- หน้าแรก
- ระบบสปีดรัน เริ่มต้นที่นายพราน
- บทที่ 250 - งานเลี้ยงสังสรรค์ (ฟรี)
บทที่ 250 - งานเลี้ยงสังสรรค์ (ฟรี)
บทที่ 250 - งานเลี้ยงสังสรรค์ (ฟรี)
บทที่ 250 - งานเลี้ยงสังสรรค์
◉◉◉◉◉
เมืองหวงหลง เขาเทพเจ้า
"ข้าก็ว่าทำไมเจ้าหนุ่มนี่ถึงไม่สนใจหญิงงาม ที่แท้นี่คือน้องสะใภ้หรือ"
หยางฟางอวี่มองสตรีข้างกายไป๋ยวนแล้วหัวเราะร่า
เมื่อวานเขาได้รับจดหมายจากศิษย์สำนักวังเทวะว่าไป๋ยวนเชิญเขามางานเลี้ยง
เขารู้จักกับไป๋ยวนมานาน ปกติมีแต่เขาเป็นคนนัด ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ไป๋ยวนเป็นฝ่ายเอ่ยปาก เขาจึงรีบพาเยี่ยนซิ่วหงผู้เป็นภรรยามาที่เขาเทพเจ้าทันที
พอเข้ามาในจวนของไป๋ยวน ก็เห็นเซียวเฉี่ยวเหนียงยืนอยู่ข้างกายไป๋ยวน
เขาเคยได้ยินมานานแล้วว่าไป๋ยวนมีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากอยู่คนหนึ่งก่อนจะได้ดี เพียงแต่ภายหลังนางไปอยู่ทางใต้ วันนี้ในที่สุดก็ได้พบตัวจริง
เซียวเฉี่ยวเหนียงเริ่มจากการฝึกยุทธ์ ต่อมาก็กลายเป็นนักล่าปีศาจสายควบคุมปีศาจ กลิ่นอายจึงดูบริสุทธิ์หลุดพ้นจากโลกีย์ เมื่อเทียบกับสตรีตระกูลใหญ่อย่างเยี่ยนซิ่วหงก็ไม่ได้ด้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย
เยี่ยนซิ่วหงเหลือบมองหยางฟางอวี่ "อย่าทำให้น้องสาวตกใจสิ"
นางพบเจอผู้คนมามาก ย่อมดูออกว่าเซียวเฉี่ยวเหนียงไม่ใช่สตรีที่อ่อนแอไร้ทางสู้
ไป๋ยวนยิ้มบางๆ "เหล่าหยาง เชิญด้านใน"
เขาพาหยางฟางอวี่เดินเข้าไปในเรือนชั้นใน
เมื่อสองสามีภรรยาตระกูลหยางมาถึงเรือนชั้นใน ก็เห็นสองพี่น้องตระกูลลู่และจูอู๋นั่งรออยู่ที่ศาลาริมน้ำก่อนแล้ว
ต่อมาหวังติ่งหมิงก็รีบเดินทางมาจากเมืองหลิงโจว เขาพาภรรยามาด้วยเช่นกัน
ส่วนหลี่หวน ด้วยฐานะซื่อจื่อแห่งจวนอ๋องแคว้นชิง การจะมาเมืองหวงหลงคงลำบาก ดังนั้นไป๋ยวนจึงไม่ได้ส่งจดหมายไปเชิญ มิฉะนั้นจะทำให้หลี่หวนลำบากใจเสียเปล่าๆ
ทุกคนมาชุมนุมกันพร้อมหน้า บรรยากาศในลานบ้านจึงคึกคักขึ้นมาทันตา
จูอู๋เห็นภาพนี้ก็อดกลอกตาไม่ได้ กลายเป็นว่ามีแค่เขาที่ตัวคนเดียว
"น้องลู่..."
เขาเพิ่งจะอ้าปากทักทายลู่ซานซาน ก็ถูกเยี่ยนซิ่วหงถลึงตาใส่ จากนั้นเยี่ยนซิ่วหงก็พาเซียวเฉี่ยวเหนียงและสตรีคนอื่นๆ ไปที่เรือนหลัง
เมื่อเจอเยี่ยนซิ่วหง จูอู๋ย่อมต้องยอมแพ้ ใครใช้ให้นางดุร้ายขนาดนั้น เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนางเลย
ถึงตอนนั้นถ้าโดนทุบตี ก็คงหาที่ร้องเรียนไม่ได้
จูอู๋เป็นพี่น้องกับหยางฟางอวี่มาหลายปี รู้จักนิสัยภรรยาคนเก่งของเพื่อนดี นางไม่มีทางละเว้นการลงไม้ลงมือเพียงเพราะเป็นสตรีหรอก
หยางฟางอวี่เดินไปหาจูอู๋ เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เหล่าจู เจ้าก็อายุไม่น้อยแล้ว ควรคิดเรื่องออกเรือนได้แล้วนะ"
จูอู๋กลอกตามองบน
แม้ในใจจะอิจฉา แต่จูอู๋ไม่มีความคิดที่จะแต่งงาน
ต่างจากคนอื่น สำนักเก้ากระบี่ของเขาเป็นสำนักใหญ่ในยุทธภพ เรื่องแต่งงานมีลูกมีน้อยนัก
คนท่องยุทธภพย่อมหลีกเลี่ยงการสร้างศัตรูไม่ได้ เรื่องฆ่าล้างโคตรมีให้เห็นบ่อยไป จนผู้ฝึกยุทธ์ในยุทธภพส่วนใหญ่หมดความคิดที่จะแต่งงาน
ต่อให้แต่งงาน ส่วนมากก็มักจะปิดบังไว้
ลูกผู้ชายในยุทธภพขอแค่ดาบเร็วก็พอ จะเอาความรักไปทำไม
เมื่อเทียบกับการแต่งงาน จูอู๋สนใจเรื่องเมื่อไหร่จะทะลวงด่านจิตกระจ่างได้มากกว่า
ครั้งนี้ไป๋ยวนเป็นเจ้าภาพ แน่นอนว่าเขาเป็นคนลงมือเข้าครัวเอง
เยี่ยนซิ่วหงพาสาวๆ ไปแยกโต๊ะที่เรือนหลัง ที่ศาลาริมน้ำจึงเหลือแค่ชายฉกรรจ์กลุ่มของไป๋ยวนนั่งดื่มสุรา
คุยกันไปคุยกันมา หัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนจากเรื่องหน้าอกสตรีไปเป็นเรื่องสงครามทางแดนเหนือ
หยางฟางอวี่ถอนหายใจเบาๆ เขาเคยเป็นนายพันในกองทัพเจิ้นเป่ยมาหลายปี จึงมีเพื่อนฝูงในกองทัพไม่น้อย ข่าวสารย่อมรวดเร็วกว่าพวกไป๋ยวน
"ได้ยินว่าแม่ทัพใหญ่ปราบอุดรกำลังระดมพล เตรียมจะกวาดล้างยอดฝีมือนิกายมารให้สิ้นซากในทุ่งราบทางเหนือ ต้านศัตรูไว้นอกกำแพงพันลี้"
เห็นหยางฟางอวี่ทำหน้ากลัดกลุ้ม หวังติ่งหมิงก็ถามอย่างไม่เข้าใจ "การทำเช่นนี้ไม่ดีตรงไหนหรือ"
"ถ้าทำลายศัตรูได้จริง แม่ทัพใหญ่สวีคงทำไปนานแล้วตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่"
"..."
ทุกคนเงียบกริบ คำพูดของหยางฟางอวี่มีเหตุผล
แม้แม่ทัพใหญ่ปราบอุดรคนปัจจุบันที่เคยเป็นจอมทัพเมืองหลวงจะมีฝีมือ แต่เรื่องการใช้ทหารยังห่างชั้นกับสวีติ้งชุนมากนัก
หยางฟางอวี่ "ได้ยินว่าเป็นเพราะฝ่าบาททรงไม่พอพระทัยที่แม่ทัพใหญ่ผู้นั้นไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันมานาน จึงคิดจะเดินหมากเสี่ยง"
อย่าเห็นว่าแม่ทัพในอดีตที่ใช้กลยุทธ์เหนือความคาดหมายเอาชนะข้าศึกที่มีจำนวนมากกว่าจะได้รับการยกย่องจากคนรุ่นหลัง
แต่ความจริงแล้วแม่ทัพที่ชอบเล่นท่ายากพวกนั้น ส่วนใหญ่ถูกศัตรูตัดหัวไปหมดแล้ว เพราะโอกาสพลาดมันสูงเกินไป
การตั้งรับอย่างมั่นคงต่างหากคือวิถีแห่งราชัน เพียงแต่วิธีนี้ต้องแบกรับความกดดันมหาศาล
เพราะสงครามยืดเยื้อไปหนึ่งวัน ราชวงศ์เสวียนหยางต้องหว่านเงินลงไปไม่รู้เท่าไร ไหนจะการโจมตีจากศัตรูทางการเมืองในราชสำนักอีก
หากกองกำลังหลักของกองทัพเจิ้นเป่ยถูกนิกายมารตีโต้จนแตกพ่าย สถานการณ์ของราชวงศ์เสวียนหยางคงย่ำแย่หนัก
คิดถึงตรงนี้จิตใจของทุกคนก็หนักอึ้ง
กองทัพเจิ้นเป่ยแตกพ่าย ที่แรกที่จะซวยก็คือแคว้นหลิง
แต่ต่อให้มองเห็นหายนะล่วงหน้า ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเขาในตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ เป็นได้แค่เพียงเศษฝุ่นที่ลอยคว้างในยุคกลียุค
"เจ้าเหลียงเหรินฉลาดที่สุด หนีไปทางใต้แต่เนิ่นๆ"
จูอู๋หัวเราะด่าสหาย
ตอนนี้ในบรรดาพี่น้อง มีเพียงเหลียงเหรินที่อยู่ทางใต้ไกลโพ้นเท่านั้นที่ยังไม่ได้รับผลกระทบชั่วคราว
หวังติ่งหมิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยช้าๆ "อีกไม่นาน ข้าก็จะออกจากแคว้นหลิงแล้ว"
ทุกคนพร้อมใจกันยกชามสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่
ความวุ่นวายในแดนเหนือไม่ใช่ความลับในหมู่ชนชั้นสูงของราชวงศ์เสวียนหยาง ตระกูลใหญ่และสำนักที่มีข่าวสารฉับไวต่างก็เริ่มย้ายลูกหลานสำคัญออกจากแคว้นหลิงแล้ว
เทียบกับคนอื่น หยางฟางอวี่และไป๋ยวนมีรากฐานอยู่ที่แคว้นหลิง พวกเขาย่อมไม่อาจจากไป
แววตาของหยางฟางอวี่เหม่อลอย "ไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีโอกาสก้าวเข้าสู่ด่านจิตกระจ่างหรือไม่"
ไป๋ยวนมองหยางฟางอวี่ด้วยความแปลกใจ
จากการคบหากันมาหลายปี เขารู้ดีว่าหยางฟางอวี่มีความทะเยอทะยานสูง เคยประกาศหลายครั้งว่าจะเป็นมหาปรมาจารย์ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะหมดไฟเสียแล้ว
ด่านจิตกระจ่าง...
เมื่อก้าวเข้าสู่ด่านจิตกระจ่าง ก็จะได้เป็นบุคคลสำคัญของราชวงศ์เสวียนหยางอย่างแท้จริง
แต่อัจฉริยะในราชวงศ์มีมากมาย คนที่ได้เป็นมหาปรมาจารย์กลับมีเพียงไม่กี่สิบคน
ทุกคนยกแก้วสุราขึ้นดื่มอีกครั้ง
หยางฟางอวี่เผยความเหนื่อยล้าและท้อแท้ออกมาอย่างหาได้ยาก
นับดูแล้วเขาก็ติดอยู่ที่ด่านรับรู้มาหลายปี อย่าว่าแต่ทะลวงด่านเลย แม้แต่โอกาสจะก้าวหน้าไปอีกสักนิดก็ยังมองไม่เห็น ย่อมทำให้คนสิ้นหวัง
หยางฟางอวี่เป็นเช่นนี้ คนอื่นก็ไม่ต่างกัน
ฝึกยุทธ์ลำบากนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่น่าสิ้นหวังที่สุดคือการมองไม่เห็นความเป็นไปได้
ความเป็นไปได้มากที่สุดของพวกเขาก็คือย่ำอยู่กับที่ไปชั่วชีวิต อนาคตเช่นนี้ทำให้พวกเขารู้สึกหายใจไม่ออก
ไป๋ยวนอดนึกถึงตาเฒ่าต่งไม่ได้
ตาเฒ่าต่งในฐานะอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองหวงหลงที่เคยกดมู่หรงเทียนไว้ได้ ติดอยู่ที่ด่านเข้าสู่พลังภายในถึงสามสิบปี ความอดทนระดับนี้ช่างน่ากลัวจริงๆ
หากไม่ใช่เพราะเขามีตัวช่วย ไม่แน่ว่าอาจจะทนไม่ไหวไปนานแล้ว
เขาเตือนตัวเองในใจ
หนทางยุทธ์ยากลำบาก ต้องมีความเพียรพยายาม ห้ามย่อท้อเด็ดขาด
พวกเขานั่งดื่มกันจนดึกดื่นถึงได้แยกย้าย
สุดท้ายเหลือเพียงไป๋ยวนและเซียวเฉี่ยวเหนียงสองคน
เซียวเฉี่ยวเหนียงวางตัวสมเป็นนายหญิงของบ้าน สั่งการบ่าวไพร่ทำความสะอาดลานบ้าน
ไป๋ยวนยิ้ม "พี่เฉี่ยว ชายใดได้แต่งกับท่านนับว่าโชคดีนัก"
เซียวเฉี่ยวเหนียงอดไม่ได้ที่จะเตะไป๋ยวนไปทีหนึ่ง
สถานการณ์สงครามทางแดนเหนือเป็นไปตามที่หยางฟางอวี่คาดการณ์ แม่ทัพใหญ่ปราบอุดรผู้นั้นดูเหมือนจะเตรียมพร้อมตัดสินแพ้ชนะกับนิกายมารที่ทุ่งราบทางเหนือจริงๆ
เสบียงและยุทโธปกรณ์จากทั่วราชวงศ์เสวียนหยางที่ส่งไปยังกำแพงเมืองทางเหนือมีจำนวนมากกว่าเมื่อก่อนมาก
นิกายมารย่อมสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวนี้ ยอดฝีมือที่แฝงตัวอยู่ต่างก็เริ่มลงมือ
ไป๋ยวนในฐานะจอมทัพกองกำลังพิทักษ์ปีศาจแคว้นหลิงย่อมยุ่งมาก
เขากับเซียวเฉี่ยวเหนียงยังคงอยู่ด้วยกันน้อยแยกกันนาน
โชคดีที่เหลียงเอ๋อดูเหมือนจะสนใจแคว้นหลิงมาก จึงยังไม่มีแผนจะกลับลงใต้ในเร็ววัน
หลังจากออกศึกมาครึ่งเดือน ไป๋ยวนหาโอกาสกลับมาที่เขาเทพเจ้าได้ในที่สุด
พอเดินเข้าลานบ้าน ก็เห็นพี่เฉี่ยวกำลังเล่นหยอกล้อกับงูยักษ์สีเขียวขนาดสามจั้ง
สาวงามกับสัตว์ร้าย ฉากนี้ดูขัดตายังไงชอบกล
งูยักษ์สีเขียวตัวนี้ก็คือเสี่ยวชิง ตอนนี้เสี่ยวชิงฟื้นฟูพลังจนสมบูรณ์แล้ว พลังการต่อสู้แข็งแกร่งมาก
พี่เฉี่ยวได้รับอานิสงส์จากสายเลือดงูบินของเสี่ยวชิง พลังฝีมือจึงไม่ด้อยไปกว่าเจ้าของยอดเขาทั้งสิบสามของสำนักวังเทวะ
แม้เสี่ยวชิงจะเป็นสัตว์เลี้ยงปีศาจของไป๋ยวน แต่เมื่อพี่เฉี่ยวแข็งแกร่งขึ้น พันธสัญญาในตัวเสี่ยวชิงก็เริ่มกลายเป็นพันธนาการ ไป๋ยวนจึงตัดสินใจยกเลิกพันธสัญญากับเสี่ยวชิง
แม้ไป๋ยวนจะไม่ใช่เจ้านายของเสี่ยวชิงแล้ว แต่เสี่ยวชิงเห็นไป๋ยวนก็ยังแสดงท่าทีสนิทสนม
หัวงูขนาดใหญ่ถูไถขาของไป๋ยวนอย่างออดอ้อนราวกับลูกสุนัข
พี่เฉี่ยวเห็นไป๋ยวนกลับมาก็แสดงสีหน้าดีใจ
อย่างที่เขาว่ากันว่าจากกันนานยิ่งหวานชื่น นางโผเข้าสู่อ้อมกอดของไป๋ยวนอย่างมีความสุข
ไป๋ยวนจูบหน้าผากพี่เฉี่ยวทีหนึ่ง แล้วมองไปทางเสี่ยวชิง
งูบินในแผนที่หมื่นปีศาจนับเป็นหนึ่งในตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุด แข็งแกร่งกว่าปีศาจหลีลี่มากโข
แน่นอนว่าสายเลือดในตัวเสี่ยวชิงเบาบางมาก ย่อมเทียบไม่ได้กับปีศาจหลีลี่ระดับแปดในเขาเทพเจ้า
"พี่ยวน ครั้งนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน"
เซียวเฉี่ยวเหนียงกระพริบตาปริบๆ แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ไป๋ยวนลูบผมพี่เฉี่ยว "น่าจะอยู่ได้นานหน่อย"
พี่เฉี่ยวแนบหน้ากับอกไป๋ยวน ส่งเสียงอือเบาๆ
ทั้งสองล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ทั้งยังมีพลังฝีมือไม่ต่ำ ระยะเวลาการต่อสู้ย่อมยาวนาน
ค่ำคืนอันเร่าร้อน
จนกระทั่งฟ้าสาง พี่เฉี่ยวถึงได้หลับไปอย่างอ่อนเพลีย
ไป๋ยวนกอดพี่เฉี่ยว พิงหัวเตียง
เขามองไปที่หน้าต่างสถานะ
【ชื่อ: ไป๋ยวน】
【อาชีพ: นักล่าปีศาจ, ภูตดาบ, นักมวย, นักปรุงวิญญาณ, นักวาดหนัง】
【ทักษะ: ดาบสยบพยัคฆ์ปั่นป่วนโลหิต (ชำนาญ), วิชาคางคกชาดมังกรกู่ (เบื้องต้น), เคล็ดวิชาจำแลงอสูร (เบื้องต้น), ดึงวิญญาณ (ปรมาจารย์), วิชาช่วงชิงวิญญาณ (ปรมาจารย์)】
【แต้มเสริมแกร่ง: 4376】
ระหว่างการออกศึกช่วงนี้ ไป๋ยวนศึกษาเคล็ดวิชาจำแลงอสูรมาตลอด
ในฐานะหนึ่งในสามสายวิชาของนักล่าปีศาจ วิชาจำแลงอสูรย่อมไม่ธรรมดา
พี่เฉี่ยวอยู่ที่แดนใต้ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของนักล่าปีศาจมาหลายปี จึงรู้เรื่องราวของนักล่าปีศาจเป็นอย่างดี
นักล่าปีศาจแบ่งออกเป็นสามสายคือ ค้นหาปีศาจ ควบคุมปีศาจ และจำแลงอสูร โจวซื่อหมิงที่มีแผนที่หมื่นปีศาจคือสายค้นหาปีศาจ ส่วนเหลียงเอ๋อและพี่เฉี่ยวคือสายควบคุมปีศาจ
นอกจากสองสายนี้แล้ว ก็ยังมีสายจำแลงอสูร
สิ่งที่เรียกว่าจำแลงอสูร แท้จริงแล้วคือนักล่าปีศาจในสมัยโบราณเลียนแบบพฤติกรรมของปีศาจเพื่อความอยู่รอดในการต่อสู้กับปีศาจ
ต่อมาสายจำแลงอสูรพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่ฝึกจนบรรลุขั้นสุดยอดถึงขนาดแปลงร่างเป็นสัตว์วิเศษโบราณได้ เปรียบได้กับวิชาเซียน
แน่นอนว่าสำหรับนักล่าปีศาจทั่วไป มันก็เป็นเพียงวิชาเลียนแบบปีศาจ
อย่างเช่นซังคา เขาเลียนแบบปีศาจเสือดาว ดังนั้นการเคลื่อนไหวจึงรวดเร็วว่องไว ไม่แพ้ผู้ฝึกยุทธ์สายวิชาตัวเบา
สายจำแลงอสูรยังเป็นสายที่มีพลังการต่อสู้ส่วนบุคคลแข็งแกร่งที่สุดในหมู่นักล่าปีศาจ
ไป๋ยวนคาดหวังผลลัพธ์หลังจากเรียนเคล็ดวิชาจำแลงอสูรมาก
"เพิ่มแต้ม!"
[จบแล้ว]