- หน้าแรก
- เกิดมาพร้อมระบบเซียน
- บทที่ 580: เด็กฉลาด
บทที่ 580: เด็กฉลาด
บทที่ 580: เด็กฉลาด
พอเปิดประตู เซี่ยอวี่หลิงก็เห็นเด็กหญิงท่าทางขี้อายเดินออกมา เธอเอามือปิดปากแล้วหันไปมองหลินโม่
“นายทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไง! นายมันคุณลุงใจร้าย!”
เธอพูดพลางกางแขนออก ราวกับแม่ไก่กางปีกปกป้องลูกเจี๊ยบ เอาตัวเข้าบังเด็กหญิงไว้
ขมับของหลินโม่เต้นตุบๆ เขาตัดสินใจเลิกสนใจยัยตัวป่วนนี่ไปชั่วขณะ แล้วหันไปมองเด็กหญิงคนนั้น
“หนูน้อย ยังจำได้ไหมว่าตัวเองชื่ออะไร”
‘ที่หน้าประตูมีพี่ชายกับพี่สาวยืนอยู่ ดูแล้วอายุยังไม่เยอะเท่าไหร่’
‘ผู้หญิงสวยมาก แต่สมองดูจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ส่วนผู้ชายก็หล่อเหลาเอาการ แต่แววตาของเขาทำให้เธอรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก’
หนิงชิงเฉิงกวาดตามองสภาพแวดล้อมที่แปลกตา ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้เอ่ยปากอย่างกล้าๆ กลัวๆ น้ำเสียงยังเจือความเยาว์วัยแต่กลับชัดถ้อยชัดคำ
“หนูชื่ออิงชิงเฉิงค่ะ อิงที่แปลว่าตอบรับ ชิงที่แปลว่าเอนเอียง เฉิงที่แปลว่าเมือง”
‘บอกชื่อปลอมทันทีแถมยังอธิบายตัวอักษรชัดเจนทุกคำ กลัวคนอื่นจะจำผิด จิตใจแข็งแกร่งไม่เบาเลย’
หลินโม่กดไลก์ให้เธอในใจ ‘ลูกศิษย์ในอนาคตคนนี้ฉลาดกว่าที่คิดแฮะ’
“ดูท่าเธอจะรู้ดีว่าตัวเองเป็นใคร ฉลาดกว่าที่ฉันคิดไว้อีกนะ หนิงชิงเฉิง”
หลินโม่เอ่ยชื่อจริงของเธอออกมาเรียบๆ
เซี่ยอวี่หลิงได้ยินแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหันขวับไปมองเขา แล้วหันไปมองเด็กหญิงที่บอกว่าชื่อ “อิงชิงเฉิง” อีกที
‘เจ้าตัวเล็กนี่ ความระแวดระวังตัวสูงไม่ธรรมดาเลยจริงๆ’
ทันทีที่หลินโม่เอ่ยชื่อนั้นออกมา บรรยากาศโดยรอบพลันหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ส่วนหนิงชิงเฉิงในวินาทีนั้นรูม่านตาก็หดเกร็ง เผลอแสดงความหวาดกลัวที่แท้จริงออกมาวูบหนึ่ง
เธอถอยหลังไปก้าวเล็กๆ อย่างเงียบเชียบ มือเล็กที่ไพล่หลังอยู่นั้น นิ้วทั้งห้างุ้มเข้าหากันเล็กน้อย ปลายนิ้วปรากฏแสงจางๆ วูบไหวจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ทว่าหลินโม่กลับทำราวกับไม่รู้สึกถึงคลื่นพลังงานที่แผ่ออกมาจางๆ นั้นเลยแม้แต่น้อย เขาหันหลังเดินตรงไปยังห้องรับแขก
แผ่นหลังของเขาไร้ซึ่งการป้องกันตัวโดยสิ้นเชิง
“มานั่งสิ เธอฉลาดขนาดนี้ ฉันคงไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ ของบางอย่าง ให้เธอดูเองเลยน่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่า”
หลินโม่เดินไปที่ห้องรับแขก ดึงซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาจากใต้โต๊ะน้ำชา แล้วโยนลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ
เสียงดังแปะเบาๆ แต่กลับฟังดูบาดหูเป็นพิเศษในห้องรับแขกที่เงียบสงัด
เซี่ยอวี่หลิงเดินตามไปอย่างอยากรู้อยากเห็น พอจะยื่นมือไปหยิบซองเอกสารนั้น หลังมือก็ถูกหลินโม่ตีเบาๆ ทีหนึ่ง
“เธอห้ามดู”
น้ำเสียงของหลินโม่จริงจังขึ้นมาอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็น “ของข้างในนี้ มันจะกระทบกระเทือนจิตใจของเธออย่างรุนแรง ฉันไม่อยากให้เธอรับรู้เรื่องพวกนี้ในตอนนี้ รอให้เธอฝึกฝนจนเก่งก่อน ไว้ฉันจะค่อยๆ เล่าให้ฟังทีหลัง”
“อ้อ”
เซี่ยอวี่หลิงลูบหลังมือที่ไม่ได้เจ็บอะไร พลางยื่นปากอย่างขัดใจนิดๆ แต่พอเห็นว่าหลินโม่ไม่ได้ล้อเล่น ก็ได้แต่พยักหน้าอย่างหงอยๆ
“งั้นก็ได้ นายพูดเองนะ”
จู่ๆ เธอก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง “งั้นนายไปส่งฉันที่บ้านก่อน ฉันจะรอวันที่นายบอกความจริงกับฉัน ส่วนน้องสาวคนนี้ นายห้ามรังแกเธอเด็ดขาดนะ!”
เธอชูกำปั้นเล็กๆ ขึ้นมาแกว่งไปมา ถือเป็นคำเตือนทิ้งท้าย
เซี่ยอวี่หลิงรู้ดีว่ามีหลายเรื่องที่หลินโม่ไม่บอกก็เพื่อปกป้องเธอ เธอไม่มีทางทำตัวงี่เง่าเซ้าซี้ถามนู่นถามนี่หรอก สิ่งที่เธอต้องทำ ก็คือเชื่อใจหลินโม่
หลินโม่พยักหน้า เบนสายตาไปทางหนิงชิงเฉิงที่ทำตัวเหมือนลูกกวางตื่นกลัวและคอยจับตามองทุกอย่างด้วยความระแวงมาตั้งแต่ต้น
น้ำเสียงของเขาเรียบจนคาดเดาอารมณ์ไม่ได้
“เธออ่านเองไปก่อนนะ ฉันจะไปส่งยัยนี่กลับบ้าน ถ้าเธออ่านจบแล้วอยากจะไปโดยไม่รอฉันกลับมาก็ได้ ไม่ว่ากัน แล้วแต่เธอเลย”
สิ้นเสียง หลินโม่ก็คว้าแขนเซี่ยอวี่หลิง ร่างของทั้งสองพลันเลือนหายไปจากห้องรับแขกในพริบตา ราวกับหยดหมึกที่ละลายหายไปในสายน้ำ
ทิ้งให้หนิงชิงเฉิงยืนอยู่เพียงลำพัง
ความเงียบที่เข้าปกคลุมอย่างกะทันหัน ทำให้พื้นที่ทั้งหมดดูเวิ้งว้างขึ้นมาทันตา
หนิงชิงเฉิงยืนตัวแข็งทื่ออยู่ที่เดิม สมองมึนงงไปหมด
ความระแวดระวังที่ตึงเครียดเมื่อครู่เป็นของจริง แต่ยามนี้เมื่อมองไปรอบๆ ในใจกลับเกิดความสับสนงุนงงที่อธิบายไม่ถูก
สายตาตกกระทบไปที่รูปถ่ายขาวดำบนผนังอีกครั้ง คู่สามีภรรยาที่ยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยนในรูปนั้น เหมือนกับสองคนในรูปแต่งงานสีสดใสที่เห็นในห้องเมื่อครู่ไม่มีผิดเพี้ยน
บนโต๊ะบูชาในห้องรับแขก มีเพียงโกศใส่อัฐิใบเดียววางอยู่อย่างโดดเดี่ยว
โกศอัฐิมีเพียงใบเดียว แต่รูปตั้งหน้าศพกลับเป็นของสามีภรรยาคู่หนึ่ง
นั่นหมายความว่า สามีภรรยาคู่นี้น่าจะเสียชีวิตในหายนะครั้งเดียวกัน
เมื่อเชื่อมโยงกับบทสนทนาของชายหญิงคู่นั้นเมื่อครู่ เขา... ก็น่าจะเป็นลูกชายของสามีภรรยาคู่นี้
สายตาของหนิงชิงเฉิงกวาดมองข้าวของเครื่องใช้ที่เรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้านในห้องรับแขกช้าๆ โซฟาเก่าที่ผ่านการใช้งานมาหลายปี ตรงที่วางแขนสีซีดจางลงจากการเสียดสี บนโต๊ะน้ำชามีชุดแก้วน้ำวางคว่ำอยู่
ทุกอย่างที่นี่ ล้วนแฝงไปด้วยกลิ่นอายของการใช้ชีวิตที่ธรรมดาสามัญที่สุด
เธอเหลือบไปเห็นประตูห้องหนึ่งแง้มอยู่ บ้านหลังนี้มีหนึ่งห้องนั่งเล่นกับสองห้องนอน อีกห้องคงเป็นของผู้ชายคนนั้น
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ขาเหมือนมีรากงอก ตรึงอยู่กับที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
ท้ายที่สุด สายตาของเธอก็วนกลับมาที่ซองเอกสารสีน้ำตาลบนโต๊ะ
เธออยากรู้ว่า ที่โลกของเธอต้องพลิกคว่ำคะมำหงาย มันเป็นเพราะอะไรกันแน่
--ระบบ: ลูกศิษย์แสนฉลาด กับอาจารย์จอมเจ้าชู้--
ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง
ภายในห้องของเซี่ยอวี่หลิง
แสงเงาวูบไหว เซี่ยอวี่หลิงรู้สึกเพียงว่าภาพตรงหน้าพร่ามัว เท้าก็สัมผัสพื้นดินที่มั่นคงแล้ว
“ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ” น้ำเสียงของหลินโม่เจือแววขบขัน แต่มือที่โอบเอวเธออยู่กลับไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยเลยสักนิด
“เร็วจัง... รู้สึกเหมือนแค่กะพริบตาก็กลับมาถึงแล้ว”
เซี่ยอวี่หลิงยังคงทึ่งกับอิทธิฤทธิ์ดุจเทพเซียนนี้ แต่วินาทีถัดมา สัมผัสที่ร่างกายก็ทำให้เธอได้สติ
เธอก้มหน้าขวับ สายตาล็อกเป้าไปที่มือซึ่งกำลังวางแหมะอยู่บนเอวของเธออย่างแม่นยำ
อีตานี่!
“ฮึ! ยังไม่ปล่อยอีก!”
ใบหน้าสวยของเซี่ยอวี่หลิงแดงซ่าน เธอไม่ทันได้คิดอะไร ก็กระทุ้งศอกไปด้านหลังเต็มแรง
“อึก!”
หลินโม่รับศอกนั้นเข้าไปเต็มๆ จนส่งเสียงร้องอู้อี้ในลำคอ แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ กลับพูดด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจแทน
“กะจะฆ่าแกงกันหรือไง! ที่ฉันทำแบบนี้ก็เพื่อรักษาเสถียรภาพของมิติระหว่างการเคลื่อนย้ายนะ จะได้กันไม่ให้เธอโดนกระแสมิติเฉือนเป็นชิ้นๆ แล้วทำไมเธอถึงทำคุณบูชาโทษแบบนี้ล่ะ”
หลินโม่พูดเรื่องไร้สาระด้วยท่าทางจริงจังสุดๆ
“นาย!”
เซี่ยอวี่หลิงได้ฟังตรรกะวิบัติของเขาก็ทั้งโกรธทั้งขำ “กะล่อนจริงๆ! รีบเล่ามาเลยนะว่ามันเรื่องอะไรกันแน่ เด็กผู้หญิงคนนั้นน่ะ นายต้องอธิบายให้ฉันฟังเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
พอเห็นว่าเธอเริ่มโมโหจริงจัง หลินโม่ถึงยอมปล่อยมือ สีหน้าขี้เล่นเมื่อครู่ก็จางหายไป
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังเรียบเรียงคำพูด โดยละเว้นเรื่องหน่วยเหยียนหวงเจวี๋ยสิ่งและขั้นตอนซับซ้อนระหว่างนั้นไป
เขาเล่าเรื่องความแค้นระหว่างตระกูลหนิงสายหลักกับสายรอง รวมถึงเรื่องของหนิงชิงเฉิงให้ฟังด้วยถ้อยคำที่กระชับที่สุด
“เพราะความสามารถของหนิงชิงเฉิงคนนี้น่าจะร้ายกาจมาก ฉันเลยคิดว่าพาตัวเธอออกมาดีกว่า จะได้ไม่โดนพวกผู้ไม่หวังดีหลอกใช้”
พอพูดจบ เขาถึงได้สังเกตเห็นว่า เซี่ยอวี่หลิงที่อยู่ข้างๆ น้ำตานองหน้าไปแล้ว
หัวใจของเด็กสาวมักจะอ่อนไหวเสมอ โดยเฉพาะเมื่อได้ฟังเรื่องราวของพ่อที่ยอมสละชีวิตตนเองเพื่อปกป้องลูกสาว ความรักของพ่อที่ลึกซึ้งปานนั้น ทำให้เธอถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่