- หน้าแรก
- มัจจุราชใบสั่งเลือด
- บทที่ 130 - คิดจะเล่นสงครามในเมืองกับฉันเหรอ
บทที่ 130 - คิดจะเล่นสงครามในเมืองกับฉันเหรอ
บทที่ 130 - คิดจะเล่นสงครามในเมืองกับฉันเหรอ
บทที่ 130 - คิดจะเล่นสงครามในเมืองกับฉันเหรอ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
กองทัพเข้ายึดแนวป้องกันชั้นแรกได้โดยสมบูรณ์ กวาดล้างพื้นที่โดยรอบจนเกลี้ยง
มิลตันยืนอยู่บนแนวป้องกันที่ยึดมาได้ มองซ้ายมองขวา ถามว่า "กองทัพใหญ่ของไลแมนล่ะ? ทหารเดนตายของไลแมนล่ะ? กำลังเสริมของไลแมนล่ะ? ทำไมผ่านไปตั้งวันนึงแล้วฉันยังไม่เห็นแม้แต่เงา?"
ฟลอรานั่งอยู่กับพื้น จ้องมองเศษขวดเหล้าที่แตกกระจาย ถอนหายใจแล้วพูดว่า "หน่วยลาดตระเวนส่งข่าวที่ไม่ยืนยันมาว่า ไลแมนพอได้ยินว่าเรายึดแนวป้องกันนี้ได้ ก็สั่งถอนกำลังทหารเดนตายจากแนวป้องกันชั้นที่สองกลับไปที่ด่านตรวจทั้งหมด แล้วเอาพวกตัวล่อเป้ายัดใส่แนวป้องกันชั้นที่สองแทน"
"ไลแมนนั่งดูแนวป้องกันชั้นแรกกับลูกน้อง 50 คนระเหยกลายเป็นไอ โดยไม่คิดจะต้านทานสักนิดเลยเหรอ?" มิลตังส่ายหน้าอย่างขบขัน "การยิงแบบกำแพงไฟเคลื่อนที่ของเราจริงๆ แล้วฝืนมากนะ ถ้าเขาเลือกจะส่งกำลังเสริมมา ก็อาจสร้างความเสียหายให้เราได้ไม่น้อยเลย"
"แบบนั้น ต่อให้ทหารเดนตายเขาตายหมด เราจะยึดพื้นที่ที่เหลือของเขาก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนแพงหูฉี่"
"แถมถอนตัวดื้อๆ แบบนี้ กระทบขวัญกำลังใจลูกน้องแย่เลย"
แหงสิ ตอนนี้ใครๆ ก็รู้ว่าถ้าตกเป็นรอง อย่าได้หวังว่าจะมีกำลังเสริมจากข้างหลัง ไลแมนมีแต่จะพาทหารคนสนิทถอยทัพเชิงกลยุทธ์ (หนี) ไปข้างหลังลูกเดียว
ฟลอราพยักหน้าเบาๆ "อีกอย่างคุณก็เคยวิเคราะห์ไว้แล้วนี่ คำสั่งที่ไลแมนได้รับน่าจะเป็นการยันไว้หนึ่งเดือน... แต่นี่เพิ่งวันเดียว ไอ้แนวป้องกันสามชั้นอะไรนั่นก็แตกไปแล้วชั้นหนึ่ง แบบนี้ข้าศึกจะเสียขวัญขนาดไหน"
"จินตนาการได้เลยว่า พวกที่โดนทิ้งไว้ที่แนวป้องกันชั้นที่สอง ตอนนี้จะขวัญผวาแค่ไหน"
"แนวป้องกันชั้นที่สอง คุณกะจะบุกยังไง"
มิลตันคิดครู่หนึ่ง "ลองสร้างบรรยากาศสยองขวัญดู เผื่อพวกมันจะสติแตกกันไปเอง... เรามีทีมสไนเปอร์ไม่ใช่เหรอ ให้พวกเขาขึ้นไป เห็นคนก็ยิง"
"ไม่ใช่ชอบเอาตัวล่อเป้ามาถมแนวหน้า แล้วเก็บตัวเก่งๆ ไว้ข้างหลังเหรอ? งั้นก็อย่าว่ากันถ้าฉันจะเก็บพวกตัวล่อเป้าให้เรียบ"
ดูจากอาวุธที่ยึดได้จากแนวป้องกันชั้นแรก ไลแมนไม่ได้เตรียมปืนสไนเปอร์ไว้ให้พวกตัวล่อเป้าเลย
มีแต่ปืนไรเฟิลกับ RPG เต็มที่ก็มีปืนกลหนักตั้งป้อมไว้หน่อย
ต่อหน้าสไนเปอร์มืออาชีพ นี่มันเกมล่าสัตว์ชัดๆ
มิลตันพูดต่อ "สร้างความสูญเสียให้เยอะหน่อย ให้ข้าศึกทุกคนต้องอยู่กับความหวาดกลัวขั้นสุดตลอด 24 ชั่วโมง ดูซิว่าพวกมันจะสติแตกกันเองไหม"
แค่สร้างบรรยากาศสยองขวัญ ใช้การลอบยิงสังหารเพื่อให้ข้าศึกสติแตก ฟังดูเวอร์และไร้สาระ
แต่ความจริงในประเทศส่วนใหญ่ เรื่องแบบนี้ไม่แปลกเลย
อย่างสงครามแทนซาเนียรบกับยูกันดาในแอฟริกา แค่มีความสูญเสียเฉลี่ย 1% กองทัพก็เริ่มแตกทัพหนีตายกันแล้ว
หมายความว่าไง?
หมายความว่าหน่วยระดับกองร้อย ตายแค่ 1 คน ทั้งกองร้อยก็แตกแล้ว!
นี่ขนาดเป็นทหารอาชีพเจอกับทหารอาชีพนะ!
มิลตันต่อให้ศัตรูของเขาจิตแข็งพอ ตายสัก 10 คน ขวัญกำลังใจน่าจะพังพินาศ คงเริ่มมีความคิดอยากหนีกันแล้วใช่ไหม?
ถ้าทหารแตกทัพกลัว "ทีมสังหารคนหนีทัพ" งั้นสไนเปอร์จะ "ใจดี" ช่วยเก็บป้อมปืนกลให้ ทีนี้ก็หนีกันได้สบายใจแล้วใช่ไหม?
"ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็เอาแผนวันนี้มาใช้อีกรอบ" มิลตันดูแต้มในหน้าต่างระบบ "พักจัดระเบียบที่นี่ก่อน รอกำลังบำรุงส่งมาถึง"
เพื่อยึดด่านตรวจไลแมน ครั้งนี้มิลตันใช้แต้มสีแดงไปถึง 15 ล้านแต้มเพื่อซื้อรถหุ้มเกราะ เครื่องป้องกัน และอาวุธต่างๆ ส่วนแต้มทั่วไปที่ใช้ซื้อกระสุนก็ทะลุ 20 ล้านไปแล้ว
สาเหตุที่ใช้แต้มสีแดงเยอะขนาดนี้ เพราะมิลตันทุ่มทุนซื้อเฮลิคอปเตอร์พยาบาลแบบเรียบง่ายที่ดัดแปลงจากเบลล์ 206 มาลำหนึ่ง
ถ้ามีคนเจ็บ จะได้กู้ชีพทันท่วงที แล้วส่งไปโรงพยาบาลแนวหลังได้เร็วที่สุด
การรบสเกลเล็กแค่นี้ ยังผลาญเงินขนาดนี้
ฟลอราลุกขึ้น ปัดฝุ่นตามตัว "โอเค ฉันไปจัดการให้"
มิลตันหันไปมองทีมกู้ชีพข้างๆ
การรบครั้งนี้แม้จะราบรื่นกว่าแผนที่วางไว้มาก แต่ความสูญเสียก็เลี่ยงไม่ได้
การกราดยิงมั่วซั่วของแก๊งสเตอร์ สะเก็ดระเบิดมือ สะเก็ดระเบิด RPG... สุดท้ายทำให้ทีมบุกได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตรวม 9 นาย
บาดเจ็บเล็กน้อย 5 นาย บาดเจ็บสาหัส 3 นาย เสียชีวิต 1 นาย
เวลานี้ โอลิยากำลังสวมหมวกเหล็ก ใส่เกราะกันกระสุนหนาเตอะ ตะโกนใส่ไมโครโฟนหน้ากล้อง
เสียงรอบข้างดังมาก เธอต้องตะเบ็งเสียง
"ท่านผู้ชมคะ ที่นี่คือสถานีโทรทัศน์มาราแคน ดิฉันผู้สื่อข่าวโอลิยา ตอนนี้เราอยู่ที่บริเวณด่านตรวจทางใต้ของจังหวัดซานมาร์กอส ณ ที่แห่งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกองกำลังติดอาวุธของขบวนการค้ามนุษย์และค้าอวัยวะโจมตีอย่างหนักหน่วงค่ะ"
"ปัจจุบันมีตำรวจผู้กล้าหาญบาดเจ็บและเสียชีวิต 9 นาย ในจำนวนนี้มี 1 นายพลีชีพอย่างน่าเสียดาย"
"แต่ท่านผู้กำกับแบรนดอนได้ประกาศเจตนารมณ์ว่า ไม่ว่าจะถูกต่อต้านอย่างไร ท่านจะต้องกำจัดเนื้อร้ายที่กัดกินประเทศนี้ให้สิ้นซาก"
ตอนนั้นเอง อดีตหมอเถื่อนที่ตอนนี้เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็วิ่งเข้ามา สีหน้าตื่นตระหนก
"คนข้างหน้า หลบหน่อย! มีคนเจ็บ หลบหน่อยเร็ว!"
"คนเจ็บเสียเลือดมาก จะช็อกแล้ว ต้องการเลือด ด่วน รีบพาขึ้นเฮลิคอปเตอร์!"
"เร็วเข้า!"
มิลตันเบือนหน้าไปมองศพที่นอนอยู่บนพื้น
"นักรบผู้กล้าหาญ มีใครรู้จักเขาไหม"
โอลิยาหันกล้องไปจับภาพทันที
แบรนดอนชะโงกหน้าไปดู พินิจใบหน้าเขาครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "ผม ผมรู้จักเขา... ลูกพี่ ก่อนที่คุณจะมาเมืองนี้ เขาเคยโดนจับเข้าคุกข้อหาขโมยของหลายครั้ง"
"ก่อนที่เขาจะทำตัวเหลวแหลก เขามีลูกมีเมีย ต่อมาลูกเมียตายด้วยโรคร้าย เขาเลย... อืม"
ผอ.คนใหม่ก่อนจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ หันมามองแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า "ผมจำเขาได้ เขาเคยพาเมียกับลูกมาหาหมอที่คลินิกผม ตอนนั้นผมบอกว่าเป็นแค่โรคทั่วไป"
"ต่อมาเหมือนประกันจะบอกว่าโรคนี้เบิกได้ เขาเลยให้เมียกับลูกไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน... ถึงผมจะไม่รู้ว่าเอาประกันมาจากไหนก็เถอะ"
"สุดท้าย การผ่าตัดล้มเหลว"
"อืม... จนกระทั่งท่าน 'ก็อดฟาเธอร์' แฉเรื่องโรงพยาบาล สาเหตุการตายของเมียและลูกเขาก็คือการผ่าตัดล้มเหลวมาตลอด"
"..."
พูดจบ เขาก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ออกจากแนวหน้าไป
มิลตันเงียบไปครู่หนึ่ง นั่งยองๆ ล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากศพ
นี่คือคำสั่งที่มิลตันให้ไว้กับนักรบทุกคน ก่อนออกรบ ต้องเขียนจดหมายลาตายไว้ ฉบับหนึ่งพกติดตัว อีกฉบับเก็บไว้ที่ด่านตรวจเป็นสำเนา
เนื้อหาข้างในเรียบง่ายมาก
"โลเปซฆ่าเมียฉัน ฆ่าลูกฉัน แต่ฉันยังต้องลงคะแนนให้มัน"
"ฉันจะฆ่ามัน!"
"ถ้าฉันตายเพราะเรื่องนี้ ขอให้ฝังศพฉันที่โบสถ์กลาง บริจาคเงินของฉันให้โบสถ์ ฉันหวังว่าวิญญาณของฉันจะสงบสุขภายใต้สายพระเนตรของพระเจ้า..."
ประโยคนี้มีรอยขีดฆ่าอย่างชัดเจน
ข้างหลังคือข้อความที่แก้ไขใหม่
"ถ้าฉันตายเพราะเรื่องนี้ ขอให้ฝังศพฉันที่สนามรบ เอาเงินของฉันไปซื้อกระสุนยิงใส่หัวโลเปซ ในเมื่อฉันอยู่ในนรกอยู่แล้ว ฉันก็หวังว่าเปลวเพลิงของ 'สรรพากรจากนรก' จะเผาผลาญสิ่งสกปรกโสโครกเหล่านี้ให้หมดสิ้น"
ทุกคนเงียบกริบ
มิลตันอ่านจบ ก็ชูจดหมายลาตายสั้นๆ นี้หน้ากล้อง
"เห็นไหม? ผู้คนที่ยังทนทุกข์ทรมาน พวกคุณเห็นไหม?"
"อดีตหัวขโมย ตอนนี้คือนักรบผู้ยิ่งใหญ่ เพื่อกำจัดความชั่วร้าย เขาถึงกับยอมสละชีวิต! เขาเป็นคนจิตใจดี เป็นคนรักความยุติธรรมแท้ๆ ทำไมก่อนหน้านี้ถึงต้องยังชีพด้วยการขโมยของ?!"
"คำสั่งเสียของนักรบท่านนี้ เปลี่ยนจากการขอความเมตตาจากศาสนจักร เป็นการขอกระสุนยิงใส่โลเปซ เขาต้องสิ้นหวังขนาดไหน?"
"ตกลงมันผิดที่ตรงไหน?"
"ลองคิดดูสิ พวกคุณทำงานวันละกี่ชั่วโมง แต่ก็ยังยากจน ยังต้องเป็นหนี้นอกระบบ ยังซื้อขนมปังกินไม่ได้ ส่วนคนที่วันๆ ไม่ทำอะไรเลย กลับเสวยสุขบนกองเงินกองทอง แถมยังคอยพร่ำบอกพวกคุณว่า พวกคุณยังพยายามไม่พอ พวกคุณต้องพยายามให้มากกว่านี้..."
"ไม่! พวกมันหลอกพวกคุณ! ดูให้ดีสิ ใต้กางเขนของเรย์มอนด์ฝังศพไว้กี่ศพ? ความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในโบสถ์ ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงไม่ใช่พวกข้าราชการขี้ฉ้อที่รีดไถพวกคุณ แต่อยู่ที่พวกเราที่ต่อสู้เพื่อความอยู่รอด!"
"คนดีก็มีสิทธิ์ใช้กระสุนทวงความยุติธรรม ดูภาพวันนี้สิ ศัตรูของพวกคุณดูไร้เทียมทาน จนกระทั่งพวกคุณหยิบอาวุธขึ้นสู้"
"ค่ำคืนนี้ ให้เสียงโหยหวนของศัตรูเป็นเพลงสวดส่งวิญญาณผู้เสียสละ! พรุ่งนี้ ลูกหลานของเราจะได้มีชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่ต้องเขียนจดหมายลาตาย!"
"ณ ที่นี้ ผมขอเรียกร้องต่อทุกคน ต่อทุกคนที่ไม่พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่และยังมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีหลงเหลือในหัวใจ..."
"หากไม่กล้าถือธงบุกตะลุย ก็จงถือโล่ตามหลัง หากแม้แต่โล่ก็ไม่มีแรงยก ก็จงยืนเชียร์นักรบอยู่ข้างสนาม หากแม้แต่ความกล้าที่จะเชียร์ก็ไม่มี ก็จงนั่งรออยู่ที่บ้าน เงียบๆ รอคอยชัยชนะมาถึง"
"..."
...
ครึ่งวันต่อมา ด่านตรวจทางใต้
ไลแมนยืนหน้าเขียวคล้ำอยู่ในห้องใต้ดิน ดูทีวี ดูมิลตันยืนปราศรัยอยู่บนแนวป้องกันที่เคยคุยว่าแข็งแกร่งดั่งหินผา
"แจน ของเตรียมครบหรือยัง" ไลแมนกัดฟันกรอด "ครบแล้วก็ถอย ถอยไปเซฟเฮาส์ในเมือง!"
วันเดียว
แนวป้องกันที่ตั้งความหวังไว้สูงลิบ สุดท้ายส่งคำตอบกลับมาว่า "วันเดียว"
แนวป้องกันชั้นที่สองจะยันได้นานแค่ไหน?
ทหารเดนตายของเขาจะยันมิลตันได้นานแค่ไหน?
ตัวด่านตรวจเองจะต้านได้กี่วัน?
เดิมทีคิดว่าตัวเองคนเยอะกว่า ได้เปรียบในเกมรับ ถึงจะไม่สูสี อย่างมากก็แค่เป็นรองนิดหน่อย
ใครจะไปรู้ว่ามิลตันจะบดขยี้แนวป้องกันชั้นแรกจนราบเป็นหน้ากลอง
แผนเดิมที่กะว่าพอแนวป้องกันชั้นแรกโดนโจมตี จะส่งกองกำลังเคลื่อนที่ไปช่วย แล้วสู้ระยะประชิดกับมิลตัน พังตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
เพราะศูนย์บัญชาการแนวหน้าโดนเก็บไปแล้ว
แนวป้องกันชั้นแรกพังพินาศไปแล้ว ผู้บัญชาการแนวป้องกันชั้นที่สองยังไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ!
แจน รองหัวหน้าด่านตรวจทางใต้คนใหม่พยักหน้า ลูบรอยแผลเป็นที่เปลือกตา "เตรียมพร้อมหมดแล้วครับท่าน เราถอนตัวได้ทันที"
ไลแมนพยักหน้า พูดด้วยความหวาดหวั่น "รบนอกเมืองสู้ไม่ได้แน่ สู้ไม่ได้จริงๆ เอาทหารเดนตายทั้งหมด ถอยเข้าเมือง ฉันจะเล่นสงครามในเมือง ฉันจะให้มิลตันต้องตีทีละถนน ทีละตึก!"
"ฉันจะทำให้เมืองอาโคชีกลายเป็นบ่อเลือด"
"ฉันไม่เชื่อว่าแบบนี้จะยื้อไม่ได้ถึงหนึ่งเดือน"
"ให้แนวป้องกันชั้นที่สองยันไว้ส่งเดช ถ่วงเวลาหน่อย ให้คนของเราทุกคน อุปกรณ์ทุกอย่างถอยเข้าเมืองให้หมด"
ส่วนคำปราศรัยของมิลตันในทีวี ไลแมนแทบไม่ได้ฟังเข้าหู
สำหรับเขาของพวกนี้ไม่สำคัญเลย
ชาวเมืองอาโคชีที่ขี้ขลาด ไร้ค่า พวกที่คู่ควรแค่คุกเข่าเลียรองเท้าบูทเขา เขาอยากฆ่าก็ฆ่า อยากขายก็ขาย คนพวกนี้เมื่อก่อนไม่กล้าหือ ต่อไปก็ไม่กล้าหือ
ส่วนเรื่องเสบียงสำหรับการรบในเมืองหนึ่งเดือน ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่
มีชาวเมืองตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ? ปล้นเอานิดหน่อยก็พอแล้ว
ถ้าไม่พอจริงๆ ตัวชาวเมืองเองก็นับเป็นเสบียง เป็นอาหารได้ไม่ใช่เหรอ?
ในหัวสมองของไลแมน มีแค่เรื่องคนของมิลตันเก่งแค่ไหน ปืนมิลตันมีกี่กระบอก
และ "หนึ่งเดือน" ที่จะช่วยชีวิตเขาไว้ได้
ทนให้ได้หนึ่งเดือน ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง!
ไม่นาน สมาชิกแกนนำของเขาก็ออกจากด่านตรวจผ่านทางอุโมงค์ลับใต้ดิน เดินตามทางเดินที่ไม่แคบนักไปพักใหญ่ ในที่สุดก็มาถึงปลายทาง
จากตรงนี้ขับรถเข้าเมืองใช้เวลาแค่สามนาที
ไลแมนกับรองหัวหน้าแจนผลักประตูเหล็กหนาหนักของห้องใต้ดินออก ขบวนรถบรรทุกเสบียงรอพวกเขาอยู่ที่นั่น
ที่ไม่ขึ้นรถหนีไปตั้งแต่ที่ด่านตรวจ แต่ยอมมุดดินมา เพราะไลแมนกลัวว่ามิลตันจะฉวยโอกาสโจมตีด่านตรวจแล้วระเบิดเขาตาย
สรุปคือ เขาจะไม่เปิดโอกาสให้มิลตันแม้แต่นิดเดียว
แจนขึ้นรถพลางพูดว่า "ท่านครับ วางใจเถอะ เซฟเฮาส์ของท่านแข็งแกร่งมาก แถมอยู่ใจกลางเมือง มิลตันบุกมาจากทางไหนก็เข้าถึงตัวท่านทันทีไม่ได้"
"อาหาร น้ำสะอาด ความบันเทิง อุปกรณ์สื่อสารกับภายนอก มีครบทุกอย่าง แถมยังมีชุดสำรองอีกชุด"
"เครื่องปั่นไฟแยกและเชื้อเพลิงเพียงพอสำหรับหนึ่งเดือน..."
"กระทั่งหน้ากากกันแก๊สพิษกับถังออกซิเจนก็มี"
"ข้างนอกเป็นประตูเหล็กหนาตึ้บ เราเคยลองใช้ RPG ยิงใส่ 10 นัด ยังไม่สะเทือน มิลตันไอ้คนบ้านั่นต่อให้คิดจะบุกสายฟ้าแลบก็ไม่มีประโยชน์ ดีไม่ดีจะโดนเราตลบหลังด้วยซ้ำ"
"แถวนั้นฝังกับระเบิดสังหารบุคคลไว้เพียบ ได้ยินว่ามิลตันก็เคยใช้ของพรรค์นี้ งั้นก็ให้มันลองรสชาติของการเหยียบกับระเบิดบ้าง!"
ไลแมนฟังแล้วพอใจมาก "แล้วการวางกำลังตามถนนล่ะ?"
แจนหัวเราะร่า "ท่านครับ เรื่องนี้ยิ่งไม่ต้องห่วง ตามแยกสำคัญๆ ติดตั้งปืนกลกับจรวดไว้หมดแล้ว มิลตันเอารถหุ้มเกราะเข้ามาเมื่อไหร่ เรายิงกดลงมาจากข้างบน นัดเดียวรถหุ้มเกราะก็เจ๊ง"
"เราขนระเบิดที่ไม่ได้ใช้ทั้งหมดขึ้นรถ รับรองว่าตลอดหนึ่งเดือนนี้ มิลตันจะได้ลิ้มรสอานุภาพของคาร์บอมบ์ทุกเมื่อเชื่อวัน"
"ถ้าไม่ไหวจริงๆ เราก็จับชาวบ้านมา เอาชีวิตมันขู่ลูกมัน ให้เด็กพวกนั้นผูกระเบิดมือวิ่งออกไป คนของมิลตันจะกล้ายิงเด็กเหรอ?!"
"ต่อให้มันกล้า ลูกน้องมันจะกล้าเหรอ?"
ไลแมนยิ่งพอใจเข้าไปใหญ่ "หึหึ... ดีมาก แบบนี้อย่าว่าแต่เดือนเดียวเลย ฉันว่าสองเดือนก็ยังไหว"
พูดจบ มือถือไลแมนก็ดังขึ้น
เขารับสาย ถามอย่างหงุดหงิด "ฮัลโหล? ใคร? ไม่รู้เหรอว่าฉันยุ่งอยู่"
"ท่านไลแมน! ท่านหัวหน้า!" ปลายสายเสียงแตกตื่น "ได้โปรดส่งคนมาช่วยเราด้วย หรือไม่ก็ให้เราถอยไปข้างหลังเถอะครับ!"
ไลแมนโกรธจัด "นี่เพิ่งครึ่งวัน! ครึ่งวันแกก็ร้องขอความช่วยเหลือแล้ว มิลตันมันเอา F117 มาถล่มแกหรือไง"
"สไนเปอร์... มีสไนเปอร์อยู่ทุกที่" ผู้บัญชาการแนวหน้าเสียงสั่นด้วยความกลัวปนสิ้นหวัง "เราไม่รู้ว่าพวกมันอยู่ที่ไหน ไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ ไม่รู้ตรงไหนปลอดภัย ลูกน้องรับมือไม่ไหวแล้ว"
สิ้นเสียง ปลายสายก็มีเสียง "แกร๊ก" เบาๆ ของปืน M24 ติดที่เก็บเสียงดังลอดเข้ามา
เสียงเหมือนแม็กเย็บกระดาษ ฟังดูเพราะดี
แต่มันหมายความว่ามีคนตายไปอีกคน
"ไม่ไหวก็ต้องไหว" ไลแมนเส้นเลือดปูดโปน "ใครกล้าหนี ให้ทีมสังหารใช้ปืนกลกวาดทิ้งซะ"
"ทีมสังหารคือเป้าหมายแรกของสไนเปอร์เลยครับ! หัวหน้า เราต้องการกำลังเสริม ไม่งั้นไม่ต้องรอมิลตันบุก แนวป้องกันก็พังแล้ว..."
"ได้ จะส่งไป จะส่งไป" ไลแมนกำหมัด "ทนอีก 24 ชั่วโมง กำลังเสริมจะไปถึง ไม่งั้นพวกเราตายกันหมด"
"รอ..."
ติ๊ด!
ไลแมนกดวางสาย โบกมือ "นั่นไง ฉันสั่งถอยไปสู้ในเมืองน่ะถูกแล้ว ไอ้พวกสวะ แนวป้องกันชั้นที่สองก็ยันได้ไม่นานหรอก ขืนฉันฝืนป้องกันด่านตรวจมีหวังจบเห่"
แจนถาม "ท่านครับ งั้นเราจะส่งกำลังเสริมไหม"
"เสริมบ้าอะไร! ไอ้พวกเม็กซิกันสวะ ไอ้ตำรวจสวะ อยากได้กำลังเสริม?! ไม่ใช่คนของฉัน ตายก็ตายไป ถ่วงเวลาให้ฉันได้สักชั่วโมงก็ยังดี ต่อไปเบอร์มันไม่ต้องรับแล้วนะ"
ไลแมนไม่มีทางยอมเสียสละแกนนำของเขาไปถมแนวหน้าหรอก!
แจนพยักหน้า "ครับ..."
ทั้งสองคุยกัน ไม่นานขบวนรถก็มาถึงในเมือง
มาถึงทางเข้าเมือง
เหมือนเช่นทุกวัน ตรงนี้มีชาวบ้านตัวเล็กผอมแห้ง หน้าตาเฉยชา มารวมตัวกันเพื่อหาวิธีหาเงินเล็กๆ น้อยๆ ไปซื้อขนมปังประทังชีวิต
แต่... ไลแมนขมวดคิ้วเล็กน้อย
ไม่เหมือนทุกวัน ชาวบ้านพวกนี้พอเห็นขบวนรถของเขา กลับไม่ได้วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนในทันที?!
พวกมันกลับเงยหน้ามองมา!
ขบวนรถแล่นผ่านฝูงชน มุ่งหน้าสู่เซฟเฮาส์กลางเมือง
แต่ไลแมนมองผ่านกระจกกันกระสุนออกไป ในใจเกิดความรู้สึกไม่สบายใจที่อธิบายไม่ถูกขึ้นมาดื้อๆ
แววตาของชาวบ้านพวกนี้ยังคงเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า และความหวาดกลัวเหมือนเดิม
แต่ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ไลแมนรู้สึกชัดเจนว่าในแววตาของคนพวกนี้ มีอารมณ์อย่างหนึ่งเพิ่มขึ้นมา อารมณ์ที่ไม่เคยมี หรือไม่กล้ามีมาก่อน
ความเคียดแค้น
[จบแล้ว]