- หน้าแรก
- หนึ่งดาบทะลุนภา พันปีบรรลุเทพ
- บทที่ 105: เจียงหลีงานยุ่ง
บทที่ 105: เจียงหลีงานยุ่ง
บทที่ 105: เจียงหลีงานยุ่ง
อย่างไรก็ตาม หากต้องการเผชิญหน้ากับมหาปรมาจารย์ระดับสี่ เจียงหลียังต้องเตรียมตัวอีกเล็กน้อย
ตอนนี้เขามีอายุขัยเหลืออยู่ 3944 ปี เมื่อหักอายุขัย 1100 ปีที่กำลังจะชดใช้ไป ก็จะเหลืออีก 2844 ปี
เห็นได้ชัดว่าอายุขัยเพียงเท่านี้ไม่เพียงพอให้เขาบ่มเพาะเคล็ดเทวะยุทธ์บรรพกาลขั้นที่สามจนถึงขั้นบรรลุได้
ส่วนความสามารถทางพรสวรรค์ก็คงจะยากเช่นกัน
หลินหยวนเลี่ยงเห็นเจียงหลีกำลังครุ่นคิด ก็ไม่กล้ารบกวน
“จริงสิ ข้าอยากรู้ว่าถ้าจะออกไปนอกเมืองเพื่อล่าอสูรต่างมิติ จะไปหาข้อมูลอสูรแถวนี้ได้จากที่ไหน” เจียงหลีเอ่ยถาม
“เจ้าอยากจะล่าอสูรต่างมิติรึ” หลินหยวนเลี่ยงตะลึงไป
“ถ้าหากเจ้าต้องการรับภารกิจล่าค่าหัว ก็ต้องไปรับที่ศาลากลางเมือง”
“ข้างในนั้นมีภารกิจที่ประกาศโดยกรมตำรวจ กรมรักษาความปลอดภัย และกองทัพ หรืออาจมีภารกิจเชิงพาณิชย์อยู่บ้าง”
หลินหยวนเลี่ยงรู้สึกไม่เข้าใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมาก
“ดี! ขอบคุณมาก!”
เจียงหลีเข้าใจในทันที ในบรรดาเมืองต่างๆ ของต้าเซี่ย กรมตำรวจจะช่วยดูแลเหล่าจอมยุทธ์ กรมรักษาความปลอดภัยรับผิดชอบความปลอดภัยของเมือง ส่วนกองทัพรับผิดชอบความมั่นคงของประเทศ
นี่คือระบบป้องกันของต้าเซี่ยในปัจจุบัน เขากำลังคิดอยู่ว่าจะไปค้นหาข้อมูลที่ไหนถึงจะเหมาะสมที่สุด
ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะง่ายกว่าที่เขาคิดไว้
ไม่นานนัก สตรีวัยกลางคนสวมแว่นผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา
“ท่านป้าไป๋!”
หลินหยวนเลี่ยงลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีที่ค่อนข้างนอบน้อม
“เสี่ยวเลี่ยง เจ้าหาข้ารึ มีเรื่องอะไร” ไป๋ซิ่วมองไปทางหลินหยวนเลี่ยง
“คืออย่างนี้ขอรับ สหายของข้าผู้นี้อยากจะรบกวนท่านป้าไป๋ช่วยปรุงยาให้สักหน่อย” หลินหยวนเลี่ยงกล่าวพลางลุกขึ้นยืนและยิ้ม
“ได้สิ ระดับไหนล่ะ กี่ส่วน” ไป๋ซิ่วเหลือบมองเจียงหลีแวบหนึ่ง
อายุน้อยเพียงนี้ คงเป็นแค่ยาไม่เกินระดับหก เรื่องนี้ไม่ยากเกินความสามารถของนาง
“ไขกระดูกอสูรระดับห้า ข้าต้องการให้เจือจางจนถึงระดับที่จอมยุทธ์ตั้งแต่ระดับเก้าถึงระดับหกสามารถดูดซับได้อย่างปลอดภัย” คำพูดประโยคเดียวของเจียงหลีทำให้ไป๋ซิ่วถึงกับนิ่งอึ้งไป
หลินหยวนเลี่ยงและหลินหลิงเฟยที่อยู่ข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างสุดขีด
ไขกระดูกอสูรระดับห้า!?
สวรรค์!
ยังไม่นับว่าไขกระดูกอสูรระดับห้าเพียงขวดเล็กๆ ก็มีมูลค่าถึงหนึ่งร้อยล้านแล้ว ในเมืองเป่ยเหอนี้ ต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะซื้อได้
ต่อให้เป็นนักปรุงโอสถระดับสูง ก็ต้องใช้อสูรต่างมิติระดับห้าที่สมบูรณ์ถึงห้าตัวจึงจะสกัดเป็นไขกระดูกอสูรได้หนึ่งขวด
และอสูรต่างมิติระดับปรมาจารย์ขั้นห้าเพียงตัวเดียว หากไม่มียอดฝีมือจากมณฑลเจียงคอยข่มขวัญไว้ ก็สามารถทำลายล้างเมืองเป่ยเหอได้ทั้งเมืองแล้ว
ไป๋ซิ่วเองก็ตะลึงงันไปเช่นกัน นางมองไปที่หลินหยวนเลี่ยงเพื่อให้แน่ใจว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เมื่อเห็นว่าไม่ใช่ ท่าทีของนางก็เปลี่ยนเป็นนอบน้อมขึ้นมาทันที
“ขอเรียนถาม ท่านมีอยู่เท่าใดหรือเจ้าคะ”
“ไม่มาก แค่สามขวด พอจะปรุงออกมาได้กี่ส่วน”
เจียงหลีพูดพลางนึกอะไรขึ้นมาได้ “ถ้าข้ามอบซากอสูรระดับห้าให้ท่าน ท่านจะสามารถสกัดและปรุงเป็นไขกระดูกอสูรได้หรือไม่”
ไป๋ซิ่วหัวเราะอย่างขมขื่น “ข้าเป็นเพียงนักปรุงโอสถระดับหก การเจือจางนั้นพอทำได้ แต่หากจะให้สกัดไขกระดูกอสูรนั้น ยากยิ่งนัก”
“อีกทั้งการสกัดไขกระดูกอสูรระดับห้ายังต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง ซึ่งในตอนนี้ทั่วทั้งเมืองเป่ยเหอไม่มีใครทำได้ มีเพียงที่เมืองหลวงของมณฑลเท่านั้นที่มีอุปกรณ์เช่นนี้”
เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงหลีก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้
จากนั้น เขาก็โยนขวดไขกระดูกอสูรสามขวดที่พกติดตัวมาให้ไป๋ซิ่ว
ทำเอาไป๋ซิ่วตกใจจนมือไม้สั่นรีบรับเอาไว้ นางจ้องมองไขกระดูกอสูรสีทองนั้นและจำแนกได้ในทันทีว่านี่คือไขกระดูกอสูรระดับห้าอย่างแน่นอน ทั้งยังมีคุณภาพไม่ต่ำอีกด้วย
ไป๋ซิ่วมองเจียงหลีด้วยสายตาตัดพ้ออยู่บ้าง หากมันตกแตกขึ้นมา นางคงได้ใจสลายตายแน่
จากนั้น นางก็มองไปที่ขวดไขกระดูกอสูรทั้งสามขวด แล้วเอ่ยบอกกำหนดเวลาด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย
“ครึ่งเดือน หลังจากนี้ครึ่งเดือน ข้าจะปรุงทั้งหมดให้สำเร็จ!”
“ตกลง!”
เจียงหลีพยักหน้า
ไป๋ซิ่วจึงเก็บไขกระดูกอสูรอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ขอตัวกลับก่อน”
“ถ้ามีคนจากแก๊งเจียงชิงมา เจ้าค่อยติดต่อข้า!”
เจียงหลีกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก แล้วจึงเดินออกจากสถานบันเทิงไป
หลินหยวนเลี่ยงและหลินหลิงเฟยมองหน้ากันไปมา สองพี่น้องเพิ่งจะรู้สึกราวกับว่ากำลังฝันไปในตอนนี้เอง
“ข้าจำได้ว่า ตอนที่เข้าร่วมเวทีประลองอสูรครั้งนั้น แค่เจอกับอสูรระดับเก้ายังลำบากเลย แต่ตอนนี้ กลับกลายเป็นปรมาจารย์ไปแล้ว” หลินหยวนเลี่ยงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ!”
หลินหลิงเฟยมองแผ่นหลังของเจียงหลีแล้วหันกลับมากล่าวว่า “ข้าจะไปฝึกยุทธ์!”
สีหน้าของนางแน่วแน่ ราวกับตั้งเป้าหมายไว้ที่เจียงหลี
ในฐานะพี่ชาย หลินหยวนเลี่ยงย่อมรู้ความคิดของหลินหลิงเฟยดี
ทว่า นี่ก็นับเป็นเรื่องดีสำหรับหลินหลิงเฟย
หลังจากผ่านเรื่องราวเช่นนี้มา หลินหยวนเลี่ยงจึงได้เข้าใจว่าในโลกใบนี้ มีเพียงพลังที่แท้จริงเท่านั้นที่จะตัดสินทุกสิ่งได้
“ต้องเกาะขาใหญ่ของเจียงหลีไว้ให้แน่น นี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่ข้าจะพลิกฟื้นชะตาได้”
หลินหยวนเลี่ยงมองประตูที่ว่างเปล่า ความคิดหนึ่งวนเวียนอยู่ในหัวของเขา
...
เมื่อกลับถึงบ้าน เจียงหลีได้พูดคุยกับเจียงอวี่หรงผู้เป็นบิดา และเจียงฉีผู้เป็นน้องสาวอยู่ครู่หนึ่ง
เจียงหลีเลือกเล่าเรื่องราวบางส่วนที่เกิดขึ้นในค่ายฝึกตงไห่ให้ทั้งสองฟัง จนทั้งคู่หน้าซีดเผือด
“พี่คะ สถานการณ์ของมนุษย์เราย่ำแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ” นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงฉีสัมผัสได้ว่าเบื้องหลังชีวิตที่ดูสงบสุขในปัจจุบัน มีผู้คนมากมายเพียงใดที่ยอมสละชีวิตเข้าปกป้องอย่างไม่คิดชีวิต
“ก็คงงั้นมั้ง!”
เจียงหลีพยักหน้า เขาจากไปได้ไม่นานเท่าไร ก็เกิดคลื่นอสูรขึ้นถึงสองครั้ง
หากแนวป้องกันที่ห้าและแนวป้องกันที่สองไม่มีเขาอยู่ จะมีจอมยุทธ์ต้องตายไปกี่คน
แม้แต่อัจฉริยะอย่างฉินเมี่ยวอวี้ก็ต้องตายเช่นกัน
และนี่คือสิ่งที่ไม่มีใครอยากเห็น แต่ก็ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้
นี่คือความจริง ไม่ใช่นิทานปรัมปรา
การปะทุของคลื่นอสูรทุกครั้ง การสิ้นสุดของสงครามทุกครา ล้วนสร้างขึ้นจากกำแพงเลือดเนื้อของเหล่านักรบและทหารนับไม่ถ้วน
“ถ้าวันหนึ่งมีอสูรต่างมิติบุกเข้ามาจริงๆ...” เจียงฉีกำหมัดแน่น “หนูจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ เพื่อปกป้องท่านพ่อกับพี่ชาย!”
ความฝันของเด็กสาวนั้นช่างสวยงามเสมอ แต่เจียงหลีก็ไม่ได้ทำลายมัน
“ได้สิ พี่จะรอให้เจ้ามาปกป้องนะ!”
เจียงหลียิ้มบางๆ
วันต่อมา เขาไปที่สำนักยุทธ์เทียนเหอเพื่อลงนามในสัญญาและหนังสือโอนหุ้นก่อนเป็นอันดับแรก
สำหรับเรื่องจิปาถะอื่นๆ เจียงหลีไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่มอบตำราวิชายุทธ์เพลงดาบระดับแปดและเจ็ดสองสามเล่มให้แก่หยวนเทียนเหอ
นี่คือสิ่งที่เขาเขียนขึ้นมาทั้งคืน ด้วยความสำเร็จทางวิทยายุทธ์ของเขาในปัจจุบัน เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องยาก
สำนักยุทธ์เทียนเหอก็ปิดกิจการอย่างเป็นทางการ เพื่อดำเนินการปรับปรุงและตกแต่งใหม่
ในช่วงบ่าย เขาก็ไปหาหลินหยวนเลี่ยงอีกครั้ง เพื่อเดินทางไปยังภูเขาฮว่าและดูเหมืองแร่เหล็กนิลลายเมฆา
หลังจากลงนามในสัญญาโอนกรรมสิทธิ์เหมืองแร่แล้ว เจียงหลีก็มอบหมายเรื่องจิปาถะทั้งหมดให้หลินหยวนเลี่ยงจัดการเช่นเคย ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามเดิม
หลังจากนั้น เจียงหลีก็มุ่งหน้าไปยังศาลากลางเมือง ที่นี่ยังคงมีผู้คนเดินเข้าออกอยู่ไม่น้อย
เจียงหลีมาถึงห้องโถงภารกิจล่าค่าหัว ซึ่งมีคนน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับข้างนอก
ภายในห้องโถงที่ค่อนข้างเงียบเหงา เจียงหลีเดินไปที่หน้าต่างและดูภารกิจล่าค่าหัวที่ติดประกาศไว้
ส่วนใหญ่เป็นภารกิจล่าสังหารระดับแปดและเก้า ส่วนภารกิจที่สูงกว่าระดับแปดนั้นมีจำนวนน้อยมาก
เจียงหลียื่นบัตรประจำตัวของตนเองออกไป สตรีที่หน้าต่างเหลือบมองแวบหนึ่งแล้วก็ชะงักไป
“เจ้าเพิ่งจะสิบแปดไม่ใช่รึ อย่ามาล้อเล่นเลย ภารกิจล่าค่าหัวไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะ”
“กลับไปเถอะ การสอบยุทธ์ระดับประเทศเหลือเวลาอีกไม่ถึงสิบวันแล้ว”
สตรีนางนั้นกล่าวขับไล่โดยตรง เพราะสำหรับคนในวัยเดียวกับเจียงหลีแล้ว การสอบยุทธ์ระดับประเทศคือเรื่องที่สำคัญที่สุด
ภารกิจล่าค่าหัวรึ อายุน้อยขนาดนี้ การเข้าไปในเขตแดนรกร้างจะต่างอะไรกับการไปตายเปล่า
มีเพียงผู้มีประสบการณ์เท่านั้นที่รู้ว่าในเขตแดนรกร้าง สิ่งที่น่ากลัวไม่ได้มีเพียงอสูรต่างมิติเท่านั้น
“ท่านเพียงแค่ให้ข้าดูภารกิจล่าค่าหัวก็พอ”
เจียงหลีกล่าวเสียงเรียบ
สตรีนางนั้นขมวดคิ้ว กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ช่างเถอะ อยากไปตายก็เชิญตามสบาย!”
“กรอกแบบฟอร์มนี้ซะ แล้วบอกข้ามาว่าเจ้าต้องการรับภารกิจล่าค่าหัวระดับไหน”
นางโยนแบบฟอร์มแผ่นหนึ่งมาให้ เจียงหลีกล่าวขณะที่กรอกข้อมูล
“ภารกิจล่าค่าหัวประเภทอสูรต่างมิติระดับห้า ที่อยู่ใกล้เมืองเป่ยเหอ มีเท่าไหร่เอามาให้หมด!”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกจากปาก สีหน้าของสตรีนางนั้นก็พลันแข็งค้างไป
เจียงหลีดูเหมือนจะคาดการณ์ไว้แล้ว เขาจึงหยิบเหรียญเกียรติยศนายพลออกมาอย่างสบายๆ
“ถ้าท่านไม่รู้จักเหรียญนี้ ก็ไปตามคนทีรู้จักมา”
เจียงหลีกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา ยังคงกรอกแบบฟอร์มต่อไป