- หน้าแรก
- เกิดมาพร้อมระบบเซียน
- บทที่ 13: ฉันจะเก็บค่าไปซื้อของให้ด้วยนะ
บทที่ 13: ฉันจะเก็บค่าไปซื้อของให้ด้วยนะ
บทที่ 13: ฉันจะเก็บค่าไปซื้อของให้ด้วยนะ
หลินโม่ไม่จำเป็นต้องหันกลับไปก็รู้ว่าคนที่เรียกเขาจากข้างหลังคือเจียงอวิ๋นลู่
แต่เท่าที่เขารู้ เจียงอวิ๋นลู่จะมารับข้าวที่หน้าประตูโรงเรียนตลอด มีคนเอามาส่งให้ทุกวัน
เมื่อหันไปมอง ก็เป็นอย่างที่คิด
เจียงอวิ๋นลู่ถือปิ่นโตที่ดูสวยงามประณีตอยู่ในมือ
“มีอะไรเหรอ” หลินโม่หยุดยืนอยู่กับที่
แม้ชุดฝึกทหารหลวมๆ จะไม่ได้เผยให้เห็นรูปร่างของเจียงอวิ๋นลู่มากนัก แต่ท่าทางที่เธอกระโดดเหยงๆ กลับเผยให้เห็นเสน่ห์ของหญิงสาวได้อย่างเต็มเปี่ยม
เด็กผู้ชายหลายคนที่อยู่หน้าประตูโรงเรียนอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง
เจียงอวิ๋นลู่กระโดดมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลินโม่
“นายจะออกไปซื้อข้าวเหรอ”
“ใช่สิ จะให้ซื้ออะไรมาฝากไหมล่ะ” หลินโม่ถามไปอย่างนั้นเอง
คนอื่นอาจไม่รู้ แต่หลินโม่รู้จักเด็กสาวที่ชื่อเจียงอวิ๋นลู่ดี
ที่บ้านเข้มงวดมาก เธอเลยไม่ค่อยได้กินของข้างนอก
และยิ่งเด็กผู้หญิงถูกห้ามไม่ให้อะไร ก็จะยิ่งอยากลอง
บางอย่างก็เป็นของอร่อยริมทาง บางอย่างก็เป็นเด็กแว้นขี่มอเตอร์ไซค์
โชคดีที่เมืองหยางเฉิงเป็นเมืองที่ห้ามรถมอเตอร์ไซค์
แถมตอนนี้ยังไม่มีรถไฟฟ้าแพร่หลายนัก
ดังนั้นสิ่งที่ดึงดูดเจียงอวิ๋นลู่ได้จึงมีแค่ของกินเล่นริมทางเท่านั้น
ดวงตาของเจียงอวิ๋นลู่เป็นประกายวิบวับ
“จริงเหรอ”
“จริงสิ แต่ต้องจ่ายเงินนะ” หลินโม่พยักหน้าอย่างจริงจัง
เจียงอวิ๋นลู่พยักหน้าแรงๆ “งั้นฉันขอเฟรนช์ฟรายส์ชุดนึงได้ไหม แล้วก็ไส้กรอกย่างนั่นด้วย! ฉันอยากกินมานานแล้ว”
หลินโม่เหลือบมองข้าวกล่องในมือของเจียงอวิ๋นลู่แล้วก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เขาเดินตรงไปยังถนนด้านหลังโรงเรียนทันที
“เดี๋ยวสิ ฉันยังไม่ได้ให้เงินเลย”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเอาของมาส่งแล้วค่อยเก็บ”
เจียงอวิ๋นลู่มองแผ่นหลังของหลินโม่ ใจเต้นรัวด้วยความดีใจ
ส่วนใหญ่เป็นเพราะกำลังจะได้กินเฟรนช์ฟรายส์กับไส้กรอกย่าง
ของพวกนี้ในสายตาของคนที่บ้านล้วนเป็นอาหารขยะ เธอจึงไม่ได้รับอนุญาตให้กิน
ที่กินได้มีแต่ขนมนำเข้าที่บ้านซื้อมาให้เท่านั้น
แต่เรื่องพวกนี้ในสายตาคนนอก คงเรียกว่ามีบุญแต่ไม่รู้จักคุณค่า
เจียงอวิ๋นลู่กลับมาที่นั่งของเธอ แต่ไม่ได้เปิดกล่องข้าวทันที เธอนั่งรอหลินโม่กลับมาด้วยใจที่เปี่ยมด้วยความตื่นเต้น
ตอนนี้พอหลินโม่ไม่อยู่ ก็ไม่มีใครมานั่งที่ของเขา
นี่ทำให้เจียงอวิ๋นลู่รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
ตอนมัธยมต้น เธอจะนั่งกับเพื่อนผู้หญิงตลอด
แบบนั้นจะได้ไม่มีเด็กผู้ชายมานั่งคุยกับเธอ
แต่เธอกลับไม่รังเกียจที่หลินโม่มาเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะ
เจียงอวิ๋นลู่แอบหยิบไอโฟน 4 ออกมาเล่นฟรุตนินจาเงียบๆ
ไม่นานนัก ถุงพลาสติกใสก็ถูกวางลงบนโต๊ะของเธอ
“อ่ะนี่ เฟรนช์ฟรายส์กับไส้กรอกย่างของเธอ”
ทั้งสองอย่างถูกใส่ถุงแยกกันเพื่อไม่ให้กลิ่นปนกัน แถมหลินโม่ยังราดซอสมะเขือเทศบนเฟรนช์ฟรายส์ให้ด้วย
เฟรนช์ฟรายส์พวกนี้ไม่ใช่ของทอดจากร้านแฟรนไชส์อะไร
ที่ถนนหลังโรงเรียนมีร้านขายของทอดอยู่ร้านหนึ่ง ไม่ใช่แค่นักเรียนโรงเรียนมัธยมกว่างปาเท่านั้นที่จะไปอุดหนุน แต่ชาวบ้านแถวนั้นก็มากินกันด้วย
รสชาติไม่ได้พิเศษอะไรมากมาย แต่จุดเด่นคือให้เยอะ ห้าหยวนก็ได้ถุงใหญ่แล้ว
“ว้าว! เยอะจัง”
เจียงอวิ๋นลู่เงยหน้าขึ้น ก็เห็นเฟรนช์ฟรายส์ถุงใหญ่
เธอมองหลินโม่อย่างดีใจ “ขอบคุณนะหลินโม่!”
“ไม่เป็นไร แต่ต้องจ่ายเงินนะ ไส้กรอกย่างหนึ่งหยวนห้าเหมา เฟรนช์ฟรายส์ห้าหยวน วีแชท... หรือว่า... เธอมีเงินสดไหม”
หลินโม่ยกมือกุมหน้าผาก เขาลืมไปว่าถึงตอนนี้จะมีวีแชทแล้ว แต่ยังไม่มีฟังก์ชันจ่ายเงิน
ส่วนอาลีเพย์ก็จะมาเริ่มแพร่หลายจริงๆ ในปีหน้า
ยุคนี้ยังคงใช้เงินสดเป็นหลัก
เจียงอวิ๋นลู่หันไปเปิดกระเป๋านักเรียน แล้วดึงธนบัตรสิบหยวนออกมาหนึ่งใบ
“ให้ ไม่ต้องทอน”
หลินโม่รับเงินจากสาวรวยมาอย่างง่ายดาย แต่เขาก็ยังพูดขึ้น
“งั้นถือว่าเธอฝากเงินไว้ที่ฉันสามหยวนห้าเหมาแล้วกัน ส่วนห้าเหมาขอคิดเป็นค่าไปซื้อให้ ฉันยังซื้อไส้กรอกย่างให้เธอได้อีกสองไม้นะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเจียงอวิ๋นลู่ก็สว่างวาบ
“จริงเหรอ?!”
จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าไม่เคยมีเด็กผู้ชายซื้อขนมมาให้เจียงอวิ๋นลู่
เพียงแต่เธอรู้มาตั้งแต่เด็กว่าการรับของใครมาก็เหมือนติดหนี้บุญคุณ
ดังนั้นเธอจึงมักจะปฏิเสธอย่างสุภาพ
แต่ตอนนี้เธอจ่ายเงินซื้อเอง แถมยังจ่ายค่าไปซื้อให้ด้วย แบบนี้ก็สบายใจกว่าเยอะ
หลินโม่เคาะโต๊ะ
“กินสิ เฟรนช์ฟรายส์นิ่มแล้วจะไม่อร่อยนะ”
เจียงอวิ๋นลู่พยักหน้าหงึกๆ แล้วตัดสินใจกินไส้กรอกย่างก่อน
ไส้กรอกย่างก็คือไส้กรอกหนังกรอบที่นำไปทอดในน้ำมัน ราคาไม้ละหนึ่งหยวน
กัดเข้าไปคำเดียว ไขมันก็ชุ่มฉ่ำเต็มปาก
หอมชะมัด
หลินโม่เห็นหญิงสาวเริ่มกินแล้ว เขาก็เปิดกล่องกุ้ยหลินเหลาหมี่เสี้ยนที่ซื้อกลับมาบ้าง
เพราะกินเยอะ หลินโม่เลยซื้อหมี่เสี้ยนมาสองห่อแล้วเทรวมกัน
แม้กลิ่นจะไม่แรงเท่าหลัวซือเฝิ่นที่ดังเป็นพลุแตกในยุคหลัง แต่ก็มากพอที่จะส่งผลกระทบต่อเจียงอวิ๋นลู่ที่นั่งอยู่ข้างๆ
หลินโม่รู้สึกได้ถึงสายตาบางอย่าง เมื่อหันไปก็เห็นเจียงอวิ๋นลู่ทำหน้าตาคาดหวัง
“ทำไม”
เมื่อก่อนไม่ยักรู้ว่าเจียงอวิ๋นลู่เป็นแมวน้อยตะกละขนาดนี้
เจียงอวิ๋นลู่มองหลินโม่สลับกับหมี่เสี้ยนตรงหน้าเขา
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรีบเปิดกล่องข้าวของตัวเอง
กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยออกมาจากกล่องข้าว
เนื้อกุ้ง ปีกไก่ หมูสามชั้นตุ๋นสีแดงสด และผักที่จัดวางอย่างสวยงาม
ข้าวกล่องที่สารอาหารครบถ้วนและหน้าตาน่ากินปรากฏสู่สายตาของหลินโม่
ต้องยอมรับว่ามันดูน่าอร่อยจริงๆ
“เราแลกกันหน่อยได้ไหม”
หลินโม่ถอนหายใจอย่างจนใจ เมื่อเห็นสายตาออดอ้อนน่าสงสารของหญิงสาว
“เฮ้อ ก็ได้ ให้”
หลินโม่คีบหมี่เสี้ยนคำหนึ่งไปวางในกล่องข้าวของหญิงสาว
จากนั้นก็คีบเนื้อกุ้งอวบอ้วนกลับมาตัวหนึ่ง
นี่น่าจะเป็นกุ้งลายเสือตัวใหญ่ ขนาดของมันใหญ่เป็นพิเศษ
“ตะเกียบคู่นี้ฉันยังไม่ได้ใช้ ไม่ต้องห่วง”
เมื่อหญิงสาวเห็นดังนั้น ก็ดีใจพลางลองชิมหมี่เสี้ยนคำหนึ่ง
“อื้ม~ อร่อยจัง!”
เธอสูดหมี่เสี้ยนเข้าปากรวดเดียว หญิงสาวพูดทั้งที่แก้มป่องเหมือนแฮมสเตอร์
หลินโม่เห็นดังนั้น ก็คีบไปให้อีกคำหนึ่ง
“หมดแล้วนะ ฉันก็ต้องกินเหมือนกัน”
พูดจบ หลินโม่ก็ก้มหน้าก้มตาสูดเส้นเข้าปากคำใหญ่
หญิงสาวยิ้มจนตาหยี ใช้ตะเกียบคีบเฟรนช์ฟรายส์เข้าปาก
แม้ว่าเฟรนช์ฟรายส์จะเริ่มนิ่มแล้ว แต่เธอก็ยังรู้สึกว่ามันอร่อยมาก
หญิงสาวกินช้า ในกล่องข้าวยังเหลืออีกกว่าครึ่ง แต่หลังจากกินเฟรนช์ฟรายส์หมด เธอก็อิ่มแล้ว
ส่วนทางด้านหลินโม่ เขากินเหลาเฝิ่นของเขาหมดเกลี้ยงแล้ว
เขามองข้าวที่เหลืออยู่ครึ่งกล่องของเจียงอวิ๋นลู่แล้วชี้ไป
“ยังกินอยู่ไหม”
“กินไม่ไหวแล้ว” หญิงสาวโบกมือ
“งั้นฉันกินเอง” หลินโม่หยิบกล่องข้าวมา แล้วเทของที่อยู่ข้างในลงในกล่องอาหารของตัวเอง
“หา?!” เจียงอวิ๋นลู่ลุกพรวดขึ้น มองกล่องข้าวที่ว่างเปล่าในมือหลินโม่
“นะ...นาย... ทำแบบนี้ไม่ดีนะ”
“ยังไงเดี๋ยวเธอก็จะเอาไปทิ้งไม่ใช่เหรอ”
หลินโม่กินอย่างไม่ใส่ใจ ถ้าไม่ใช่เพราะกุ้ยหลินหมี่เสี้ยนมีปริมาณไม่พอ เขาก็คงไม่กินหรอก
เจียงอวิ๋นลู่หน้าแดง มองหลินโม่กินข้าวที่เธอเหลือจนหมด รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
แต่พอคิดได้ว่าเป็นเพราะเธอกินหมี่เสี้ยนของเขาไปหน่อยหนึ่งจนเขาไม่อิ่ม เธอก็รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของตัวเอง
สุดท้ายเธอจึงไม่ได้พูดอะไร
ทว่าเด็กผู้ชายหลายคนที่จับตาดูเจียงอวิ๋นลู่อยู่ตลอดเวลากลับรู้สึกใจสลาย
มีความรู้สึกเหมือนเทพธิดากำลังจะถูกฉกไปต่อหน้าต่อตา
ซูหมิงเจายิ่งมองก็ยิ่งเกลียดจนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“ทำไมแก ไอ้หลินโม่ ถึงเป็นที่โปรดปรานได้”