- หน้าแรก
- ร้านขายของชำแห่งห้วงมิติ
- บทที่ 95 มิติวันสิ้นโลก
บทที่ 95 มิติวันสิ้นโลก
บทที่ 95 มิติวันสิ้นโลก
ในฐานะแม่ ก็เอาแต่ตามใจผู้ชายสองคนในบ้าน
หลานชายก็เติบโตมาแบบป่าเถื่อนไร้มารยาท ส่วนลูกชายก็ไม่พยายามทำอะไร เอาแต่ลอยชายไปวันๆ กระทั่งพยายามจะลวนลามภรรยาของเขาเองหลายครั้ง
ถ้าไม่ใช่เพราะครั้งที่แล้วเขากลับมาเร็ว คงจะปล่อยให้มันทำสำเร็จไปแล้ว
ต่อมาเขาก็ได้ยินภรรยาของเขาเล่าว่า ผู้หญิงที่อยู่บ้านข้างๆ เพื่อหยุดพฤติกรรมของสามีตัวเอง ก็โดนซ้อมจนน่วม ทำให้เรื่องยืดเยื้อไปได้สักพัก
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาบอกว่าทั้งครอบครัวมีแค่ลูกสะใภ้เท่านั้นที่เป็นคนดี แต่ถึงจะเป็นคนดีก็ไร้ประโยชน์! นิสัยอ่อนแอเกินไป เลยถูกรังแกง่าย
ถ้าเป็นภรรยาของเขาเองที่โดนกระทำแบบนี้ คงไล่ให้สามีเก็บกระเป๋าออกไปนานแล้ว!
“เป็นแกนี่เอง!! เมียตัวเองไม่รู้จักระวัง ไปยั่วยวนผู้ชายบ้านอื่น แล้วยังกล้ามาตีลูกชายฉันอีก เหอะ!”
ซูโม่ขมวดคิ้ว และขัดจังหวะคุณป้าที่กำลังจะด่าต่อ
“ห้ามก่อความวุ่นวายในร้าน ไม่ซื้อของก็กรุณาออกไปค่ะ”
“ยังมีเวลามายืนพูดจาเหลวไหลอีกนะ รีบออกไปดูข้างนอกเถอะ ลูกชายคุณขโมยของ ก็เลยถูกคนมัดแล้วโยนทิ้งไว้ข้างนอกแล้ว!”
ชายผู้นั้นส่งเสียงเยาะเย้ย ไม่ได้สนใจคำพูดของคุณป้าผู้สูงอายุเลยแม้แต่น้อย
เขาแกล้งพูดเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้คุณป้าฟังด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน
ทันทีที่คุณป้าได้ยินคำพูดนี้ เธอก็ตกใจอย่างรุนแรง วิ่งไปที่ประตูพลางตะโกนด่าทอ
และก็เป็นไปตามคาด เธอเห็นชายคนหนึ่งถูกมัดแน่นด้วยเชือกป่าน และปากก็ถูกอุดด้วยผ้าขี้ริ้ว อยู่ที่มุมด้านนอกประตู
เธอร้องไห้โฮ พุ่งเข้าไปแก้เชือกให้เขา
ขณะที่แก้อยู่นั้น ก็ร่ำไห้พร้อมทั้งใส่ร้ายและกล่าวหาว่าร้านขายของชำนี้กระทำไม่เหมาะสม
“โอย! ร้านนี้เป็นร้านโจรนะ! ที่ไหนเขาทำกันแบบนี้...มองอะไรกัน! นี่มันร้านโจรชัดๆ ตั้งใจรังแกผู้หญิงแก่ๆ อย่างฉันเนี่ย...”
“มีของก็ไม่ยอมขาย ต้องยื้อไว้ก่อน ไม่ใช่ก็เพื่อจะขึ้นราคาหรอกเหรอ!”
“ไม่พอใจที่เราซื้อของไม่ได้เหรอ ถึงได้เลือกปฏิบัติกับคนจนอย่างเรา ซื้อไม่ได้ก็จับเขามามัดแล้วโยนออกไปข้างนอก...”
เพราะเสียงร้องตะโกนของเธอค่อนข้างดัง และคนที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเห็นชายคนนี้ถูกมัดจริงๆ จึงมีอยู่ชั่วขณะที่คนเหล่านั้นเชื่อในสิ่งที่เธอพูด
ทำให้ผู้คนที่เตรียมจะเข้าร้านขายของชำหลายคนหยุดชะงักฝีเท้าโดยไม่ได้ตั้งใจ
จนกระทั่งมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งรีบวิ่งออกมา
“ซื้อของไม่ได้แล้วจะขโมยเหรอคะ? ขโมยของแล้วยังมีเหตุผลอีกเหรอ? ในเมื่อคุณบอกว่าที่นี่เป็นร้านโจร งั้นต่อไปคุณก็ไม่ต้องมาอีกแล้ว! ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ!”
คนที่รีบวิ่งออกมาก็คือถังอินนั่นเอง
ชายคนนี้ขโมยหมั่นโถวในส่วนที่เธอรับผิดชอบดูแล ดังนั้นเธอจึงรู้สึกผิดมาก
ถ้าไม่ใช่เพราะเสี่ยวเฮยบังเอิญเห็นเข้า เธอก็คงถูกหลอกจนถึงตอนนี้
ในเวลานี้ เมื่อได้ยินคุณป้าคนนี้กล้าที่จะใส่ร้ายร้านค้า เธอก็ยิ่งโกรธมากขึ้นไปอีก
แม้แต่ถังเหอก็ยังดึงเธอไว้ไม่อยู่ ทำให้เธอวิ่งออกมา
คุณป้าเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้เปิดเผยความจริงออกมาอย่างตรงไปตรงมา ก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที
เธอสะบัดเชือกในมือทิ้ง หมุนตัวและเงื้อมมือขึ้นหมายจะตบไปที่ใบหน้าของถังอิน
“ฉันก็ว่าแล้วว่านังเด็กคนนี้มันไม่น่าไว้ใจจริงๆ เป็นเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีใครสั่งสอน ถึงได้โกหกออกมาได้ทุกเรื่อง!”
ถังอินตกใจจนตัวแข็งทื่อ
ทว่าฝ่ามือของเธอไม่ได้ตกลงบนตัวของถังอินในท้ายที่สุด
คุณป้ารู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือ มือของเธอถูกซูโม่จับไว้
เธอไม่คาดคิดเลยว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงมีแรงมากขนาดนี้
ทั้งที่ซูโม่ดูบอบบางมากแท้ๆ
ซูโม่เหลือบมองเธอ และไม่ปล่อยให้เรื่องวุ่นวายนี้ดำเนินต่อไป
“เสี่ยวเฮย พาคนทั้งคู่ออกไป”
“ครับ”
เสี่ยวเฮยใช้มือข้างหนึ่งดึงคุณป้า ส่วนอีกข้างก็ยกตัวผู้ชายที่ขโมยของขึ้นมาจากพื้นโดยตรง
แรงแขนนี้ทำให้ทุกคนที่เห็นถึงกับประหลาดใจ
ถึงแม้ว่าผู้ชายคนนี้จะไม่หนักมากนัก เนื่องจากอาหารการกินไม่ดีในช่วงวันสิ้นโลก
แต่ก็เป็นผู้ชายตัวใหญ่คนหนึ่งเลยนะ! อย่างน้อยก็หนักเป็นห้าสิบกว่าโล!
แต่ทำไมเขาถึงยกอีกฝ่ายขึ้นมาได้เหมือนกับยกไก่ตัวเล็กๆ?
เขาเป็นผู้มีพลังพิเศษด้านพละกำลังงั้นหรือ?
“ขอแสดงความยินดีด้วย ที่พวกคุณทั้งสองกลายเป็นบัญชีดำของร้านเรา คนที่อยู่ในบัญชีดำไม่สามารถใช้บริการภายในร้านได้ ดังนั้นพวกคุณไม่จำเป็นต้องมาอีกต่อไป”
หลังจากที่ซูโม่พูดประโยคสุดท้ายกับคนทั้งสองแล้ว เสี่ยวเฮยก็พาพวกเขาออกไป
ท่าทางที่เด็ดขาดและรวดเร็วทำให้ทุกคนอดไม่ได้ที่จะหดคอ
เดิมทีพวกเขาก็รู้สึกเกรงกลัวร้านขายของชำที่ลึกลับแห่งนี้อยู่แล้ว ตอนนี้ก็ยิ่งไม่กล้าก่อเรื่องใดๆ อีก
กลัวว่าจะต้องลงเอยเหมือนกับคนทั้งสอง
ผู้คนที่ไม่รู้เรื่องเดิม พอได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว ก็เข้าใจในที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้น
เดิมทีพวกเขาก็สงสัยว่าร้านขายของชำนี้ดูดีทุกอย่าง ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นร้านโจรไปได้
เหตุการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการซื้อของของทุกคนเลยแม้แต่น้อย
ยกเว้นเพียงถังอินที่ดูจะอารมณ์ไม่ดีเล็กน้อย ส่วนอย่างอื่นก็ดูเหมือนไม่มีอะไรแตกต่าง
หลังจากปิดร้าน ซูโม่ก็หาโอกาสคุยกับถังอินเป็นพิเศษ
จากคำพูดของเธอ ซูโม่ทราบว่าสาเหตุที่เธออารมณ์ไม่ดี ไม่ใช่เพราะว่าเธอตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้
แต่เป็นเพราะเธอเกือบจะตรวจพบว่ามีของในร้านถูกขโมยไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงรู้สึกผิดตลอดบ่าย
ซูโม่ลูบศีรษะของเธอ “ทำไมเธอถึงต้องรู้สึกผิดด้วย? คนที่ทำผิดคือเขา ไม่ใช่เธอนะ”
ถังอินดูสับสนเล็กน้อย
เธอรู้สึกว่าซูโม่พูดถูก
“แต่ว่า...”
“เธอไม่ผิด เธอทำได้ดีแล้ว”
ซูโม่ไม่ใช่คนที่เก่งเรื่องปลอบโยนเด็ก เธอพูดได้เพียงแค่นี้
แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
เพราะเธอไม่รู้เลยว่า ในความคิดของถังอินนั้น ซูโม่เป็นเหมือน ‘เทพธิดา’
เธอพูดอะไร ถังอินก็จะเชื่อ
หลังจากที่คุยกับซูโม่ไปไม่กี่คำ อารมณ์ของถังอินก็ค่อยๆ ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
เธอหันหลังกลับไปอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น วิ่งกระโดดโลดเต้นไปหาเถาจื่อเพื่อเล่นด้วย
ส่วนถังเหอก็เดินเข้ามาหลังจากที่เธอจากไป
“เถ้าแก่ซูครับ ผมเห็นจดหมายฉบับหนึ่งอยู่ข้างนอก ดูเหมือนจะเป็นของคนที่ฐานหนานเป่ยส่งมาให้ครับ”
ซูโม่รับมาและเปิดดู ก็พบว่าผู้ส่งคือเฉินหลิน
เมื่อพูดถึงเฉินหลิน ซูโม่นึกย้อนดู ก็พบว่าไม่ได้เจอเขามาเป็นสิบวันแล้ว
นับตั้งแต่ที่เขาพาผู้มีพลังพิเศษห้าร้อยคนของฐานหนานเป่ยไปยังเขตตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ไม่มีข่าวคราวมานานมาก
พวกเขาพกเครื่องดื่มชูกำลังและลูกอมรับรู้ไปเยอะมาก ซูโม่คิดว่าอย่างไรเสียก็ไม่น่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้น
แต่ครั้งนี้ใช้เวลานานมากจริงๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อวานเพิ่งได้ยินมาว่าพวกเขากลับมาแล้ว และยังช่วยชีวิตคนไว้ได้มากมาย...ซูโม่ก็คงจะสงสัยว่าพวกเขาเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆ แล้ว
เนื้อหาของจดหมายมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่กล่าวถึงสองเรื่อง
อย่างแรกคือการขอบคุณสำหรับการสนับสนุนเครื่องดื่มและลูกอมจำนวนมาก ซึ่งทำให้พวกเขากลับมาได้อย่างปลอดภัย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซูโม่คิดว่าไม่เป็นไร...อย่างไรเสียก็เป็นธุรกิจแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรมระหว่างกัน
เรื่องที่สองคือ เขาจะพาใครบางคนมาในวันพรุ่งนี้