เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 330 - ปรมาจารย์เทวะอาภรณ์ม่วงทอง (ฟรี)

บทที่ 330 - ปรมาจารย์เทวะอาภรณ์ม่วงทอง (ฟรี)

บทที่ 330 - ปรมาจารย์เทวะอาภรณ์ม่วงทอง (ฟรี)


บทที่ 330 - ปรมาจารย์เทวะอาภรณ์ม่วงทอง

◉◉◉◉◉

"ไอม่วงบูรพาปรากฏ นิมิตมงคลจากฟากฟ้า นี่คือลางบอกเหตุแห่งความรุ่งโรจน์ องค์จักรพรรดิบำเพ็ญเพียรภายใน แผ่บารมีสู่ภายนอก... แคว้นหลิงสังหารศัตรูสองพันสามร้อยสิบห้าคน ปราบปรามเมล็ดพันธุ์มาร คืนความสงบสุขแก่บ้านเมืองและราษฎร"

ไป๋ยวนประทับตรา "จอมทัพแคว้นหลิง" ลงไปบนเอกสาร

"ส่งไปที่สถานีม้าเร็ว"

เขายื่นรายงานการทหารหนาปึกที่มีตัวอักษรนับหมื่นคำให้แก่เจ้าหน้าที่ในจวนว่าการ

"ขอรับ"

ขุนนางหนุ่มผู้นั้นรับจดหมายอย่างระมัดระวัง แล้ววิ่งเหยาะๆ ออกไปจากจวน

ราชวงศ์เสวียนหยางก่อตั้งมานับพันปี แม้จะให้ความสำคัญกับการทหาร แต่ก็หนีไม่พ้นพิธีรีตองอันยุ่งยาก ฎีกาฉบับนี้นับว่าเป็นศาสตร์ชั้นสูง บทความหมื่นคำของไป๋ยวนนี้ถือว่าธรรมดามากเมื่อเทียบกับขุนนางคนอื่น

พวกขุนนางฝ่ายตรวจสอบในสำนักตรวจการมักเขียนกันทีละหลายหมื่นคำ เริ่มอ้างตั้งแต่ยุคสามราชาห้าจักรพรรดิมาจนถึงราชวงศ์ก่อน อ้างอิงตำรานับร้อยเล่ม อ่านแล้วปวดหัวตึบ

ได้ยินว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเริ่มเบื่อหน่ายฎีกาที่ยาวเหยียดและไร้สาระพวกนี้แล้ว มีทีท่าว่าจะสั่งลดทอนลง

แต่ตราบใดที่ยังไม่มีราชโองการลงมาอย่างเป็นทางการ ก็ไม่มีใครกล้าลองของ

หากเขียนน้อยเกินไปแล้วถูกหาว่าละเลยราชกิจ คงยากที่จะแก้ตัว

ฎีกาฉบับนี้ไป๋ยวนย่อมไม่ได้เขียนเอง

ในจวนว่าการมีขุนนางที่เชี่ยวชาญด้านนี้อยู่มากมาย บัณฑิตที่สอบไม่ผ่านจวี่เหรินจำนวนมากผันตัวมาเป็นเสมียนในที่ว่าการ เพื่อให้เข้าตาผู้บังคับบัญชา จึงขัดเกลาฝีมือการเขียนจนวิจิตรบรรจงถึงขีดสุด

เขาเพียงแค่ประทับตราจอมทัพในตอนท้ายก็พอ ไม่ต้องเปลืองสมองกับเรื่องพรรค์นี้ ถึงได้บอกว่าการเป็นผู้นำนั้นสบายที่สุดในใต้หล้า

ฎีกายาวเหยียดขนาดนี้ การเรียงลำดับเนื้อหามีความสำคัญมาก

อย่างเช่นฎีกาฉบับนี้ ภายใต้คำสั่งของเขาได้จงใจยกผลงานของหยางฟางอวี่ขึ้นมาไว้ส่วนหน้า ด้วยเหตุนี้ฮ่องเต้ย่อมประทับใจหยางฟางอวี่มากที่สุด

ขอเพียงคนตระกูลหยางในราชสำนักช่วยผลักดันอีกแรง การเลื่อนขั้นย่อมเป็นเรื่องที่แน่นอน ยิ่งมีไป๋ยวนที่เป็นขุนนางเจ้าสังกัดเสนอชื่อ กรมขุนนางย่อมไม่ขัดขวาง

ไป๋ยวนจัดการเอกสารของขุนนางท้องถิ่นในแคว้นหลิงอีกพักหนึ่ง จึงเดินออกจากจวนว่าการ

เขามุ่งหน้าตรงไปยังหอเถาเซียง

นักพรตเฒ่าแสดงอิทธิฤทธิ์ในหุบเขาแสนยอด บัดนี้ความวุ่นวายจากมารในแคว้นหลิงสงบลงแล้ว นักพรตเฒ่าน่าจะจากไปแล้ว

ไป๋ยวนเดินขึ้นไปบนชั้นสอง

เขาชำเลืองมองห้องของนักพรตเฒ่า

ยังคงมืดมิดมองไม่เห็นสิ่งใดภายใน

แต่ไป๋ยวนกลับเลิกคิ้วขึ้น นี่เป็นเครื่องยืนยันว่านักพรตเฒ่ายังอยู่ในห้อง

"ยังไม่ไปหรือ"

ไป๋ยวนเกิดความสงสัยในใจ

เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจเคาะประตูห้องนักพรตเฒ่า

การเดินทางไปหุบเขาแสนยอดครั้งนี้ เขามีข้อสงสัยบางอย่างอยากจะขอคำชี้แนะจากนักพรตเฒ่า

ทั่วทั้งแคว้นหลิง ผู้ที่สามารถไขข้อข้องใจให้เขาได้คงมีเพียงนักพรตเฒ่าและท่านไท่เป่าเหยียนผู้นั้น

ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างเนิบนาบบนชั้นสองของหอสุรา

ผ่านไปหนึ่งก้านธูป นักพรตเฒ่าถึงได้มาเปิดประตู

ไป๋ยวนเห็นใบหน้าคุ้นเคยของนักพรตเฒ่า เขากำลังจะประสานมือคารวะ แต่หางตาเหลือบไปเห็นสภาพภายในห้อง การเคลื่อนไหวพลันชะงักค้าง

นักพรตเฒ่าไม่ได้อยู่คนเดียว ในห้องยังมีคนอีกคนหนึ่ง

ชุดขุนนางสีแดงดำที่คุ้นตา...

นั่นคือไท่เป่าเหยียนเส้าอัน!

เสียงของเหยียนเส้าอันดังขึ้นช้าๆ "เข้ามาสิ"

ไป๋ยวนประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ขอรับ"

เหยียนเส้าอันคือผู้ที่อยู่ใต้คนคนเดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่น หากว่ากันตามอำนาจหน้าที่ เขาคือผู้บังคับบัญชาสูงสุดของขุนนางฝ่ายทหารทั่วหล้า เป็นเจ้านายโดยตรงของไป๋ยวน

เขาหาที่นั่งลงอย่างว่าง่าย รู้หน้าที่รีบยกกาชาวนโต๊ะของนักพรตเฒ่ารินชาให้ชายชราทั้งสอง

จะให้ยอดฝีมือระดับสื่อเทพสองท่านมารินชาให้เขาได้อย่างไรกัน!

นักพรตเฒ่ากลับไปนั่งลงบนเก้าอี้กลม

"ท่านคฤหัสถ์เหยียน ครั้งล่าสุดที่เราร่วมมือกันน่าจะเป็นเมื่อแปดสิบเจ็ดปีก่อน"

"ราชาปีศาจแห่งแดนใต้รับมือยากจริงๆ"

เหยียนเส้าอันยกถ้วยชาขึ้นจิบ

"สหายเต๋าเผย นานๆ ทีจะลงจากเขา แคว้นหลิงมีทิวทัศน์งดงามหลายแห่ง ไม่ลองไปเที่ยวชมด้วยกันหน่อยหรือ"

ทั้งสองคุยกันสัพเพเหระ ราวกับสหายเก่าที่ไม่ได้พบกันนาน

ไป๋ยวนกะพริบตาปริบๆ นั่งทำหน้าที่เด็กรับใช้รินชาอย่างเรียบร้อย

จากคำพูดของเหยียนเส้าอัน ฟังออกไม่ยากว่านักพรตเฒ่าเคยพบกับเหยียนเส้าอันมาก่อนที่จะมาแคว้นหลิง

คิดดูก็เป็นเรื่องปกติ

ในเมื่อขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเสวียนหยางคือราชสำนัก และเหยียนเส้าอันก็แทบจะเป็นตัวแทนของราชสำนัก บุคคลระดับนักพรตเฒ่าที่ทรงพลังขนาดนี้ ทุกย่างก้าวย่อมส่งผลกระทบต่อราชสำนัก

ด้วยฐานะของนักพรตเฒ่า ย่อมต้องไปเยี่ยมคารวะเหยียนเส้าอันผู้เป็นเจ้าถิ่นตัวจริงของแคว้นหลิงในยามนี้ก่อน

ฟังจากบทสนทนา ไป๋ยวนถึงได้รู้ว่านักพรตเฒ่าแซ่เผย

นักพรตเฒ่าส่ายหน้า "เมล็ดพันธุ์มารยังไม่ถูกกำจัด ใจข้าไม่สงบ"

เหยียนเส้าอันสีหน้าเคร่งขรึม "สหายเต๋ามีคุณธรรมสูงส่ง นับเป็นวาสนาของเสวียนหยางจริงๆ"

ทั้งสองคุยโต้ตอบกันไปมา ทำเอาไป๋ยวนงุนงงสับสน

เมล็ดพันธุ์มารไม่ได้ถูกกำจัดไปแล้วหรอกหรือ

นักพรตเฒ่าดูเหมือนจะมองออกว่าไป๋ยวนสงสัย "ปีศาจงูตนนั้นเป็นเพียงภาชนะหนึ่งของเมล็ดพันธุ์มารเท่านั้น ตัวจริงยังคงซ่อนตัวอยู่ในแคว้นหลิง"

ไป๋ยวนตื่นตระหนกในใจ

งูยักษ์ที่น่าสะพรึงกลัวในทะเลสาบ กลับเป็นเพียงร่างแยกของเมล็ดพันธุ์มารเท่านั้นหรือ!

"ปีศาจงูตนนั้นดูน่ากลัว แต่ความจริงก็แค่ระดับแปดเท่านั้น"

นักพรตเฒ่าไม่ลืมที่จะเสริมอีกประโยค

"..."

แค่ระดับแปด...

ไป๋ยวนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

เหยียนเส้าอันเอ่ยขึ้นทันที "สหายเต๋าเผย จอมทัพไป๋เป็นบุคลากรหาได้ยากของราชสำนัก สำนักมังกรพยัคฆ์ของท่านจะมาแย่งต้นกล้าชั้นดีของข้าไม่ได้นะ"

หากเป็นขุมกำลังอื่น เหยียนเส้าอันคงไม่พูดเช่นนี้ อย่างมากก็แค่บุกไปทวงคนถึงที่

แต่สำนักมังกรพยัคฆ์นั้นต่างออกไป แม้แต่ราชสำนักเสวียนหยางก็ยังต้องระมัดระวังในการรับมือ

ไป๋ยวนจับใจความสำคัญได้

สำนักมังกรพยัคฆ์?!

เขามองนักพรตเฒ่าด้วยความไม่อยากเชื่อ

สำนักเต๋าต้นกำเนิดสายเจิ้งอี สำนักมังกรพยัคฆ์!

เหยียนเส้าอันสังเกตเห็นความตกตะลึงในแววตาไป๋ยวน จึงหัวเราะหึๆ "นักพรตเฒ่าผู้นี้คือปรมาจารย์เทวะอาภรณ์ม่วงทองเพียงหนึ่งเดียวของสำนักมังกรพยัคฆ์"

ไป๋ยวนสูดลมหายใจเข้าลึก

สำนักมังกรพยัคฆ์มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาเองย่อมเคยได้ยิน

นักพรตสำนักมังกรพยัคฆ์มักแบ่งระดับการบำเพ็ญเพียรด้วยสีของชุดนักพรต ชุดขาวคือนักพรตน้อยที่เพิ่งเข้าสำนัก สูงขึ้นไปคือดำ เขียว ฟ้า แดง ม่วง และเหลือง

เนื่องจากปฐมจักรพรรดิแห่งเสวียนหยางเคยตรัสว่า "ในใต้หล้ามีเพียงข้าผู้เดียวที่สวมชุดเหลืองได้" ดังนั้นในปัจจุบันจึงไม่มีปรมาจารย์เทวะชุดเหลืองอีกแล้ว

นั่นหมายความว่า นักพรตเฒ่าคือบุคคลที่มีสถานะสูงสุดในสำนักมังกรพยัคฆ์ที่ยังมีชีวิตอยู่

ไป๋ยวนรู้ว่าฐานะของนักพรตเฒ่าไม่ธรรมดา แต่ก็นึกไม่ถึงว่าจะเป็นถึงมหาปรมาจารย์เทวะอาภรณ์ม่วงทอง!

นี่คือตัวตนที่แม้แต่ฮ่องเต้พบเจอก็ยังต้องให้เกียรติสามส่วน

นักพรตเฒ่ากลับมีท่าทีภูมิใจเล็กน้อย "ความเป็นศิษย์อาจารย์ขึ้นอยู่กับดวงชะตาและวาสนา ประสกไป๋มีวาสนากับอาตมา"

เหยียนเส้าอันแค่นเสียงเย็น "ข้าได้กราบทูลฝ่าบาทให้บรรจุชื่อไป๋ยวนลงในทำเนียบมังกรซ่อนแล้ว สำนักมังกรพยัคฆ์ยังจะแย่งอีกหรือ"

ได้ยินคำว่าทำเนียบมังกรซ่อน สีหน้าของนักพรตเฒ่าก็เปลี่ยนไปในที่สุด

"ท่านคฤหัสถ์เหยียน ท่านทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไรกัน"

หากเป็นสถานการณ์อื่น เขายังพอจะแย่งชิงได้บ้าง แต่หากเข้าสู่ทำเนียบมังกรซ่อนแล้ว การที่เขารับไป๋ยวนเป็นศิษย์ ก็แทบจะเท่ากับประกาศสงครามกับราชวงศ์เสวียนหยาง

เหยียนเส้าอันยิ่งได้ใจ

พอนึกถึงเมื่อร้อยปีก่อนที่ต้นกล้าชั้นดีคนหนึ่งถูกสำนักมังกรพยัคฆ์แย่งตัวไป บัดนี้ได้เอาคืนเสียที เขาก็ยิ่งรู้สึกสดชื่นแจ่มใส

ไป๋ยวนผู้นี้ เขาหมายตาไว้แล้วและต้องได้ตัวมา!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 330 - ปรมาจารย์เทวะอาภรณ์ม่วงทอง (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว