เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 109: จินตนาการของหลินหลิงเฟย

บทที่ 109: จินตนาการของหลินหลิงเฟย

บทที่ 109: จินตนาการของหลินหลิงเฟย


โรงแรมหวงจุนระดับห้าดาว

ที่นี่คือโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเป่ยเหอ และเจ้าของที่แท้จริงเบื้องหลังโรงแรมแห่งนี้ก็คือหลินหยวนเลี่ยง

“คุณหนูใหญ่!”

เมื่อหลินหลิงเฟยมาถึง ผู้จัดการโรงแรมก็รีบเข้ามาทักทายด้วยความเคารพนบนอบในทันที

ทว่าพ่อบ้านที่อยู่ด้านข้างกลับโบกมือเป็นสัญญาณให้เขาจากไป

“โรงแรมแห่งนี้... เมื่อก่อนท่านพ่อกับพี่ชายมักจะมาเล่นเป็นเพื่อนข้าที่นี่บ่อยๆ”

หลินหลิงเฟยเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหันด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “น่าเสียดายที่ท่านพ่อจากไปแล้ว ส่วนพี่ชายตอนนี้ก็ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาได้พบหน้ากันเลย”

นี่คือราคาของการเติบโต...สรรพสิ่งยังคงเดิม ทว่าผู้คนกลับเปลี่ยนแปรไป

หากไม่นับพรสวรรค์และความแข็งแกร่งของนางแล้ว หลินหลิงเฟยก็เป็นเพียงเด็กสาววัยสิบแปดปีคนหนึ่ง

เจียงหลีไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร จึงได้แต่เงียบงัน

บางทีหากมองในมุมของหลินหลิงเฟยแล้ว นางก็น่าเห็นใจอยู่ไม่น้อย ทว่าเจียงหลีเคยเห็นกับตามาแล้ว... เหล่าจอมยุทธ์ที่ต่อสู้อย่างนองเลือดในสนามรบ ถูกอสูรต่างมิติฉีกร่างเป็นอาหาร และถูกเหยียบย่ำจนกลายเป็นเศษเนื้อ

เมื่อเทียบกับพวกเขาเหล่านั้น หลินหลิงเฟยผู้เป็นถึงคุณหนูตระกูลใหญ่ก็นับว่าโชคดีอย่างไม่ต้องสงสัย

“เจียงหลี เจ้าคิดว่ามนุษย์จะสามารถฆ่าล้างอสูรต่างมิติทั้งหมดได้จริงๆ หรือ?” หลินหลิงเฟยหันไปมองเจียงหลีพลางเอ่ยถาม

“อาจจะทำได้ หรืออาจจะทำไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน” เจียงหลีกล่าวเรียบๆ

แม้ว่าเขาจะตั้งใจยุติยุคสมัยที่เต็มไปด้วยอสูรต่างมิตินี้ แต่เจียงหลีก็เข้าใจดีว่าเส้นทางสายนี้มันยากลำบากเพียงใด

แม้ตอนนี้เขาจะเป็นปรมาจารย์ แต่เหนือขึ้นไปก็ยังมีมหาปรมาจารย์ระดับสี่ อู่จุนระดับสาม มหาอู่จุนระดับสอง และจักรพรรดิยุทธ์ระดับหนึ่ง

ที่สำคัญที่สุดคือ ในความทรงจำของราชันย์เก้าหงสาที่เขาได้เห็นนั้น ราชันย์เก้าหงสาในอดีตก็ดูเล็กกระจ้อยร่อยยิ่งนัก โลกใบนี้เกรงว่ายังมีความลับที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าซ่อนอยู่

เจียงหลีอดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงโลกที่ราวกับความฝันในตอนที่เขาเพิ่งมาถึงอีกครั้ง... โลกที่อารยธรรมมนุษย์ถูกล้มล้างโดยสิ้นเชิง และถูกครอบครองโดยเหล่าอสูรต่างมิติ

หลินหลิงเฟยเม้มริมฝีปากเล็กน้อย “ถ้าข้าบอกว่า... ข้าอยากจะฆ่าล้างอสูรต่างมิติให้หมดสิ้น เจ้าจะหัวเราะเยาะข้าหรือไม่?”

ดวงตาที่เย็นชาและบริสุทธิ์คู่นั้นของนางจ้องมองเจียงหลีอย่างเงียบงัน

เจียงหลีประหลาดใจเล็กน้อย เขาสบตากับหลินหลิงเฟยแล้วยิ้มบางๆ

“หัวเราะเยาะรึ?”

“ถ้าข้าบอกว่า ข้าก็มีความคิดนี้เช่นกันเล่า?”

คำพูดของเขาทำให้หลินหลิงเฟยถึงกับนิ่งอั้นไป

“มีเพียงการฆ่าล้างอสูรต่างมิติให้หมดสิ้นเท่านั้น สังคมมนุษย์จึงจะกลับสู่สันติสุขได้อย่างแท้จริง และยุติยุคสมัยอันวุ่นวายนี้ลงได้” เจียงหลีกล่าวพลางยิ้ม “มีอะไรน่าหัวเราะเยาะกันเล่า ในความเป็นจริง ผู้คนมากมายกำลังสละชีวิตเพื่อสิ่งนี้อยู่”

“เจ้าหมายถึงสนามรบรึ?” หลินหลิงเฟยเข้าใจในทันที “ใช่แล้ว เจ้าเคยไปสมรภูมิตงไห่ ย่อมต้องเคยเห็นกับตามาแล้วอย่างแน่นอน”

“ครูฝึกที่ค่ายฝึกพิเศษขุยซิงหวังให้ข้าไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยฟู่เจียง แต่ข้าไม่ชอบมหาวิทยาลัยฟู่เจียง”

นางมองไปที่เจียงหลี “แล้วเจ้าล่ะ ตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไหน?”

“มหาวิทยาลัยการต่อสู้หนานฝาง!” เจียงหลีตอบอย่างเด็ดเดี่ยว นี่เป็นเรื่องที่เขารับปากหยุนเฟยไว้แล้ว

ทว่าเมื่อนึกถึงหยุนเฟย หลังจากกลับมาเขาก็ส่งข้อความไปหานางหลายครั้ง แต่กลับไม่มีการตอบกลับใดๆ ทั้งสิ้น

“มหาวิทยาลัยการต่อสู้หนานฝาง... มหาวิทยาลัยการต่อสู้ของกองทัพภาคตะวันตกเฉียงใต้ ว่ากันว่านักศึกษาที่เข้าไปเรียนที่นั่น ในสิบคนจะมีสักห้าคนที่รอดชีวิตจนจบการศึกษาได้ก็นับว่าดีมากแล้ว” หลินหลิงเฟยกล่าวด้วยความตกใจ

ตอนที่นางเข้าร่วมค่ายฝึกพิเศษขุยซิง นักศึกษาทุกคนต่างดูถูกเหยียดหยามมหาวิทยาลัยการต่อสู้ทั้งห้าแห่งของกองทัพ

พวกเขาคิดว่าคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยของกองทัพมีอยู่สองประเภท คือไม่เป็นคนบ้าก็เป็นพวกคนจน ในสายตาของนักศึกษาเหล่านั้น นักศึกษาของมหาวิทยาลัยกองทัพแทบทุกคนล้วนเป็นพวกเบี้ยล่างและคนบ้าคลั่ง

ในขณะที่สถาบันชั้นนำที่ได้รับการยอมรับสี่แห่งอย่างชิงหัวและฟู่เจียง กลับเป็นเป้าหมายที่ทุกคนปรารถนา

นางนึกว่าเจียงหลีจะเลือกสถาบันที่ยอดเยี่ยมที่สุด แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะเลือกมหาวิทยาลัยการต่อสู้หนานฝาง

“ไม่เป็นไร ข้าเป็นคนชอบความท้าทาย” เจียงหลียิ้มบางๆ “แทนที่จะถกเถียงกันบนแผ่นกระดาษ สู้ลงมือต่อสู้กับอสูรต่างมิติจริงๆ ยังจะดีกว่า”

“เจ้าคงไม่คิดว่าที่ระดับพลังยุทธ์ของข้าก้าวหน้าเร็วขนาดนี้ เป็นเพราะพรสวรรค์เพียงอย่างเดียวหรอกนะ?”

“แน่นอนว่า ข้าก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าข้าเป็นอัจฉริยะ”

ทั้งสองนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารริมหน้าต่าง คำพูดของเขาทำให้สีหน้าของหลินหลิงเฟยดูสับสนซับซ้อน

ดูเหมือนนางจะเข้าใจแล้วว่าทำไมพลังของเจียงหลีถึงได้ก้าวหน้าเร็วขนาดนี้

'ที่เขาไปค่ายฝึกตงไห่ ก็เพราะได้ต่อสู้กับอสูรต่างมิติ พลังถึงได้ก้าวหน้าเร็วขนาดนี้อย่างนั้นรึ?'

พอคิดว่าเจียงหลีอาจจะต้องต่อสู้กับอสูรต่างมิตินับไม่ถ้วน ในใจของหลินหลิงเฟยก็รู้สึกสั่นสะท้าน

แม้ว่าค่ายฝึกพิเศษขุยซิงจะมีการต่อสู้กับอสูรต่างมิติเช่นกัน แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงการทดสอบ ไม่ใช่สนามรบที่แท้จริง

'เจียงหลีต้องต่อสู้กับอสูรต่างมิติมากเท่าไหร่ ถึงจะมีระดับพลังได้ถึงเพียงนี้?'

ในหัวของนางปรากฏภาพเจียงหลีต่อสู้กับอสูรต่างมิตินับไม่ถ้วน ในท้ายที่สุด เจียงหลีต้องต่อสู้กับอสูรต่างมิติอย่างไม่คิดชีวิตนับครั้งไม่ถ้วน จึงสามารถทะลวงขึ้นเป็นปรมาจารย์ได้

“ข้าเข้าใจแล้ว!” หลินหลิงเฟยเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน

“?”

เจียงหลีเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม “เจ้าเข้าใจอะไร?”

“พ่อแม่ของข้าล้วนตายด้วยน้ำมือของอสูรต่างมิติ ดังนั้นข้าจึงเคยสาบานไว้ว่าจะสังหารอสูรต่างมิติให้หมดสิ้น นี่คือวิถีแห่งปรมาจารย์ของข้า” หลินหลิงเฟยกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “แผนการของค่ายฝึกพิเศษขุยซิงไม่เหมาะกับข้า บางทีข้าอาจจะไปมหาวิทยาลัยการต่อสู้ของกองทัพเช่นกัน”

“เหมือนกับเจ้า... ต่อสู้กับอสูรต่างมิติจริงๆ เพื่อเป็นปรมาจารย์ที่แท้จริง ไม่ใช่พวกจอมยุทธ์ที่อาศัยระดับพลังของตนเองมาวางอำนาจบาตรใหญ่ในต้าเซี่ย”

“เจียงหลี ขอบคุณเจ้า!”

คำพูดของหลินหลิงเฟยทำให้เจียงหลีถึงกับไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี นี่มันช่างจินตนาการล้ำเลิศเกินไปแล้ว

'ข้าก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อย ก็เหมือนกับที่ข้าบอกว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะ แล้วข้าก็เป็นอัจฉริยะจริงๆ อย่างนั้นรึ?'

'มีอัจฉริยะที่ไหนใช้อายุขัยไปหลายหมื่นปีแล้วยังเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับห้ากัน แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้เขาไม่อาจบอกกับหลินหลิงเฟยได้ ได้แต่คิดอยู่ในใจเท่านั้น'

เจียงหลีจึงไม่พูดคุยเรื่องนี้ต่อ ใครจะไปรู้ว่าหลินหลิงเฟยจะจินตนาการอะไรต่อไปอีก

“จริงสิ เจียงหลี นี่คือคฤหาสน์หมายเลขหนึ่งของหลงเหอวาน เคยเป็นที่ที่ท่านพ่อของข้าอาศัยอยู่”

“พี่ชายของข้าให้ข้ามอบมันให้เจ้า เพื่อเป็นการตอบแทนที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้”

หลงเหอวาน!?

เจียงหลีนึกขึ้นได้ทันทีว่านั่นคือย่านคฤหาสน์ที่หรูหราที่สุดในเมืองเป่ยเหอ

'แต่พอคิดดูแล้ว ตอนนี้ข้าก็มีทรัพย์สินเป็นหมื่นล้าน การเปลี่ยนไปอยู่คฤหาสน์ก็ไม่เลว'

'เพียงแต่ไม่รู้ว่าท่านพ่อท่านแม่กับน้องสาวจะยอมรับได้หรือไม่'

“ได้!”

เจียงหลีรับไว้อย่างตรงไปตรงมา ไม่นานนัก จานอาหารเลิศรสที่ละจานก็กลายเป็นจานเปล่า

เขาคนเดียวจัดการโอสถโอชาและเนื้ออสูรราคาแพงไปกว่าร้อยจาน ทำเอาทั้งหลินหลิงเฟยและพนักงานของโรงแรมถึงกับอ้าปากค้าง

“คุณหนูใหญ่ขอรับ คือว่า... วัตถุดิบในครัวไม่พอแล้วขอรับ”

ผู้จัดการคนเดิมกล่าวด้วยรอยยิ้มขื่นๆ

เพราะอาหารที่หลินหลิงเฟยสั่งล้วนเป็นเมนูจากอสูรต่างมิติที่ล้ำค่า สามารถเสริมพลังปราณโลหิตและมีสรรพคุณบำรุงร่างกาย

วัตถุดิบประเภทนี้ไม่ใช่สิ่งที่หาซื้อได้ง่ายๆ จำเป็นต้องซื้อมาจากหน่วยล่าอสูรโดยตรง

“ไม่เป็นไร ข้าก็อิ่มพอดีแล้ว”

เจียงหลีเช็ดมุมปากอย่างสง่างาม ซึ่งขัดกับภาพจานเปล่าที่กองสูงเป็นภูเขาอยู่ข้างกายอย่างสิ้นเชิง

หลินหลิงเฟยรู้สึกเกรงใจอย่างมาก “เจียงหลี ข้าสะเพร่าไปเอง ต้องขอโทษจริงๆ”

“ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอก!” เจียงหลีเข้าใจดี

'ปกติข้ากินเนื้ออสูรระดับหก ระดับเจ็ดเพื่อประทังความหิว นานวันเข้า เนื้ออสูรระดับเก้า ระดับแปดพวกนี้ก็ยากที่จะทำให้ข้ารู้สึกอิ่มได้แล้ว'

หลังจากลุกขึ้นกล่าวลาหลินหลิงเฟยแล้ว เจียงหลีก็เรียกแท็กซี่กลับบ้านอย่างสบายอารมณ์

ขณะที่เจียงหลีกำลังจะถึงบ้าน เขาก็ขมวดคิ้วฉับพลัน พลางมองไปยังทิศทางของชุมชนที่เขาอาศัยอยู่

'กลิ่นคาวเลือด!'

'มีจอมยุทธ์กำลังต่อสู้กัน และหนึ่งในนั้นเป็นปรมาจารย์!'

ใจของเจียงหลีพลันหนักอึ้ง ในชั่วพริบตาต่อมา เขาก็เปิดประตูรถแล้วพุ่งตัวออกไปทันที

“เฮ้ย! พ่อหนุ่ม ค่ารถไม่กี่บาท ไม่เห็นต้องทุ่มเทขนาดนี้เลย...”

เสียงตะโกนของคนขับรถดังก้องอยู่ในอากาศอย่างสับสน แต่ในขณะนี้เจียงหลีกลับใช้ความเร็วสูงสุดพุ่งทะยานไปตามตรอกซอกซอย มุ่งตรงไปยังชุมชนอันเหอ

ระหว่างทาง แววตาของเจียงหลีเย็นเยียบลงอย่างถึงที่สุด พร้อมกับจิตสังหารอันมหาศาลที่ปะทุออกมาจากร่าง

“ค่ายฝึกพิเศษขุยซิง พวกเจ้าหาที่ตาย!”

จบบทที่ บทที่ 109: จินตนาการของหลินหลิงเฟย

คัดลอกลิงก์แล้ว