- หน้าแรก
- เกิดมาพร้อมระบบเซียน
- บทที่ 44: การปกป้องนักเรียน คือหน้าที่ของครู
บทที่ 44: การปกป้องนักเรียน คือหน้าที่ของครู
บทที่ 44: การปกป้องนักเรียน คือหน้าที่ของครู
“อารมณ์ดีจังนะ?”
หลินโม่ที่เดินตามหลังเอ่ยถามเซี่ยอวี่หลิงซึ่งกำลังเดินกระโดดโลดเต้นเป็นเด็กๆ
“ก็พอตัวน่ะ แม่บอกว่าถ้าฉันสอบได้คะแนนดีๆ ทั้งอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ แล้วก็มือถือ จะมีให้หมดเลย”
ที่แท้ก็เป็นการวาดฝันให้สินะ
แต่ก็ดีเหมือนกัน การมีฝันให้ไล่ตามก็หมายถึงการมีความหวัง
เด็กสาวจึงดูผ่อนคลายและร่าเริงเป็นพิเศษ
“หลินโม่!” เสียงของฟางจวิ้นดังขึ้นจากด้านหลัง
เด็กสาวที่เคยสดใสร่าเริงพลันเปลี่ยนกลับไปสู่โหมดเย็นชาทันควัน
หลินโม่หันไปมอง
ฟางจวิ้นวิ่งเหยาะๆ เข้ามา ในมือถือกล่องอะไรบางอย่างอยู่ด้วย
เมื่อเพ่งมองดูดีๆ หลินโม่ถึงได้เห็นว่ามันคือเกมสามก๊กฆ่า
เกมนี้ในยุคนี้ยังไม่ได้เป็นเกมที่ได้รับคำชมถล่มทลายขนาดนั้น
“นายเล่นสามก๊กฆ่าเป็นไหม?”
ฟางจวิ้นชูกล่องเกมในมือขึ้น
“เป็นนิดหน่อย”
“ได้เลย งั้นกลางวันนี้มาเล่นกันนะ จองตัวไว้แล้ว!”
“เล่นสักสองสามตาก็ได้”
ในช่วงเวลานี้ เกมสามก๊กฆ่ายังไม่ได้พัฒนาไปไกลจนมีตัวละครที่เก่งเกินเบอร์พร้อมสกิลมั่วซั่วเหมือนในยุคหลัง
แต่ก็เริ่มมีการ์ดตัวละครที่เก่งกาจมากๆ ออกมาหลายใบแล้ว
แต่เวลาเล่นกันจริงๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่อนุญาตให้ใช้การ์ดตัวละครที่เก่งเกินไปจนทำลายสมดุลเกมอยู่แล้ว
หลังจากกลับมาถึงโรงเรียน ฟางจวิ้นก็ถือสำรับไพ่เดินไปทั่วเพื่อชวนคนมาเล่นด้วยกันตอนกลางวัน
ก็แน่ล่ะ เกมที่ต้องชิงไหวชิงพริบกันแบบนี้ ยิ่งคนเยอะก็ยิ่งสนุก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ทุกคนยังไม่ค่อยสนิทกัน ไม่มีการแอบตั้งแก๊งลับๆ นี่แหละดีที่สุด
หลินโม่เหลือบไปมองม่ายจื่อหรง
กรรมการฝ่ายสวัสดิการคนนี้ดูเหี่ยวเฉาไปเลยจริงๆ เขานั่งเหม่อลอยอยู่ที่โต๊ะของตัวเองอย่างหมดอาลัยตายอยาก
เขาไม่กล้าพอที่จะเอ่ยปากขอเก็บเงินกองกลางจากเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ อีก
แม้จนถึงตอนนี้จะยังไม่มีใครมาต่อว่าเขาซึ่งๆ หน้า แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าต้องมีคนนินทาลับหลังอยู่แน่ๆ
เขาถึงกับคิดว่าควรจะไปขอครูประจำชั้นลาออกจากการเป็นกรรมการฝ่ายสวัสดิการดีไหม
แต่พอคิดดูดีๆ ถ้าทำแบบนั้นคงจะโดนคนอื่นพูดถึงหนักกว่าเดิมแน่
ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงนั่งรอคาบประชุมประจำชั้นของวันนี้อย่างเงียบๆ
...
หลังจากพิธีเชิญธงชาติสิ้นสุดลง คาบแรกคือวิชาคณิตศาสตร์ของครูประจำชั้น และยังเป็นคาบประชุมประจำชั้นด้วย
ครูประจำชั้นเฉินเสี่ยวหย่าเดินขึ้นไปบนเวทีหน้าห้องเรียน สายตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ
ทั้งห้องก็เงียบกริบลงทันที
จากนั้นเฉินเสี่ยวหย่าก็พูดถึงเรื่องความประพฤติและการเข้าแถวในสัปดาห์หน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันเป็นประจำอยู่แล้ว
เมื่อมองดูเวลาแล้วเห็นว่ายังต้องสอนต่อ เธอจึงเร่งความเร็วขึ้น
“สุดท้ายนี้มีเรื่องหนึ่งจะบอกทุกคน เป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินกองกลาง”
พอได้ยินแบบนั้น ม่ายจื่อหรงก็รู้ได้ทันทีว่าดาบที่จ่อคอเขาอยู่กำลังจะตกลงมาแล้ว
“เงินกองกลางหาเจอแล้วนะ”
เมื่อได้ยินข่าวนี้ ม่ายจื่อหรงก็เงยหน้าขึ้นมาทันที
เขาเห็นเฉินเสี่ยวหย่าหยิบซองเอกสารสีน้ำเงินใบนั้นออกมาจากกระเป๋า
“ซองเอกสารของผม! นั่นมันซองเอกสารของผม!” เขารีบลุกขึ้นยืนอย่างร้อนรน
“ม่ายจื่อหรง ครั้งนี้เธอจะดูแลเงินกองกลางก้อนนี้ให้ดีได้ไหม?”
การได้ของที่หายไปกลับคืนมาทำให้มันยิ่งดูมีค่ามากขึ้น
ม่ายจื่อหรงพยักหน้าหงึกๆ “ครั้งนี้ ผมขอเอาชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อปกป้องเงินก้อนนี้ครับ”
ทั้งห้องหัวเราะครืน แต่ทุกคนก็ดีใจที่ไม่ต้องจ่ายเงินสิบหยวนอีกแล้ว
มีบางคนถามขึ้นมาว่าเงินกองกลางกลับมาได้อย่างไร
เฉินเสี่ยวหย่าไม่ได้ตอบตรงๆ “มีเพื่อนนักเรียนไปเจอที่ซ่อนเงินเข้า ก็เลยเอามาให้ครู”
การที่ไม่บอกว่าใครเป็นคนเจอที่ซ่อนเงินนั้น หลักๆ แล้วก็เพื่อปกป้องหลินโม่กับฉู่เหมียวเหมี่ยว
เพื่อไม่ให้ถูกคนที่ขโมยเงินไปแก้แค้น
ในฐานะครู เฉินเสี่ยวหย่าย่อมรู้ดีถึงด้านมืดของจิตใจมนุษย์
แม้หลินโม่จะไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ แต่เขาก็คิดว่าสิ่งที่เฉินเสี่ยวหย่าทำนั้นถูกต้องแล้ว
การปกป้องนักเรียนให้ถึงที่สุด คือหน้าที่ที่ครูพึงกระทำ
จากนั้นหลินโม่ก็รู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องมายังตัวเอง นั่นคือจางอวี้จง
แต่เฉินเสี่ยวหย่าก็ไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาคุยกันนาน เธอเริ่มสอนทันที
ถ้าใครไม่ตั้งใจฟัง แค่สามนาทีก็จะตามเนื้อหาที่จะสอนต่อไปไม่ทันแล้ว
ดังนั้นทุกคนจึงหยุดคุยกันแล้วเริ่มตั้งใจเรียน
ข้อดีของโรงเรียนมัธยมชั้นนำก็คือไม่มีเรื่องวุ่นวายอะไรมากมาย
แม้แต่เด็กเกเรที่สุดก็ยังต้องตั้งใจเรียนในเวลานี้
แน่นอนว่าในชาติที่แล้ว เด็กที่เกเรที่สุดก็คือหลินโม่เอง
ถ้าเขาจำไม่ผิดนะ
เฉินเสี่ยวหย่าหันกลับมามองนักเรียนในห้อง
“เนื้อหาที่สอนในคาบนี้ จะไปออกเป็นข้อสอบในคาบหน้านะ ครูเตรียมข้อสอบวัดความรู้พื้นฐานไว้ให้พวกเธอชุดหนึ่ง จะได้ดูว่าหลังปิดเทอมภาคฤดูร้อนไป พวกเธอลืมความรู้ของม.ต้นไปหมดแล้วหรือยัง”
มาช้ายังดีกว่าไม่มา
การสอบวัดพื้นฐานที่เพิ่งจะโผล่มาในสัปดาห์ที่สองของการเปิดเทอม
คาบแรกยังสอนเนื้อหาม.ปลายอยู่เลย คาบที่สองก็เป็นการสอบวัดพื้นฐานซะแล้ว
แต่ปริมาณข้อสอบก็ถูกลดทอนลงอย่างเห็นได้ชัดจนสามารถทำเสร็จได้ภายในคาบเดียว
เป็นการสอบวัดพื้นฐานย่อยๆ จริงๆ ด้วย
“ขคง ตัดทิ้งได้เลย, ก, ค, ค, ค, ค...”
ข้อสอบปรนัยมีแต่ข้อ ค เต็มไปหมด เป็นรสนิยมพิลึกๆ ของครูที่ออกข้อสอบหรือไงนะ?
ข้อสอบของม.ปลายโดยพื้นฐานแล้วจะใช้ชุดเดียวกันทั้งระดับชั้น และคนออกข้อสอบก็คือครูในโรงเรียนเอง
ข้อสอบปรนัยที่ตอบ ค รัวๆ แบบนี้ นอกจากจะเป็นรสนิยมพิลึกๆ แล้ว ก็นึกถึงความเป็นไปได้อื่นไม่ออกจริงๆ
ต่อมาคือข้อสอบแบบเติมคำ
ด้วยความสามารถในการคำนวณของหลินโม่ในตอนนี้ แม้แต่กระดาษทดก็ไม่จำเป็นต้องใช้
เขากรอกคำตอบลงไปได้อย่างสบายๆ
ข้อสอบอัตนัยมีเพียงสองข้อ แต่ทั้งสองข้อต้องการวิธีทำที่ชัดเจน
สองข้อนี้รวมกันหกสิบคะแนน เชื่อไหมล่ะ?!
แต่โจทย์ก็มีเงื่อนไขซับซ้อน ไม่ได้ต่างจากการสอบเข้าม.ปลายเท่าไหร่นัก
หลินโม่ตั้งใจเขียนวิธีทำแต่ละขั้นตอนลงไปอย่างละเอียด บางครั้งก็เขียนลงบนกระดาษทดเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง
ก็แหงล่ะ เขายังไม่ได้รอบรู้ไปซะทุกเรื่องนี่นา
แน่นอนว่าถ้าเขาคิดจะโกงก็ทำได้อย่างง่ายดาย แค่แอบดูข้อสอบของเซวียจื่อกุยก็พอแล้ว
เพียงแต่หลินโม่ไม่ได้มีความคิดแบบนั้น
หลังจากทำโจทย์ทั้งสองข้อเสร็จ หลินโม่ก็ตรวจทานอีกครั้ง
เฉินเสี่ยวหย่านั่งมองทุกคนอยู่หน้าห้อง แล้วพูดขึ้นมาว่า “ใครทำเสร็จแล้วเอามาส่งให้ครูตรวจก่อนได้เลย”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินโม่ก็ไม่ตรวจทานต่อ เขาถือกระดาษคำตอบแล้วลุกขึ้นยืน
คนที่ลุกขึ้นพร้อมกันยังมีเซวียจื่อกุยอีกคน
เซวียจื่อกุยได้ยินเสียงก็หันมามองหลินโม่แวบหนึ่ง เขาเพียงแค่สำรวจหลินโม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วก็ยื่นกระดาษคำตอบส่งไป
เป็นการสแกนของเด็กเทพสินะ?
หึ!
หลินโม่ยื่นกระดาษคำตอบของตัวเองส่งไปเช่นกัน
เฉินเสี่ยวหย่าหยิบกระดาษคำตอบของเซวียจื่อกุยขึ้นมาตรวจทันที
จากนั้นก็มีคนทยอยส่งกระดาษคำตอบมากขึ้นเรื่อยๆ
กระดาษคำตอบของหลินโม่กลับถูกวางทับไว้ล่างสุด
และแล้วเสียงกริ่งหมดเวลาก็ดังขึ้น
คนที่ยังทำไม่เสร็จก็ไม่สามารถเขียนต่อได้แล้ว กระดาษคำตอบทั้งหมดถูกเก็บทันที
เวลาหนึ่งคาบเรียนถือว่าค่อนข้างกระชั้นชิด มีนักเรียนหลายคนที่ทำไม่เสร็จ พอถูกเก็บกระดาษคำตอบไปก็ได้แต่ส่งเสียงโอดครวญ
เฉินเสี่ยวหย่าไม่สนใจเรื่องพวกนั้น เธอแค่เก็บข้อสอบแล้วก็เดินจากไป
บางคนเริ่มเทียบคำตอบกันแล้ว
เจียงอวิ๋นลู่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็หยิบกระดาษทดขึ้นมาเทียบคำตอบกับหลินโม่ด้วย
เมื่อเห็นคำตอบของข้อสอบปรนัยที่หลินโม่จดไว้ เจียงอวิ๋นลู่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ฉันก็นึกว่าตัวเองตาฝาดซะอีก ที่แท้มันก็ตอบ ค จริงๆ ด้วยสินะ”
คำตอบของข้อเติมคำก็ใกล้เคียงกันเกือบหมด ยกเว้นอยู่ข้อหนึ่ง
ทั้งสองคนจึงไปหาเซวียจื่อกุยเพื่อเทียบคำตอบ
ผลปรากฏว่าคำตอบของหลินโม่กับเซวียจื่อกุยตรงกัน ดังนั้นจึงเป็นไปได้สูงว่าเจียงอวิ๋นลู่ทำผิด
หลังจากนั้นก็เป็นข้อสอบอัตนัยสองข้อใหญ่ ทุกคนคำนวณคำตอบสุดท้ายออกมาได้เหมือนกัน ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าจะถูกหักคะแนนจากวิธีทำอย่างไร
ในข้อสอบอัตนัยนั้น วิธีทำถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง
หลังจากเทียบคำตอบเสร็จ เซวียจื่อกุยก็มองหลินโม่ด้วยสายตาของคนที่ได้พบกับคู่ปรับ