- หน้าแรก
- เกิดมาพร้อมระบบเซียน
- บทที่ 565: สั่งได้ดั่งใจนึก
บทที่ 565: สั่งได้ดั่งใจนึก
บทที่ 565: สั่งได้ดั่งใจนึก
เซี่ยอวี่หลิงเปลี่ยนมาอยู่ในชุดลำลองสบายๆ สวมรองเท้าแตะเดินลากเท้าเข้ามา เพียงไม่กี่ก้าวก็พุ่งมาถึงหน้าโซฟา แล้วทิ้งตัวลงนั่งดังตุ้บจนโซฟายุบยวบไปทั้งตัว
เธอยื่นมือขาวผ่องออกมา กางนิ้วทั้งห้า แบมือหราตรงหน้าหลินโม่ด้วยท่าทีขึงขังราวกับเป็นเจ้าหนี้
“เสี่ยวโม่จื่อ เครื่องบรรณาการล่ะ? ออกประพาสกลับมาทั้งที ไม่เห็นมีของกำนัลมาถวาย จะใช้ได้ที่ไหนกัน!”
หลินโม่คร้านจะเหลือบตามองด้วยซ้ำ เขาค่อยๆ ล้วงกล่องไม้ทรงยาวดูโบราณออกมาจากถุงข้างเท้าอย่างเชื่องช้า
เสียงดังป๊อก ฝากล่องถูกเปิดออก
ภายในบุด้วยผ้ากำมะหยี่นุ่ม ตุ๊กตาเซรามิกตัวจิ๋วสุดประณีตวางเรียงรายอยู่อย่างสงบนิ่ง แต่ละตัวมีสีหน้าท่าทางแตกต่างกันไป ดูราวกับมีชีวิต
ตัวที่นำทัพอยู่หัวแถว คือตุ๊กตาเซรามิกสวมชุดเอี๊ยม กำลังทำท่าทางแปลกๆ อย่างเห็นได้ชัด
“นี่มันตัวอะไรเนี่ย?” เซี่ยอวี่หลิงตาเป็นประกาย หยิบเจ้าตุ๊กตาตัวนั้นขึ้นมาส่องกับแสงไฟ พินิจดูอย่างละเอียด มุมปากกลั้นยิ้มไม่อยู่
“นี่คือตุ๊กตาที่ฉันปั้นเอง เรียกว่าคุนคุน”
นอกจากคุนคุนแล้ว ยังมีเป็ดน้อยทำหน้ามึนเอียงคอ และกระต่ายน้อยท่าทางน่าเอ็นดูอีกหลายตัว
“ไปอยู่ที่เมืองเต๋อจิ่งมาหลายวัน เห็นช่างเก่าแก่เผาเครื่องเคลือบดูน่าสนุกดี ก็เลยลองปั้นเล่นๆ ดูบ้าง” น้ำเสียงของหลินโม่ราบเรียบ ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย “พอเผาออกมาแล้วดูใช้ได้ ก็เลยเอากลับมาฝากเธอ”
การออกจากเมืองอิงสยงครั้งนี้ เขาไม่ได้รีบร้อนเดินทางกลับ แต่แวะเที่ยวเมืองรอบๆ เพียงลำพัง
ไม่มีปาฏิหาริย์ชวนระทึกขวัญ ไม่มีการพบพานสาวงามรู้ใจ เป็นเพียงนักท่องเที่ยวสะพายเป้ธรรมดาๆ คนหนึ่ง กินข้าวคนเดียว ชมวิวคนเดียว เดินบ้างหยุดบ้างไปตามท้องถนนที่แปลกตาเพียงลำพัง
สุดท้ายที่เมืองเต๋อจิ่ง เขาได้พบความสงบชั่วครู่ อากาศไม่หนาว และไม่ได้อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เขากลับได้มานั่งปั้นดินเล่น
“ว้าว ฝีมือสุดยอดไปเลย! น่ารักกว่าที่ขายในร้านอีก!” เซี่ยอวี่หลิงลูบคลำตุ๊กตาคุนคุนอย่างทะนุถนอมไม่ยอมวางมือ ติดอยู่อย่างเดียวคือไม่รู้ว่าท่าทางของตุ๊กตาตัวนี้หมายถึงอะไร
หลินโม่ไม่สนใจท่าทีขี้เล่นของเธอ เขาหยิบกล่องที่ใหญ่กว่าอีกใบออกมา ยื่นส่งให้เจิ้งหยวนที่ยืนยิ้มมองพวกเขาอยู่ข้างๆ
“คุณป้าเจิ้งครับ อันนี้ของป้า”
“ถึงจะไม่ใช่ของเก่าสมัยราชวงศ์ซางหรือโจว แต่ก็เป็นงานฝีมือที่เพิ่งออกจากเตาเมื่อสัปดาห์ก่อนครับ” หลินโม่ชิงอธิบายก่อน “ผมเห็นคุณป้าชอบปลูกต้นไม้ดอกไม้ เอาไว้จัดดอกไม้น่าจะเหมาะ”
เจิ้งหยวนประคองแจกันกระเบื้องเคลือบไว้อย่างระมัดระวัง สายตาคู่นั้นมองราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง
เธอลูบไล้ตัวแจกัน แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมารัวชัตเตอร์ถ่ายรูปไม่ยั้ง
วินาทีต่อมา เธอก็กดเข้ากลุ่มวีแชท
“พวกเธอๆ ดูสิ นี่เครื่องเคลือบจากเมืองเต๋อจิ่งเชียวนะ”
พอส่งข้อความเสร็จ เจิ้งหยวนก็เก็บมือถือด้วยความอิ่มเอิบใจ เงยหน้ามองหลินโม่ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจจนแทบจะล้นออกมา
เซี่ยอวี่หลิงที่กำลังเล่นตุ๊กตาอยู่ จู่ๆ ก็ขยับเข้ามาถาม “เดี๋ยวนะ ทำไมนายกลับมาเร็วจัง? ฉันนึกว่านายจะเพลินจนลืมบ้านไปแล้วซะอีก”
“กลับมาแข่งน่ะสิ อีกไม่กี่วันต้องลงแข่ง รายการโอลิมปิกวิชาการภาคใต้หรืออะไรสักอย่างนี่แหละ ก็พวกคณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะนั่นแหละ”
เรื่องนี้หลินโม่ไม่ได้พูดปด ทางโรงเรียนจัดให้ลงแข่งจริงๆ
พอได้ยินแบบนั้น ความดีใจที่เพิ่งเอ่อล้นของเจิ้งหยวนก็จางลงไปถนัดตา แฝงแววเสียดายเล็กน้อย
“ป้าก็นึกว่าเรากลับมาแล้ว จะได้พาเจ้าหลิงหลิงออกไปเที่ยวเล่นซะหน่อย”
“ไม่เป็นไรครับคุณป้าเจิ้ง แข่งแค่ไม่กี่วันเอง”
หลินโม่ยิ้มพลางโบกมือ แล้วเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ก็เริ่มล้วงของออกมาอีก “จริงสิ ผมซื้อของฝากพื้นเมืองมาด้วย”
เขาหยิบถุงของแห้งใบใหญ่ที่บรรจุในถุงใสออกมาจากกระเป๋า
“ปลาเงินตากแห้งจากทะเลสาบผอหยาง เอาไปต้มซุปหรือตุ๋นไข่จะรสชาติดีมากครับ”
เจิ้งหยวนรับไปดูแล้วก็โพล่งออกมา “นี่มันปลาข้าวสารบ้านเราไม่ใช่เหรอ?”
“ดูคล้ายกันครับ แต่ไม่เหมือน” หลินโม่ใจเย็นอธิบาย “ปลาข้าวสารที่คนหยางเฉิงเรียกกันเป็นปลาทะเลที่มีการอพยพ แต่ปลาเงินทะเลสาบผอหยางอาศัยอยู่ในน้ำจืดตลอดชีวิต เนื้อจะหนากว่าหน่อยครับ”
“อ๋อ! เป็นอย่างนี้นี่เอง” เจิ้งหยวนพยักหน้าหงึกหงักทั้งที่ยังดูงงๆ
ยังไม่ทันขาดคำ หลินโม่ก็งัดเอาขาหมูแฮมขนาดมหึมาออกมาจากกระเป๋าเดินทางที่เปรียบเสมือนกระเป๋าโดราเอมอนใบนั้น
ขาหมูแฮมนั้นห่อด้วยกระดาษไข ส่งกลิ่นหอมของเนื้ออบอวลไปทั่ว
“นี่คือแฮมอันฝู หนึ่งในสิบสุดยอดขาหมูแฮมของประเทศเราครับ”
เจิ้งหยวนตกใจกับขนาดของมัน “อุ๊ยตาย! ใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ! เสี่ยวโม่ แล้วจะเก็บยังไงล่ะเนี่ย? อากาศเมืองหยางเฉิงทั้งร้อนทั้งชื้น เก็บไม่กี่วันก็คงเสียหมด”
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยซื้อของหมักดองพวกนี้ แต่ในเมืองหยางเฉิง การเก็บรักษาของพวกนี้เป็นปัญหาใหญ่จริงๆ ต่อให้ยัดใส่ช่องแช่แข็ง รสชาติก็คงเสียไปเยอะ
เจิ้งหยวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างเกรงใจว่า “เสี่ยวโม่จ๊ะ คือว่า... แฮมนี่แบ่งให้เพื่อนบ้านบ้างได้ไหม? เอาไปให้ลุงใหญ่ของอวี่หลิงบ้าง ลำพังบ้านเรากินกันเอง ชาติหน้าก็คงกินไม่หมด”
“คุณป้าเจิ้งจัดการตามเห็นสมควรได้เลยครับ”
หลินโม่ยัดขาหมูแฮมใส่มือเธอ ท่าทางสบายๆ “ของให้ป้าแล้ว ก็เป็นของป้าครับ ไม่ต้องถามผมหรอก”
“พอได้แล้วๆ เลิกสนใจขาหมูนั่นสักที!”
เจิ้งหยวนกำลังจะเอ่ยคำเกรงใจอีกครั้ง แต่เซี่ยอวี่หลิงทนไม่ไหวแล้ว รีบวางตุ๊กตาในมือลงกล่อง แล้วคว้าข้อมือหลินโม่ฉุดให้ลุกขึ้นจากโซฟาทันที
“ไปเร็ว! ฉันจะพาไปดูของดี ผลงานวิจัยล่าสุดของฉันเอง!”
ดวงตาของเด็กสาวเป็นประกายระยิบระยับ ฉายแววตื่นเต้นและภาคภูมิใจที่ปิดไม่มิด เธอลากหลินโม่วิ่งขึ้นไปทางดาดฟ้าโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
เจิ้งหยวนมองแผ่นหลังของทั้งคู่พลางอมยิ้ม
เมื่อขึ้นมาถึงดาดฟ้าและปิดประตูเรียบร้อย เด็กสาวก็กางแขนออก นกกระเรียนกระดาษเจ็ดแปดตัวก็ลอยออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
จากนั้นพวกมันก็บินวนเวียนไปมารอบตัวเธอ
“แต่น แตน แต๊น! ดูสิว่าฉันเก่งแค่ไหน!”
ดูเหมือนจะเริ่มเข้าถึงแก่นวิชาแล้วจริงๆ สมกับเป็นคนที่สามารถมองเห็นภูตผีปีศาจได้ด้วยตาเปล่า
นับว่าเป็นร่างทรงโดยกำเนิดจริงๆ
แปะ แปะ แปะ!
หลินโม่ปรบมือให้
“เก่งมากจริงๆ แต่เธอต้องเก็บความสามารถนี้ไว้ให้ดีนะ”
เซี่ยอวี่หลิงย่นจมูก “แน่นอนอยู่แล้ว ฉันไม่ใช่โนบิตะสักหน่อย ถ้าเผลอหลุดไปจริงๆ ฉันก็จะบอกว่าเป็นมายากล!”
หลินโม่ยกนิ้วโป้งให้
เขาหยิบกระดาษ A4 ออกมาแผ่นหนึ่ง “มา ลองเจาะกระดาษแผ่นนี้ให้ทะลุซิ”
เซี่ยอวี่หลิงไม่ได้เรียกนกกระเรียนกลับมา เพียงแค่จ้องมองกระดาษ A4 ในมือหลินโม่
ตรงกลางกระดาษ A4 พลันปรากฏรูโหว่ขึ้นมาหนึ่งรู
“อืม มีฝีมือแล้วนี่ แต่ยังไม่พอ”
พูดจบ กระดาษ A4 ในมือหลินโม่ก็กลายเป็นแผ่นไม้
“เจาะแผ่นไม้นี้ให้ทะลุ อันนี้ไม่ใช่ไม้ปลอมแบบที่ใช้ในเทควันโดนะ”
เซี่ยอวี่หลิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมสมาธิ ใช้จิตสัมผัสกระแทกใส่แผ่นไม้อย่างแรง
แผ่นไม้ไร้รอยขีดข่วน เซี่ยอวี่หลิงส่งเสียงฮึดฮัด “นายลองเปลี่ยนเป็นไม้แบบเทควันโดสิ ฉันเจาะทะลุแน่!”