทียนในห้องสั่นไหวอย่างแผ่วเบา
ที่ลานหลังหอสุราจุ้ยเซียน ฉู่สวินซึ่งกำลังฝึกฝนการออกแรงใน "ท่าสะเด็ดน้ำ" พลันชะงักกึก!
รอยแผลเป็นรูปจันทร์เสี้ยวที่หว่างคิ้วส่งสัญญาณเจ็บจี๊ดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่ใช่ความร้อนเช่นครั้งก่อน ทว่ามันคือ... สัญญาณเตือนว่าตนกำลังถูกจับจ้อง ถูกสัมผัสโดยพลังอำนาจบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และอ่อนโยน
เขาเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวกวาดมองไปยังทิศตะวันตกของเมือง
ความรู้สึกนั้น... แฝงไว้ด้วยเจตนาเกลี้ยกล่อมให้ละวาง และชักนำให้เลื่อมใสศรัทธา...
นิกายโพธิสัตว์หรือ? พวกเขาสังเกตเห็นตนเข้าแล้วหรือนี่?
ฉู่สวินกำด้ามมีดผ่าฟืนแน่น แววตาเย็นยะเยือก
พายุฝน กำลังจะมาถึง...
(จบแล้ว)